ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ปลุกพลัง ‘อาหารท้องถิ่น’ ชู 30 เมนูต้นแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นประธานแถลงข่าวความร่วมมือ โครงการยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในพื้นที่อีอีซี โดยมี เชฟชุมพล แจ้งไพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกอบอาหารไทย เกรียงไกร แสงสุวรรณ์ General Manager Novotel Rayong Star Convention Center รศ.ดร.พรรณี พิมาพันธุ์ศรี คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ชวินโรจน์ สุทธิธรรมชนะ ผู้ประกอบการร้านเมฆไอศกรีม จ.ชลบุรี ร่วมเสวนาในหัวข้อ “รากฐานแห่งภูมิปัญญา สร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมแสนสำราญ โรงแรมบางแสน เฮอริเทจ  ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยว่า “อาหารท้องถิ่น” ถือเป็นต้นทุนของพื้นที่ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่นวัตกรรมอาหารท้องถิ่นสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและโอกาสในการการสร้างรายได้ให้กับชุมชนเชื่อมโยงสู่ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ชุมชนที่ยั่งยืน โดย สกพอ. ได้ลงพื้นที่จัดเก็บองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านอาหาร 3 จังหวัด พร้อมกับประชุมหารือสร้างการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนายกระดับนวัตกรรมอาหารถิ่นให้เป็น 30 เมนูต้นแบบ สร้างตำรับอาหารถิ่นถ่ายทอดส่งต่อสู่การเรียนการสอนในสู่สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และชุมชน

โดยความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมสถาบันการศึกษา 6 แห่ง ในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์, วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา, มหาวิทยาลัยบูรพา, วิทยาลัยเทคโนโลยีอักษรพัทยา, วิทยาลัยเทคนิคระยอง,วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง พร้อมทั้งต่อยอดและขยายผลสู่ภาคธุรกิจบริการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมอาหารเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ เชฟชุมพล แจ้งไพร และทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันยกระดับภูมิปัญญาอาหารสู่มาตรฐาน พร้อมทั้งมุ่งเป้าการยกระดับองค์ความรู้โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดองค์ความรู้เดิม ยกระดับให้เป็นองค์ความรู้ใหม่และขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่และชุมชน

นอกจากนี้ โครงการยังเดินหน้าเตรียมขยายผลสู่สาธารณะผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ได้แก่ ธุรกิจบริการ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีการจัดแสดงและถ่ายทอดองค์ความรู้ในงาน EEC Sustainability Expo 2026 ในวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ระยอง รวมทั้งมีการจัดทำ E-book รวบรวม 30 เมนูต้นแบบพร้อมสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบวีดีโอเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เผยแพร่สู่ผู้สนใจในวงกว้างสู่การสร้างอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการ เชื่อมอดีตสู่อนาคต เชื่อมชุมชนสู่ภาคอุตสาหกรรม เชื่อมประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่ชุมชน โดยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพัฒนาอย่างเป็นระบบ สร้างมาตรฐาน เพิ่มคุณค่า และต่อยอดสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันให้พื้นที่อีอีซีเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป” ดร.จุฬา กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

สกู๊ปพิเศษ : อุบัติเหตุซ้ำซาก กับ..‘คำถาม?’ ‘ความปลอดภัย’ จุดตัดรถไฟของไทย

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โศกนาฏกรรมบริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้แยกอโศก–เพชรบุรี หรือ “แยกมักกะสัน” เมื่อวันที่ 16 พ.ค.69 ที่ผ่านมา กลายเป็นอุบัติเหตุทางรางครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่งของไทย หลังรถไฟสินค้าขบวนที่ 2126 สายแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ พุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย และสร้างความเสียหายต่อยานพาหนะของประชาชนในบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

อุบัติเหตุนี้ได้สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยทางรางของไทย ทั้งในเรื่องระบบสัญญาณ การสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ การออกแบบจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงกลไกการสอบสวนอุบัติเหตุหลังเกิดเหตุ ว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุในอดีตมาพัฒนาเป็นมาตรการป้องกันเชิงระบบได้อย่างจริงจังเสียที

อุบัติเหตุระหว่างรถไฟกับรถยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก บริเวณจุดตัดทางรถไฟ เกิดขึ้นซ้ำอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และทุกครั้งล้วนสร้างความสูญเสียอย่างมาก

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ เหตุรถไฟชนรถรับส่งนักเรียนที่แยกหนองแสง จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2552 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย จุดเกิดเหตุเป็นทางตัดเสมอระดับที่ไม่มีเครื่องกั้น แม้จะมีป้ายและสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟของไทยอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นยังเกิดเหตุลักษณะคล้ายกันอีกหลายครั้ง เช่น รถไฟชนรถบัสสองชั้นที่ จ.นครปฐม ปี 2559 , เหตุกาณ์รถไฟชนรถบัสคณะกฐินที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2563 , รถไฟสินค้าชนรถกระบะคนงานที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปี 2566 และล่าสุดกับเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่แยกมักกะสันในปีนี้ แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ อุบัติเหตุรุนแรงลักษณะนี้กลับเกิดบ่อยครั้งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เทคโนโลยีด้านระบบความปลอดภัย และการเตือนต่างๆ ซึ่งมาตรการความปลอดภัยควรพัฒนาขึ้นตามเวลา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่แยกมักกะสันมีลักษณะซับซ้อนกว่าอุบัติเหตุในอดีต เพราะเกิดขึ้นกลางเมืองที่มีโครงสร้างการจราจรซับซ้อน ไม่ใช่เพียงปัญหาการไม่มีไม้กั้น หรือสัญญาณเตือนเท่านั้น เพราะบริเวณดังกล่าวมีทางแยกสำคัญหลายจุดอยู่ใกล้กัน ได้แก่ แยกอโศก–ดินแดง และ แยกอโศก–เพชรบุรี ส่งผลให้มีระบบสัญญาณไฟจราจรหลายชุดทำงานพร้อมกัน การระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วนจึงติดขัดได้ง่าย ผู้ขับขี่จำนวนมากเร่งผ่านทางแยกเมื่อไฟเขียว และบางครั้งหยุดรถคร่อมรางโดยไม่เหลือพื้นที่ให้รถไฟผ่าน

ข้อมูลอุบัติเหตุจาก ThaiRSC ยังพบว่า พื้นที่โดยรอบแยกอโศก–เพชรบุรีมีอุบัติเหตุสะสมจำนวนมากในรัศมี 500 เมตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เฉพาะบริเวณรางรถไฟ แต่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบจราจรและการจัดการพื้นที่โดยรวม นอกจากนี้ ยังมีจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่งที่มีลักษณะเสี่ยงคล้ายกัน เช่น แยกพญาไท และแยกเทอดดำริ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีทั้งปริมาณจราจรหนาแน่นและขบวนรถไฟผ่านจำนวนมากในแต่ละวัน

การสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทยที่ผ่านมา มักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมุ่งไปที่การอธิบายว่า “เกิดอะไรขึ้น” และ “ใครผิดพลาด” มากกว่าการตั้งคำถามถึงระบบบริหารจัดการ มาตรฐานความปลอดภัย หรือโครงสร้างการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่งผลให้อุบัติเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันยังคงเกิดขึ้นซ้ำอยู่เป็นระยะ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสอบสวนยังถูกแต่งตั้งโดยหน่วยงานผู้ดำเนินกิจการเอง จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน และความสามารถในการตรวจสอบปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างตรงไปตรงมา

ในความเป็นจริง ช่องว่างของการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบราง แต่ยังพบได้ในระบบความปลอดภัยทางถนนของไทยด้วยเช่นกัน โดยการสอบสวนอุบัติเหตุทางถนนจำนวนมากยังมุ่งไปที่การหาผู้กระทำผิด มากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยด้านสภาพถนน การออกแบบทางแยก ระบบควบคุมความเร็ว หรือมาตรการด้านความปลอดภัยที่อาจเอื้อต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แตกต่างจากแนวทางของระบบการสอบสวนอากาศยานอุบัติเหตุของไทย ซึ่งใช้หลักการตามภาคผนวกที่ 13 ของอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยแยกการสอบสวนเพื่อความปลอดภัยออกจากกระบวนการแสวงหาความรับผิดอย่างชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ และนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

แนวคิดเรื่อง “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล ตัวอย่างสำคัญคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Railway Accident Investigation Branch (RAIB) ขึ้นในปี 2548 หลังเกิดอุบัติเหตุรถไฟร้ายแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุรถไฟชนกันที่ Ladbroke Grove ในปี 2542 ซึ่งนำไปสู่ข้อวิจารณ์ว่าระบบสอบสวนในขณะนั้นมุ่งหาผู้รับผิดเช่นเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่สอบสวนอุบัติเหตุทางรางโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ “ค้นหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ” และมีความเป็นอิสระจากผู้ประกอบกิจการรถไฟ หน่วยงานกำกับดูแล และตำรวจ ทำให้สามารถตรวจสอบปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา

ที่ผ่านมา RAIB มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น กรณีเหตุรถไฟตกรางที่เมือง Carmont ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2563 ซึ่งพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงการเดินรถ แต่รวมถึงระบบระบายน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน และการประเมินความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง จนนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานโครงสร้างทางรางทั่วประเทศ รวมถึงกรณีรถไฟชนกันที่ Salisbury ในปี 2564 ซึ่ง RAIB ชี้ให้เห็นปัจจัยร่วมทั้งด้านระบบสัญญาณ สภาพราง และกระบวนการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการมองว่าเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานเพียงคนเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทาง “Safe System Approach” ที่หลายประเทศนำมาใช้กับความปลอดภัยทางถนน โดยมองว่าอุบัติเหตุเกิดจากข้อจำกัดของระบบโดยรวม ซึ่งรัฐมีหน้าที่ออกแบบระบบให้สามารถรองรับความผิดพลาดของมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการสูญเสียร้ายแรง

พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 หรือ พ.ร.บ.ราง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2568 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 โดยมีหัวใจสำคัญคือการวางระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางราง ให้มีสถานะตามกฎหมายอย่างชัดเจน หลังจากในอดีตที่ผ่านมาการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางมักดำเนินการผ่านคณะกรรมการเฉพาะกิจที่แต่งตั้งขึ้นเป็นรายกรณี โดยมีกลไกลดังนี้ 1.กำหนดให้มี “คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์” เพื่อแยกการสอบสวนด้านความปลอดภัยออกจากการสอบสวนทางคดี 2.คุ้มกันคณะกรรมการหรืออนุกรรมการ รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากการถูกเรียกไปเป็นพยานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสอบสวนในประเด็นนั้นๆ 3.คณะกรรมการต้องไม่มีตำแหน่งหรือผลประโยชน์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์กับภารกิจของคณะกรรมการ และ 4.ให้มีการจัดทำรายงานและเสนอมาตรการป้องกันเชิงรุก รวมถึงอำนาจดำเนินการใดๆ ในกรณีเร่งด่วน

กล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามในการเปลี่ยนระบบสอบสวนอุบัติเหตุทางรางของไทย จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆไป สู่การมีกลไกถาวรที่สามารถสะสมองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและใช้ข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อป้องกันความสูญเสียในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะมีผลใช้บังคับแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

จากบทเรียนอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รวมถึงอุบัติเหตุทางรางที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา การลดความเสี่ยงในระยะยาวนั้นอาจจำเป็นต้องอาศัยมาตรการหลายด้านควบคู่กัน ดังนี้ 1.เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางรางอย่างอิสระ รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 พร้อมจัดสรรงบประมาณ บุคลากร และอำนาจที่เพียงพอ 2.ปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟในเขตเมือง จุดตัดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรถูกสำรวจและจัดลำดับความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณจราจรสูง เช่น มักกะสัน พญาไท และเทอดดำริ พร้อมพิจารณามาตรการ เช่น ปรับจังหวะสัญญาณไฟจราจรให้สัมพันธ์กับการเดินรถไฟ, ติดตั้งระบบตรวจจับรถติดค้างบนราง, เชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับศูนย์ควบคุมจราจรแบบเรียลไทม์, รวมถึงการพิจารณาสร้างทางลอดหรือทางยกระดับในระยะยาว 3.ยกระดับมาตรฐานการออกแบบจุดตัดทางรถไฟ หลายจุดตัดในประเทศไทยถูกออกแบบในยุคที่ปริมาณรถยนต์ยังไม่สูงเท่าปัจจุบัน จึงควรมีการทบทวนมาตรฐานการออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรในเมืองขนาดใหญ่ 4.พัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุคมนาคมแบบบูรณาการ พร้อมใช้ข้อมูลเชิงรุก ประเทศไทยควรพัฒนาระบบสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึกอย่างเป็นอิสระให้ครอบคลุมทั้งระบบราง ถนน และขนส่งสาธารณะอื่นๆ โดยในระหว่างนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ (ทางราง) ทำงานร่วมกับ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ทั้งด้านระบบราง และระบบถนน เพื่อสรุปสาเหตุและเสนอข้อเสนอเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจุดตัดรถไฟร่วมกัน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลอุบัติเหตุและเหตุการณ์เฉียดอุบัติเหตุ (near miss) ข้ามโหมดการขนส่ง เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดเหตุก่อนจึงแก้ไข

5. แยก “การสอบสวนเพื่อความปลอดภัย” ออกจาก “การหาผู้กระทำผิด” แนวทางนี้จะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องกล้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น และเปิดโอกาสให้สามารถค้นพบปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง 6.เพิ่มความโปร่งใสของรายงานสอบสวน ผลการสอบสวนควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ พร้อมติดตามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแล้วหรือไม่ เพื่อให้การสอบสวนไม่จบลงเพียงการตั้งคณะกรรมการชั่วคราวหลังเกิดเหตุ 7.พัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัย การลดอุบัติเหตุไม่สามารถพึ่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทั้งในหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบกิจการ และประชาชนผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การฝ่าไม้กั้นหรือหยุดรถคร่อมราง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งการตรวจจับการกระทำผิด การติดตั้งกล้องบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และการดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปฏิบัติตามกฎจราจรและลดพฤติกรรมเสี่ยงในระยะยาว

โศกนาฏกรรมที่แยกมักกะสันอาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาของระบบรางไทยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนช่องว่างสำคัญของระบบความปลอดภัยด้านคมนาคมของไทยโดยรวม หากประเทศไทยยังคงมองอุบัติเหตุเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะหน้า มากกว่าจะมองว่าเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาเชิงระบบ โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครต้องรับผิด” แต่คือรัฐไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนบทเรียนจากความสูญเสีย ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบความปลอดภัยด้านคมนาคมอย่างจริงจัง

บทความวิเคราะห์จาก TDRI

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

ตะลอนเที่ยว : โคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน พาคุณไปเที่ยวเกาะมิยาจิมะ แล้วได้นำภาพโคมไฟกระดาษที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะแห่งนี้มาฝากสองภาพ ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าเขาติดโคมไฟกระดาษที่เขียนรูปสัตว์ต่าง ๆ ไว้ ซึ่งดูเป็นงาน hand made ที่มีความงามแบบธรรมชาติไว้เพื่ออะไร 

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงขอเล่าเรื่องโคมไฟกระดาษบนเกาะมิยาจิมะให้คุณได้ทราบโดยสังเขป สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มักมีประเพณีเกี่ยวกับไฟอยู่หลายหลากมากมาย เพราะเป็นความเชื่อมาตั้งแต่บรรพกาลว่าไฟเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณและการรำลึกถึงบรรพชนผู้ล่วงลับ และไฟยังช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ให้มลายหายไป ดังนั้น จึงมีเทศกาลเกี่ยวกับไฟมากมาย เช่น เทศกาลไฟโอบัง เทศกาลไฟโยชิดะ เทศกาลไฟโนซาวะ และเทศกาลพลุดอกไม้ไฟฮานามิ เป็นต้น 

ส่วนที่เกาะมิยาจิมะ ฮิโรชิมะ ก็มีประเพณีประดับโคมไฟกระดาษ และประเพณีลอนโคมไฟกระดาษ เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลโบราณ เพื่อเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น และเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เกิดความสุขสงบในชุมชน โดยเทศกาลนี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน ในช่วงวันที่ 17 เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม

เทศกาลโคมไฟสำคัญบนเกาะแห่งนี้ชื่อว่าเทศกาลคังเก็นไซ หรือ Miyajima Kangensai Boat Festival เป็นเทศกาลลอยเรือที่งดงามที่สุดของศาลเจ้าอิทสึคุชิมะ แต่ช่วงที่ Mr. Flower ไปเที่ยวเกาะนี้เป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงไม่มีภาพการลอยเรือที่งดงามมาฝาก (แต่วันหน้าจะพาคุณไปเที่ยวครับ) เพราะฉะนั้น ในสัปดาห์นี้จึงเน้นการสำเสนอภาพโคมไฟกระดาษ hand made ที่ติดอยู่หน้าบ้านของชาวเกาะมาให้ชม

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลจะมีการตั้งขบวนแห่โคมไฟกระดาษที่ศาลเจ้านางาฮามะ โดยมีไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกจุดขึ้นเพื่อรับขบวนเรือของขุนนาง โดยมีบทเพลงคลาสสิกของพื้นเมืองบรรเลงตลอดเวลา ส่วนบรรยากาศของงานก็จะสุกสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมทำให้ท้องน้ำของเกาะมิยาจิมะเรืองรองจากแสงไฟ

ขณะเดียวกันยังมีเทศกาลลอยโคมโทโรนากาชิ จัดในเขตใกล้เคียงกับเกาะมิยาจิมะ ในฮิโรชิมะ ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี เพื่อรำลึกวันที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมะ เทศกาลนี้จัดเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันภาวนาแล้วส่งส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับ โดยเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษและนำไปลอยในท้องทะเล ในวันดังกล่าวจะมีภาพประทับใจปรากฏคือแสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟสะท้อนบนท้องน้ำแล้วมีภาพเสาโทเรอิสีแดง สัญลักษณ์ของเมืองฮิโรชิมะเป็นเครื่องประกอบ

ส่วนที่วัดไดโชอิน บนเกาะมิยาจิมะ ยังมีเทศกาลโคมไฟกระดาษ เพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์ที่ชื่อ Kukai ที่มีอายุในช่วง ค.ศ. 774-835 โดยท่านได้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขามิเซน บนเกาะมิยาจิมะ ดังนั้น จึงมีเทศกาลโคมไฟ 1,250 สีเพื่อรำลึกถึงพระสงฆ์รูปดังกล่าว แล้วยังมีการประดับประดาโคมไฟภายในถ้ำของวัดสำคัญอื่น ๆ บนเกาะอีกด้วย 

ขอกระซิบให้ทราบว่าหากคุณ ๆ ได้ไปอยู่ในบรรยากาศวันลอยโคมไฟบนเกาะมิยาจิมะ คุณจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม โดยเฉพาะภาพเสาโทเรอิสีแดงที่ดูแล้วดุจดั่งลอยอยู่บนน้ำทะเล ที่สุกสกาวไปด้วยแสงไฟจากโคมที่ลอยล่องอยู่กลางทะเลหลายพันดวง

สนใจร่วมท่องเที่ยวแบบละมุนละไมไปกับ Mr. Flower โดยเน้นการเที่ยวแบบ slow trip ดื่มด่ำกับขนบประเพณี ซึมซับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวกันแบบกลุ่มเล็ก ๆ รับสมาชิกไม่เกิน 14 ราย โปรดติดต่อ 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower 

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

NIA จัดงาน ‘SITE 2026’ สตาร์ตอัปไทยเชื่อมทุนโลก!

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) แถลงข่าวการจัดงาน SITE 2026 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Impact: The Year of Investment” ระหว่างวันที่ 25 – 27 มิ.ย.2569 ณ Paragon Hall พร้อมขยายพื้นที่ครอบคลุม Nex Hall ชั้น 5 และ SCBx Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า งาน SITE 2026 ปีนี้จะก้าวจากเวทีแห่งการเชื่อมโยงสู่เวทีที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยต่อยอดจากทิศทางของงานในปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ มาสู่ปีนี้ที่มุ่งผลักดันให้เครือข่ายดังกล่าวนำไปสู่การลงทุน ความร่วมมือใหม่ และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในมิติของการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และการเปิดประตูสู่ตลาดระดับภูมิภาคและนานาชาติ

“ปีนี้ เราต้องการให้ SITE 2026 เป็นแพลตฟอร์มที่โอกาสพบกับเงินทุน และนวัตกรรมพบกับพันธมิตรระดับโลก  เพราะ Innovation Impact ไม่ได้วัดจากความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณค่าและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์ของงาน SITE 2026 ปีนี้ NIA ได้ออกแบบกิจกรรมให้ครบทั้งเวทีแห่งอนาคต เวทีแห่งโอกาสการลงทุน และเวทีแห่ง ecosystem ไทย  ตั้งแต่เวทีเสวนาและฟอรัมระดับโลก การรวม 100 สตาร์ตอัปกลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคต และ 100 นวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง เวที Pitch และกิจกรรม Business Matching ไปจนถึง International Pavilion พื้นที่ของคนรุ่นใหม่ผ่าน Startup Thailand League  จุดรวมพลังหน่วยงานสนับสนุนจากภาครัฐ ความร่วมมือใหม่ในมิติ design, business และ innovation ผ่าน SYNC Design & Innovation ตลอดจนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักประดิษฐ์ นักสร้างสรรค์ และคนรุ่นใหม่ผ่าน Maker Faire Bangkok ที่จะเข้ามาเติมมิติของการลงมือสร้างจริงและวัฒนธรรมนวัตกรรมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ผอ.NIA กล่าวด้วยว่า ในมิติของการลงทุน SITE 2026 ตั้งเป้าให้เป็น “ตลาดนัดการลงทุนจริง” ของปี โดยเชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับ VC, CVC, นักลงทุนต่างประเทศ และพันธมิตรทางธุรกิจในงานเดียว ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี เครือข่าย และโอกาสการลงทุนข้ามพรมแดน ผ่านความร่วมมือจากประเทศสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

สปสส.ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด พร้อมขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ขานรับวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 “หยุดยั้งเยาวชนจากยาเสพติด #นิโคติน เสพติด จน ตาย”ด้วยการขับเคลื่อนวิจัยและวิชาการสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่

อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) ได้กล่าวถึง กิจกรรมของหน่วยวิชาการฯ ในเดือนแห่งการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกว่า “ทางหน่วยวิชาการฯในฐานะเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์จากหลากหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก โครงการจัดตั้ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน ทั้งเครือข่ายสร้างสุขพังงา สมาคมหมออนามัยวิชาการ และสมาคมทันติบาลแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมที่ขับเคลื่อนงานวิจัยและนำงานวิจัยและวิชาการสู่การทำงานในระดับพื้นที่ ในปี 2569 นี้ใน 4 กิจกรรม

กิจกรรมแรก จัดอบรมพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน หัวข้อ “Change Agents ยุคดิจิทัล: การพัฒนาศักยภาพนักสาธารณสุขด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าในบริบทดิจิทัล” จัดจำนวน 2 รุ่น วันที่ 25 และ 26 มิถุนายน 2569 ได้ 6 หน่วยคะแนนวิชาชีพ โดยมี ผศ.ดร.ปริญญา จิตอร่าม ผู้อำนวยการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก และ ผศ.ดร.สมตระกูล ราศิริ รองเลขาธิการสภาการสาธารณสุขชุมชน และผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดลำปาง เป็นสถาบันหลักของสภาการสาธารณสุขชุมชนในการผลักดันให้เกิดกิจกรรมครั้งนี้

กิจกรรมที่สอง โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสาธารณสุข เพื่อการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับชุมชน ซึ่งเปิดโอกาสให้เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งจาก สถาบันการศึกษา และเครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พัฒนานวัตกรรมโครงการกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะในระดับพื้นที่โดยทำงานร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเปิดรับสมัครพฤษภาคม 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการสนับสนุนในการขับเคลื่อนในพื้นที่ เดือนมิถุนายน 2569

กิจกรรมที่สาม โครงการจัดประชุมวิชาการและอบรมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายนักวิจัยและนักสาธารณสุขด้านการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า (ภาคกลางและปริมณฑล) ความร่วมมือระหว่าง ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หัวข้อ “ความหลากหลายทางเพศกับการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า” โดยจะจัดกิจกรรมในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ประจำภาคกลางของ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีพื้นที่ครอบคลุม กรุงเทพมหานคร และจังหวัดดังต่อไปนี้ นนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, อยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง, สุพรรณบุรี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา และสมุทรสงคราม ซึ่งในจังหวัด ดังกล่าวมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย เครือข่ายนักสาธารณสุขทั้งในภาควิชาการและภาควิชาชีพสามารถมีบทบาทในการรร่วมแก้ปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าได้

กิจกรรมที่สี่ คณะนักวิชาการโครงการ สปสส. นำโดย อ.ชลิตา ชยุตรากรณ์ อ.ศรัญญา แจ้งขำ และ ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ได้ร่วมนำเสนอผลการศึกษา “ประมาณการณ์การสูบบุหรี่ทั้งประเทศของกลุ่มนักท่องเที่ยวและแรงงานข้ามชาติ ช่วงปีพ.ศ. 2561-2566” ในงานการประชุมวิชาการเครือข่ายหมออนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมกระบี่ มาริไทม์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

ในการนี้ อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดตามได้จากทางเพจ facebook ของทางโครงการได้ที่ “สปสส. – หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ” https://www.facebook.com/ph4healthrisk?locale=th_TH 

ลูกศร ธนาภรณ์ หัวใจจะวายกลางดึก โพสต์เล่านาทีระทึกลูกชายติดลิฟต์ในบ้าน

ลูกศร ธนาภรณ์ หัวใจจะวายกลางดึก โพสต์เล่านาทีระทึกลูกชายติดลิฟต์ในบ้าน

ลูกศร ธนาภรณ์ หัวใจจะวายกลางดึก โพสต์เล่านาทีระทึกลูกชายติดลิฟต์ในบ้าน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

30 พฤษภาคม 2569 ทำเอาอดีตนางเอกนางเอกชื่อดัง ลูกศร ธนาภรณ์ จิตต์จารึก ถึงกับใจหายกลางดึกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันลูกชายติดอยู่ในลิฟต์ภายในบ้าน โดยเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์เล่าเหตุการณ์ผ่านทางไอจีส่วนตัว “@looksorntayadar” ระบุข้อความว่า ประสบการณ์โทรหากู้ภัยตอนเที่ยงคืน เมื่อลิฟท์ในบ้านค้างลูกชายติดอยู่ข้างใน วางสายปุ๊บ 15 นาที มาเต็มบ้าน ทั้งปอเต็กตึ้ง ตำรวจ รถพยาบาล รวดเร็วมากแบยไม่น่าเชือจริงๆค่ะ

ขอบคุณทุกหน่วยงานที่พยายามช่วยกันเต็มที่ แม่นี่ลุ้นจนเหงื่อแตกทั้งตัว พยายามง้างประตูอ้ากลัวลูกหายใจไม่ออก หัวใจจิวายค่ะ  @chungfaame #ป่อเต็กตึ๊ง #หน่วยกู้ภัย พึ่งได้

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“อนุทิน” ควง “ศุภจี” ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย คาด สร้างยอดเจรจาธุรกิจกว่า 1.3 แสนล้าน  ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’ ท่ามกลางปชช. ขอถ่ายรูปคึกคัก

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมส.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตรกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย  ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมี่ยม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้งยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ 

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายกฯเดินทางไปเปิดงานเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยวันนั้นนายกฯบอกว่า“เดี๋ยวจะแอบมาเดินอีก”

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆ โดยได้แวะบูธขายเนื้อวัววากิวเกรดพรีเมี่ยม ของแบรนด์ Udom Supply พร้อมทั้งยังได้ลงมือย่างเนื้อวากิว โดยพนักงานในบูธดังกล่าวสอบถามว่า “อร่อยไหม เนื้อนุ่มไหม”  ซึ่งนายอนุทิน พยักหน้า พร้อมชิมเนื้อที่ย่างอย่างอร่อย และเชิญชวนให้ประชาชนที่มายืนถ่ายภาพร่วมชิมเนื้อวากิวด้วย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

จากนั้นนายอนุทินเดินเยี่ยมชมบูธ ภายในงานต่อก่อนจะแวะบูธผัดข้าวผัดมันเนื้อ โดยบอกว่า “ต้องผัดแบบแห้งๆ”  พร้อมสอบถามเจ้าของบูธว่ มีขายที่ไหน โดยเจ้าของบูธบอกว่า “ไม่มีขายหน้าร้าน แต่ส่งตามโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ” ทั้งนี้คาดว่างานดังกล่าวสร้างมูลค่าการค้ารวมที่คาดว่าจะสะพัดสูงถึง 130,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันที่ 31 พ.ค. นายอนุทิน จะเดินทางไปจ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง ร่วมกับชาวจ.กระบี่ โดยมีน.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พร้อม 3 สส.กระบี่ พรรคภท.นายกิตติ กิตติธรกุล นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน และ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมทอดผ้าป่าด้วย

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สมเด็จธงชัยวัดไตรมิตร มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก มีพุทธานุภาพกันไฟและกันภัยให้ดร.มัลลิกา ลุยศึกเลือกตั้ง พร้อมแนะให้เข้มแข็งและสร้างการับรู้เพิ่มอีก 

13.00 น. วันที่ 30 พฤษภาพฤษภาคม 2569 ที่วัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพ หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัยวัดไตรมิตรซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป พร้อมกันนี้เข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี นามเดิม ธงชัย ฉายา ธมฺมธโช เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ซึ่งนางมัลลิกา

อย่างไรก็ตามสำเร็จธงชัยได้ชื่นชมในความกล้าหาญและบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ “ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ” ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนฏิบัติการ Human Innovation โดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์  และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่ โดยสมเด็จธงชัยให้พร พร้อมบอกให้ให้ หน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วเป็นประโยชน์ยิ่ง 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม ผู้จะกล่าวรายงานว่ารายการนี้สมเด็จธงชัยได้มอบพระ พระกำแพงศอก ขนาดหนึ่งศอกซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับดร.มัลลิกา พร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไปและนอกจากนั้นยังได้มอบเหรียญ พระนารายณ์ทรงครุฑ เหรียญหลวงพ่อเกษม เหรียญหลวงปู่ทวด ยันธงชัยรุ่น Human  Innovation  เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ทั้งหมดด้วย 

นางมัลลิกา กล่าวว่าไม่ว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดทั้งทางสังคมการเมืองธุรกิจและชีวิตปกติส่วนตัวตนมักจะมาเริ่มต้นที่นี่ทุกครั้งจะได้ทั้งความรู้แนวทางทิศทางและแรงบันดาลใจและไอเดียมากมายจากวัดไตรมิตรโดยสมเด็จธงชัยมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้ขึ้นสมเด็จและตั้งแต่สมัยตนยังทำงานอยู่ที่เป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจนบัดนี้ ปกติก็ชงน้ำชาอยู่ในกุฎินี้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมายเท่าไร ความรู้มากมายแนวทางหลากหลายรวมทั้งธรรมะที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่มักจะได้รับการแนะนำแนะแนวก่อนเสมอ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตามรายการนี้ นางมัลลิกา ได้ยกตัวอย่างวัดไตรมิตรเป็นโมเดลสำหรับการชูนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยสามารถทำได้ทุกวัดทุกบ้านทุกโรงเรียนทั่ว 50 เขตของกรุงเทพโดยผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพไม่เพียงแต่ปล่อยให้วัดแต่ละที่ทำกันเองโดยลำพังยกตัวอย่างว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ของวัดไตรมิตรนั้นได้สร้างมูลค่าให้กับกรุงเทพมหานครมหาศาลอย่างยิ่งเนื่องจากว่า เป็นที่มีชื่อเสียงเรื่องระบือไกลดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวอินเดียซึ่งรวมกันมากกว่าประชากรครึ่งโลกมาที่นี่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเข้าไปสู่การท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพด้านอื่นๆ ซึ่งในพระมหามณฑป นั้นจะมีทั้งพุทธประวัติของพระพุทธทองคำ และมีนิทรรศการชีวิตคนจีนเยาวราชเริ่มต้นอย่างไรจึงทำให้ดึงดูดการท่องเที่ยวและเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการท่องเที่ยวเชิงความศรัทธาอย่างยิ่ง

มัลลิกา บุญมีตระกูล
มัลลิกา บุญมีตระกูล

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

วันนี้ 30 พฤษภาคม 2569  นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับคำว่า สัปปายะสภา หรือ อสัปปุริสสภา ที่มีต่อผู้แทนราษฎร โดยมีข้อความว่า “สัปปายะสภา หรือ อสัปปุริสสภา

ผู้แทนราษฎร ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม เหตุผล เพราะกลัวว่าผู้แทนฯจะถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง หรือแกล้งจับในระหว่างสมัยประชุม ทำให้ไม่สามารถเข้าประชุม และ ลงมติในวาระสำคัญไดั ทางแก้ หากจะนำตัวผู้แทนฯ ไปดำเนินคดี ต้องได้รับอนุญาตจากสภา

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

-สภาจึงต้องลงมติกัน ว่า จะคุ้มครองผู้แทนราษฎรของประชาชนหรือไม่

แนวพิจารณา:

-ปกติ สภาจะพิจารณาว่า คดีที่ผู้แทนราษฎรถูกดำเนินคดีนั้น มาจากสาเหตุอะไร หากมาจากการกระทำในหน้าที่ของผู้แทนราษฎร สภาจะลงมติไม่ส่งตัวเขาไปดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว ก็จะส่งตัวไปให้ดำเนินคดี

-หากผู้แทนราษฎรทำผิดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎร และ สภาปกป้องเขา สภานั้นก็กลายเป็นสภาแห่งโจร เป็นแหล่งมั่วสุมของโจร มิใช่“สัปปายะสภา” อันแปลว่า“สภาอันเป็นที่ประกอบกรรมดี”

-แต่คือ“อสัปปุริสสภา“ หรือ สภาอันเป็นที่ประกอบของคนชั่ว แปลว่า “ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ (คนดี) ที่นั้นไม่ใช่สภา” “

หลังจากที่โพสต์ของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์กันสนั่น เช่น

“ไม่ต้องหมุนเสาคับ”

“ชัดเจนมาก ไม่ต้องแปลไม่ต้องถาม ai ”

“สภาโจรเหรอครับ”

“ศักดิ์ศรี หมดแล้วครับ”

“ชัดเจนพี่เณรขู”

“ครับ..”

“ชัดเจนครับ”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

30 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ อาทิเช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ  พรรคเศรษฐกิจ พรรคทางเลือกใหม่ เป็นต้น นำพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์รัฐสภา เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

นอกจากนี้ ยังมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง พร้อมสมาชิวุฒิสภา นายรองศาสตราจารย์ อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมวางพวงมาลาด้วย