ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ทานอย่างไรให้มีประโยชน์และปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในปัจจุบัน การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน จนนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในประเทศออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการยกระดับการตรวจสอบสื่อดิจิทัลในไทย สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิตามินบี 6 อยู่มาก ซึ่งหากปราศจากความเข้าใจเรื่องปริมาณที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพอาจกลายเป็นการทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย วิตามินบี 6 ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ไม่ใช่เพราะการขาดแคลน แต่เป็นเรื่องของ “ปริมาณ” ที่ได้รับ ซึ่งการอัพเดทกฎระเบียบล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ถือเป็นสัญญาณของการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนว่าปริมาณแค่ไหนที่อาจมากเกินความจำเป็น

วิตามินบี 6 คืออะไร และจำเป็นอย่างไร?

วิตามินบี 6 เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มวิตามินบีที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบประสาท การเผาผลาญพลังงาน และการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แม้ว่าเราจะสามารถพบวิตามินชนิดนี้ได้ทั่วไปในอาหารประจำวัน แต่ข้อมูลจากทั่วโลกกลับระบุว่าผู้คนจำนวนมากยังคงได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ผู้คนนับล้านตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี 6 ซึ่งมักแสดงอาการในรูปแบบของความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน ไปจนถึงปัญหาทางระบบประสาท เช่น อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายมือปลายเท้า และความเจ็บปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท

ประโยชน์ของการเสริมวิตามินบี 6 นอกเหนือจากมื้ออาหาร

โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการวิตามินบี 6 ประมาณ 1.3 – 2.0 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งร่างกายมักจะได้รับเพียงพอจากการรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล โดยแหล่งวิตามินที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก ปลา (เช่น ทูน่าและแมคเคอเรล) ไข่ มันฝรั่ง กล้วย ถั่วลูกไก่ และรำข้าว สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ถั่วเหลือง เต้าหู้ และเมล็ดงา ถือเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญ ในขณะที่เอเชียใต้จะเน้นการได้รับจากถั่วเลนทิลและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains) เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ได้รับอาจไม่เพียงพอสำหรับบางกลุ่มคน โดยเฉพาะในช่วงวัยหรือสถานการณ์ที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษา ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังบางประการ รวมถึงผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

เมื่อสารอาหารจากมื้ออาหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อความต้องการ การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเป็นทางเลือกที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยเติมเต็มความต้องการในแต่ละวัน หากใช้อย่างถูกวิธีในปริมาณที่เหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 จะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีโดยรวม

ความกังวลเกี่ยวกับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

จากรายงานล่าสุดที่เน้นย้ำถึงมาตรการควบคุมความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 ในบางประเทศ ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องปริมาณการใช้งาน และความปลอดภัยของวิตามินบี 6

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ วิตามินบี 6 เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และภาวะทางสุขภาพที่หลากหลายอาจมีความเกี่ยวข้องกับระดับวิตามินบี 6 ที่ไม่เพียงพอ ด้วยจำนวนผู้คนนับล้านที่ยังไม่ได้รับวิตามินบี 6 เพียงพอตามความต้องการพื้นฐาน ประกอบกับความชุกของภาวะขาดวิตามินบี 6 ในกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะติดสุรา) การสนับสนุนให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการรักษาด้วยวิตามินบี 6 อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญของการใช้วิตามินอย่างปลอดภัยคือ “ความสมดุล” เพราะในตอนนี้ภูมิภาคของเรามีความตื่นตัวด้านสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนจากการบริโภคตามกระแส ไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์โดยมี “คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์” เป็นเครื่องนำทาง

คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6

เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณะผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาชีพจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมประชุมเพื่อประเมินหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี 6 อย่างปลอดภัย ด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์ทางคลินิกอันยาวนาน พวกเขาได้จัดทำ ‘แนวทางปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของปริมาณยา ระยะเวลาที่เหมาะสม และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงประโยชน์ในการรักษาของวิตามินบี 6 เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินและการได้รับในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในสถานพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้และผู้ป่วยที่ได้รับวิตามินบี 6

อ่านฉลากทุกครั้ง และปฏิบัติตามปริมาณที่แนะนำอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการทานวิตามินบีหลายชนิดซ้ำซ้อนในเวลาเดียวกัน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากไม่มั่นใจเรื่องขนาดการใช้ หรือต้องการทานต่อเนื่องในระยะยาว รวมทั้งหยุดใช้ทันทีและรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการผิดปกติ เช่น รู้สึกซ่าเหมือนเข็มจิ้ม หรือมีอาการชาตามร่างกาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร

หากใช้อย่างเหมาะสม การเสริมวิตามินบี 6 สามารถมอบประโยชน์ทางคลินิกที่ชัดเจน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเสริมวิตามินอย่างมีความรับผิดชอบบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและผู้บริโภคที่มีความจำเป็น ดังนี้ 1.ประเมินปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โรคประจำตัว และปฏิกิริยาระหว่างยาที่อาจเกิดขึ้น

2.กำหนดระยะเวลาการใช้และติดตามผลอย่างใกล้ชิด สำหรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูง โดยคนปกติทั่วไปไม่ควรได้รับวิตามินบี 6 เกินขีดจำกัดความปลอดภัยที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่การใช้เพื่อการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์สามารถเพิ่มสูงได้ถึง 600 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ต้องมีการติดตามผลอย่างเป็นระบบ 3.สนับสนุนให้ผู้ป่วยสังเกตอาการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องได้รับวิตามินขนาดสูงในระยะสั้น 4.สร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส โดยให้ข้อมูลทั้งในด้านคุณประโยชน์ทางคลินิกและควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

5.ตรวจพบไว แก้ไขได้เร็ว การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและติดตามผลอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผลข้างเคียงส่วนใหญ่หายไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการปรับปริมาณการใช้หรือหยุดวิตามินเสริม

ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

การคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุข เภสัชกร และผู้บริโภค สำหรับวิตามินบี 6 มาตรการต่างๆ เช่น การแสดงฉลากที่ชัดเจน การเผยแพร่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง และการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการชี้นำการใช้งานอย่างปลอดภัย ช่วยแก้ไขความเข้าใจผิด และป้องกันอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้วิตามินบี 6 อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์และได้รับประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกาย

บทความโดย ศ. นพ. ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว ‘คาเฟ่สวนสนลอย’ และตลาดนัดชุมชนริมทะเล

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัว  “คาเฟ่สวนสนลอย” (Suan Son Loi Cafe) พื้นที่พักผ่อนสีเขียวริมทะเลแห่งใหม่  ออกแบบภายใต้แนวคิด Sustainable Experience Destination  ภายใต้ความร่มรื่นของต้นไทรยักษ์อายุกว่า 80 ปี พร้อมเปิด “ตลาดสวนสวนลอย” ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ตลาดนัดชุมชนจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก อาหารและขนมพื้นบ้าน งานหัตถกรรมท้องถิ่น  ตอบโจทย์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการเชื่อมโยงการเติบโตร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

คาเฟ่สวนสนลอย โดย เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามระหว่างอำเภอชะอำและหัวหิน ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น และโอบล้อมด้วยสายลมทะเลอันเย็นสบาย พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน ที่มุ่งเชื่อมโยงธรรมชาติ วิถีชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน  เป็นคาเฟ่เปิดโล่งในบรรยากาศแบบสวนป่า ร่มรื่นด้วยต้นไทรยักษ์อายุกว่า 80 ปี เชื่อมต่อกับชายหาดอันเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของโรงแรม

ขณะที่เมนูเครื่องดื่มและอาหารของคาเฟ่ รังสรรค์จากเมล็ดกาแฟและวัตถุดิบออร์แกนิกคุณภาพ เมนูเด่นคือ กาแฟ Specialty จากชุมชนบางกลอย อำเภอแก่งกระจาน พร้อมนำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของการพักผ่อนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย พร้อมส่งต่อคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้  รีสอร์ทยังจัดกิจกรรม “ตลาดสวนสนลอย” บนพื้นที่ 1 ไร่ เป็นประจำทุกวันเสาร์ที่สองของเดือน เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและช่างฝีมือท้องถิ่นได้นำเสนอสินค้าและภูมิปัญญาด้วยตนเอง โดยมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บร้านค้าละ 50 บาท  ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ยังเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวเพชรบุรีอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านเส้นทางแนะนำร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และสนับสนุนการเติบโต ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

อัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน  กล่าวว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าคาเฟ่และตลาดทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดด้านความยั่งยืนของเครือเซ็นทารา     ทั้งคาเฟ่และ ตลาดริมทะเลแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งจับจ่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่เติมเต็มการเข้าพักของแขกโรงแรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้มาเยือนสามารถกินอาหารท้องถิ่น ฟังดนตรีสด และนั่งพักผ่อนในบรรยากาศแคมปิ้งริมชายหาด ซึ่งแตกต่างจากการรับประทานอาหารภายในโรงแรมแบบเดิมๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสวิถีชีวิตจริงๆ ของท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ที่เดินทางมาพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์ให้แวะเวียนเข้ามาด้วย

“การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ แต่ยังทำหน้าที่โชว์เคสที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวไปสู่การท่องเที่ยวโดยรอบ ผ่านกิจกรรมอย่างการปั่นจักรยานที่โรงแรมจัดไว้ให้ฟรี เพื่อสำรวจเส้นทาง 3 หมู่บ้านที่รายล้อมไปด้วยชายหาด ร้านอาหาร และร้านค้าท้องถิ่น  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากทั้งแขกที่เข้าพัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนใกล้เคียงกับรีสอร์ท” อัษฎางค์ กล่าว

ทั้งนี้ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว พร้อมขับเคลื่อนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ Bike for Good, Please Reuse Me และ My Green Day นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงระบบประหยัดพลังงานภายในพื้นที่รีสอร์ท เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างสมดุลระหว่างการให้บริการ การดูแลทรัพยากร และการเติบโตในระยะยาว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน หรือสำรองห้องพักได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centara-life/th/cch

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

‘divana Perfumery & Café’ สัมผัสกลิ่นหอม ศิลปะ และพลังสร้างสรรค์ด้วยสองมือ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภายใต้แนวคิด “In Her Hands” divana แบรนด์ลักชัวรีสปา น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เครื่องหอมระดับพรีเมียมของไทย โดยสองหนุ่มผู้บริหาร พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ และ ธเนศ จิระเสวกดิลก เปิดตัวแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ “divana Perfumery & Café” ณ centralwOrld ชั้น 1 อย่างเป็นทางการ นำเสนอพื้นที่ที่ถ่ายทอดพลังของความคิดสร้างสรรค์ การเยียวยา และความละเอียดอ่อน ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยง “กลิ่น ศิลปะ และสุนทรียภาพของการใช้ชีวิต” เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

แฟลกชิปสโตร์แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่รีเทล แต่เป็น Destination แห่งความรู้สึก ที่สะท้อนตัวตนของ divana ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ผสานความเรียบง่ายกับความอบอุ่นของวัสดุธรรมชาติ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์แบบ Sensory-driven ให้ผู้มาเยือนค่อยๆ  ซึมซับบรรยากาศผ่านแสง เงา และจังหวะของพื้นที่ที่ถูกออกแบบอย่างมีชั้นเชิง

พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana กล่าวว่า “เราตั้งใจเพิ่มมิติของประสบการณ์ด้วย Immersive Wall Installation ที่นำเสนอภาพเคลื่อนไหวบนผนัง เสมือนโลกอีกใบที่โอบล้อมผู้มาเยือนให้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศของ divana อย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่เป็นจุดหมายของการพักผ่อน ที่เชื่อมโยงกลิ่น สุนทรียภาพ และความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง”

3 โซนหลักหลอมรวมศิลปะ กลิ่น และการใช้ชีวิต

Retail Boutique นำเสนอผลิตภัณฑ์กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ divana ไม่ว่าจะเป็น Oil Perfume, Room Fragrance และ Massage Oil แต่ละคอลเลกชันได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านเนื้อสัมผัสและโครงสร้างกลิ่นที่นุ่มลึก ซับซ้อน และจดจำได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการใช้งาน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ Ritual ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยสร้างช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและความทรงจำที่อบอุ่น

Atelier โซนเวิร์กชอปที่นำเสนอ Scent Station อันเป็นเอกลักษณ์ของ divana เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมออกแบบกลิ่นในแบบของตัวเอง ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เช่น Perfume Oil, Roller, Inhaler และ Sachet พร้อมการเลือก ผสม และตกแต่ง รวมถึงการ Personalize ลงบนผลิตภัณฑ์ เช่น Charm ห้อย Hand Cream เพื่อให้กลายเป็นของใช้หรือของขวัญที่มีความหมายเฉพาะตัว นอกจากนี้ divana ยังมีบริการเวิร์กชอปแบบ Customize ให้กับองค์กรชั้นนำที่ต้องการรูปแบบกิจกรรม Wellness Community

Café พื้นที่แห่งการหยุดพักอย่างมีรสนิยม ที่นำเสนอประสบการณ์การดื่มและการรับประทานอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ไฮไลต์คือ Afternoon Tea Set ที่รวบรวมขนมและของว่างไว้อย่างงดงาม สร้างบรรยากาศของความผ่อนคลาย พร้อมเชื่อมโยงรสชาติและสุนทรียภาพเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด กล่าวเสริมว่า “ในโอกาสเดียวกันนี้ divana ยังได้เปิดตัวผลงานศิลปะจาก นริศรา เพียรวิมังสา ในคอลเลกชัน ‘Silent Lava’ ซึ่งสะท้อนแนวคิด ‘In Her Hands’ ผ่านงานปักร่วมสมัย โดยมอง ‘มือ’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดความคิดและความรู้สึก”

กระบวนการสร้างสรรค์ คอลเลกชัน “ Silent Lava” เริ่มจากโครงร่างเบาบาง ก่อนจะค่อยๆ คลี่คลายไปตามจังหวะของการลงมือทำ สำหรับศิลปิน การปักผ้าเปรียบเสมือนการเยียวยาและการซ่อมแซม เป็นทั้งการกอบกู้สิ่งที่เปราะบาง และช่วงเวลาแห่งสมาธิที่เชื่อมโยงภายใน ขณะเดียวกันยังสะท้อนเสียงของผู้หญิงในฐานะพลังเล็ก ๆ ที่เคยถูกมองข้าม ผ่านเข็มและเส้นด้ายที่บันทึกความรู้สึกอย่างลึกซึ้งและเป็นมนุษย์ แนวคิด “In Her Hands” จึงขยายไปสู่การสร้างสรรค์ที่ไม่จำกัดขอบเขต จากรายละเอียดเล็กๆ สู่ผลงานขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยพลัง และซ่อนความขบถไว้อย่างแยบยลภายใต้ความงดงามแบบจารีต

การจัดวางผลงานศิลปะภายในพื้นที่ของ divana Perfumery & Café เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่าง “กลิ่น” และ “ศิลปะ” ที่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านทั้งประสาทสัมผัสและความรู้สึกภายในอย่างลึกซึ้ง

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ divana ในการขยายจากแบรนด์ลัคชัวรีสปา น้ำหอม และผลิตภัณฑ์เครื่องหอม สู่การเป็น Lifestyle Destination ที่หลอมรวมศิลปะ กลิ่น และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเปอร์เซีย มีสองพี่น้องชาวอาหรับชื่อ คาซิม และ อาลีบาบา ทั้งคู่มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน คาซิมผู้พี่แต่งงานกับเศรษฐินีใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ส่วนอาลีบาบาผู้น้องมีชีวิตสมถะ ยึดอาชีพตัดฟืนขายด้วยความขยันและซื่อสัตย์

                วันหนึ่งขณะที่อาลีบาบากำลังตัดฟืนอยู่ในป่า เขาเห็นกลุ่มโจร 40 คนควบม้ามาหยุดหน้าหน้าผาใหญ่ หัวหน้าโจรตะโกนรหัสลับว่า “เปิดออกเถิด…เซซามี!” ทันใดนั้นประตูหินก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทรัพย์สมบัติมหาศาล

                เมื่อพวกโจรจากไป อาลีบาบาจึงลองพูดตามอย่าง เมื่อประตูเปิดออก เขาตกตะลึงกับทองคำกองพะเนิน แต่ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักพอ เขาเลือกหยิบทองกลับไปเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีวิตและเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น

                เมื่อคาซิมรู้เรื่องเข้า ความโลภก็ครอบงำจิตใจ อยากได้ทองคำบ้าง  เขารีบเดินทางไปยังถ้ำพร้อมกับม้าหลายสิบตัวเพื่อขนสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตนคนเดียว เมื่อเข้าไปในถ้ำ โดยรหัสลับ เซซามี แต่คาซิมมัวตื่นเต้นกับความร่ำรวยจนลืมรหัสเปิดประตูขากลับ เขาจึงถูกขังอยู่ในถ้ำ จนพวกโจรจับได้และต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้าเพราะความโลภที่ไม่สิ้นสุด

                คาซิม ไม่ได้พลอยยินดีกับความร่ำรวยของอาลีบาบา (ไม่มีปัตตานุโมทนามัย ตามบุญกิริยา 10 ประการ) แต่กลับมีความริษยา และอยากได้สมบัติในถ้ำมาเป็นของตนเองคนเดียว ผลของการคิดร้ายของคาซิม ทำให้เขาถูกขังอยู่ในถ้ำออกมามาไม่ได้

                พวกโจร โกรธแค้นที่มีคนอื่นล่วงรู้ความลับ จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมันพืชโอลีฟมาขอพักที่บ้านอาลีบาบา โดยจัดให้พวกโจร 39 คนแอบซ่อนตัวอยู่ในถัง 40 ถังโดยมีน้ำมันพืชจริงเพียงถังเดียว ส่วนหัวหน้าโจรปลอมตัวเป็นหัวหน้าพ่อค้าขายน้ำมันพืช รอจังหวะสังหารอาลีบาบาในตอนกลางคืน 

                แต่ ทาสหญิงของอาลีบาบา ผู้ซื่อสัตย์และฉลาดหลักแหลมสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอพบว่าในถังไม่ใช่น้ำมันพืชแต่เป็นพวกโจร!

                ด้วยความกตัญญูต่ออาลีบาบา ที่ดูแลเธออย่างดีเสมอมา เธอจึงจัดการกำจัดพวกโจร 39 คนที่ซ่อนตัวอยู่ โดยนำน้ำมันพืชที่มีอยู่ถังเดียวไปต้มจนเดือด แล้วเทน้ำมันร้อนๆลงในถัง ที่มีโจรซ่อนตัวอยู่ และใช้มีดสั้นสังหารหัวหน้าโจรที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำได้สำเร็จ

                อาลีบาบาซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และความภักดีของทาสหญิง จึงมอบอิสระให้เธอพ้นความเป็นทาสและรับเธอมาแต่งงานกับลูกชาย  อาลีบาบาและลูกหลานใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสืบไป โดยที่เขาไม่เคยลืมตัวและยังคงรักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความโลภมักนำพาภัยมาสู่ตัว แต่ความซื่อสัตย์และความกตัญญูจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราพ้นจากอันตรายและพบกับความสุข

                เรียบเรียงจากนิทาน อาหรับราตรี เรื่องอาลีบาบาและโจร 40 คน Ali Baba and the 40 Thieves  ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์นำมาทำเป็นภาพยนตร์การตูนเมื่อ พ.ศ. 2539

อาทร  จันทวิมล

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วิถีรักษ์โลกไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากจนต้องหมดสนุกเสมอไป ยุคนี้เราสามารถใช้ชีวิตแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมร่วมกับการเฉลิมฉลองให้สนุกสนานตามเทศกาลได้อย่างลงตัวและม่วนจอย กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ)  ในฐานะสถาบันการเงินที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน ขอชวนคนไทยมาร่วมฉลองปีใหม่ไทยแบบล้ำๆ กับการ “สาดน้ำดิจิทัล” เปลี่ยนรูปแบบการเล่นน้ำแบบเดิม ๆ สู่การสาดความสุขถึงกันผ่านหน้าจอ ให้ทุกคนได้เปียกทิพย์แบบฉ่ำใจ แถมยังดีต่อโลกไปพร้อมกัน

พบกับแคมเปญ “สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน” ที่กรุงศรีตั้งใจพลิกโฉมสงกรานต์ปีนี้ให้สนุกกว่าเดิม ชวนทุกคนร่วมลดการใช้น้ำ ประหยัดทรัพยากร และบอกลาปัญหาการเดินทาง แล้วหันมาเปิดประสบการณ์ความสนุกผ่าน Krungsri Songkran AR Filter บนแอปพลิเคชัน TikTok งานนี้เนรมิตพื้นที่ให้ฉลองได้ทุกที่ทุกเวลาแบบไม่ต้องง้อน้ำจริง! เพียงแค่หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา ลุ้นรับคำอวยพรและคาแรกเตอร์สุดกวนของ “น้องกล้วยกรุงศรี” แบบสุ่มในแต่ละครั้ง พร้อมโอกาสพบตัว Secret แบบเซอร์ไพรส์ ก่อนโพสท่าถ่ายภาพหรือวิดีโอเพื่อบันทึกโมเมนต์สุดพิเศษแล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดียได้ทันที

แคมเปญนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก แต่ยังให้ทุกการ “สาด” ในปีนี้มีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น สะท้อนเป้าหมายของกรุงศรี
ที่อยากผลักดันสังคมสู่ความยั่งยืนตามแนวคิด “GO Sustainable with krungsri” ให้ “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” (Make Life Simple) ให้การร่วมสนุกกับเทศกาลสงกรานต์เป็นเรื่องง่าย สนุก และเต็มเปี่ยมไปด้วย
ความรับผิดชอบต่อโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ครีเอทคอนเทนต์ในสไตล์ของตัวเองเพื่อส่งต่อเทรนด์ดี ๆ ออกไปในวงกว้าง ร่วมสาดน้ำแบบดิจิทัลได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง17 เมษายนนี้

ความสนุกยังไม่หมดแค่นี้ เพราะกรุงศรีเตรียมเสิร์ฟความปังสู่นอกจอ ด้วยการปล่อยขบวน กองทัพน้องกล้วยกรุงศรี ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์รักษ์โลกด้วยการเคลื่อนขบวนด้วยพลังงานสะอาด เตรียมบุกแลนด์มาร์กสุดฮิตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงดนตรี โชว์สเต็ปแดนซ์ในตำนานของน้องกล้วย และชวนทุกคนมาร่วมเล่น Krungsri Songkran AR Filter และรับของที่ระลึกที่ สยามสแควร์, ถนนพระรามที่ 1, ถนนพญาไท, ถนนอังรีดูนังต์, True Digital Park, ถนนทรงวาด, ท่าเตียน, วัดอรุณราชวราราม, สะพานพระพุทธยอดฟ้าในวันที่ 10 เมษายน นี้

สงกรานต์ปีนี้ มาเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยความสดใส ม่วนจอย และใจดีกับโลกกันเถอะ!

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก‘ เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ ยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญ กับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับผ้าไทยและออกแบบแฟชั่น โดยโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เป็นหนึ่งในโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดอบรม โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครพนม ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C เพื่อยกระดับพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทย สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการในครั้งนี้ ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C จังหวัดนครพนม

พิธีเปิดโครงการมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมทั้ง นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธ์, นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด, นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ, นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมพิธีเปิด

การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569  โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณธนันท์รัฐ  ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยและ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, ดร.ศรินดา จามรมา ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบเจ้าของ แบรนด์ THEATRE ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร. วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 81 คน ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, มหาวิทยาลัยนครพนม, โรงเรียนสาธิต ม. นครพนม, และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่สนใจ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้าที่มีความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค กับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ให้เหมาะสมในโอกาสต่างๆ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย สร้างอาชีพสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและกลุ่มผู้ผลิตผ้าส่งเสริมและกระตุ้นการรังสรรค์ผ้าไทยให้มีความทันสมัยเป็นสากลอยู่เสมอ

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

Science Update : ‘ดวงจันทร์สีชมพู’ แห่งเมษายน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดวงจันทร์เต็มดวงของเดือนเมษายน หรือที่เรียกว่า ดวงจันทร์สีชมพู (Pink Moon) สว่างเต็มพิกัดในคืนวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ตามเวลามาตรฐานสากล สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่ขอบฟ้าทิศตะวันออก ในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์กำลังขึ้นทันทีหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งดวงจันทร์มักจะดูมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษจากปรากฏการณ์ภาพลวงตา และอาจเห็นเป็นสีเหลืองทองหรือสีส้มสวยงาม

Pink Moon ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์จะเป็นสีชมพู แต่มีที่มาจากดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Phlox subulata หรือ moss pink/creeping phlox ซึ่งมักจะเริ่มผลิบานเป็นสีชมพูสะพรั่งในช่วงเวลานี้ของปีในแถบอเมริกาเหนือ

ตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมืองและในยุโรป ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ดวงจันทร์น้ำแข็งละลาย (Breaking Ice Moon), ดวงจันทร์ไข่ (Egg Moon), และ ดวงจันทร์ปัสกา (Paschal Moon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแรกหลังวันวสันตวิษุวัต (Spring Equinox) และใช้เป็นตัวกำหนดวันอีสเตอร์ในปีนั้นๆ

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงในเดือนเมษายน ยังเกิดขึ้นใกล้เคียงกับกำหนดการปล่อยภารกิจ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ซึ่งเป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีอีกด้วย

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (จบ)

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยึดหลักความเป็นจริง

โครงการรณรงค์ล่าสุดว่าด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารงานที่ดีของภาครัฐ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานที่จะต้องยึดโยงกับความเป็นจริง และเคารพต่อกฎเกณฑ์ทางภาวะวิสัย ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การที่บางท้องถิ่นหลับหูหลับตาลอกเลียนแบบความสำเร็จของพื้นที่อื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมากจนเกินไป รวมถึงการขาดกระบวนการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริงและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ

ในการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) เมื่อปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้วิพากษ์วิจารณ์บางพื้นที่ท้องถิ่นที่วิ่งตามกระแสอย่างมืดบอด โดยไม่คำนึงถึงบริบทของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแห่แหนกันไปพัฒนาอุตสาหกรรมชิป หรือความเร่งรีบที่จะทำตามกระแสโครงการอุตสาหกรรม “3 ใหม่” (New trio) อันได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม และแผงโซลาร์เซลล์

สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำในหลายโอกาส ถึงความสำคัญของการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแนวทางการบริหารงานของเขาเช่นกัน เขามักเปรียบเปรยการกำหนดนโยบายว่าเหมือนกับการหา “กุญแจที่ไขได้ตรงกับแม่กุญแจแต่ละตัว” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธการใช้มาตรการแบบเหมารวม และให้ความสำคัญกับการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน

ไม่ว่าจะเป็นการหารือด้านการพัฒนาเมืองหรือนโยบายพลังงาน สี จิ้นผิง มักจะกล่าวเตือนให้ระวังแนวคิดที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเสมอ ภายใต้การนำของสี จีนได้สร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายอันท้าทายในการผลักดันให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060

อย่างไรก็ตาม คำมั่นสัญญาเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไล่สั่งปิดโครงการพลังงานแบบดั้งเดิม เช่น ถ่านหิน อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในปี 2024 ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่า แม้จะต้องเดินหน้าการพัฒนาสีเขียวต่อไป แต่การสร้างหลักประกันว่าจะมีพลังงานป้อนสู่ระบบอย่างมีเสถียรภาพก็สำคัญมากเช่นกัน โดยกล่าวเปรียบเปรยว่า “ต้องกินให้ท้องอิ่มก่อน แล้วจึงค่อยกินให้ดี” เพื่อเตือนสติไม่ให้ยึดติดกับแนวทางที่อุดมคติจนเกินไป

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวเตือนถึงทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการสร้างผลงาน ซึ่งนำไปสู่การปั้น “ตัวเลขสถิติที่สูงเกินจริง” การเปิดตัวโครงการเอาหน้า หรือการสร้าง “จีดีพีที่ขับเคลื่อนด้วยใบเสร็จ” (Invoice-driven GDP) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หน่วยงานท้องถิ่นใช้มาตรการคืนภาษี เพื่อดึงดูดบริษัทที่ตั้งขึ้นมาบังหน้าให้เข้ามาสร้างภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบปลอมๆ ปัจจุบัน พฤติกรรมดังกล่าวได้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขและปรับปรุงในปี 2026

เซวีย จี้ผิง ประธานบริษัทผู้ผลิตใยแก้วนำแสงแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า การปราบปรามพฤติกรรมมิชอบดังกล่าว ได้ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงให้กับองค์กรธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนของภาคธุรกิจ

การต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงการยืนหยัดในความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยาวนานของ สี จิ้นผิง หลังจากมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนรายงานตัวเลขการเติบโตที่ติดลบในปี 2017 สืบเนื่องจากการปราบปรามการตกแต่งข้อมูลทางเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงได้กล่าวยืนยันถึงคุณค่าของความซื่อตรงนี้ สีกล่าวว่าแม้ตัวเลขที่แท้จริงอาจดูไม่น่าประทับใจนัก แต่ก็เป็นตัวเลขที่ “ดูดีอย่างแท้จริง” เพราะมันเป็นของจริง พร้อมให้คำมั่นว่าหน่วยงานส่วนกลางจะให้การสนับสนุนอย่างแน่วแน่ แก่ผู้ที่เปิดเผยสภาพความเป็นจริง มิใช่ส่งเสริมการเติบโตจอมปลอม

วันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติของจีนได้อนุมัติเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ร้อยละ 4.5-5 สำหรับปี 2026 ในขณะเดียวกันก็ให้คำมั่นว่าจะ “มุ่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ”

ความมุ่งเน้นปฏิบัติ (Pragmatism) ในลักษณะเดียวกันนี้ ยังสะท้อนให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนในวันเดียวกัน แผนดังกล่าวระบุว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะถูกรักษาให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม โดยจะมีการกำหนดเป้าหมายรายปีตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ เป้าหมายอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทนี้ยังแสดงถึงแนวทางการทำงานที่ติดดินและยึดโยงกับความเป็นจริงด้วยเช่นกัน

อวี๋เส้าเสียง นักวิจัยจากสถาบันการสร้างความทันสมัยแห่งชาติของจีน (National Academy of Chinese Modernization) ภายใต้สถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน กล่าวว่า การจัดการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ชัดเจน ว่าการพัฒนาไม่อาจพึ่งพาเพียงการสร้างภาพลักษณ์หรูหราน่าประทับใจ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องถกแขนเสื้อแล้วลงมือทำงาน และมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

สี จิ้นผิง กล่าวว่า ในขณะที่จีนก้าวเข้าสู่ช่วงแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 เราจะต้องขจัดปัญหาหมักหมมและชำระล้างบรรยากาศให้บริสุทธิ์ พร้อมกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐนำแนวทางที่มุ่งแสวงหาความจริงและเน้นการปฏิบัติ มาใช้ในการจัดทำแผนงานทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยแผนงานทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง มุ่งแสวงหาการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยปราศจากตัวเลขที่ถูกทำให้สูงเกินจริง และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูง ผู้ที่กระทำการด้วยความวู่วาม เร่งเพิ่มเป้าหมายให้สูงขึ้นเป็นทอดๆ ในแต่ละระดับ หรือเปิดตัวโครงการพร่ำเพรื่อ จะต้องถูกสอบสวนและเอาผิด

วิสัยทัศน์ระยะยาว

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เส้นทางการรับใช้ประชาชน สี จิ้นผิง ย้ำเสมอว่าการรับใช้ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติ แทนที่จะมุ่งแสวงหาชื่อเสียงส่วนตนหรือหวังคำยกย่องแบบฉาบฉวย คือสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเฉพาะตัวต่อการบริหารประเทศ นั่นคือการมองว่าการพัฒนาประเทศไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้นที่จบภายในวาระการดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว สีจิ้นผิงได้เตือนถึงความเย้ายวนใจในการไล่ล่าชัยชนะที่รวดเร็วหรือ “ผลลัพธ์ที่เห็นทันตา” ผ่านโครงการระยะสั้นที่มุ่งสร้างภาพลักษณ์ความยิ่งใหญ่ โดยเปรียบเปรยพฤติกรรมเช่นนี้ว่าไม่ต่างอะไรกับการผลาญทรัพยากรจนหมดสิ้นเพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์เพียงชั่วครู่ชั่วยาม

คงมีเพียงไม่กี่แวดวงที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของกระบวนทัศน์ระยะยาวได้ชัดเจนไปกว่าภาคส่วนด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลสัมฤทธิ์มักต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานหลายปี หรืออาจถึงหลายสิบปี จึงจะผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน

ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยนช่วงปี 1999-2000 สี จิ้นผิง ตัดสินใจสั่งระงับโครงการเหมืองแร่ในเมืองซานหมิง หลังจากมีการค้นพบซากฟอสซิลและโบราณวัตถุในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคแรกในภูมิภาค ต่อมาพื้นที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคจีนตอนใต้

วิถีปฏิบัติเช่นนี้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งในหลายปีต่อมา ขณะที่ สี จิ้นผิง ปฏิบัติหน้าที่ในมณฑลเจ้อเจียงซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้นำสีไปชมเขตอุตสาหกรรมที่พวกเขาตั้งใจนำเสนออย่างภาคภูมิใจ ทว่าเมื่อสีรับทราบว่าโรงงานหลายแห่งในพื้นที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงอุตสาหกรรมล้าสมัยที่ย้ายฐานการผลิตมาจากภูมิภาคใกล้เคียงที่พัฒนาแล้ว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาตั้งคำถามว่า “ที่นี่มีอะไรน่าดูหรือ จงดึงเอาจุดแข็งของพวกคุณออกมาใช้ พร้อมกับปกป้องขุนเขาเขียวขจีและสายน้ำที่ใสสะอาดของที่นี่ไว้ สิ่งนี้ต่างหากที่ควรจะเป็นผลงานที่โดดเด่นที่สุดในการบริหารงานของพวกคุณ” สารที่สื่อออกมานั้นชัดเจนอย่างยิ่ง นั่นคือการไล่ล่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย โดยต้องแลกมาด้วยความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาวนั้น ไม่นับว่าเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิแต่อย่างใด

ราวหนึ่งทศวรรษให้หลัง ตรรกะความคิดเดียวกันนี้ ซึ่งก็คือการให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางนิเวศวิทยาในระยะยาวมากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ได้กลายเป็นทิศทางในการกำหนดนโยบายของสีจิ้นผิงที่มีต่อแม่น้ำแยงซี แม่น้ำสายยาวที่สุดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

ในปี 2016 ระหว่างการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาแถบเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซี สี จิ้นผิง ได้กล่าวเปิดการประชุมด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า “วันนี้พวกคุณอาจจะต้องผิดหวัง เพราะเราจะไม่ได้หารือกันเรื่องการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการอนุรักษ์” สีประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะต้องถูกจัดให้อยู่ในวาระสำคัญสูงสุด พร้อมย้ำถึงการประเมินผลการพัฒนาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงวัดจากความรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและผลประโยชน์ในระยะยาวควบคู่ไปด้วย

นัยสำคัญของการย้ำถึงคุณค่าของการรักษาสิ่งแวดล้อมในครั้งนั้น ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแค่ลุ่มแม่น้ำแยงซี โดยเป็นการตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ การวางแผนอย่างรัดกุมรอบคอบ และการลงมือปฏิบัติ ควรเป็นคุณลักษณะเด่นที่กำหนดทิศทางของโมเดลการพัฒนาประเทศของจีน

โครงการรณรงค์เพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติในการบริหารงานของภาครัฐ ได้เปิดตัวขึ้นก่อนหน้าการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนฉบับรองสุดท้ายในการบรรลุเป้าหมายของจีน ในการเป็นประเทศที่ทันสมัยโดยพื้นฐาน ภายในปี 2035 นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 แผนพัฒนาฯ เหล่านี้ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องเคาะจังหวะและเครื่องนำทางให้กับการพัฒนาของจีน นำพาประเทศจีนข้ามผ่านยุคแห่งความขาดแคลน สู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

“การกำหนดแผนงานตามหลักวิทยาศาสตร์และการนำแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประสบการณ์ด้านการบริหารที่สำคัญของพรรค และเป็นความได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน” คำกล่าวของสีจิ้นผิง ผู้นำที่อยู่เบื้องหลังพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการร่างแผนพัฒนาฯ สามฉบับล่าสุดของจีน

ระบบการวางแผนเช่นนี้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล โดยโหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพัฒนา (Development Research Center) ของคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าโครงการสำคัญ 109 โครงการที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 นั้น ครอบคลุมหลายมิติสำคัญในการสร้างความทันสมัยของจีน โดยมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และภาคส่วนที่กำลังขยายตัวเป็นส่วนใหญ่

โหวตั้งข้อสังเกตว่าโครงการเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคต ซึ่งจะให้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อเล็กซานเดอร์ เดวีย์ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเมอร์เคเตอร์เพื่อจีนศึกษา (Mercator Institute for China Studies) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแดร์ ชปีเกล ของเยอรมนีว่า แผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปีของจีนทำหน้าที่เป็นเสมือนเข็มทิศสำหรับบุคลากรระดับแกนนำของพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเป็นดังสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาควรปฏิบัติงานอย่างไร และต้องบรรลุเป้าหมายใดบ้าง

การให้ความสำคัญกับการวางแผนระยะยาว ยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดสีจิ้นผิงจึงได้เรียกร้องอยู่หลายครั้งให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็นคุณค่าของผลงานที่ไม่เพียงมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังรวมถึงงานที่อาจมองไม่เห็นเด่นชัด แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในอนาคตด้วย

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1) <<<<

ขอบคุณข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

ตะลอนเที่ยว : พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิสิตพร้อมหน้า สัญญาประคอง ความดีทุกอย่างต่างปอง ผยองพระเกียรติเกริกไกร

ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้มีอายุครบ 109 ปี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 26 มีนาคม สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ โดยใช้ชื่อ One Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ จัดงาน ณ สนานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล

แน่นอนว่า งานในปีนี้เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุกสนาน และอวลอบไปด้วยความสัมพันธ์สายใยของน้องพี่สีชมพู แล้วก็เป็นไปตามแบบฉบับของชาวจุฬาฯ คือ นอกจากสนุกสนานแล้ว ยังพร้อมพรั่งบริบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินที่เพรียบพร้อม โดยสรรหาร้านอาหารและร้านขนมอร่อย ๆ มาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วก็ต้องไม่ลืมการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือชุมชน และช่วยเหลือนิสิตปัจจุบันที่ขัดสนทุนทรัพย์ แล้วที่สำคัญก็คือ ในงานยังเน้นการคัดแยกขยะเป็นหมวดหมู่ เพื่อไม่สร้างมลภาวะให้กับโลกของเราทุกคน

สำหรับภาคบันเทิงของงานก็เปี่ยมล้นไปด้วยกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้ม ความประทับใจ และหวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ เมื่อวันวานในรั้วจุฬาฯ ใต้ร่มเงาจามจุรี โดยปีนี้มีวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาฯ เป็นตัวหลักในการบรรเลงดนตรี แล้วก็มีรุ่นพี่ตั้งแต่รุ่น พ.ศ. 2500 กว่า ๆ จนถึงนิสิตรุ่นปัจจุบัน ร่วมกันขับขานบทเพลงต่าง ๆ ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพลงต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทเพลงอื่น ๆ โดยมีนักร้องกิตติมศักดิ์มากมาย อาทิ คุณหญิงผะอบทิพย์ ศาตะมาน (รัฐศาสตร์) หม่อมราชวงศ์เบญจาภา ไกรฤกษ์ (รัฐศาสตร์) จันทนี อุนากูล (อักษรฯ) จิตติมา เจือใจ (บัญชี) ดลชัย บุญยรัตเวช (สถาปัตย์) ลูกหว้า พิจิกา (นิเทศ) ปุ้ย ดวงพร (ครุ) และกิตตินันท์ ชินสำราญ (ศิลปกรรม) เป็นต้น 

ส่วนนักแสดงประกอบเพลงก็มีมากมายเหลือคณานับ ต้องบอกตรง ๆ ว่าเอ่ยชื่อไม่หมดไม่สิ้น เพราะมีมากมายจริง ๆ แต่ที่ต้องยอมใจเลยก็คือ พี่ ๆ ที่ไปทำหน้าที่นักแสดงประกอบเพลงนั้น บางรายอายุ 70 กว่าปีแล้ว แต่สปิริตของความเป็นชาวจุฬาฯ ยังล้นเหลือ เพราะต้องไปซ่อมเต้น ซ้อมรำเป็นเวลานานนับสัปดาห์ แต่ทุกคนก็บอกว่ายินดีและเต็มใจไปร่วมงาน แม้จะไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อเอ่ยนามชัด ๆ ก็ตามที แต่ตั้งใจทำเพราะรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ฯ และด้วยความคิดถือเพื่อน ๆ สมัยเป็นนิสิตเมื่อวันวานนานโพ้น 

ส่วนนิสิตเก่าที่ไปร่วมงานก็มีมากมายเกินกว่าจะกล่าวขานชื่อเสียงได้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่เท่าที่ได้พบได้เห็นก็มีดังนี้ หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล (รัฐศาสตร์) จุฑาพร เริงรณอาษา (รัฐศาสตร์) สุรพล วิรุฬห์รักษ์ (สถาปัตย์) อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ (รัฐศาสตร์) สุรเกียรติ เสถียรไทย (นิติ) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (รัฐศาสตร์) เกียรติคุณ ชาติประเสริฐ (รัฐศาสตร์) ภาวิไล บุราราส (อักษร) รวมถึงนักการเมืองปัจจุบัน และอดีตนักการเมือง และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกมากมาย จนไม่สามารถเอ่ยชื่อได้หมดทุกคน 

แล้วงานนี้ก็จบลงในเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่า ซึ่งถือว่าดึกดื่นพอประมาณ แต่ก็ยังคงมีนิสิตเก่าคงอยู่ให้กำลังใจกันและกันอยู่บ้าง ถึงแม้จะบางตามากจนมีการแซวกันว่า เล่นกันเอง ดูกันเอง ก็ยังต้องนับถือในน้ำใจของผู้ที่อยู่จนงานจบ ปิดงาน แล้วก็มีเสียงร่ำลากันและกัน โดยบอกว่า ปีหน้ามาพบกันอีกนะเธอ อย่าเพิ่งล้มหายตายจากไปเสียก่อนนะ ปีหน้าจะรอพบในงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 110 ปี ณ ที่แห่งนี้

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

Photo of the week : เรือตกเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันโดยอิหร่านในช่วงความขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลกในช่องแคบฮอร์มุซ มีเรือหลายลำตกเป็นเป้าโจมตี รวมถึงเรือ มยุรี นารี เรือเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติ ที่ถูกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) โจมตี เนื่องจากเพิกเฉยต่อคำเตือนห้ามล่องผ่านช่องแคบ