‘องค์กรสตรี’ ชงรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

'องค์กรสตรี' ชงรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

‘องค์กรสตรี’ ชงรัฐบาลใหม่ เร่งผลักดันแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย  เอาผิดกับผู้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว  มุ่งปกป้องคุ้มครองผู้เสียหาย หวังสภาชุดใหม่เร่งบรรจุร่าง พรบ.ของภาคประชาชน

วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี คือวันสตรีสากล  มาจากการต่อสู้ของคนงานหญิงในยุโรป และสหรัฐอเมริการ้อยกว่าปีที่แล้ว ที่ถูกเอาเปรียบในการทำงานไม่ว่าทำงานชั่วโมงที่ยาวนาน วันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง ได้ค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย ไม่มีสวัสดิการอะไรให้ สภาพการทำงานที่เลวร้าย การต่อสู้ทำให้เกิดระบบทำงาน 8 ชั่วโมงทำงาน และมีค่าแรงที่เป็นธรรมและมีสวัสดิการต่างๆดีขึ้นในเมืองไทย และในโอกาสวันสตรีสากลที่จะมาถึงนี้ องค์กรคนทำงานภาคประชาสังคม ด้านผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ออกมาให้มุมมองต่อสังคมไทย

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ทุกวันที่ 8 มีนาคม คนงานหญิง องค์กรด้านสตรี ก็ใช้วันสตรีสากลเป็นหมุดหมายในการเคลื่อนไหวต่อสู้อย่างเข้มข้นเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วจนได้กฎหมายประกันสังคม และกฎหมายลาคลอดเก้าสิบวัน และกฎหมายหลายฉบับที่ทำให้สถานภาพของผู้หญิงดีขึ้นเช่น พรบ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง พรบ. ความเท่าเทียมทางเพศ หรือในปัจจุบันมีการขยายกฎหมายลาคลอดได้ 120 วัน และให้คู่สมรสลาไปเลี้ยงลูกได้ และกฎหมายคุกคามทางเพศที่ก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ก็ยังมีจุดอ่อนบางกฎหมายที่กำลังแก้อยู่ ดูแล้วเหมือนสถานการณ์ผู้หญิงจะดีขึ้น แต่มาดูสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กก็ยังไม่ดีขึ้น

นายจะเด็จ กล่าวอีกว่า จากการเก็บข้อมูลของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัว ปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น (1) ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% (2) ที่น่าเป็นห่วงข่าวฆ่ากันในครอบครัว พบว่าจากปี 2566 มี 388 ข่าว ปี 2567 ข่าวฆ่ากัน มี 562 ข่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวน 174 ข่าว โดยเมื่อเทียบกับปี 2566 สูงขึ้นถึง 44.8% (3) ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% จำนวนผู้เสียชีวิตจากข่าวความรุนแรงในครอบครัว (รวมจำนวนข่าวฆ่ากันในครอบครัว และ ข่าวฆ่าตัวตาย) มีจำนวน 797 ข่าว หรือ โดยเฉลี่ยเสียชีวิต 2 คนต่อวัน จากตัวเลขล่าสุดผู้หญิงยังถูกฆ่าจากความรุนแรงในครอบครัวไม่ลดลงมากขึ้นอีก และผู้หญิงก็ยังถูกเลิกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจไม่น้อยยังหางานทำไม่ได้  จำนวนหนึ่ง ตกงานมานาน บางคนก็ถูกหลอกจากสแกมเมอร์

“จากสถานการณ์ต่างๆเหล่านี้เห็นได้ชัดการบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอมากเจ้าหน้าที่รัฐ  ยังมองเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในความรุนแรงชีวิตไม่ปลอดภัย และการทำงานในการคุ้มครองผู้หญิงยังแยกส่วนต่างคนต่างทำ งบประมาณที่สร้างระบบสนับสนุนและคุ้มครองผู้หญิงก็มีเพียงน้อยมาก ทำให้ผู้หญิงไม่มีความปลอดภัย และขาดความมั่นคงในการทำงาน ดังนั้นในวันที่ 8 มีนานี้รัฐบาลที่เกิดขึ้นมาใหม่ควรมีมาตราการอย่างจริงจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเวลาผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรง และปรับปรุงกฎหมายขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยในการเอาผิดกับผู้ชายที่ใช้ความรุนแรง และบูรณการหน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้หญิง ตลอดจนเพิ่มงบประมาณด้านผู้หญิงให้มากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้หญิงมีความมั่นคงในการทำงาน ระยะยาวหรือมีงานทำโดยเร็ว ” นายจะเด็จ กล่าว

ด้าน ดร. วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความจำเป็นของแนวคิดสตรีนิยมและความเป็นธรรมทางเพศในสังคมไทย ซึ่งการแสดงทัศนะของบุคคลที่มีชื่อเสียงทางการเมืองในทำนองว่าสังคมไทยมีความเท่าเทียมทางเพศอยู่แล้ว และการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นธรรมทางเพศเป็นเพียงรสนิยมส่วนบุคคลนั้น เป็นการเอาประสบการณ์ของคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ โอกาส และได้รับการปกป้องทางสังคม จนไม่เคยต้องเผชิญหรือรับรู้ความไม่เป็นธรรมด้วยตัวเอง มาใช้อธิบายภาพของสังคมโดยรวม

“แม้ปัจจุบันเราจะเห็นผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในแวดวงธุรกิจ ราชการ และการเมือง แต่นั่นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นธรรมทางเพศสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งผู้หญิง คนข้ามเพศ และคนเพศหลากหลาย เพราะความไม่เป็นธรรมทางเพศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในค่านิยม ทัศนคติ รวมทั้งกฎหมาย นโยบาย และระบบการเมืองด้วย   ยกตัวอย่างกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวซึ่งต้องมุ่งคุ้มครองสมาชิกครอบครัวที่ถูกทำร้าย แต่กฎหมายของไทยกลับเน้นการไกล่เกลี่ยให้ยอมความ ผู้กระทำผิดจึงไม่ต้องรับโทษ และผู้ถูกกระทำต้องจำยอมกลับไปอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยไม่ได้รับการปกป้องจากรัฐ” ดร. วราภรณ์ กล่าว

ดร. วราภรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ความย้อนแย้งของนโยบายรัฐไทยที่ต้องรับมือปัญหาสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลง แต่กลับมีสวัสดิการแม่และเด็กที่ล้าหลัง โดยเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดปัจจุบันอยู่ที่เพียง 600 บาทต่อเดือนและจำกัดเฉพาะคนที่พิสูจน์ได้ว่ายากจน ขณะที่กฎหมายลาคลอดที่ผลักดันกันมาหลายสิบปีก็ให้ลาได้เพียง 120 วัน ซึ่งไม่พอ และรัฐก็ไม่มีศูนย์เด็กอ่อนที่มีคุณภาพรองรับแม่หลังคลอดที่ต้องกลับไปทำงาน เป็นการผลักภาระการดูแลครอบครัวและพัฒนาประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ก็กลายเป็นภาระของผู้หญิง

“นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของความไม่เป็นธรรมทางเพศที่แทรกอยู่ในโครงสร้างของสังคมไทย สำหรับคนที่มีสายตามองเห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็จะไม่เกิดคำถามว่าการผลักดันเรื่องความเป็นธรรมทางเพศยังจำเป็นหรือไม่ และเครือข่ายยังคาดหวังว่ารัฐบาล  สภาผู้แทนราษฎรชุดต่อไปจะเร่งบรรจุร่างแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่สภา ซึ่งมีร่างที่เสนอโดยเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น” ดร. วราภรณ์ กล่าว 

ร่วมส่ง “บิ๊กสิน-สินธุ พูนศิริวงศ์” อดีตนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ ณ เมรุวัดธาตุทอง

ร่วมส่ง “บิ๊กสิน-สินธุ พูนศิริวงศ์” อดีตนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ ณ เมรุวัดธาตุทอง

ร่วมส่ง “บิ๊กสิน-สินธุ พูนศิริวงศ์” อดีตนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดฯ ณ เมรุวัดธาตุทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

จากการถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ของ สินธุ พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย ที่คนในวงการกีฬาขนานนามว่า “ก๊อตฟาเธอร์แห่งวงการสนุกเกอร์” นำมาซึ่งความเศร้าโศกไม่ใช่แค่เพียงครอบครัว “พูนศิริวงศ์” นำโดย เตือนใจ พูนศิริวงศ์, บุตรชาย ศักดิ์สิน-อนุตตรา-จิรัสย์-ยศชนินทร์ พูนศิริวงศ์ และบุตรสาวทั้ง 2  ศิริสิน – บุญญาดา พูนศิริวงศ์ แต่ยังรวมถึงคนในแวดวงกีฬาสนุกเกอร์ แวดวงสถาปัตยกรรม และแวดวงธุรกิจ ในพิธีรดน้ำศพในวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 15.30 น. ณ ศาลา 4 สิทธิสยามการ วัดธาตุทอง พระอารามหลวง และสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 25-28 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. และ พิธีฌาปนกิจ ที่ผ่านมา จึงมีบุคคลสำคัญมาร่วมพิธีเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของท่านอย่างเนื่องแน่น อาทิ ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตนายกรัฐมนตรี , ศ.พิเศษ ดร.พรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตประธานวุฒิสภา และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยพิธีฌาปนกิจ ได้รับเกียรติจาก อมเรศ ศิลาอ่อน  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานทอดผ้ามหาบังสุกุลและประชุมเพลิง ณ เมรุหน้า วัดธาตุทอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 15.00 น.

อมเรศ ศิลาอ่อน ประธานในพิธีฌาปนกิจ สินธุ พูนศิริวงศ์ พร้อมด้วย กำธร ศิลาอ่อน CEO บมจ. เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ร่วมพิธี โดยมี ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์, และผาณิต พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ

ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ ชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและอดีตนายกรัฐมนตรี 

ชวน หลีกภัย, สนั่น อังอุบลกุล แห่ง บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, ดร.องอาจ เดชอิทธิรัตน์ ผู้บริหารระดับสูงในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ นาท ลิ่วเจริญ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม

พี่ชาย วาริน-ผาณิต พูนศิริวงศ์ พร้อมด้วย ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ อมเรศ ศิลาอ่อน และ ขจิต หัพนานนท์

อมเรศ ศิลาอ่อน ประธานพิธีฌาปนกิจ, ชลีกร-ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย, สุวัจน์ ลิปตพัลลภ, เตือนใจ พูนศิริวงศ์ ภรรยาผู้วายชนม์ และ คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ณ อยุธยา

ประทุม รัตนาวะดี น้องสาวผู้วายชนม์, น.พ.วิสุทธิ์ วิเวกาภิวัติ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ร.อ.ขจิต หัพนานนท์, ผาณิต พูนศิริวงศ์และ ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร

อมเรศ ศิลาอ่อน  ประธานทอดผ้ามหาบังสุกุลและประชุมเพลิง

ศ.พิเศษ ดร.พรเพชร วิชิตชลชัย ร่วมพิธีฌาปนกิจ

ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ อ่านประวัติคุณพ่อผู้ล่วงลับ

พี่ชายวาริน พูนศิริวงศ์ พร้อมด้วย อมเรศ ศิลาอ่อน, ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ เพื่อนนักเรียนเก่าอังกฤษรุ่นเดียวกัน

ชลีกร-ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย อดีต ปธ.บมจ.ไทยพาณิชย์ ให้กำลังใจ เพือนใจพูนศิริวงศ์

เจ้าภาพ ภรรยา เตือนใจ, ลูกชาย ศักดิ์สิน-อนุตตรา-จิรัสย์-ยศชนินท์ พูนศิริวงศ์, ลูกสาว บุญญาดา พูนศิริวงศ์ พร้อมเครือญาติ นำโดย ประทุม รัตนาวะดี, พรประไพ พูนศิริวงศ์, ผาณิต พูนศิริวงศ์, พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, เจน-จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, สาณิต-ศิรินันท์ รัตนาวะดี, สฤษดิ์ รัตนาวะดี, วรุณพร-วิรัตน์ สุพรรณธะริดา, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, นรพล-อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์ ร่วมด้วย เลิศชาย พงษ์

ครอบครัวน้องสาว ประทุม รัตนาวะดี, CEO บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเม้นท์ สารัชถ์ – นลินี – สิตมน รัตนาวดี,  สาณิต-ศิรินันท์  รัตนาวะดี,  สฤษดิ์ รัตนาวะดี, พร้อมด้วย CEO บมจ. ปตท. ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอธิธรรม

วินัย เตชะไพบูลย์ , ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, นลินี รัตนาวะดี, ชัยพร พรประภา และ สารัชถ์ รัตนาวดี

ศักดิ์สิน และน้องสาว บุญญาดา พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO บจม. ปตท.

อุไร-อนันตชัย คุณานันทกุล ร่วมแสดงความเสียใจกับ เตือนใจ พูนศิริวงศ์

น้องสาว ประทุม รัตนาวะดี, นพ.วิสุทธิ์ วิเวกาภิวัติ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย, ร.อ.ขจิต หัพนานนท์ และแขกที่มาร่วมงานขึ้นวางดอกไม้จันทน์

ผุสรา สุนทรางกูร, สฤษดิ์ รัตนาวะดี, ฐาปบุตร-หนุน ชมเสวี และ ปริพันธ์ หนุนภักดี – จำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี

นรเชษฐ์-ปิ๋ม แสงรุจิ, วีรดิษ-เป๋า วิญญรัตน์, ม.ร.ว.ภวรี สุชีวะ, วิทูสวัสดิ์-ลิสา อัมระนันทน์ และ ด่อง สุขุม

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย (วัฒนา ภู่โอบอ้อม) และนักสนุ๊กมือหนึ่งของโลก จัดด์ ทรัมป์ ร่วมงานสวดพระอภิธรรม

พิมล ศรีวิกรม์ ปธ.กก.โอลิมปิคแห่งประเทศไทย ทักทาย จัดด์ ทรัมป์

สุนทร จารุมนต์ นายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ, นักกีฬา และสื่อมวลชนสายกีฬา ร่วมงานสวดพระอภิธรรม

ศักดิสิน พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ พลภัทร สุวรรณศร ที่ปรึกษา บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ มี ผรณเดช พูนศิริวงศ์ ร่วมต้อนรับ

ริรินดา พูนพิพัฒน์ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม มี จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ

ผู้บริหาร บมจ.กัลฟ์ฯ (ขวา) พรทิพา ชินเวชกิจวานิชย์ รอง ปธ.จนท.บริหาร และ (กลาง) สิตมน รัตนาวะดี ผช.ผอ.ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ และ ประเสริฐ ถิราติ

ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร ร่วมพิธีฌาปนกิจ

ให้กำลังใจกันและกัน คิม พูนศิริวงศ์ ลูกสาวคนกลาง และ เตือนใจ พูนศิริวงศ์

สุพินดา โชคชัยนิรันดร์ และ ปัญชลี เพ็ญชาติ ร่วมแสดงความเสียใจ

ทีมแนวหน้าออนไลน์ นำโดย อัญชะลี ไพรีรักษ์ ผอ.ข่าว, ปรเมษฐ์ ภู่โต บก.อำนวยการ, เสริมสุข กษิติประดิษฐ์, ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข และ บุญยอด สุขถิ่นไทย ร่วมเคารพศพ

อรนภา กฤษฎี และ ม.ล.สวนสิริ ทองใหญ่

ครอบครัว “ลีนะวัต” ไพโรจน์-โอภาส์ ลีนะวัต บิดา-มารดา ของสะใภ้ อนุตตรา พูนศิริวงศ์ ร่วมงาน

เพื่อนอัสสัมชัญ รุ่นเหลือน้อย ม.ร.ว.โอภาศ กาญจนะวิชัย มีบุตรชาย ม.ล.ชุติณธร – สิรินดา กาญจนะวิชัย ร่วมงาน

ปริพันธ์ หนุนภักดี ร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวพูนศิริวงศ์ ศักดิ์สิน-อนุตตรา-จิรัสย์-ยศชนินท์ พูนศิริวงศ์ ต้อนรับ

ประพันธ์ คูณมี และ ดร.วิวัฒน์ อยู่การดี

สารัชถ์ รัตนาวะดี ทักทาย ดร.วิวัฒน์ อยู่การดี

เจมส์ ริชาร์ด อมตะวิวัฒน์ และ ดร.มาส ตันหยงมาศ

ธรรมรัฐ หวั่งหลี, ศักดา รัตนสุบรรณ และพัสสพงศ์ พิทักษ์พูลสิน

กีรวุฒิ กิติยาดิศัย, ดนุช บุนนาค และนรเชษฐ์ แสงรุจิ

วีรวัฒน์ ภาวนาวิวัฒน์, ณชนก รัตนทารส, พนิช วิกิตเศรษฐ์, วิค – ท๊อป วงศ์ปราศาสตร์,  และผู้เคารพรักสินธุ พุนศิริวงศ์ ร่วมอาลัย

ผาณิต พูนศิริวงศ์ พร้อมลูกๆ นรพล-อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, หลานๆ สฤษดิ์ รัตนาวะดี และ จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์

วรินทร พูนศิริวงศ์, จิราทิพย์ พูนศิริวงศ์, ศศิพร ลิ่วเจริญ, คณาพร พูนศิริวงศ์, วิเศษชมต์- ผรณเดช พูนศิริวงศ์, นนท์ ลิ่วเจริญ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ 

หลานๆ มาร่วมส่งคุณอา – คุณลุงสินธุ ปิติพัฒน์ พูนศิริวงศ์, สฤษดิ์ รัตนาวะดี, วิรัตน์- วรุณพร สุพรรณธะริดา, คณพร พูนศิริวงศ์, อรุณรัตน์ พูนศิริวงศ์, กฤษ-ดร.กร พูนศิริวงศ์

จิราวัฒน์ พูนศิริวงศ์ พร้อมลูกๆ ธัญญาลักษณ์-กันญ์ดนัย-ชนกันต์ พูนศิริวงศ์, จริยา พูนศิริวงศ์ มาให้กำลังใจคุณลุง วาริน พูนศิริวงศ์ ที่สูญเสียน้องชาย สินธุ พูนศิริวงศ์

สมบูรณ์ เอนกพุฒิ ช่วยอำนวยความสะดวกเต็มที่ 

เครือญาติ เตือนใจ พูนศิริวงศ์ จากหนองคาย และอเมริกา บินมาร่วมให้กำลังใจภรรยาผู้วายชนม์

เพื่อน AC96 สุขุมวิท ซ.11 ใหญ่, หนิง, โอ๊ด,เชฟ และโม่ มาร่วมส่งคุณพ่อ สินธุ พูนศิริวงศ์

จรัสพงษ์ หุตะสิงห์, วิชัย ชำนาญรัตนกุล, บรรจง ปีตะวนิก, วรวิทย์ ลี้กำจร, อภิชาต ลี้อิสสระนุกูล, ปารเมศ เหตระกูล, สมชัย ปีตะวนิก, ปกิติ วิชยศึกษ์, เกรียงสิทธิ์ วงศาริยวานิช, ประเสริฐศักดิ์ ประเสริฐบดินทร์ และ ภูมิพันธ์ บุญญาปะมัย

นพ.สุทัศน์-พญ.พนอใจ กลกิจโกวินท์ ญาติที่ดูแลที่รพ.บำรุงราษฎร์

นรพล พูนศิริวงศ์, สุนทร จารุมนต์ และนักสนุกเกอร์หญิงไทย

นรีรัตน์ เตลาน, อรนภา กฤษฎี

ในนามครอบครัว “พูนศิริวงศ์” รู้สึกซาบซึ้งในมิตรไมตรีของทุกท่านที่มาร่วมงาน ตลอดจนท่านที่ได้ส่งพวงหรีดมาเคารพศพ ซึ่งไม่อาจเอ่ยนามได้ทั้งหมด และขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

สระบุรี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน ๒๒๒ ปี ไท-ยวน’ สืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นคึกคัก

สระบุรี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน ๒๒๒ ปี ไท-ยวน’ สืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นคึกคัก

สระบุรี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน ๒๒๒ ปี ไท-ยวน’ สืบสานวัฒนธรรมพื้นถิ่นคึกคัก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

จังหวัดสระบุรีจัดกิจกรรมส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้ชื่องาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน ๒๒๒ ปี ไท-ยวน สระบุรี” อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมไท-ยวน ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรีไทยพื้นบ้าน และการจำลองวิถีชีวิตชุมชนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สร้างสีสันและความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ภายในงานมีบูธจำหน่ายสินค้า อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกชิมและเลือกซื้ออย่างหลากหลาย พร้อมกิจกรรมบูธสาธิตศิลปหัตถกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองลงมือปฏิบัติจริงและสามารถนำผลงานกลับบ้านได้ อาทิ บูธสาธิตโคมล้านนา บูธสาธิตผ้าพิมพ์ใบไม้ (Eco-print) บูธสาธิตการทำขนมเพ้อเร่อ บูธสาธิตผัดหมี่ไท-ยวน สระบุรี บูธสาธิตการทำตุงไส้หมู บูธสาธิตการทำปิ่นปักผมไท-ยวน และบูธสาธิตย่ามจิ๋วไท-ยวน

ในช่วงเย็นมีการแสดงดนตรีจากศิลปินรับเชิญจาก โฟล์ค ณัฐกรณ์ ชูแสง แชมป์ไมค์ทองคำสามวัย ซีซั่น 3, สปาย ภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ รองแชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ Season 1 และ กันต์ ฤทธิ์นันต์ พงษ์สระพัง ผู้เข้าประกวดรายการเพลงเอก ซีซั่น 1 สร้างความคึกคักให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

ไฮไลต์พิธีเปิดขบวนแห่ขันโตก อัญเชิญขันโตกประธานเข้าสู่เวที โดย ยุวเฟิร์น ยุวพร ทรงงาม มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร 2024 พร้อมเริ่มรับประทานอาหารตามประเพณีขันโตก โดย นายสุรเดช สร้อยอุทา นายอำเภอเสาไห้ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้น นางสาวพัชรศรี สมบัติทวีพูน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ นายอรรถการณ์ จิตถวิล ปลัดจังหวัดสระบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานประเพณีขันโตกอย่างเป็นทางการ และหลังพิธีเปิด ผู้ร่วมงานได้ชมการแสดง แสง สี เสียง ศิลปวัฒนธรรมชุดพิเศษ “ย้อนรอยการเดินทางตำนานไท-ยวน” โดยคณะโยนกนาคพันธ์ ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง

การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาวไท-ยวน จังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่าให้คงอยู่สืบไป

#ย้อนตำนาน๒๒๒ปีไทยวนสระบุรี  #ตานก๋วยสลากสระบุรี  #ไทยวนสระบุรี #เสาไห้ #สระบุรี

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง – พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง - พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง – พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ทำไมการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพถึงมีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน? สาเหตุสำคัญคือ การแข่งขันที่มีประสิทธิภาพนั้น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง คุณภาพที่ดีขึ้น หรือมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ทุกคนที่ต้องซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ จึงได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูงขึ้น

สงครามราคาในภาคธุรกิจร้านอาหารระหว่างเอ็มเคสุกี้กับสุกี้ตี๋น้อยในปี 2568 เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งสื่อและประชาชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพอย่างไร เริ่มแรก เอ็มเคสุกี้ออกโปรโมชั่นบุฟเฟต์ราคาต่ำ เพื่อตอบรับอุปสงค์ที่ลดลงและการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ ต่อมา สุกี้ตี๋น้อยจึงออกแคมเปญลดราคาเพื่อตอบโต้ นอกจากนี้การแข่งขันในธุรกิจสุกี้ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งจากการเปิดตัวแบรนด์บุฟเฟต์ราคาประหยัดของเอ็มเค รวมถึงตัวเลือกพรีเมียมใหม่ๆ ที่สุกี้ตี๋น้อยนำเสนอ ,

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจสุกี้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลดราคา และเพิ่มทางเลือกมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ แล้วสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าในภาคส่วนอื่นๆ เป็นอย่างไร และมีแนวทางหรือมาตรการใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมการแข่งขันในภาคส่วนเหล่านั้น

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองเสมอไป ประการแรก บริษัทอาจตัดสินใจควบรวมกิจการ ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง ประการต่อมา ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจใช้มาตรการทางการค้าที่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งและกระทบต่อผู้บริโภค อีกกรณีหนึ่งคือ บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันหรืออยู่ในตลาดเดียวกันอาจทำข้อตกลงที่จำกัดการแข่งขัน ดังนั้น ความช่วยเหลือหรือการแทรกแซงจากภาครัฐจึงมีความจำเป็นในบางกรณี

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จึงได้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองการแข่งขันทางการค้า และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แม้ว่ารายละเอียดเชิงกฎหมายในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามักประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ สามประการ

•             การควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การที่ Paramount เสนอซื้อ Warner Bros. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันหลายแห่งทั่วโลก เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีธุรกิจผลิตภาพยนต์ เช่น Titanic และ Interstellar ของ Paramount  และ The Matrix และ Harry Potter ของ Warner Bros.  หน่วยงานเหล่านี้จะประเมินผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยพิจารณาว่า ราคาภาพยนตร์มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ หรือทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับชมภาพยนตร์ลดลงหรือไม่ เป็นต้น

•             การห้ามข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน (anticompetitive agreements) มีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามความร่วมมือที่จำกัดการแข่งขัน เช่น การฮั้วประมูลหรือการกำหนดราคาร่วมกัน ในปี 2566 หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของญี่ปุ่น ได้กล่าวหาบริษัทหลายแห่งว่ามีการฮั้วประมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสำหรับการทดสอบงานโตเกียวโอลิมปิค 2020  ต่อมา ในปี 2568 ศาลสูงโตเกียวได้ยืนโทษปรับ 300 ล้านเยน (ประมาณ 60.5 ล้านบาท) ต่อกลุ่มเดนท์สุ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เกี่ยวข้อง 

•             การห้ามใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด (abuse of dominance) เป็นการป้องกันพฤติกรรมที่บิดเบือนการแข่งขันโดยผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อกีดกันคู่แข่ง (predatory pricing) และการบังคับขายพ่วง (tying/bundling) กรณีตัวอย่างสำคัญคือคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ที่สั่งปรับ Google เป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) จากการบังคับผูกแอปของตน (Google Search และ Chrome) เข้ากับ Play Store รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งขัดขวางการใช้ search engine ของคู่แข่งบนอุปกรณ์ Android

สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2560 อย่างไรก็ดี รายงานการประเมินล่าสุดของ OECD ชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ที่ขัดขวางการบังคับใช้โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รัฐสภาชุดที่แล้วจึงได้เริ่มกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งหลายข้อเสนอสอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD และจะช่วยยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้ แต่ความพยายามดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังจากการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 อนาคตของร่างแก้ไขนี้ จึงขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ หากร่างดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาและประกาศใช้ จะเป็นการปรับปรุงและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

•             ข้อแก้ไขสำคัญประการแรก ได้แก่ การปรับปรุงการขออนุญาตควบรวมกิจการ ปัจจุบัน มีเพียงการควบรวมที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาดเท่านั้นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจาก กขค. สำหรับการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการเพียงแค่ต้องแจ้งหลังการควบรวม และ กขค. ไม่มีอำนาจระงับหรือกำหนดเงื่อนไขต่อการควบรวมนั้น  ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ การควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า เช่นเดียวกับกรณีที่นำไปสู่การผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาด

•             อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับบทลงโทษกรณีใช้อำนาจเหนือตลาดจากโทษอาญามาเป็นโทษทางปกครอง ภายใต้โทษอาญา ภาระการพิสูจน์ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล” (beyond reasonable doubt) หมายความว่า ต้องมีหลักฐานที่โน้มน้าวจนไม่เหลือข้อสงสัยว่าพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาลดการแข่งขัน ขณะที่โทษทางปกครองใช้ “หลักความสมดุลของความน่าจะเป็น” (balance of probabilities) คือ มีแนวโน้มมากกว่าไม่ว่าพฤติกรรมนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อการแข่งขัน ในทางปฏิบัติ คดีใช้อำนาจเหนือตลาดมักต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน และยากที่จะพิสูจน์ให้เด็ดขาดได้ ดังนั้น การปรับเป็นโทษทางปกครองจึงเอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมายโดย กขค. ในการจัดการพฤติกรรมที่จำกัดการแข่งขันของผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นต่างๆ ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ การใช้อำนาจเหนือตลาด หรือข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกัน  ล้วนมีมิติที่จะส่งเสริมหรือจำกัดการแข่งขัน การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ จึงมักต้องใช้การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียต่อการแข่งขัน เช่น การควบรวมกิจการอาจทำให้การแข่งขันลดลง เนื่องจากจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อยลง แต่การควบรวมเดียวกันนั้น อาจก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนหรือการเพิ่มการลงทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสีย ช่วยทำความเข้าใจสภาพของตลาด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบังคับใช้กฎหมายที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่กระทบต่อการดำเนินการทางธุรกิจตามปกติ

การที่ iRobot ยื่นล้มลายในเดือนธันวาคม 2568 หลังคณะกรรมาธิการยุโรปสั่งห้ามการเข้าซื้อกิจการโดย Amazon ในปี 2567  จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการวิเคราะห์การควบรวมในครั้งนั้น คณะกรรมาธิการให้เหตุผลว่า การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว “อาจลดการแข่งขันในตลาด[เครื่องดูดฝุ่นหุ่นยนต์]”  นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าคำสั่งห้ามเข้มงวดเกินไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำสั่งห้ามนั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ Amazon อาจใช้อำนาจเหนือตลาดกีดกันคู่แข่ง ไม่ว่ามุมมองจะเป็นอย่างไร กรณี iRobot / Amazon สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการประเมินผลกระทบของการควบรวม และตอกย้ำความสำคัญของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักการและหลักฐานในการพิจารณาการควบรวม และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันให้กับผู้ประกอบการในตลาด และทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่มีราคาที่แข่งขันได้ คุณภาพสูง และบริการดี ดังนั้น ความพยายามของประเทศไทยในการยกระดับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าย่อมก่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเสริมแรงจูงใจของผู้ประกอบการให้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมา

แม้การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะมีความสำคัญ แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่รอบคอบและมีคุณภาพสูงช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เป็นการคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจที่ชอบธรรม

ทีมงานทางด้านการแข่งขันทางการค้าของ BRG ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งในเอเชีย  ยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงทีมงานประจำที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ด้วยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำชี้แจง (Disclaimer): ความคิดเห็นที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ได้สะท้อนถึงความคิดเห็นของ BRG หรือพนักงานและผู้เกี่ยวข้องกับ BRG ข้อมูลที่ให้ไว้ในเอกสารนี้ไม่มีวัตถุประสงค์และไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือบริการด้านกฎหมาย การบัญชี ภาษี หรือคำปรึกษาวิชาชีพอื่น ๆ และการเผยแพร่ข้อมูลนี้หรือการที่ท่านส่งอีเมลหรือข้อความอื่นมายังเรา มิได้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับ BRG แต่อย่างใด ข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏในเอกสารนี้ไม่ควรใช้แทนการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในสาขาที่เกี่ยวข้อง

สืบสาน ‘มรดกแม่แห่งแผ่นดิน’ สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน ‘ศิลปาชีพ’ ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

สืบสาน 'มรดกแม่แห่งแผ่นดิน' สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน 'ศิลปาชีพ' ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

สืบสาน ‘มรดกแม่แห่งแผ่นดิน’ สู่เศรษฐกิจชุมชน ขับเคลื่อน ‘ศิลปาชีพ’ ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

สืบสาน “มรดกแม่แห่งแผ่นดิน” สู่เศรษฐกิจชุมชน กระทรวง อว. – วุฒิสภา – ธ.กรุงไทย ร่วมสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน “ศิลปาชีพ” ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon ตั้งแต่เดือน มี.ค. – ส.ค.69 ทีมที่ชนะ 3 ทีมได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

5 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัด ”โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)” เพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

“โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือน ส.ค.2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เม.ย.จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือน ก.ค.จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ (Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 ส.ค.จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

จากไข่บนจาน…สู่หัวใจของความมั่นคงในโรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

เมื่อเด็กๆ ในโรงเรียนชายแดน พบว่า “ไข่ไก่” ไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่คือครูที่สอนทักษะชีวิต อาชีพ และความรับผิดชอบ

โรงเรียน ตชด.ค็อกนิสไทยฯ ต.แมดนาท่ม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร คือบทพิสูจน์ของเรื่องนี้ กลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ทำให้เห็นว่า อาหารดี…เปลี่ยนอนาคตเด็กทั้งโรงเรียนได้จริง เพราะเด็กน้อยตัวเล็กๆ ลุกขึ้นมาสร้าง “อาหาร” และ “อนาคต” ของตัวเองด้วยสองมือ จากแม่ไก่ 200 ตัว ที่ได้รับจาก “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” สู่ศูนย์เรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิต และสร้างความมั่นคงให้ทั้งโรงเรียนและชุมชน

โรงเรียนแห่งนี้ เข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนไก่พันธุ์ไข่จากซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท (มูลนิธิซีพี) เพื่อให้มีผลผลิตไข่ไก่เป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวันของนักเรียนทั้ง 244 คน ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6

โครงการนี้มีส่วนสนับสนุนวัตถุดิบแก่ “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มุ่งให้เด็กๆ ได้เติบโตพร้อมสุขภาพ สมอง และทักษะชีวิตที่แข็งแกร่งไปพร้อมกัน

ที่โรงเรียนแห่งนี้ ไข่ไก่ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร แต่กลายเป็น “โปรตีนหลักประจำโรงเรียน” ที่เด็กๆ ได้รับประทานไม่น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์–พุธ–ศุกร์ โดยจัดเวรประจำวันให้เด็กๆ หมุนเวียนดูแลงานในโรงเรือน พร้อมทำงานร่วมกับคนพิการในหมู่บ้านที่เป็นลูกจ้างโครงการพิเศษของซีพีเอฟ ให้มีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง

และที่สำคัญยิ่งกว่า คือการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงของเด็กๆ ที่ได้ดูแลแม่ไก่ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ให้อาหาร เก็บไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน ตลอดจนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ไข่เค็ม รวมถึงการปลูกพืชผักหมุนเวียนในแปลงเพื่อเป็นอาหารกลางวัน ก็จะกลายเป็นทักษะชีวิตและพื้นฐานอาชีพในอนาคต

เสียงจากเด็กๆ ผู้เป็นเจ้าของโครงการ น้องนาเดีย-ดญ.วิภาดา หล้าพรหม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นป.6 เล่าว่า การเลี้ยงไก่ให้ความรู้และฝึกวินัย ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม และนำความรู้กลับไปบอกต่อผู้ปกครองและชุมชน

“หนูภูมิใจที่ได้ช่วยสร้างอาหารให้เพื่อนๆ และช่วยดูแลแหล่งโปรตีนของทั้งโรงเรียนและชุมชน”

น้องเพลง-ดญ.พิมพ์ชนก แป้นโคตร อายุ 12 ปี ชั้นป.6 บอกถึงความดีใจที่ได้ดูแลแม่ไก่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

“เราได้กินไข่สดๆ ที่ดูแลเอง พ่อแม่ก็ได้ซื้อไข่ในราคาไม่แพง เป็นความภูมิใจของหนูและเพื่อนๆ”

น้องบิวตี้-ดญ.กุลณัฐ อ้มพรม อายุ 10 ปี ชั้นป.4 บอกว่า เมื่อแม่ไก่ปลดระวาง โรงเรียนยังแบ่งบางส่วนให้เด็กและผู้ปกครองนำไปเลี้ยงต่อที่บ้าน เป็นการขยายองค์ความรู้สู่ครัวเรือนและชุมชน ทำให้เกิดการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

“การเลี้ยงไก่ไข่ของเราไม่เพียงแต่สร้างอาหารทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน แต่ยังช่วยสร้างอาชีพในชุมชนด้วยค่ะ”

จากความมุ่งมั่นกว่า 20 ปี โรงเรียนดำเนินโครงการมาแล้ว 18 รุ่น มีเงินทุนหมุนเวียนมากกว่า 70,000 บาทต่อรุ่น และเติบโตจนเป็น “ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ LEARNING CENTER” ที่มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานจากทั้งในและต่างประเทศ เช่น สปป.ลาว

การเลี้ยงไก่ไข่…สำหรับที่นี่จึงไม่ใช่แค่การสร้างอาหาร แต่คือการสร้างโอกาส สร้างทักษะ สร้างรายได้ และสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับโรงเรียน ครัวเรือน และชุมชนอย่างแท้จริง ..

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ 'รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต' ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

UNHCR รวมพลังการให้ในเทศกาลแห่งการแบ่งปัน ในโครงการ ‘รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต’ ปีที่ 9 ตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเทศไทยดำเนินโครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามทั่วโลกในช่วงวิกฤตที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยปัจจุบันสงครามและความรุนแรงส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมีจำนวนกว่า 117 ล้านคน ส่วนใหญ่คือพี่น้องชาวมุสลิมที่เป็นเด็กกำพร้า แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงหม้าย และผู้สูงอายุที่ถูกบังคับให้ลี้ภัยออกจากบ้านของตนเอง

อาจารย์ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี 

ในปีนี้ UNHCR ผนึกกำลังความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการระดมทุนช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นทั่วโลกตลอดเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ มุ่งส่งต่อความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีไปยังผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ที่หลากหลายและสอดคล้องกับยุคสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อความเมตตาและความหวัง และร่วมเป็นพลังแห่งการให้ในเดือนอันประเสริฐนี้ร่วมกัน

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย และ อาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี

แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าว “ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือจากประเทศไทยนำไปรวบรวมในกองทุนซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยทั่วโลกได้ส่งต่อความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนใน 25 ประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤต ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความรุนแรงสามารถก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบาก และมองเห็นความหวังในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

อาจารย์ อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าว “รอมฎอนเป็นเดือนแห่งความเมตตาและการประกอบความดีและการให้ ช่วงเวลานี้โลกของเรายังคงเผชิญกับความรุนแรง และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง สำนักจุฬาราชมนตรี จึงขอเรียนเชิญพี่น้องมุสลิมและประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกันแสดงความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ มอบซะกาตและการบริจาคซอดาเกาะห์ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นในเดือนอันประเสริฐนี้ เพื่อให้ UNHCR ช่วยเหลือพี่น้องผู้ลี้ภัยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้สังคมเกิดความสมดุลและมีความเอื้ออาทร”

แซนดร้า สเต็ปเป้ ผู้อำนวยการด้านการสื่อสาร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บริษัทบลู เอเลเฟ่นท์,ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย,แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย, อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ UNHCR โครงการรอมฎอนเพื่อพี่น้อง และทานประจำปีซะกาต ประเทศไทย และฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว, The Reporte

ดร. ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว “ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยยึดมั่นในบทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่ส่งเสริมคุณค่าการแบ่งปันตามหลักศาสนาอิสลาม ควบคู่กับการสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคการเงิน ภาคสังคม และประชาชน จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและ ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความเมตตาและการให้ ธนาคารยังคงร่วมมือกับ UNHCR เพื่อรณรงค์และอำนวย ความสะดวกให้ผู้บริจาคสามารถส่งต่อซะกาตได้อย่างถูกต้องตามหลักศาสนา ผ่าน ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ที่ให้บริการตามหลักชะรีอะฮ์บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม อาทิ การประกวดโครงการครีเอเตอร์เพื่อสื่อสารประเด็นมนุษยธรรม และการจัดกิจกรรมโต๊ะรอมฎอน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของกิจกรรมดังกล่าว

ที่สำคัญ ธนาคารยังร่วมประชาสัมพันธ์การรับซะกาตผ่านบัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มุ่งช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ ในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริจาคในการส่งต่อความช่วยเหลือได้ตามเจตนารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในต่างประเทศผ่าน UNHCR หรือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยผ่านไอแบงก์ เพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์เชิงบวกและยั่งยืนต่อสังคมในวงกว้าง”

นอกจากนี้ คุณดำรง พุฒตาล ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ยังเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสนับสนุนการสื่อสารและการรณรงค์สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก โดยได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) รายการ “แทนคุณแผ่นดิน เรื่องเล่าจากดำรง พุฒตาล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จและมีส่วนช่วยให้ โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา รวมถึงช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ อีกหลากหลายช่องทาง เพื่อร่วมส่งต่อความเมตตา ความห่วงใย และการช่วยเหลือไปยังพี่น้องมุสลิมผู้ลี้ภัยทั่วโลก

ในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกท่านสามารถแบ่งปันพื้นที่ความโอบอ้อมอารีเพื่อผู้ลี้ภัยกับครอบครัว

ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามและความรุนแรงทั่วโลก ผ่านกิจกรรมตลอดเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์นี้

1. โต๊ะรอมฎอน และ Iftar Market ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 ณ มัสยิดอิมาร่อตุ๊ดดีน ติดตามรายละเอียดและซื้อบัตรร่วมงานได้ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

2. ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุน Content Creator ในการประกวด “ครีเอเตอร์ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านมนุษยธรรมโลก”  ภายใต้โครงการ “รอมฎอนนี้เพื่อพี่น้องและทานประจำปีซะกาต ปีที่ 9”

3. บริจาคทานซะกาตเพื่อผู้ลี้ภัยกับ UNHCR https://donate.unhcr.org/th/th/zakat และสามารถบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี UNHCR Special Account ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 008-1-36212-9

4. บริจาคทานซะกาตเพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ยากไร้ในประเทศไทยกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ชื่อบัญชี บัญชีซะกาตธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เลขที่บัญชี 001-1-03879-9

ในการรับบริจาคทานประจำปีซะกาต UNHCR ทำงานร่วมกับมูลนิธิทาบาห์ องค์กรชั้นนำทางศาสนา และได้ขยายการรับรองระดับโลกจากนักวิชาการศาสนา (นักฟัตวา)จากสถาบันศาสนาอิสลามมากกว่า 18 แห่งทั่วโลก เช่น อียิปต์ เยเมน โมร็อกโก มอริเตเนีย รวมถึงประเทศไทย เพื่อรับรองหน่วยงานว่ามีคุณสมบัติในการรับทานซะกาตและสามารถมอบความช่วยเหลือนี้โดยตรงแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม ได้แก่ ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นชาวมุสลิม ให้พวกเขาได้มีอาหารที่พอเพียง น้ำสะอาดไว้ใช้และดื่ม ที่พักพิงที่ปลอดภัย และเงินสมทบช่วยเหลือ สามารถดูรายงานการบริจาคได้ที่ https://zakat.unhcr.org/en/posts-reports

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

ดร.ชุมพล พรประภา บริจาครถจักรยานยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ 9 คัน มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท แก่กองบังคับการตำรวจจราจร สร้างบุญโอกาสครบ 84 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

ดร.ชุมพล พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK บริษัท เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (SPI) บริษัท เอส.พี. ซูซูกิ จำกัด (มหาชน) และกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐฟิจิ และประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ พร้อมด้วยครอบครัว มอบรถจักรยานยนต์ Honda รุ่น CBR500R พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เสริม จำนวน 9 คัน มูลค่ารวมกว่า 2.8 ล้านบาท ให้กับ กองบังคับการตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศจร.ตร.) ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ เพื่อใช้สนับสนุนภารกิจในด้านการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการจราจรแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาชีวิตประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ  เนื่องในวาระคล้ายวันเกิดครบรอบ 84 ปี ทั้งนี้ ณ​ ห้องโถง ชั้น 1 กองบังคับการตำรวจจราจร

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

มอบข้าวหอมมะลิ ตอบแทนน้ำใจคนไทย บริจาคโลหิตช่วยผู้ป่วย ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลทั่วประเทศ โลหิตสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์มาก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.35 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอพลังคนไทยช่วยกันบริจาคโลหิต หลังพบโรงพยาบาลทุกแห่ง ทั่วประเทศ เผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้ง มอบข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ให้แก่ผู้บริจาคโลหิต ในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์   
 


รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลหิตของประเทศไทย ปัจจุบันพบว่าการบริจาคโลหิตยังไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม ของทุกปี โรงพยาบาลทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับ ต่ำกว่าเกณฑ์ สาเหตุมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญ อาทิ
• เป็นช่วงหลังเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในช่วงพักผ่อน หรือปรับตัวหลังวันหยุดยาว ทำให้จำนวนผู้มาบริจาคโลหิตลดลง
• สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีอาการเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ จนกว่าร่างกายจะหายเป็นปกติ
• เป็นช่วงเปิดภาคการศึกษา ไม่มีหน่วยรับบริจาคโลหิตในสถานศึกษา
• หลายคนมีข้อจำกัดในด้านเวลาที่ไม่สะดวก ที่จะมาบริจาคเลือด
 
จากสถิติการจัดหาโลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2568  ที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณการจัดหาโลหิตลดลงมากถึง 32,780 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2568 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 238,431 ยูนิต
          – เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โรงพยาบาลทั่วประเทศจัดหาโลหิตได้ 205,651 ยูนิต
 
และโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ ได้ออกประกาศขอรับบริจาคโลหิตผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่ ประชาชนทั่วไป ก็ได้ประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก เพื่อขอรับบริจาคโลหิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวญาติ หรือเพื่อน เป็นสัญญาณเตือนถึงสถานการณ์ที่โลหิตสำรองคงคลังกำลังเริ่มขาดแคลนแล้ว ทั่วประเทศ
 
ขณะที่สถิติการเบิกขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในช่วงเดือน 1 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกขอใช้โลหิตเฉลี่ย จำนวนมากถึง 8,500 ยูนิตต่อวัน แต่สามารถจ่ายโลหิตได้เฉลี่ย จำนวน 3,200 ยูนิตต่อวัน หรือ เพียงร้อยละ 38 เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อการรักษาผู้ป่วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงร่วมกับ สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ดี และภาคีเครือข่ายเชิญชวนคนไทยร่วมแสดงพลังน้ำใจ บริจาคโลหิตในกิจกรรม “ตอบแทนน้ำใจคนไทย” ระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569  ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์  ผู้บริจาคโลหิต จะได้รับข้าวหอมมะลิแท้ ตราเสือ 5 กิโลกรัม 1 ถุง ตอบแทนน้ำใจคนไทย (จำนวนจำกัด 1,400 ถุง) ที่ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตในวันที่สถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังทั่วทั้งประเทศ มีระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาก ให้สามารถพลิกฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีปริมาณโลหิตสำรองที่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ
 
“เพราะการรักษารอไม่ได้  อุบัติเหตุไม่เลือกเวลา  ผู้ป่วยไม่เลือกวัน เลือดต้องมีสำรองก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ที่ไร่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาพืชที่เหมาะสมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่นที่เป็นสารเสพติดร้ายแรง และต่อยอดธุรกิจของบรรพบุรุษ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

                    ทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งเบียร์สิงห์ มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จึงตัดสินใจศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบชา” ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก

                    ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาและคัดสรรชาพันธุ์ดี เริ่มจากประเทศจีน ดินแดนต้นกำเนิดชา เช่น “ชาอู่หลง” รสชาติหอมหวานละมุน และ “ชาผู่เออร์” ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ จากนั้นก็เดินทางไปยังศรีลังกา พบกับ “ชาซีลอน” รสชาติเข้มข้น ต่อมาก็บินไปญี่ปุ่น ดินแดนแห่งพิธีชงชา ที่ได้สัมผัสกับ “ชาเขียวมัทฉะ” ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกันทุกวัน แล้วก็เดินทางไปยังอินเดีย เพื่อค้นหากิ่งพันธุ์ “ชาดาร์จีลิง” และ “ชาอัสสัม” รสชาติเยี่ยม

                   ไร่สิงห์ปาร์คที่เชียงราย รวบรวมชาพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลก นำมาทดลองปลูก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพสูงสุด แต่การทำไร่ชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาบางพันธุ์เกิดโรคและแมลงรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมากที่ต้องเผชิญ

                   แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ไม่ย่อท้อ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการปลูก และคั่วใบชา อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดกิจการของชาบุญรอดก็เติบโตอย่างงดงาม ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวเขาที่หันมาปลูกชาแทนการปลูกฝิ่น

                    นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังได้นำใบชามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชงใส่ซองสำเร็จรูป ชาสมุนไพรผสมมะกรูดและกานพลู ไอศกรีมชาเขียว ขนมปังกรอบรสชา และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

                    ผลิตภัณฑ์ชาบุญรอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงห์ปาร์คนิยมซื้อชาบุญรอดเป็นของฝาก เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

                    ความสำเร็จของ “ชาบุญรอด” ได้ขยายต่อไปโดยร่วมมือกับ บริษัทมารูเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” การผลิตใบชาญี่ปุ่น จากจังหวัดชิซูโอกะ มายังผืนดินไทยที่เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าสนใจในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล

                    หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นแตกต่างจากชาอื่น คือการใช้เทคนิค “การพรางแสง” (Shading) ซึ่งเป็นเคล็ดลับระดับสูงของญี่ปุ่น โดยนำตาข่ายสีดำมาคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-20 วัน เพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้นจนมีสีเขียวเข้ม เพิ่มสารที่ให้รสอร่อย “อูมามิ” (Umami) และความหวานนุ่มนวล ลดความฝาด การเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศนี้ทำให้ชาบุญรอดจากเชียงรายมีรสชาติใกล้เคียงกับชาชั้นดีเยี่ยมจากญี่ปุ่นแท้ๆ

                    ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ชาบุญรอด-มารูเซ็นต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของชาไทยได้ชัดเจนขึ้น   โดยท้าชนกับอิทธิพลญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด  และกลิ่นเขียวเหมือนหญ้าตัดใหม่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นใช้ระบบโรงงานระบบปิดและเทคนิคการ “นึ่งใบชา”  ทันทีหลังเก็บเกี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นมีคุณภาพทัดเทียมกับชาญี่ปุ่นจนสามารถส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่า “เข้มงวดที่สุดในโลก” ได้สำเร็จ

                    ในขณะที่ ชาดารจีลิ่ง (Darjeeling): ของอินเดียเน้นกลิ่นหอมดอกไม้ จากสภาพอากาศบนเทือกเขาสูง แต่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นเลือกทางเดินที่ต่างออกไป โดยเน้นความนุ่มลึกของเนื้อสัมผัส และความสดชื่นแบบเอเชียตะวันออก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายมากกว่าความซับซ้อน

                    การควบคุมคุณภาพให้คงที่ทำได้ยากในระดับอุตสาหกรรม ชาบุญรอด-มารูเซ็นจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าชาทุกล็อตมีมาตรฐานเดียวกัน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ไทยได้รับความไว้วางใจในตลาดร้านอาหารระดับโลก

                    ศรีลังกาสร้างชื่อจากชาแดง (Black Tea) ที่เข้มข้น ชาบุญรอด-มารูเซ็นนำบทเรียนนี้มาใช้ในแง่ของการสร้าง “ภาพลักษณ์แหล่งกำเนิด” โดยการชูชื่อ “เชียงราย” ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของชาเขียวคุณภาพสูง เพื่อเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม

                    ความลับของความอร่อยที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นถือครองคือ “ห่วงโซ่ความเย็นและความเร็ว” ใบชาที่ผ่านการคัดสรรจะถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ การมี ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่เชียงรายเพื่อคอยตรวจสอบค่าสี กลิ่น และรสสัมผัส ในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนการนำเข้านวัตกรรมที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปิดช่องว่างด้านประสบการณ์ที่ไทยเคยตามหลังชาติมหาอำนาจชามานานนับศตวรรษ

                    การที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีเงินทุนที่หนา แต่คือการ “พิสูจน์ผ่านคุณภาพ” ว่าชาเขียวที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากญี่ปุ่นเสมอไป และความละเมียดละไมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประวัติศาสตร์พันปี ความสำเร็จนี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น “ผู้เล่นระดับพรีเมียม” ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก โดยใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเทคโนโลยีระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

                    เรื่องของชาบุญรอดนี้เป็นตัวอย่างของการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การชวนขวายช่วยเหลือกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)  เพราะเป็นการ สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับประเทศไทย  ช่วยชุมชนชาวเขา และช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากวงจรยาเสพติด อุทิศแรงกายแรงใจพัฒนาท้องถิ่นถิ่นทุรกันดารให้กลายเป็นแหล่งเกษตรชั้นดีซึ่งเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม