เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

เปิดเวทีปฐมนิเทศฯ เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชาวแพร่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

21 สิงหาคม 2568 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน ร่วมประชุมปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยมีคณะที่ปรึกษาโครงการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการส่วนกลางและท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย จังหวัดแพร่ เป็น 1 โครงการ จาก 3 โครงการเร่งด่วนที่กรมชลประทานได้คัดเลือก เพื่อนำไปศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำยม ลักษณะโครงการเป็นประตูระบายน้ำแบบบานโค้ง มีบานระบายน้ำ 10 ช่อง สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 1,748.31 ลบ.ม/วินาที เพื่อเก็บกักและเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำยมให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการสูบน้ำให้กับสถานีสูบน้ำบริเวณพื้นที่โครงการปัจจุบัน จำนวน 15 แห่ง หากโครงการแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่รับประโยชน์รวม 11 ตำบล จำนวน 28,714 ไร่

โดยการจัดประชุมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการที่ได้รับการคัดเลือก แนวทางการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมรับฟังสภาพปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบในการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชนต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะดำเนินการศึกษาโครงการฯอย่างรอบคอบ โปร่งใส เพื่อให้โครงการประตูระบายน้ำเด่นชัย สามารถตอบโจทย์ด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนชาวแพร่อย่างยั่งยืน

-(016)

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

ก.เกษตร เตรียมเร่งเจรจาจีน รับมือมาตรการสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ลำไยไทยเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

21 สิงหาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.เกษตรฯ  ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากกรณีที่ประเทศจีนอาจจะมีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หรือกำมะถันในลำไยของไทย

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ทางการจีนอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการสุ่มตรวจ จากค่ามาตรฐานที่กำหนดในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดด้านการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากประเทศไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามเมื่อปี พ.ศ.2547 ว่า สารซัลเฟอร์ในลำไย ที่เนื้อไม่เกิน 50 mg/kg แต่อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการยกระดับมาตรฐานสุ่มตรวจสารซัลเฟอร์ทั้งเนื้อและเปลือก แทนการตรวจเฉพาะเนื้อ

นายเอกภาพ เปิดเผยต่อว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยนายอรรถกร  ได้มีจุดยืนที่จะทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นที่พึ่งของเกษตรกรไทย และทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ให้เกษตรกร  โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำนัดเรื่องเวลาในการที่จะเข้าไปพบกับจีนแล้ว  เพื่อพูดคุยทางการค้าและหาข้อสรุปถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการสุ่มตรวจในลำไยที่จะเกิดขึ้นได้

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

ชป.ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เมืองอุดร-หนองคาย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

21 สิงหาคม 2568 นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ของสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 โดยมี นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายสิงหา ผจงกิจการ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายชัยณรงค์ สิงห์ยะบุศย์ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายชาคริตฬ์ ไม้พันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม นายนครศรี กรุณา ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล นายเจษฎา ตงศิริ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ พร้อมทั้งบรรยายสรุปงานก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำหนองสองห้อง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ณ ประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

สำหรับประตูระบายน้ำหนองสองห้อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาคำ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นประตูระบายน้ำขนาด 12.5×7.5 เมตร จำนวน 4 ช่องบาน อัตราการระบายน้ำ 560 ลบ.ม./วินาที สถานีสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบ Vertical Mixed Flow Pump ขนาด 15 ลบ.ม./วินาที จำนวน 4 เครื่อง อัตราการระบายน้ำ 60 ลบ.ม./วินาที มีอาคารประกอบอื่น เช่น อาคารที่ทำการ บ้านพักข้าราชการ ถนนภายในหัวงาน

ในส่วนของ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จังหวัดหนองคาย ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง มีพื้นที่รับน้ำ 2,260 ตร.กม. มีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยประมาณ 1,257.65 ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ ในช่วงฤดูฝนจะเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และในช่วงฤดูแล้งมักประสบปัญญาภัยแล้ง เนื่องจากไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีลักษณะเช่นนี้เป็นประจำ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 ระยะเวลาโครงการ 9 ปี (พ.ศ. 2561 – 2569) ลักษณะของโครงการ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อัตราการสูบน้ำรวม 150 cms. ปรับปรุงพนังกั้นน้ำเดิมฝั่งขวาตามแนวลำห้วยหลวง ยาว 18.6 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำสาขา 3 แห่ง พนังกั้นน้ำใหม่ฝั่งซ้าย ยาว 41.85 กม. และฝั่งขวา ยาว 29.34 กม. ช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวงยาว 47 กม. อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำตามลำน้ำสาขา 8 แห่ง อาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวง จำนวน 3 แห่ง โครงข่ายระบบชลประทาน จำนวน 13 โครงข่าย ครอบคลุมพื้นที่ 315,195 ไร่ แก้มลิงและอาคารประกอบ จำนวน 20 แห่ง ระบบควบคุมอุทกภัยอัจฉริยะ (Smart Flood Control System) ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ ได้แก่ บรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดหนองคายและอุดรธานี จำนวนพื้นที่รับประโยชน์ 54,390 ไร่ ส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่อีก 300,195 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 284 หมู่บ้าน 37 ตำบล 7 อำเภอ ของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานีโดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 29,835 ครัวเรือน เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ใกล้เคียง ประชาชนในพื้นที่โครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น 25,292 บาท/คน/ปี

-(016)

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

ก.เกษตรฯพัฒนาศูนย์ฯพิรุณราชขับเคลื่อนนโยบายฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.48 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบแนวทางการพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช และการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัดฯ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

วันนี้ (21 ส.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โดยมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัด พร้อมบุคลากรสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมการประชุมกว่า 120 คน ว่า กระทรวงเกษตรฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวขึ้น ระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2568 ที่ จ.นครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับภูมิภาค 2 เรื่อง คือ 1) การพัฒนาศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อขอรับรองเป็นศูนย์ราชการสะดวก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความพึงพอใจให้เกษตรกรที่มารับบริการหรือขอรับการช่วยเหลือ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกร และขยายผลเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยเริ่มต้นจากงานบริการของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อาทิ การบริการข้อมูลการเกษตร การร้องเรียน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การกู้เงินกองทุนหมุนเวียนฯ/กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ฝนหลวง ภัยธรรมชาติ เกษตรพันธสัญญา การประชาสัมพันธ์การเกษตร เป็นต้น และ 2) การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัดภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ มีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธานคณะทำงานประเด็นการพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำหนดนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1) ผลักดันการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2) เร่งขับเคลื่อนนโยบายของ รมว.เกษตรฯ 9 นโยบาย 8 ข้อสั่งการ อาทิ การเร่งขยายผลการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เป็นต้น 3) การสนับสนุนการตรวจราชการนอกสถานที่และการประชุม ครม. สัญจรของ รมว.กษ. และ รมช.กษ. 4) การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การทำงานของกระทรวง ทั้งส่วนกลางและจังหวัด เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และ 5) การเตรียมการรองรับและการแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร

“การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องอาศัยการประสานและบูรณาการงานจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการจัดเวทีประชุมบุคลากร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายประยูร กล่าว
นายประยูร กล่าวอีกว่า ในวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มีการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของแต่ละจังหวัด ซึ่งแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ สามารถนำไปปรับใช้ในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายได้ตามความเหมาะสม รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์ราชการสะดวก เพื่อสร้างความประทับใจ
ความพึงพอใจแก่เกษตรกรที่มารับบริการ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการสนับสนุนช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกร รวมถึงให้ความสำคัญต่อการใช้แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรได้เร็ว ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น” ปลัดเกษตรฯ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวทีเสวนาโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ไทย ลาว เวียดนาม จีน ซึ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญ เนื่องจากมีสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมไปยังลาว เวียดนาม จีน ที่ใกล้ที่สุด ทั้งที่หนองคาย มุกดาหาร นครพนม ช่องเม็ก-อุบลราชธานี รวมถึงสะพานแห่งใหม่ที่บึงกาฬ มีภาคเอกชนที่ส่งสินค้าเกษตรไปลาว เวียดนาม และจีน มาเล่าประสบการณ์ และแนวโน้มความต้องการสินค้าของตลาด รวมถึงจะได้ศึกษาดูงานการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ณ ด่านศุลกากรนครพนมด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิต และการกำหนดแผนพัฒนาด้านการเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อไป

015

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

กรมชลฯ ลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ N.5A เกาะติดสถานการณ์แม่น้ำน่าน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

21 สิงหาคม 2568 นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำน่าน โดยมี นายวิทูร เกิดอินทร์ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก สำนักงานชลประทานที่ 3 ร่วมบรรยายสรุปข้อมูลและแนวทางบริหารจัดการน้ำ พร้อมร่วมลงพื้นที่ ณ สถานีวัดน้ำ N.5A (สะพานเอกาทศรถ) และจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง เช่น บริเวณคอนโดทรัพย์ทวี ถนนธรรมบูชา และบริเวณแพน่านน้ำพิษณุโลก

สถานการณ์ล่าสุด ระดับน้ำแม่น้ำน่านอยู่ที่ 7.88 เมตร จากระดับตลิ่ง 10.37 เมตร อัตราการไหล 844.40 ลบ.ม./วินาที แม้ยังต่ำกว่าระดับวิกฤติ แต่เข้าสู่ เกณฑ์เฝ้าระวัง (ธงสีเหลือง) โดยหากระดับน้ำสูงถึง 8.50 เมตร เทศบาลฯ เตรียมบล็อกท่อระบายน้ำและใช้เครื่องสูบน้ำแทน เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเขตเมือง

ขณะนี้ เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อย ยังมีความสามารถในการรองรับน้ำได้เพียงพอ และได้มีการปรับลดอัตราการระบายน้ำ พร้อมประสานงานร่วมกับเขื่อนนเรศวร และเขื่อนผาจุก เพื่อควบคุมระดับน้ำในลำน้ำน่านอย่างสมดุล โดยทางสำนักงานชลประทานที่ 3 มีการบริหารจัดการน้ำแบบรายวันอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ การติดธงสีเหลืองเป็นมาตรการเชิงป้องกันล่วงหน้า ยังไม่มีสัญญาณความเสี่ยงฉับพลัน แต่ขอให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจกรรมในแม่น้ำ ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

-(016)

ห้ามพลาด! ‘Thailand Local SDGs Plus Expo 2025’ ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

ห้ามพลาด! 'Thailand Local SDGs Plus Expo 2025' ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

ห้ามพลาด! ‘Thailand Local SDGs Plus Expo 2025’ ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

ห้ามพลาด!“จตุพร” ชวนชอป งาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025 ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล 22-24 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ คาดกระตุ้นเศรษฐกิจทะลุ 1,000 ล้านบาท

22 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ณ ฮอลล์ 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเครือข่ายภาคเอกชน 17 องค์กร ผู้ประกอบการจากส่วนกลางและภูมิภาค เข้าร่วม โดยงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) คาดว่า การจัดงานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 30,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท และหากรวมผลต่อเนื่องทั้งปีคาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “PLUS WITH POWER: ชีวิตดี โลกดี เศรษฐกิจดี” มุ่งสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านพลังของผู้ประกอบการไทยที่ผสานแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม

นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าและบริการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)  ผ่านพลังของผู้ประกอบการไทยที่ผสานกับแนวคิดการพัฒนาอย่างสมดุล สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ “ไทยทำไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และวันนี้ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการพัฒนาตลาดกลุ่มสินค้าเพื่อความยั่งยืน พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดสินค้ารักษ์โลกในระดับสากล

“กระทรวงพาณิชย์จะรวบรวมและจัดทำข้อมูลสินค้า SDGs เผยแพร่สู่ผู้ประกอบการและประชาชน ตลอดจนร่วมกับภาคเอกชนในการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” นายจตุพร กล่าว

ภายในงานมีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ นำสินค้าศักยภาพกว่า 1,000 รายการมาจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องหนัง ของขวัญและของชำร่วย ของใช้และของตกแต่งบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม

นอกจากการออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว งานยังจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การเจรจาการค้า Business Matching นิทรรศการจากหน่วยงานรัฐและพันธมิตร กิจกรรมเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  เวิร์กช็อปแนวรักษ์โลก และมีจุดรับพลาสติกสะอาดของ “YOUเทิร์น” เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติก PCR ลดขยะพลาสติกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

สำหรับงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Local SDGs+ หรือโทร. 02-507-6929

-(016)

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

ภารกิจค้นหาตัวแทนของไทยไปจักรวาล 2025 ใกล้สิ้นสุดเข้ามาทุกที ล่าสุด บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด Miss Universe Thailand 2025 โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด MIss Universe Thailand & Vice President of Miss Universe Asiana จัดการแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) ณ  MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 โดยมีเหล่าคณะกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ อาทิ อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม Miss Universe Thailand 2020  เข้าร่วมชม รวมถึงที่กำลังรับชมผ่านทาง Youtube Live : Grand TV 

พิธีกรเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era ทั้ง 77 จังหวัดในแฟชั่นโชว์ชุดว่ายน้ำ คอลเลกชันพิเศษจากแบรนด์ ATIPA ที่เรียกได้ว่าห้ามกระพริบตาตั้งแต่วินาทีแรก เหล่าสาวงามจัดเต็มลีลาการเดินการโพสต์ เรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมลั่นฮอลล์

จากนั้น กองประกวดฯ ได้เผยโฉมสาวงามอีกครั้งในรอบชุดราตรี (Evening Gown Competition) ออกแบบและรังสรรค์โดยดีไซน์เนอร์ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ให้สาวงามได้โชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์เฉพาะตัว ซึ่งการประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era (มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 : เดอะ นิว เอร่า) ในรอบการแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) นี้จะมีการเก็บคะแนน เพื่อคัดเลือกสาวงามเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้าย (Top 18 Miss Universe Thailand 2025)

ภายในงาน พิธีกร ฟ้าใส ปวีณสุดา ได้ประกาศ 4 คนสุดท้าย ของการแข่งขัน “Inspire U to the Universe” และผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และผ่านเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ และ Top 4 Finalists จะมาจากผู้ที่มีคะแนนโหวต สูงสุด 2 ท่าน และจากคณะกรรมการอีก 2 ท่าน และสองคนแรก มาจากผู้ที่มีคะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่ 1. MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 2.MUTปทุมธานี “อมองดีน กลาสเซต์” และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกจากคณะกรรมการ ซึ่งได้แก่  3. MUTกรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง”4.MUTสุราษฏร์ธานี “ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร”

สำหรับ 4 คนสุดท้ายของ “Inspire U to the Universe” จะประกาศผลผู้ชนะ ในรอบตัดสิน (Final Competition) ในวันที่      23 สิงหาคมนี้ ซึ่งสาวงามจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมผ่านเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ และอีกหนึ่งรางวัลที่สำคัญ เพื่อเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ กับ Miss Popular Vote ที่เปิดให้ทุกท่านร่วมโหวตได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 สิงหาคม เวลา 19.00 น. โดยสามารถโหวตได้ทาง website http://www.missuniversethailand.net

ผู้ที่มีคะแนนโหวตสูง 5 อันดับ ณ ตอนนี้ ได้แก่ อันดับ 5 MUTสระบุรี อันดับ 4 MUTสมุทรปราการ อันดับ 3 MUTนครศรีธรรมราช  อันดับ 2 MUTบึงกาฬ และอันดับ 1 MUTกรุงเทพมหานคร

ภายในงาน พิธีกรได้ประกาศรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุน ได้แก่  1.Miss Vietjet Fly Green จะได้รับ บัตรโดยสารฟรีตลอด 1 ปี จากสายการบิน Vietjet Thailand ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 2.The Ultimate Crowned Eyes of Radiance – Makne Cosmetics จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท สนับสนุนโดย Makne cosmetics

ได้แก่ MUTปัตตานี “ฉัฐนันท์ เถาศิริพันธ์” 3. Queen of Fresh & Soft หอมเฟรช จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย Fresh & Soft  ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 4. FRIEND OF LINE MAN จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย LINE MAN ได้แก่ MUTกรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” 5. Miss Youthful Glow By Snail White จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย Snail White ได้แก่ MUTนครศรีธรรมราช  “กมลพร ทองพล” 6. MISS แกลมเกษตร จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์”

รอบตัดสิน Miss Universe Thailand 2025 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม2568  ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 รับชมรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) Miss Universe Thailand 2025 : The New Era ย้อนหลังได้ที่ Youtube : Grand TV

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

สถาบันนานาชาติวิทยาศาสตร์และศิลปะภาพยนตร์ (International Institute of Film Science and Arts – IIFSA) ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล “Astar Award” ประจำปี 2025 อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการศิลปะภาพยนตร์และเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมยกย่องผู้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นในด้านภาพยนตร์ นวัตกรรม งานวิจัย การศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ทั้งนี้ รายชื่อผู้เข้าชิงปีนี้ครอบคลุมกว่า 20 สาขารางวัล จากกว่า 30 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก สะท้อนถึงความหลากหลายของวงการภาพยนตร์สากล ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ การผสมผสานเทคโนโลยี และการเล่าเรื่องที่เน้นมิติความเป็นมนุษย์

สำหรับพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก นำโดย ศาสตราจารย์ Karl Bardosh แห่ง NYU Tisch School ผู้ได้รับรางวัล Tony Award และบุกเบิกแนวคิดภาพยนตร์บนมือถือ ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแถวหน้า อาทิ ปูซาน อัมสเตอร์ดัม มุมไบ และเมลเบิร์น รวมถึงนักวิชาการและศิลปินชื่อดังจากหลากหลายประเทศ

ภาพยนตร์ที่เข้าร่วมได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกของ IIFSA หรือผู้สมัครเข้าร่วมโดยตรง โดยจะมีการโหวตคัดเลือกผู้ชนะจากคณะกรรมการ และประกาศผลอย่างเป็นทางการในพิธีมอบรางวัล

งานมอบรางวัล Astar Award 2025 จะจัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 27 สิงหาคม 2025 โดยมีศิลปิน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่จากทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ

-(016)

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ – กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ - กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ – กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จัดงานแถลงข่าว “ความก้าวหน้าความร่วมมือการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานกรุงเทพมหานคร” เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการบริจาคอวัยวะและเพิ่มช่องทางให้ผู้มีจิตอันกุศลสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเมื่อมาทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตใหม่ของผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยมี รศ.นพ.ศุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รักการผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ตรีนุช สันติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด ร่วมให้รายละเอียด จัดขึ้นเมื่อวันที่  19 สิงหาคม  2568 ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

ดร.อนุรุธ ว่องวานิช กรรมการส่งเสริมกิจการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ, ผศ.พญ. ลลิดา ปริยกนก ผอ.ศูนย์ดวงตาฯ , รศ.นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รอง ผอ. รักษาการ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ, กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ, รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม., ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่า กทม. และ ภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่า กทม.

รศ.นพ.ศุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การบริจาคอวัยวะและการปลูกถ่ายอวัยวะ ในปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะทุกอวัยวะมากถึง 7,486 ราย แต่ในปี 2567 มีผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพียง 946 ราย จากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต จำนวน 436 ราย และผู้รอการปลูกถ่ายอวัยวะเสียชีวิตระหว่างการรอการปลูกถ่าย 166 คน หรือ ทุกสัปดาห์จะมีผู้เสียชีวิต 3 คน ในขณะเดียวกันมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตทั้งหมด 1,765,217 คน หรือร้อยละ 2.7 ของประชากร จึงทำให้เกิดการขาดแคลนอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการบริจาคอวัยวะให้มากเพียงพอต่อการปลูกถ่ายในประเทศรับ พร้องทั้งจัดสรรอวัยวะที่ได้รับบริจาคอย่างเป็นธรรมให้กับผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะโดยไม่มีการซื้อขาย และอวัยวะที่ได้รับบริจาคไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด

นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รอง ผอ. รักษาการ กล่าวถึงความเป็นมาและความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ และกรุงเทพมหานคร

กลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งผู้บริจาคอวัยวะจะสามารถต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้มาก 8 คน ผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะนับว่าเป็นผู้มีจิตอาสา จิตสาธารณะในการจะช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีชีวิตได้ยืนยาวมากขึ้น รวมถึงญาติต้องยินยอมในการบริจาคอวัยวะผู้เสียชีวิตจากสมองตาย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ได้ร่วมกับอาสาสมัคร 2024 อาสากาชาด ออกประชาสัมพันธ์เชิงรุกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดยมีการออกบูธให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่ประชาชน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขต กทม. ไปแล้ว 35 เขต และจะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครบ 50 ภายในปีนี้ โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอย่างมากในการให้ผู้มาติดต่อราชการ ณ สำนักงานเขตได้รับรู้รับทราบและเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อการบริจาคอวัยวะและตัดสินใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ในนามศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ขอขอบคุณผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ที่ได้สนับสนุนภารกิจของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยให้ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะ รวมถึงยังสามารถลดอัตราการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

กลินท์ สารสิน กล่าวถึงความร่วมมือ ความสำคัญและความก้าวหน้าของโครงการ

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การที่เราสามารถเพิ่มจำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้จะเป็นประโยชน์มาก สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ได้แก่ จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะผ่านการทำบัตรประชาชน ในใบลงทะเบียนขอทำบัตรประจำตัวประชาชนเพิ่มช่องระบุว่าประสงค์หรือไม่ประสงค์บริจาคอวัยวะ ในกรณีที่ไม่ได้ติดต่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนแต่ต้องการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะก็สามารถเพิ่มข้อมูลในระบบข้อมูลในทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนได้ และเผยแพร่สื่อวีดีทัศน์ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะบนโทรทัศน์ระหว่างที่ประชาชนรอติดต่อราชการ ทั้งนี้กรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการให้ประชาชนสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะให้ได้ครบทุกสำนักงานเขตภายในสิ้นปีนี้  อีกทั้งกรุงเทพมหานครพร้อมจะร่วมมือกับสภากาชาดไทยในทุกมิติ          

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต กทม.

ตรีนุช สันติกุล กล่าวความร่วมมือการสนับสนุนอาสากาชาดออกประชาสัมพันธ์การรับบริจาคอวัยวะทั้ง 50 เขต กทม.

ตรีนุช สันติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย กล่าวว่า จากวันแรกที่อาสากาชาดได้ออกปฏิบัติงานในการให้ความรู้ รณรงค์เรื่องบริจาคอวัยวะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่สำนักงานเขตสายไหม มีอาสาสมัครทำงานในโครงการนี้รวมกว่า 900 คน ซึ่งอาสาสมัครกาชาดจะได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการรับบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยทำงานร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และกลุ่มอาสาสมัคร 2024 เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งความหวังในการประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดข้อมูลและตอบข้อสอบถามแก่ประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่เกิดจากแรงศรัทธาบนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง ผลจากความร่วมมือทำให้มีประชาชนแสดงความจำนงในโครงการนี้มากถึง 1,700 คน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของโครงการ อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้อันยิ่งใหญ่ คนไทยมีหัวใจแห่งการเสียสละ เป็นแสงแห่งความหวังให้กับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคที่ไม่รักษาได้และการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นทางเดียวที่จะนำพวกเขากลับมาให้อยู่กับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มอาสาสมัคร 2024 มอบเสื้อยืด “เมื่อไม่ใช้…ชีวิตใหม่ของใครอีกหลายคน” จำนวน 270 ตัว ให้ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ โดยมี รศ.นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รับมอบ เพื่อให้เป็นของขวัญแก่ผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะในโครงการประชาสัมพันธ์ 50 เขต กทม.

เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า ร่วมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ

กลุ่มอาสาสมัคร 2024 และ อาสากาชาด ออกบูธประชาสัพพันธ์การรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักเขตต่างๆ

ประชาชนผู้มีจิตสาธารณะและมีหัวใจแห่งการให้ สามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้แล้ววันนี้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ตึกเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรฯ ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร. 1666 หรือ 0 2256 4045-6 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์ www.organdonate.in.th และแอปพลิเคชัน “บริจาคอวัยวะ” ล่าสุดที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เพราะ 1 ผู้ให้ ช่วยได้ 8 ชีวิต

ทั้งนี้ ได้รับการเอื้อเฟื้อกรุณาพิเศษจากช่อง TNN 16

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

บทความพิเศษ ‘เขารู้เขมร’ : ‘โดรน’ อาวุธสงครามสมัยใหม่

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดรน (Drone) หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับ” (Unmanned Aerial Vehicle – UAV) เป็นหนึ่งในอาวุธที่สำคัญที่สุดในสงครามยุคใหม่ ที่กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสมรภูมิอย่างมากมายที่สามารถควบคุมได้จากระยะไกลหรือบินได้โดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้   จากที่เคยเป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพทางอากาศ และอุปกรณ์การเกษตร  ปัจจุบันโดรนได้กลายเป็นอาวุธที่รัฐและกลุ่มต่าง ๆ หันมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภารกิจรักษาความปลอดภัย   ลาดตระเวน สอดแนม และโจมตีเป้าหมาย การพัฒนาโดรนเริ่มต้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาพยายามสร้างเครื่องบินไร้คนขับสำหรับการข่าวกรอง แต่ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม และพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

1. โดรนทางการทหาร: มากกว่าแค่การสอดแนม

โดรนที่ใช้ในกองทัพนั้นมีหลากหลายชนิดและถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่แตกต่างกันไป

•             โดรนสอดแนมและลาดตระเวน (ISR Drone): มีขนาดเล็ก บินได้นาน และติดตั้งกล้องความละเอียดสูงเพื่อเก็บข้อมูลข่าวกรอง

•             โดรนโจมตี (UCAV: Unmanned Combat Aerial Vehicle): เป็นโดรนติดอาวุธ สามารถยิงขีปนาวุธหรือระเบิดได้ เช่น โดรนรุ่น Predator และ Reaper ที่โด่งดังของสหรัฐฯ

•             โดรนลูกผสม (Hybrid Drone): สามารถสลับโหมดจากสอดแนมเป็นโจมตีได้เมื่อจำเป็น

•             โดรนกามิกาเซ่ (Kamikaze Drone) หรือโดรนพลีชีพ: โดรนขนาดเล็กที่บรรทุกระเบิดและพุ่งเข้าชนเป้าหมายโดยตรง

2.วิธีป้องกันโดรนโจมตี

การป้องกันโดรนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก: Hard Kill และ Soft Kill

2.1 Hard Kill (การทำลายโดรนให้ตกลงจากฟ้า โดยใช้กำลังอาวุธ)

2.1.1 ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิม

•             ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน: เช่น Phalanx CIWS, C-RAM

•             ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน: เช่น Stinger, Iron Dome

2.1.2 อาวุธเลเซอร์(Laser System)  โดยยิงแสงเลเซอรความเข้มสูงเพื่อเผาไหม้ทำลายโครงสร้างของโดรน

•             ระบบเลเซอร์พลังงานสูง: เช่น LAWS (Laser Weapons System) ของกองทัพเรือสหรัฐ

•             ข้อดี: ความเร็วแสง, ต้นทุนการยิงต่ำ, ไม่มีกระสุน

•             ข้อเสีย: ผลกระทบจากสภาพอากาศ, การใช้พลังงานสูง

2.1.3 ปืนยิงโดรน Drone Gun

•             Anti-DroneGun: ปืนรบกวนสัญญาณ โดยยิงกระสุนหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตัดการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุม กับเครื่องโดรนของฝ่ายตรงข้าม

2.1.4 ตาข่ายป้องกันโดรน Anti drone net

•             ยิงตาข่ายดักโดรน เพื่อดักจับโดรนกลางอากาศให้ตกลง  คล้ายการทอดแหจับปลาจับนก

•             กางกำแพงตาข่ายSkywall : ติดตั้งรอบพื้นที่สำคัญ

2.2 Soft Kill (การทำลายโดยไม่ใช้กำลัง)

2.2.1 ระบบรบกวนสัญญาณ (Electronic Warfare)

•             การรบกวนสัญญาณควบคุมJamming System  : โดยส่งสัญญาณวิทยุหรือคลื่นความถี่สูงไปรบกวนการสื่อสาร  ตัดการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับผู้ควบคุม

•             สัญญาณหลอกล่อ (Spoofing): ส่งสัญญาณเทียมให้โดรนเข้าใจผิดและบินออกนอกเส้นทาง

•             การรบกวน GPS: ทำให้โดรนข้าศึกหลงทาง

•             การโจมตีทางไซเบอร (Cyber Attach) : การแทรกเข้ารบกวนหรือ ยึดการควบคุมโดรนของศัตรู  สั่งการให้บินกลับฐาน หรือโจมตีผิดเป้าหมาย

•             อุปกรณ์: DroneShield, AUDS (Anti-UAV Defence System)

2.2.2 การใช้สัตว์ปราบโดรน  กองทัพบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ มีการฝึก นกอินทรี และ นกเหยี่ยว ให้จับโดรน ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม                   

นกอินทรีย์และนกเหยี่ยว

•             Golden Eagle: กองทัพฝรั่งเศสฝึกนกอินทรีย์ทองให้โฉบจับโดรนกลางอากาศ

•             Wedge-tailed Eagle: ออสเตรเลียใช้นกอินทรีย์หางลิ่มป้องกันสนามบิน

•             ข้อดี: เงียบ, มีประสิทธิภาพสูง, เป็นธรรมชาติ

•             ข้อเสีย: ระยะจำกัด, ต้องการการฝึก, อาจได้รับบาดเจ็บ

นกพิราบ

•             ข้อดี: ขนาดเล็ก, คล่องตัว, ค่าใช้จ่ายต่ำ

•             การใช้งาน: เฝ้าระวังและรายงานโดรน

2.2.3 การใช้โดรนปราบโดรน  (Drone vs. Drone): การใช้โดรนอีกลำยิงปืนลูกซอง หรือพุ่งเข้าชนหรือยิงตาข่ายใส่โดรนของศัตรู

2.2.4  หนังสติ๊กและตะไล

•             หนังสติ๊ก และ หน้าไม้ยิงปลา  : ใช้ยิงโดรนบินต่ำระยะใกล้

•             ตะไล: ใช้จุดเพื่อรบกวนการบินของโดรนเมื่อเข้ามาใกล้

2. ดอกไม้ไฟและบั้งไฟ

•             ดอกไม้ไฟ: สร้างแสงจ้า รบกวนเซนเซอร์โดรน

•             บั้งไฟ: ปล่อยในปริมาณมาก สร้างสิ่งกีดขวาง

3. โคมลอย  บอลลูน  และลูกโป่ง

•             โคมลอย: ใช้กีดขวางโดรน  โดยเทคโนโลยีพื้นบ้าน

•             บอลลูนป้องกัน: ใช้ลากตาข่ายให้ไปพันใบพัดโดรน  ขัดขวางการบินของโดรน

•             ลูกโป่งสวรรค์   ใช้ปล่อยรบกวนเส้นทางการบินของโดรนโจมตีในระยะต่ำ โดยอาจใช้ลูกโป่งพวงลากตาข่าย แบบแพรคลุมป้ายขึ้นไปรบกวนโดรนที่เข้ามาโจมตี

บอลลูนลากตาข่ายของยูเครน  ป้องกันโดรนรัสเซีย

2.2.4 ระบบป้องกันแบบบูรณาการ   C-UAS (Counter-Unmanned Aircraft Systems) 

•             Iron Dome: อิสราเอล   Pantsir-S1: รัสเซีย  NASAMS: นอร์เวย์  Patriot: สหรัฐอเมริกา

2.2.5 ระบบป้องกันที่รวมหลายเทคโนโลยี:

1.            การตรวจจับ: เรดาร์, อินฟราเรด, เสียง

2.            การติดตาม: ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์เส้นทาง

3.            การระบุ: แยกแยะโดรนศัตรูจากเป้าหมายอื่น

4.            การต่อกร: เลือกวิธีการทำลายที่เหมาะสม

3.อนาคตของการป้องกันโดรน

เทคโนโลยีใหม่

•             ปัญญาประดิษฐ์: ระบบตรวจจับและต่อกรอัตโนมัติ

•             โดรนต่อสู้โดรน: ใช้โดรนป้องกันโดรนศัตรู

•             คลื่นไมโครเวฟ: ทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

•             อาวุธพลาสม่า: เทคโนโลยีอนาคต

ความท้าทาย

•             โดรนฝูง (Swarm): การโจมตีแบบหมู่

•             โดรน AI: ตัดสินใจด้วยตนเอง

•             ค่าใช้จ่าย: ต้นทุนการป้องกันสูงกว่าโดรนโจมตี

บทสรุป

โดรนได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการสงครามสมัยใหม่อย่างสิ้นเชิง ทั้งในฐานะอาวุธโจมตีและเครื่องมือข่าวกรอง การพัฒนาระบบป้องกันโดรนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องใช้เทคโนโลยีหลากหลายร่วมกัน ตั้งแต่อาวุธแบบดั้งเดิม ระบบรบกวนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการใช้สัตว์และวัตถุบิน

ในอนาคต การแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีโดรนและระบบป้องกันจะยังคงดำเนินต่อไป ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทั้งด้านการโจมตีและการป้องกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางชาติในยุคของสงครามโดรน

โดย สุริยพงศ์