ตอกย้ำภาพจำ ‘ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ’ ‘สุขุม’ ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

ตอกย้ำภาพจำ 'ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ' 'สุขุม' ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

ตอกย้ำภาพจำ ‘ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ’ ‘สุขุม’ ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ไทยช่วยไทยพลัส ยังแรงไม่หยุด “สุขุม” ชี้ รัฐบาลใช้เปิดเกมกู้คะแนนนิยม ย้ำแบรนด์ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล ซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน

สุขุม

“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ

รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้

สุขุม

“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ

“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม” 

รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง

บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา สปสช. ไฟเขียว เพิ่มอัตราจ่าย ปลูกถ่ายตับ เปลี่ยนหัวใจ

บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา สปสช. ไฟเขียว เพิ่มอัตราจ่าย ปลูกถ่ายตับ เปลี่ยนหัวใจ

บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา สปสช. ไฟเขียว เพิ่มอัตราจ่าย ปลูกถ่ายตับ เปลี่ยนหัวใจ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

รัฐบาลเผย บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย ระบุใช้งบประมาณประหยัดจากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีมติเห็นชอบข้อเสนอสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย เรื่องขอปรับปรุงอัตราจ่ายชดเชยบริการปลูกถ่ายตับและเปลี่ยนหัวใจในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยใช้งบประมาณ  ที่ประหยัดได้จากการปรับอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันมาบริหารจัดการ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราชดเชยค่ายากดภูมิคุ้มกันไม่ได้กระทบคุณภาพการรักษา แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับราคายาที่ลดลง โดยหลังผ่าตัดเดือนที่ 13-24 ปรับจาก 20,000 บาทต่อเดือน เป็น 18,000 บาทต่อเดือน และหลัง 24 เดือนขึ้นไป ปรับจาก 15,000 บาทต่อเดือน เป็น 13,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนนี้ทำให้สามารถนำงบที่ประหยัดได้กลับมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญของมติ คือ ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำหรับผู้รับบริจาค จาก 30,000 บาทต่อราย เป็น 40,000 บาทต่อราย และสำหรับผู้บริจาคที่มีชีวิต จาก 40,000 บาทต่อราย เป็น 45,000 บาทต่อราย ขณะเดียวกัน ปรับค่าผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นเหมาจ่าย 600,000 บาทต่อราย และปรับค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในเด็กเป็น 660,000 บาทต่อราย สำหรับการปลูกถ่ายตับในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางและระยะสุดท้าย ได้ปรับจากเดิมที่เหมาจ่ายรวมค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 600,000 บาทต่อราย เป็นการแยกจ่ายให้ชัดเจน ได้แก่ ค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาค 200,000 บาทต่อราย และค่าผ่าตัดปลูกถ่ายตับในผู้รับบริจาค 660,000 บาทต่อราย เพื่อสะท้อนภาระบริการที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มการชดเชยค่ารักษาในกรณีผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (Cytomegalovirus : CMV) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ โดยกำหนดอัตราชดเชยสำหรับการป้องกันและรักษาการติดเชื้อ CMV จำนวน 180,000 บาทต่อราย และกรณีตรวจพบเชื้อ CMV ในกระแสเลือด จำนวน 40,000 บาทต่อราย จากเดิมที่ยังไม่มีรายการชดเชยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากขึ้น

“การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นบริการสำคัญที่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคตับระยะรุนแรง เด็กที่จำเป็นต้องปลูกถ่ายตับ และผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย การปรับอัตราจ่ายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขเบิกจ่าย แต่เป็นการเสริมความมั่นคงของระบบบริการ ทำให้หน่วยบริการสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้าถึงการรักษาที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงได้อย่างเป็นธรรม”นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

ต่างชาติสนลงทุนพลังงานสะอาดไทย รัฐบาลโชว์ความพร้อม EEC ดันฐานผลิตสีเขียวภูมิภาค

ต่างชาติสนลงทุนพลังงานสะอาดไทย รัฐบาลโชว์ความพร้อม EEC ดันฐานผลิตสีเขียวภูมิภาค

ต่างชาติสนลงทุนพลังงานสะอาดไทย รัฐบาลโชว์ความพร้อม EEC ดันฐานผลิตสีเขียวภูมิภาค

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

ต่างชาติสนลงทุนพลังงานสะอาดไทย  รัฐชูความพร้อมนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน EEC ดีมานด์จากภาคอุตสาหกรรม ดันฐานลงทุนสีเขียวของภูมิภาค

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เห็นสัญญาณความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติต่อธุรกิจพลังงานสะอาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนฝรั่งเศสและนำเสนอศักยภาพของไทยต่อภาคเอกชนยุโรปหลายเวที

รัชดา ธนาดิเรก

ปัจจุบันพลังงานสะอาดและความยั่งยืนยังเป็นธีมหลักของอุตสาหกรรมโลก นักลงทุนไม่ได้มองเพียงต้นทุนการผลิต แต่ให้ความสำคัญกับแหล่งพลังงานหมุนเวียน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และความพร้อมของประเทศปลายทางในการรองรับอุตสาหกรรมใหม่

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในการพบนักลงทุน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนในภูมิภาค ทั้งด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมขั้นสูง โดยเฉพาะพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และมีระบบโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และแรงงานรองรับการลงทุน

ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมหลายด้าน ทั้งนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การส่งเสริมให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น มาตรการอำนวยความสะดวกการลงทุนผ่าน Thailand FastPass และการเร่งปรับกฎระเบียบให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล ประกอบกับมีความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งต้องลดคาร์บอนและใช้พลังงานที่ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดส่งออก

นอกจากนี้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ดำเนินนโยบายเมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดเข้ามาในประเทศไทย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดที่จะผลักดันกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย เพื่อรองรับโครงการเศรษฐกิจสีเขียว AI และพลังงานสะอาด เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วย 

“ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไทยต้องใช้จังหวะนี้ดึงการลงทุนคุณภาพเข้าประเทศ ซึ่งพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเงื่อนไขใหม่ของอุตสาหกรรม การค้า และการจ้างงานในอนาคตด้วย” น.ส.รัชดา กล่าว

ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

ดร.มัลลิกา ตั้งทีมสุดจัด รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

ดร.มัลลิกา “ตั้งทีมสุดจัด” รอเป็นผู้ว่าฯ พร้อมลุยปราบทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย ประกาศชัด ถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งงานได้

30 พค 69 เมื่อเวลา 9.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ตอบข้อซักถามต่อกรณีถนนบางเส้นของกรุงเทพกลายเป็นมณฑลของประเทศอื่นเพราะมีทุนเทามาตั้งรกรากใช้ระบบ 0 เหรียญและต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยจนทำให้ประชาชนทนไม่ไหวนั้น 

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 89 และ พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ พ.ศ.2542 ผู้ว่าฯ มีฐานอำนาจเต็มมือในการ ‘จัดระเบียบเมือง’ และ ‘รักษาความสงบเรียบร้อย และยังไม่นับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกันกับผู้ว่าแต่ละจังหวัดก็เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตัวเองเช่นกัน 

“ถ้า ดร.มัลลิกา เป็นผู้ว่าฯ ดิฉันจะไม่ยอมให้คำว่า ‘ไม่มีอำนาจ’ มาเป็นข้ออ้างบดบังความไร้ประสิทธิภาพเด็ดขาด เรามีกฎหมายและทีมงานที่พร้อมลุยทันทีและถ้าประเทศนี้มีทีมสุดซอยเราก็จะตั้งทีมสุดจัด โดยใช้ศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่มีความสุจริตโปร่งใสแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยได้แล้ว เราจะปล่อยกรุงเทพให้เป็นเหมือนเกาะพะงันที่เต็มไปด้วยยิวไม่ได้“  

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า มีฮาวทู รองรับและเป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีในเรื่องนี้อยู่ที่ใจถ้าไม่ใจเสาะอ่อนข้อให้ผลประโยชน์ทุนเทา ทุกอย่างก็ไม่เกินความสามารถผู้นำ เราทำอย่างเป็นระบบ คือ อย่างน้อย 3 เรื่อง เช่น 

1.เจอแรงงานเถื่อนแย่งอาชีพคนไทย เราส่งเทศกิจลุยตรวจกวาดล้างหาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย ตลาดเถื่อน ยึดคืนทางเท้าคืนให้คนกรุงเทพฯ ทันที!

2. เจอแหล่งพักพิงหรือหอพักเถื่อน เรางัดกฎหมายควบคุมอาคารและการสาธารณสุข สั่งตรวจระบบสุขาภิบาล สั่งปิดตึกแออัด และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด 

3. เจอจุดเสี่ยงอาชญากรรมในชุมชน เราตั้งศูนย์เฉพาะกิจ บูรณาการร่วมกับตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว ใช้ฐานข้อมูลเมืองไล่บี้พื้นที่เสี่ยง 

“ผู้นำเมืองหลวงที่ดีนั้นต้องไม่ใช่คนที่เก่งแต่ท่องกฎหมายเพื่อหาข้อแก้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย แต่คือคนที่เก่งในการใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อปกป้องสิทธิการทำมาหากินและความปลอดภัยของประชาชน คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องการคำอธิบายว่าทำไมปัญหาถึงแก้ไม่ได้ แต่เขาต้องการผู้บริหารที่กล้าชนแทนเขาและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง ” ดร.มัลลิกา กล่าว

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป ‘นกกระซิบ’ ยกระดับความรู้ธุรกิจ

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป 'นกกระซิบ' ยกระดับความรู้ธุรกิจ

ไทยช่วยไทย พลัส ยอดทะลุ 26 ล้านราย ปล่อย แอป ‘นกกระซิบ’ ยกระดับความรู้ธุรกิจ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

“ไทยช่วยไทย พลัส” ปิดลงทะเบียนวันสุดท้าย 5 วัน ทำยอดกว่า 26 ล้านราย ชวนร้านค้าร่วมโครงการ มีแอพ “นกกระซิบ” ยกระดับความรู้ธุรกิจ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ณ เวลา 22.05 น. ภายหลังปิดระบบลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” มีประชาชนลงทะเบียน 26.04 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

สาวรัชดา ธนาดิเรก

ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และผ่านการอนุมัติแล้ว สามารถกดรับข้อตกลงและเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

ลดขั้นตอน ตัดช่องทุจริต ปกรณ์ ชู พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ปฏิรูปงานบริการรัฐ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

ปกรณ์ ชี้กฎหมายอำนวยความสะดวกใหม่ ช่วยประชาชนติดต่อรัฐง่ายขึ้น ธุรกิจเริ่มได้เร็ว ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ใช้ดิจิทัลปิดช่องทุจริต เพิ่มแต้มต่อแข่งขันประเทศ

วันที่ 30 พ.ค.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฉบับใหม่ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับต่อไป โดยกฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่เพียงเข้ามาแก้ขั้นตอนงานเอกสารเท่านั้น แต่เป็นการปรับวิธีคิดของระบบราชการ จากรัฐที่คอยควบคุมและกำหนดเงื่อนไขจำนวนมาก ไปสู่รัฐที่อำนวยความสะดวก สนับสนุนประชาชน และช่วยให้ผู้ประกอบการเดินธุรกิจได้เร็วขึ้น

ปกรณ์ นิลประพันธ์

นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีประโยชน์กับประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระประชาชน เพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ และลดช่องว่างการทุจริตในระบบอนุญาตของรัฐ เพราะเมื่อขั้นตอนน้อยลง ข้อมูลเชื่อมกันมากขึ้น และการตรวจสอบทำผ่านระบบดิจิทัลได้ การใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็นก็จะลดลงตามไปด้วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า หนึ่งในหัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือระบบ Super License หรือ ใบอนุญาตพ่วง ที่จะทำให้การขออนุญาตหลักครอบคลุมใบอนุญาตย่อยที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการเดินขอหลายหน่วยงานเหมือนเดิม เช่น ธุรกิจโรงแรมที่มีใบอนุญาตย่อยจำนวนมาก หรือร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่ต้องใช้ใบอนุญาตหลายใบ ระบบใหม่จะช่วยให้เริ่มกิจการได้เร็วขึ้นและลดต้นทุนแฝง

นอกจากนี้ เรื่องที่ประชาชนจะเห็นชัด คือการลดการเรียกเอกสารซ้ำจากหน่วยงานรัฐ โดยรัฐบาลเดินหน้ากฎหมายเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลต้องส่งและใช้ข้อมูลร่วมกัน ประชาชนจึงไม่ควรถูกขอเอกสารเดิมซ้ำหลายรอบ ทั้งที่ข้อมูลอยู่ในระบบราชการอยู่แล้ว  หลังกฎหมายมีผลบังคับระบบข้อมูลของรัฐจะถูกปรับจากเอกสารแบบเดิม ไปสู่ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านและประมวลผลได้ หรือ Machine Readable Format เพื่อให้บริการเร็วขึ้น ตรวจสอบง่ายขึ้น และนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติได้ เช่น กรณีนอมินี การสวมสิทธิ หรือธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

นายปกรณ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนจากการตรวจสอบก่อนอนุญาตทุกเรื่อง ไปสู่การอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเวลารอโดยไม่จำเป็น ขณะที่รัฐยังมีอำนาจตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้เต็มที่

“กฎหมายฉบับนี้จะทำให้รัฐทำงานเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และเป็นมิตรกับประชาชนมากขึ้น เป้าหมายคือให้คนติดต่อราชการง่าย ธุรกิจเดินหน้าเร็ว และประเทศมีสภาพแวดล้อมที่พร้อมแข่งขันมากกว่าเดิม” นายปกรณ์ กล่าว

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

จับพิรุธแชทไลน์ ปจ.ภูเก็ต กล่าวหา อธิบดีปค. ช่วยน้ำเงินด้วย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

จับพิรุธ! แชทไลน์ ‘ปจ.ภูเก็ต’ กล่าวหา ‘อธิบดีปค.’ ช่วยน้ำเงินด้วย เทียบรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ตรงประกาศจริงของ ‘กกต.’

30 พ.ค.2569 จากกรณีประเด็นร้อนทางการเมือง หลังนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต  ออกมาเปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชตกลุ่มไลน์ปริศนา ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นแชตของ “อธิบดีกรมการปกครอง” ที่มีการส่งรายงานสัดส่วนคะแนนนิยมผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา  พร้อมข้อความตอบกลับว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมตามมา

แชทไลน์

มีรายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทย  เปิดเผยผลการตรวจสอบข้อมูลรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ที่ปรากฏในภาพแชตไลน์หลุดดังกล่าว เปรียบเทียบกับประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พบว่ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับประกาศจริงหลายจุด

จากการตรวจสอบพบว่า ในหลายกรณีมีการระบุชื่อบุคคลที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจริง บางรายยังดำรงตำแหน่งราชการ หรือเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 พบความผิดปกติในหมายเลข 2 โดยในแชตไลน์ระบุชื่อ นายวิสุทธิ์ โรจินทร์ พรรค รทสช. แต่ประกาศ กกต. ตัวจริงคือ นายศุภชัย ศิลปะรัศมี พรรคเศรษฐกิจ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า นายวิสุทธิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอาวุโสอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ไม่ได้ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัคร สส. แต่อย่างใด

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 พบข้อมูลไม่ตรงกับประกาศ กกต. ถึง 4 รายชื่อ ได้แก่ หมายเลข 2 ในไลน์ระบุ น.ส.นวลจันทร์ สามารถ พรรค รทสช. แต่ตัวจริงคือ นายอินทร์ เพชรหิน พรรคเศรษฐกิจ

หมายเลข 4 ในไลน์ระบุชื่อ นายนิพนธ์ เอกวานิช พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ นางณัฐพร ผาณิตพิเชฐวงศ์ พรรคเพื่อไทย โดยนายนิพนธ์ ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้

ขณะที่หมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายอาวุธ หนูเชต พรรคเพื่อไทย แต่ประกาศจริงคือ นายสมชาติ สมนาม พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหมายเลข 7 ในไลน์ระบุชื่อ นายวงศกร ชนะกิจ พรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่พบรายชื่อดังกล่าวอยู่ในประกาศผู้สมัครของ กกต.

เช่นเดียวกับเขตเลือกตั้งที่ 3 พบข้อมูลคลาดเคลื่อนอีกหลายรายการ โดยหมายเลข 5 ในไลน์ระบุ นายชัยยศ ปัญญาไวย พรรคประชาธิปัตย์ แต่ประกาศจริงคือ น.ส.สิริเกศ ฉั่วสกุล พรรคประชาธิปัตย์

หมายเลข 6 ในไลน์ระบุ ว่าที่ ร.ต.ไวพจน์ บรมหนุ่ม พรรค รทสช. แต่ประกาศจริงคือ ด.ต.เดชาวัตร อุ่นสอน พรรคเศรษฐกิจ และหมายเลข 7 ในไลน์ระบุ นายนัทธี ถิ่นสาคู พรรคพลังประชารัฐ แต่ประกาศจริงคือ นายเกษม กาหรีมการ พรรคไทยภักดี

รายงานข่าวฯแจ้งด้วยว่า ความคลาดเคลื่อนจำนวนมากในเอกสารที่ปรากฏในแชตไลน์หลุด ดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสังเกตตามมาว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ออกมาเพื่อดิสเครดิส และเบี่ยงประเด็น ภายหลังกรมการปกครองเสนอให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินข้าราชการหลายรายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อมโยงถึงกลุ่มเป้าหมายหลายราย หลัง ผู้ประกอบการสถานบันเทิงในหาดป่าตอง เรียกร้องให้รัฐบาล จัดการ ผู้มีอิทธิพล เครือข่ายธุรกิจสีเทา ที่เก็บส่วย และบุกรุกพื้นที่ สาธารณะ

รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.
รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.
รายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

สู้ราคาปุ๋ยแพง สรวุฒิ เผย สุริยะ สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

“สรวุฒิ ”เผย “สุริยะ ” สั่งการ ทุกหน่วยงานในสังกัดให้ความรู้เกษตรกร ส่งเสริมใช้ปุ๋ยสูตรผสมผสาน ลดใช้ปุ๋ยเคมี  ลดต้นทุนการผลิต ระบุฤดูกาลผลิตข้าวนาปี ปุ๋ยมีเพียงพอ

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (27 พ.ค.69) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงกรณีที่ สตง.มีข้อสังเกตถึงการจัดทำคำขอใช้งบกลางฯของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวนกว่า 6000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดหาปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ ช่วยเหลือเกษตรกรเร่งด่วนในช่วงที่สถานการณ์ด้านปัจจัยการผลิตมีความผันผวน โดย สตง.ชี้ว่า โครงการดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์ การใช้งบฯฉุกเฉินในกรณีจำเป็นเร่งด่วนนั้น ทางกระทรวงฯ ได้รับทราบ และเข้าใจข้อท้วงติง ดังกล่าวที่ สตง.มองอาจยังไม่สอดคล้องกับการใช้งบกลาง ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งกระทรวงฯจะยังสามารถใช้กลไกงบประมาณปกติ ในการเดินหน้าต่อได้ 

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

อย่างไรก็ตามในส่วนแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรนี้ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นและกำชับให้หน่วยงานในสังกัดส่งเสริม และสร้างการรับรู้ของเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต ด้วยแนวทางการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานคือ ปรับลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงโดยใช้ปุ๋ยเคมีร้อยละ 70 ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ ร้อยละ 30 เพื่อแก้ปัญหาราคาปุ๋ยยูเรียที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพดินและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารของพืช เพราะจากการศึกษาและทดลองในบางพื้นที่พบว่าสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึงกว่าร้อยละ 30 ด้วยและน่าจะเป็นแนวทางที่ดีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้รับรายงาน ล่าสุดทราบว่าสถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อฤดูกาลผลิตนี้ แต่ราคามีการปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง รวมถึงจะต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากสภาวะสงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาในอนาคต ซึ่งจะต้องมีการติดตาม และประเมินสถาการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการในการตรึงราคาปุ๋ยในช่วงที่สถานการณ์โลกและสงครามในต่างประเทศยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้า เพื่อประคับประคองให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นฤดูกาลผลิตนี้ไปได้ ซึ่งทเชื่อมั่นว่าหากเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 ได้ จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในอนาคตต่อไป

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

จบดรามานมโรงเรียน รัฐบาล ยืนยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

 รัฐบาล กำชับ อ.ส.ค. เร่งส่งนมให้กับพื้นที่ที่ตกค้าง ยันเด็กได้ดื่มครบทุกพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า จบดรามา “นมโรงเรียน” 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องการจัดส่งนมโรงเรียนล่าช้าในบางพื้นที่หลังเปิดภาคเรียนใหม่ว่า ในเรื่องนี้ ทางรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้รับคำชี้แจงข้อเท็จจริงว่า การจัดสรรสิทธิโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนในภาพรวมนั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเรียบร้อยแล้ว ทั้งในกลุ่มพื้นที่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 ทั้งหมดได้รับการจัดสรรสิทธิเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกลุ่มที่จัดสรรสิทธิล่าช้าคือ พื้นที่ 1 (จังหวัดสระบุรี) เพิ่งจัดสรรสิทธิเสร็จเมื่อวาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับสาเหตุที่ยังมีบางโรงเรียนไม่ได้รับนมโรงเรียน ก็เนื่องจากโรงเรียนบางแห่งในแต่พื้นที่ ยังรอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม เพราะยังไม่มีคู่สัญญา ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้าไปจัดส่งนมให้แก่โรงเรียนทุกแห่งก่อนเป็นการชั่วคราวในช่วง 20 วันแรก เพื่อรับประกันว่าเด็กนักเรียนจะมีนมดื่มอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดช่วง ส่วนกรณีที่ที่หน่วยจัดซื้อ อปท. บางแห่งยังไม่ได้จัดทำสัญญา และกำลังรอตัวเลขนักเรียนย้ายเข้า-ออกให้ชัดเจนก่อนนั้น ในเรื่องนี้ได้แจ้งให้ อ.ส.ค. ประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมรายย่อย เพื่อจัดส่งนมให้แก่นักเรียนไปก่อนล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าจะอยู่ระหว่างการปรับปรุงยอดจำนวนนักเรียนก็ตาม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ในทุกกลุ่มพื้นที่ มียืนยันการจัดสรรสิทธิจากอนุกรรมการฯ พื้นที่ มีการรายงานผลการจัดสรรสิทธิให้คณะกรรมการอาหารเสริมนมโรงเรียน และประกาศลงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้โรงเรียนที่รอการจัดสรรสิทธิเพิ่มเติม  คณะกรรมการฯ ได้สั่งการให้ อ.ส.ค. เข้าไปส่งนมในพื้นที่ที่รอการจัดสรรเพิ่มเติม และพื้นที่ที่มีการสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์แล้ว คาดว่าจะสามารถจัดส่งนมโรงเรียนได้ครบถ้วนทุกเขตพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้านี้ โดยรัฐบาลยืนยันว่า กระบวนการจัดสรรสิทธิและส่งนมโรงเรียนจะเป็นไปอย่างโปร่งใสตามหลักเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นอันดับแรก  และให้ทุกท่านเชื่อมั่นว่าเด็กนักเรียนจะได้ดื่มนมครบ 260 วัน ตามโครงการอย่างแน่นอน

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

เป็นเพียงข่าวปลอม รัฐบาล ยืนยัน ไม่มีผู้ป่วย ‘อีโบลา’ ในไทย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลยืนยัน ไม่มีผู้ป่วยอีโบลา Ebola เข้าไทย เผยมีผู้เดินทางจาก “ดีอาร์คองโก”  1 ราย เข้าระบบกับตัวตามปกติไม่มีประวัติสัมผัสโรค  ล่าสุดจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอ ปชช. อย่าสับสน กังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  จากตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน พบว่า ข่าวปลอมที่มีการส่งต่อมากที่สุด เป็นอับดับ 1 คือ  เรื่อง “ไวรัสอีโบลาเข้าไทยแล้ว” 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

รัฐบาลขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นเคสที่เข้ามาตามปกติ โดยในวันนี้ (28 พ.ค.) มีผู้เดินทางมาจากเขตติดโรค เป็น ผู้หญิงชาวดีอาร์คองโก พอเดินทางมาถึง กรมควบคุมโรค ได้ดำเนินการพาไปกักตัวที่สถาบันบำราศนราดูร ตามมาตรฐานการควบคุมโรค ทั้งนี้ จากการซักประวัติพบว่าไม่มีประวัติสัมผัสโรค และได้มีการจองตั๋วกลับประเทศต้นทางแล้ว ขอประชาชนอย่าสับสน วิตกกังวลกับข่าวปลอม

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลสั่งการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ได้แก่ ประเทศ DR Congo และ Uganda ซึ่งจากการเฝ้าระวังผู้เดินทางฯ ที่เข้ามาในประเทศระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 69 จำนวน 53 ราย ไม่พบผู้ป่วยที่ต้องเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค

Ebola

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล