แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง "Psy" กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

29 ส.ค. 2568 06:35 น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง Psy กังนัมสไตล์ ถูกตำรวจเกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์ หลังรับยาจิตเวชจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายปาร์ก แจซัง หรือ “ไซ” (Psy) แร็พเปอร์ชื่อดังเจ้าของเพลง ฮิต “กังนัม สไตล์” (Gangnam Style) กำลังเผชิญการสอบสวนจากตำรวจเกาหลีใต้ หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการแพทย์ ด้วยการรับยาจิตประสาทจากโรงพยาบาลผ่านบุคคลอื่น โดยที่เขาไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

โดยตำรวจสถานีซอดามุน ในกรุงโซล เปิดเผยว่า ได้ตั้งข้อหานายปาร์ค แจซัง และแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล หลังพบพฤติกรรมผิดปกติว่าไซได้รับใบสั่งยาสำหรับยาจิตประสาท ได้แก่ แซแน็กซ์ (Xanax) และ สติลน็อกซ์ (Stilnox) ซึ่งใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า โดยมีผู้จัดการส่วนตัวและบุคคลอื่นไปรับยาที่โรงพยาบาลแทน ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

ตำรวจเปิดเผยว่าได้รับเบาะแสเรื่อนี้ก่อนเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลเพื่อยึดบันทึกการรักษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนต่อไป ขณะที่กฎหมายเกาหลีใต้ห้ามเด็ดขาดการสั่งจ่ายยาผ่านคนกลาง เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยแบบพบหน้า แต่มีรายงานว่าแพทย์เจ้าของไข้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการรักษาทางไกล

ทางด้านค่ายเพลง “P Nation” ของไซ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า การให้บุคคลอื่นไปรับยานอนหลับแทนเป็นความผิดพลาด แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การสั่งยาผ่านคนกลาง เพราะไซมีการรักษาและได้รับใบสั่งยาจากแพทย์จริง.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

28 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

 รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

28 ส.ค. 2568 22:42 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ 

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการยิงขีปนาวุธถฃ่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย  ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

28 ส.ค. 2568 16:13 น.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

ทางการสิงคโปร์ประกาศใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดขึ้นกับผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเข้ามาใช้ในประเทศ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโทษปรับ ขยายเวลาจำคุก และการลงโทษด้วยการเฆี่ยน

แม้สิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ประกาศห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาอีโตมิเดต (etomidate) ซึ่งเป็นยาชาชนิดหนึ่ง ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยอมรับว่าปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kpods นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลการทดสอบบุหรี่ไฟฟ้าของกลาง 100 ชิ้นในเดือนกรกฎาคม พบว่าหนึ่งในสามมีส่วนผสมของยาอีโตมิเดต นอกจากนี้ยังพบวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่แสดงภาพวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมีพฤติกรรมผิดปกติขณะสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่ประชาชนที่ให้การสนับสนุนกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดของรัฐบาล

นายออง เย กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ กล่าวว่ากฎหมายที่เข้มงวดขึ้นมีความจำเป็น เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรง” และทำหน้าที่เป็น “อุปกรณ์ส่งสาร” เสพติด

รัฐบาลได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ สำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป จะถูกปรับตั้งแต่ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 13,000 บาท) และต้องเข้ารับการบำบัดที่รัฐกำหนด ส่วนผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมอีโตมิเดตจะได้รับโทษที่หนักกว่า

ขณะที่ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และถูกเฆี่ยน 15 ครั้ง สำหรับชาวต่างชาติ นอกจากจะได้รับโทษเช่นเดียวกับชาวสิงคโปร์แล้ว ยังอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและพำนัก และถูกเนรเทศออกจากประเทศ นอกจากนั้น กฎหมายนี้บังคับใช้กับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ทางการจะติดตั้งป้ายเตือนและจัดเตรียมถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่สนามบินชางงี เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถทิ้งอุปกรณ์ได้ก่อนเข้าประเทศ

กฎหมายใหม่นี้เป็นมาตรการชั่วคราวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ระหว่างที่รัฐบาลกำลังพิจารณาออกกฎหมายถาวรเพื่อจัดการกับอีโตมิเดตและยาเสพติดอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต

พร้อมกันนี้ ทางการได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ด้านสาธารณสุขและมาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยมีการโฆษณาเตือนภัยบนรถโดยสาร รถไฟ และพื้นที่สาธารณะ มีการจัดตั้งถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าตามโรงเรียนและสโมสรชุมชน รวมถึงจัดให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีการลาดตระเวนและตรวจค้นแบบสุ่มตามรถไฟ สถานีขนส่ง และสวนสาธารณะ เพื่อตรวจจับผู้กระทำผิดอีกด้วย

นอกจากนี้ การตรวจสอบตามชายแดนและจุดเข้าประเทศก็ได้รับการยกระดับ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากถูกลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของสิงคโปร์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มกำหนดกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เช่น สหราชอาณาจักรที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่เดือนมิถุนายน และออสเตรเลียที่เริ่มห้ามการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2023.

ที่มา BBC

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีฝนหลวงฯ”สั่งช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ต่อเนื่อง เน้นย้ำ!วางแผนปฏิบัติการไม่ให้กระทบพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย พร้อมปรับแผนตั้งหน่วยปฏิบัติการฯเดือนกันยายน เพิ่มอากาศยาน ช่วยเหลือพื้นที่ให้ตรงความต้องการก่อนหมดฤดูฝน

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (28 สิงหาคม 2568) ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับทราบถึงเรื่องความต้องการน้ำสำหรับพื้นที่การเกษตร พบว่า บริเวณพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เช่น อำเภอโพนทราย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีพร้อมเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น วางแผนปฏิบัติการให้ตรงพื้นที่เป้าหมาย และได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังพื้นที่รอยต่อ พื้นที่คาบเกี่ยวที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรของประชาชน และในเช้าวันนี้ หน่วยฯ จังหวัดขอนแก่น ได้วางแผนปฏิบัติการฝนหลวงในเวลา 09.45 น. ใช้เครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ – อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม – อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด และในเวลา 10.15 น. ใช้เครื่องบิน CN จำนวน 1 ลำ ปฏิบัติการบริเวณ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และบริเวณ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่การเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนภูมิภาคอื่นๆ ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน โดยในช่วงนี้บริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ภาคกลางเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากช่วยพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แล้ว ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติการฯ ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำตะคองและหากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขให้เร่งเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนลำตะคอง เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 17.13% (ข้อมูล ณ 29 ส.ค. 68)  สำหรับภาคใต้ตอนบนให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขัน์ และเน้นเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน และบริเวณภาคใต้ ยังคงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน กรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนการตั้งหน่วยปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการน้ำ โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดขอนแก่น วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดลพบุรี วันที่ 1-15 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ AU-23 จำนวน 2 ลำ และ BT-67 จำนวน 2 ลำ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 1-10 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ และหน่วยปฏิบัติการฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 1-30 กันยายน 2568 ใช้เครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 2 ลำ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กรมฝนหลวงฯ จะปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการ จะระมัดระวังพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอแล้วและพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา 'หญ้าแฝก' สนองพระราชดำริ

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา ‘หญ้าแฝก’ สนองพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.03 น.

ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมเปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” สนองพระราชดำริ พร้อมบรรยายพิเศษ เสริมองค์ความรู้ประโยชน์หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ พร้อมด้วย ดร.พิทยากร ลิ่มทอง ที่ปรึกษากรมพัฒนาที่ดิน นางสาวกมลาภา วัฒนประพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการจัดการดิน กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน และข้าราชการในสังกัดฯ ร่วมพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ “โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวทางป้องกันกรณีเกิดภัยพิบัติดินถล่ม ประจำปี 2568” โดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2568 โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธาน นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการ กปร. กล่าวรายงาน คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายหญ้าแฝก และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

การสัมมนาฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการและแนวทางพระราชดำริ ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการปลูกหญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันปัญหาภัยพิบัติดินถล่ม จากภาวะฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการนี้เพื่อสนับสนุนการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 8 (The Eighth International Conference on Vetiver: ICV-8) ที่จะจัดขึ้น ณ สาธารณรัฐอินเดีย ในช่วงเดือนเมษายน 2570

กิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านหญ้าแฝกและดินถล่ม การบรรยายพิเศษโดยนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ โอกาสนี้ ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ได้ร่วมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “บทบาทหญ้าแฝกต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ” ป้องกันภัยดินถล่ม สร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ ซึ่งหญ้าแฝกมีรากที่หยั่งลึกและแผ่กระจายช่วยยึดเกาะดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน สร้างขั้นบันไดตามแนวระดับ ลดความเร็วของน้ำไหลบ่า กรองตะกอน และรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดี รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “หญ้าแฝกกำแพงธรรมชาติที่มีชีวิต” โดยจัดแสดงโมเดลรากหญ้าแฝก และพันธุ์หญ้าแฝกต่างๆ ที่ดำเนินการปลูกภายในศูนย์ฯ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ การควบคุมร่องน้ำ กระจายน้ำอย่างทั่วถึง เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านภัยพิบัติดินถล่ม ควบคู่กับการดำเนินงานโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ร้อยเอ็ด’ จัดพิธีมอบโค โครงการโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

29 สิงหาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 35 ตัว ณ ค่ายลูกเสือนีโอ บ้านเหล่าน้อย ตำบลวังสามัคคี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก-พื้นที่ EEC

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

ชป.ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

วันนี้ (29 ส.ค 68) นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 พร้อมด้วยผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) มุ่งบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถสนับสนุนทุกกิจกรรมได้เพียงพอตลอดทั้งปี

นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (29 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,339 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯ รวมกัน

จนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้

1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้าน ลบ.ม.

2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.53 ล้าน ลบ.ม.

3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.74 ล้าน ลบ.ม.

4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 9.11 ล้าน ลบ.ม.

5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.16 ล้าน ลบ.ม.

6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.69 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ตามมาตรการรับมือฤดูฝนที่วางไว้ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ให้อ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในเดือนตุลาคมนึ้ จะมีปริมาณน้ำเก็บกักตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศควบคุมความเค็ม การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

– 006

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ'ไทย–มาเลเซีย' เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ เดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก ร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

2 กรมชลฯ’ไทย–มาเลเซีย’ผนึกกำลังเดินหน้าปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก เสริมความร่วมมือบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน

29 สิงหาคม 2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ณ ห้องประชุม Napalai B โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานฝ่ายไทย และ Ir. Haji Mohd. Azmin bin Hussin รองอธิบดีกรมชลประทานและการระบายน้ำ ประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานฝ่ายมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานการประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก (Joint Technical Working Group: JTWG) ครั้งที่ 41 โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายณัฐพล วุฒิจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ผู้แทนจากทั้งสองประเทศ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

การประชุมครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพิจารณาในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่

• การรายงานผลการสำรวจ ติดตาม และประเมินผลปากแม่น้ำโก-ลก
• การสอบเทียบร่วมกันของสถานีสำรวจอุทกวิทยาแม่น้ำโก-ลก โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันใช้ Rating Curve ของฝ่ายไทยในการพยากรณ์อุทกภัย
• การพัฒนาระบบติดตามข้อมูลในลุ่มน้ำโก-ลก และการจัดทำเว็บไซต์ร่วม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเรื่องการขุดลอกปากแม่น้ำโก-ลก ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการทับถมของตะกอนเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลานาน โดยฝ่ายมาเลเซียได้นำเสนอข้อมูลทางเทคนิคประกอบด้วย รายงานการสำรวจภูมิประเทศใต้น้ำ วิธีการขุดลอก และมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้นำเสนอแผนก่อสร้างคันกันคลื่นและเขื่อนป้องกันตลิ่ง ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลิ่งและระบบนิเวศของแม่น้ำโก-ลก

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามรับรองรายงานการประชุมอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถานีสูบน้ำบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานทางวิชาการร่วมไทย–มาเลเซีย ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน อันจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลกให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน.

012

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

‘อธิบดีฝนหลวง’ ลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วงพื้นที่กุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

28 สิงหาคม 2568 เวลา 11.30 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร พร้อมด้วยนายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนบน)  นางสาวหนึ่งหทัย ตันติพลับทอง ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร เพื่อติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง ในการบรรเทาปัญหาฝนทิ้งช่วง ในบริเวณพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ อำเภอสุวรรณภูมิ  สหกรณ์การเกษตร อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด สาขานกเหาะ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ และในการติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในครั้งนี้  มีการวางแผนเพื่อขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง และเนื่องจากสภาพที่เหมาะสม มีสภาพเมฆที่สามารถปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่องได้ จึงทำให้เริ่มมีฝนตกบริเวณอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

-(016)