‘จ๊ะทิงจา’ร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา

'จ๊ะทิงจา'ร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา

‘จ๊ะทิงจา’ร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

บริษัท จ๊ะทิงจา จำกัด นำโดย คุณมณีรัตน์ ประถมทอง พร้อมด้วย ณมน พัชรวลัย (จากละครหัวอกแม่ และนางสาง) และทีมงานจาก “ซีรีส์เรื่องเล่าอาจารย์ยอด” ได้ร่วมกันทำบุญครั้งใหญ่ ณ วัดชัยพฤกษมาลา ราชวรวิหาร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ทางทีมงานได้จัดตั้งโรงทาน “ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น” รสเด็ด เพื่อถวายเป็นภัตตาหารเพลแด่สามเณร บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอิ่มเอมใจในการเป็นผู้ให้ขอนำบุญนี้มาฝากแฟนคลับและกัลยาณมิตรทุกท่าน ให้ได้รับบุญกุศลร่วมกัน

‘เบียร์ เดอะวอยซ์’อัปเกรดความปังโชว์ยิ้มหวานคาเตียง พร้อมสวยจึ้งทำศัลยกรรมหน้าอก

'เบียร์ เดอะวอยซ์'อัปเกรดความปังโชว์ยิ้มหวานคาเตียง พร้อมสวยจึ้งทำศัลยกรรมหน้าอก

‘เบียร์ เดอะวอยซ์’อัปเกรดความปังโชว์ยิ้มหวานคาเตียง พร้อมสวยจึ้งทำศัลยกรรมหน้าอก

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เรียกได้ว่าสวยแล้วก็ขอสวยขึ้นไปอีกขั้น! สำหรับนักร้องสาวหน้าหมวยสุดฮอต “เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล” หรือ “เบียร์ เดอะวอยซ์” ที่ล่าสุดทำเอาแฟนคลับฮือฮาและแห่กดไลก์กันรัวๆ เมื่อเจ้าตัวออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เผยภาพขณะพักฟื้นอยู่บนเตียงโรงพยาบาลด้วยสีหน้าสดใสในโพสต์ดังกล่าว สาวเบียร์ได้เช็คอินที่สถานพยาบาลชื่อดัง พร้อมระบุแคปชันสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “นมใหม่” พร้อมแท็กขอบคุณทีมแพทย์ที่ดูแลเป็นอย่างดี งานนี้ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา เพราะเจ้าตัวยอมรับตรงๆ แบบไม่มีกั๊กว่าเพิ่งไปอัปไซซ์หน้าอกเสริมความมั่นใจมาสดๆ ร้อนๆ

แม้จะเพิ่งผ่านการผ่าตัดมา แต่ดูเหมือนว่าสปิริตของสาวเบียร์ยังเต็มร้อย เพราะในภาพเธอยังชูสองนิ้วส่งยิ้มหวานให้กับกล้อง ทำเอาเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและเหล่าแฟนคลับต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความห่วงใย และตั้งตารอชมลุคใหม่ที่คาดว่าจะทวีความเซ็กซี่ขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน อาทิ”ขอให้หายไวๆ นะคะ รอชมความปังเลย”,”สวยอยู่แล้ว สวยขึ้นไปอีก!”, “พักผ่อนเยอะๆ นะคะคนสวย”ถือเป็นอีกหนึ่งสาวที่ชัดเจนกับเรื่องความสวยความงามเสมอ สำหรับใครที่อยากเห็นว่าลุค “เบียร์เวอร์ชันใหม่” จะแซ่บและปังขนาดไหน คงต้องรอติดตามชมภาพเซตต่อไปหลังจากที่เจ้าตัวพักฟื้นจนหายดีแล้ว!

เปิดบันทึกรัก 30 ปี ‘หนูแหม่ม’ อาลัย ‘แดนนี่’ เพื่อนแท้คนแรกในวงการบันเทิง

เปิดบันทึกรัก 30 ปี ‘หนูแหม่ม’ อาลัย ‘แดนนี่’ เพื่อนแท้คนแรกในวงการบันเทิง

เปิดบันทึกรัก 30 ปี ‘หนูแหม่ม’ อาลัย ‘แดนนี่’ เพื่อนแท้คนแรกในวงการบันเทิง

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.03 น.

กลายเป็นข่าวช็อกวงการบันเทิงต้อนรับเช้าวันใหม่ สำหรับการจากไปของอดีตนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “แดนนี่ ศรีภิญโญ” ที่เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มที่เคยสร้างความสุขให้กับแฟนละครมาอย่างยาวนาน

ล่าสุดในรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” พิธีกรชื่อดัง “หนูแหม่ม สุริวิภา” เพื่อนสนิทที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ ได้ออกมาโพสต์ข้อความไว้อาลัยสุดซึ้ง พร้อมนำเทปรายการเก่าที่ ‘แดนนี่’เคยมาเป็นแขกรับเชิญมาเปิดอีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

ในรายการ ‘หนูแหม่ม’ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของมิตรภาพตั้งแต่ 34 ปีก่อน ในยุคที่ทั้งคู่เป็นนักแสดงดาวรุ่งของค่ายกันตนา ซึ่งถือเป็นยุคทองของ “ดาราลูกครึ่ง” โดย ‘หนูแหม่ม’เผยว่า แดนนี่คือเพื่อนสนิทคนแรกในวงการบันเทิง ที่ดูแลกันมาดีมากจนครั้งหนึ่งคนเคยเข้าใจผิดว่าเป็นสามีภรรยากัน

วีรกรรมร่วมสาบานจาก ‘รถสองแถว’ ถึง ‘โตโยเป็ด’บทสนทนาในอดีตได้ฉายภาพความลำบากและการสู้ชีวิตของทั้งคู่ เช่นการเดินทางสุดทรหด สมัยที่ยังไม่มีรถส่วนตัว ทั้งคู่ต้องนั่งแท็กซี่ไปต่อรถสองแถวของบริษัทกันตนาที่แยกพงเพชร เพื่อไปถ่ายละครที่บางใหญ่ รถคันแรก เมื่อเริ่มเก็บเงินได้ หนูแหม่มซื้อรถมือสองแต่ขับไม่เป็น ก็ได้แดนนี่นี่เองที่เป็นคนขับรถให้ไปกองถ่ายด้วยกันเสมอ ตำนานโตโยเป็ด แดนนี่เคยเล่าถึงรถคันแรกของตัวเองอย่างอารมณ์ดีว่าเป็นรถยี่ห้อ “โตโยเป็ด” (Toyopet) ที่ซื้อต่อจากพี่ชาย กลายเป็นเรื่องตลกที่ใช้ล้อกันในกลุ่มเพื่อน

“ปีศาจในโลงศพ” ความทรงจำที่แลกมาด้วยความลำบาก ภาพจำที่เด่นชัดที่สุดของทั้งคู่คือละครเรื่อง ‘ปีศาจในโลงศพ’ ซึ่งต้องยกกองไปถ่ายทำถึงยอดดอยที่เชียงใหม่ ท่ามกลางโคลนตมในฤดูฝน ต้องนั่งรถบรรทุกหกล้อฝ่าเส้นทางวิบากกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อไปทำงาน เป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้มิตรภาพของพวกเขามั่นคงมาจนถึงวันสุดท้าย

“รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเรื่องราวของพี่แดนนี่ จะอยู่ในหัวใจพวกเราตลอดไป”หนูแหม่ม สุริวิภาการจากไปของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียนักแสดงมากฝีมือ แต่ยังเป็นการปิดตำนานมิตรภาพที่สวยงามและจริงใจที่สุดคู่หนึ่งของวงการบันเทิงไทยทีมข่าวบันเทิงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมา ณ ที่นี้

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

มพก. – สปสช. จัดอบรมนักสื่อสารฯ รุ่นที่ 1 เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่าย จัดอบรม “นักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนพิการ” รุ่นที่ 1 (ตามโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น สู่การเป็นนักสื่อสารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการผลิตสื่อสร้างสรรค์และการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างถ้วนหน้า) ณ ห้องประชุมสุนทรี ชั้น 3 อาคาร มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

อธิปัตย์ บุญเลี้ยง คนพิการทางการได้ยินที่ได้เข้าร่วมอบรมฯ เพื่อร่วมเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในข้อมูลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้กับกลุ่มคนพิการทางการได้ยิน กล่าวว่า การเข้ามารับการอบรมและอาสาในการสื่อสารในสิทธิบัตรทอง เนื่องจากยังมีคนหูหนวกจำนวนมาก ไม่ทราบถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเอง ทำให้หลายคนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน หรือในบางกรณีไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ แม้ว่าทาง สปสช. จะได้บรรจุสิทธิประโยชน์ไว้ ดังนั้นเมื่อมีรุ่นพี่มาชักชวนจึงเข้ามาร่วมรับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางไปยังกลุ่มคนหูหนวกดัวยกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลว่า ปัญหาหลักสำคัญคือเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากคำศัพท์ทางการแพทย์เป็นคำเฉพาะที่เข้าใจยาก และบางคำไม่มีภาษามือรองรับโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการสื่อสารที่ผิดพลาด การมีล่ามภาษามือเข้ามาช่วยอธิบายขั้นตอนการรักษาและคำศัพท์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากเข้าอบรม ตั้งใจที่จะผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวิดีโอ เพื่อให้เพื่อนผู้พิการทางการได้ยินทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรทองและข้อมูลจาก สปสช. ได้อย่างสะดวกและง่ายที่สุด

“โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนหูหนวกอย่างพวกเรา ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการรักษาสิทธิรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพต่างๆ  เชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา” อธิปัตย์ กล่าว

ปนัดดา ประสิทธิเมกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กล่าวว่า ที่มาของโครงการนี้ เริ่มจากการดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น เพื่อการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญเกี่ยวกับรูปแบบสื่อเฉพาะของคนพิการ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าแม้คนหูหนวกส่วนใหญ่จะเคยเห็นข้อมูล สปสช. ผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหล่านี้ เข้าถึงคนหูหนวกทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางที่ใช้งานเป็นประจำ อย่างสื่อออนไลน์ทั้ง Facebook และ TikTok เป็นต้น

ทั้งนี้ อุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางการได้ยินภายใต้ระบบบัตรทองที่ให้ความคุ้มครอง ได้แก่ 1.เครื่องช่วยฟังแบบกล่องระบบดิจิทัลและระบบแอนาล็อก ใช้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้มือในการควบคุมปุ่มต่างๆ และมีความผิดปกติของใบหู 2.เครื่องช่วยฟังแบบกัดหลังใบหูระบบดิจิทัล ใช้กับเด็กทุกวัยที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับน้อยถึงรุนแรงมาก 3.เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในช่องหูระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีกิจกรรมมากและผู้ที่ไม่มีปัญหาในการใช้มือ และ 4.เครื่องช่วยฟังแบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียวระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินแบบทางนำเสียงบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังแบบอื่นได้ เช่น มีการติดเชื้อที่หู หรือน้ำหนวกเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนบริการรับ–ส่งผู้ป่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเข้ารับบริการสาธารณสุข ครอบคลุมผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยต้องเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช. และสำหรับผู้มีสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทุกสิทธิการรักษาผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านไลน์ @ZENDAI เมนู “ลงทะเบียนรับสิทธิ” หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330 โดยสามารถจองใช้บริการรถรับ–ส่งได้ ไม่เกิน 22 เที่ยวต่อคนต่อปี

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

สพฐ.เปิดผลแข่ง AI สร้างนวัตกรรมชุมชนแห่งอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.26 น.

สพฐ. จับมือ ไมโครซอฟท์ เปิดประชันม.ปลาย โชว์ไอเดีย  AI Hackathon: “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิง “ทีมตาสระอิสระโอ” จาก รร.เบญจมราชูทิศจันทบุรี คว้าชนะเลิศ พร้อมเตรียมแผนขยายการเข้าถึงสู่โรงเรียนในสังกัด ให้ได้ 29,000 แห่งภายในปี 2569

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพฯ นายสมคิด จรียานุวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ภายใต้หัวข้อ “My Future Community: ชุมชนแห่งอนาคต” รอบชิงชนะเลิศ โดยมีคณะผู้บริหารจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด คณะกรรมการตัดสิน คณะครู และนักเรียน เข้าร่วม

โดยนายสมคิด กล่าวเปิดการแข่งขันตอนหนึ่ง ว่า สพฐ. ได้ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการยกระดับทักษะดิจิทัล และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Society) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ สพฐ.ในการขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 มิติหลัก คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก โดยริเริ่มโครงการแข่งขันนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการเรียนรู้บนแพลตฟอร์ม NDLP (National Digital Learning Platform) ของ สพฐ.ที่ได้จัดเตรียมหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเสริมทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 โดยปัจจุบัน แพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,300 เรื่อง ครอบคลุมการพัฒนาทักษะสำคัญทั้ง 16 ด้านตามกรอบ World Economic Forum เพื่อเดินหน้าสู่การยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ก้าวทันบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง เราไม่ได้มุ่งเน้นความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) การทำงานเป็นทีม และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในบริบทของชุมชนและสังคมอย่างเป็นระบบ โดย สพฐ.และไมโครซอฟท์ ตั้งเป้าหมายผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI ทั่วประเทศ ด้วยการขยายการเข้าถึงไปยังโรงเรียนในสังกัดให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 29,000 แห่ง ให้ได้ภายในปลายปี 2569

ด้าน นางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และ สพฐ. เป็นแผนพัฒนาและเติมเต็มศักยภาพให้แก่เยาวชนไทยระยะยาว ซึ่งแนวคิดการแข่งขัน AI Hackathon ครั้งนี้เกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า เยาวชนไทยไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่คือผู้สร้างอนาคตของชุมชนตัวเอง การออกแบบหัวข้อ My Future Community จึงตั้งใจให้นักเรียนมองไปที่ปัญหาจริงในพื้นที่ชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่ แล้วใช้เครื่องมือ AI เป็น “ภาษาใหม่” ในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอให้นักเรียนทุกคนอย่าหยุดเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้จัดทำคอร์สเรียน AI คุณภาพไว้บนแพลตฟอร์ม NDLP เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

การแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากโรงเรียนนำร่องแพลตฟอร์ม NDLP ทั้ง 1,018 แห่ง มีนักเรียนส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 228 ทีม จาก 122 โรงเรียนทั่วประเทศ และคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานที่โดดเด่นและมีศักยภาพสูงสุด จำนวน 8 ทีม เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยทั้ง 8 ทีมได้ผ่านการเข้าค่าย Hackathon Bootcamp และ Mentorship Program เพื่อพัฒนา Pitch Deck และขัดเกลาไอเดียการสร้าง Smart Community ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้เป็นการนำเสนอไอเดีย (Pitching) ต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร  ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏ ว่า  “ทีมตาสระอิสระโอ” จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี รับรางวัลชนะเลิศ  “ทีม KKS re NPK”จากโรงเรียนขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ “ทีม Bergamot” จากโรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพฯ รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.47 น.

สาทิตย์ เผย ปชป.ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร รอฝ่าย กม.พรรคสรุปผล

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุม สส.พรรค ว่า ที่ประชุม สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกหลายเหตุการณ์ในบ้านเมืองมาพูดคุยกัน ที่สังคมให้ความสนใจ คือกรณีที่ ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ  อดีตรมว.คมนาคมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบริษัทที่อาจจะมีประเด็นเรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน ซึ่งการยกคำร้องของ ป.ป.ช. นั้น เป็นการสวนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีเดียวกันนี้ ซึ่งในคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ได้ชี้ว่า อดีตรัฐมนตรีศักดิ์สยามได้ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี โดยมีการพิสูจน์ให้เห็นถึงเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีการยกคำร้องที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นว่า กรณีที่มีการยกคำร้องนี้ ที่มีประเด็นที่น่าสงสัยหรือไม่ อย่างไร  

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมนี้ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางไปในสองทาง 1.คือตั้งข้อสังเกตถึงคำวินิจฉัยหรือมติของ ป.ป.ช. ที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้มีหลักไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องผูกพันทุกองค์กร

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น  คือประเด็นรายละเอียดของคำร้องในคดีนี้ ซึ่งป.ป.ช. ยกไปนั้น เพราะเรื่องนี้มีประเด็นความเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลประโยชน์ขัดกันของความเป็นรัฐมนตรีด้วย ที่ประชุมได้หารือกันแล้ว มีมติว่า ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคไปรวบรวมรายละเอียดของประเด็นในเรื่องของคดีนี้ตั้งแต่ต้น และให้สรุปภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์  เพื่อที่ประชุม สส. จะได้มากำหนดท่าทีต่อไปว่า พรรคควรที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ทางกฎหมายอย่างใดหรือไม่ต่อไป  ไม่ว่าจะเป็นโดย ป.ป.ช. เองก็ดี  หรือจะไปที่นายศักดิ์สยามก็ดี

โดยคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคชุดใหญ่ จะหยิบยกประเด็นรายละเอียดของข้อมูลทั้งหลายมาดูรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง  ยืนยันว่าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องดำเนินการในฐานะที่เป็นพรรคที่ยึดเรื่องการเมืองสุจริต และถ้ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้อง สังคมให้ความสนใจ เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองซึ่งไม่สุจริต และเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่า จะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในฐานะที่เป็นฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายตรวจสอบ เป็นฝ่ายที่เดินแนวทางการเมืองสุจริต จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป ยืนยันว่าพรรคไม่ได้วางเฉยต่อเรื่องนี้  ขอให้ติดตามกันต่อไปว่า ฝ่ายกฎหมายพรรคเสนอที่ประชุม สส. แล้วจะมีมติดำเนินการอย่างไร หรือไม่ต่อไป

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.40 น.

ณัฐพงษ์ เตือนรัฐบาลหากจะกู้เงิน ควรใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ต้องแจงให้ชัด ใช้เวทีในสภาฯ มาตอบกระทู้สมาชิก ชี้ระบอบการเมืองปัจจุบันสะท้อนชัดเจนละเว้นพวกพ้อง-ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม

เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองทั่วไป และ กรณี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่อาจต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า จากข่าวล่าสุดที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.เงินกู้ พรรคประชาชนมีความเป็นห่วงในเรื่องภาระหนี้สินของประเทศที่ค่อนข้างสูง การกู้เงินมาเพิ่มเพื่อใช้จ่ายในสถานการณ์วิกฤต ต้องใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง รวมทั้งการรักษาวินัยการเงินการคลัง แม้จะยังไม่ได้เห็นในรายละเอียดทั้งหมด แต่พรรคประชาชนจะใช้กลไกในสภา ผ่านทั้งกระทู้ถามและกรรมาธิการ เพื่อสอบถามในรายละเอียดว่าการกู้เงินนี้จะนำมาใช้ในกรณีอะไรบ้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำค่อนข้างเยอะ แต่อีกส่วนหนึ่งก็พบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายส่งเสียงสะท้อนมาว่าอัตราการเข้าพักและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เพราะฉะนั้นประชาชนกำลังต้องการความช่วยเหลือด้วยการเยียวยาอย่างตรงจุด 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการบริหารเงินกองทุนน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐบาลทำให้การอุดหนุนอาจไม่ตกถึงประชาชนโดยตรง ดังนั้น หากรัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่มจริง รายละเอียดที่รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชนคือ จะนำไปใช้จ่ายอย่างไร ให้เงินที่จะกลายมาเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตถึงมือประชาชนมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาตอบกระทู้ถามหรือชี้แจงสมาชิกในสภา ไม่ใช่การตอบคำถามของสมาชิกอย่างในกรณีญัตติวิกฤตน้ำมันที่ผ่านมา

นายณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณี 44 สส. โดยตั้งข้อสังเกตต่อกรณีของ นายศักดิ์สยาม (ชิดชอบ) ทั้งที่เส้นทางทางการเงินก็มีความชัดเจนว่าส่อเค้าไม่ถูกต้อง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง แต่กรณีของ 44 สส. ที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติโดยชอบกลับกำลังถูกดำเนินคดีจนอาจถึงขั้นตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

“พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งในระบอบการเมืองปัจจุบัน ที่มีองคาพยพอื่น ทั้งองค์กรอิสระ หรือกลุ่มคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ คอยสนับสนุนระบอบการเมืองแบบนี้อยู่”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินมาใช้จ่าย การใช้จ่ายงบประมาณ หรือการดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมต่าง ๆ กลายเป็นกระบวนการให้ประโยชน์กับกลุ่มชนชั้นนำในสังคม แต่ประชาชนและคนที่ทำถูกต้องกลับไม่เคยได้ประโยชน์เหล่านั้น 

“สิ่งที่สำคัญสำหรับพรรคประชาชน ต่อจากนี้คือการทำงานให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งที่ต้องต่อต้าน คือระบอบการเมืองที่ไม่เป็นของประชาชนคนส่วนใหญ่ และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ให้พรรคประชาชนเป็นตัวเลือกที่สำคัญ ที่ประชาชนเห็นว่า เป็นทางออกของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ควบคุมได้ทั้งองค์กรอิสระ สภาบน และสภาล่าง ใช้อำนาจที่ตัวเองมีในทางมิชอบ ละเว้นพวกพ้อง ทำลายล้างฝั่งตรงข้าม ประชาชนไม่เคยได้รับความยุติธรรมในระบบ ประชาชนจะยิ่งเห็นภาพตรงนี้ชัดมากขึ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วุฒิสภาไฟเขียว ยุทธนา สาโยชนกร นั่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.17 น.

21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) โดยที่ประชุมวุฒิสภาลงคะแนนเสียงให้ความเห็นชอบ นายยุทธนา สาโยชนกร ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 133 คะแนน ไม่เห็นชอบ 4 คะแนน งดออกเสียง 27 คะแนน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คะแนน

ผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายยุทธนา ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือตั้งแต่ 100 คะแนนขึ้นไป จึงเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

ทักษิณ ลุ้น 2 ด่าน! ราชทัณฑ์ถกพักโทษ ก่อนชง ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ทักษิณ”ลุ้น 2 ด่าน คณะกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์ เตรียมประชุมหารือภายใน 24 เม.ย.นี้ ก่อนส่งรายงานความเห็นผู้ต้องขังเด็ดขาดเข้าเกณฑ์พักโทษทั่วไป เสนอ”คณะกรรมการพักโทษระดับ ยธ.”ให้ความเห็นชอบ 29 เม.ย.69 ด้าน”ปลัด ยธ.”มอบ”รองปลัดฯธารินี”เป็นประธานแทน

21 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากเมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการพักการลงโทษของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้นำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป ซึ่งปรากฏว่ามติในที่ประชุมได้ลงความเห็นให้มีผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางคลองเปรม จำนวน 10 ราย ผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ ซึ่ง 1 ในนั้นมีชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั้งหมดที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม มีความเห็นชอบได้ถูกประมวลและนำเสนอไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งมี นายสมบูรณ์ ศิลา รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด จากนั้นคาดว่าคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์จะมีการประชุมหารือและให้ความเห็นชอบพิจารณาผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไปเพื่อเตรียมเสนอรายชื่อไปยังคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ การประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จะเกิดขึ้นไม่เกินวันที่ 24 เม.ย.69 เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ (หรือคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม) ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับการประชุมของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 เม.ย.69 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ดำเนินการเป็นประธานในที่ประชุมแทนตนเอง โดยคณะฯ จะได้พิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เพื่อให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย

และเมื่อคณะฯ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษ และให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดรายใดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำรับทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ในการคุมประพฤติจากการพักโทษ นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด (3 วันหลังจากได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ) และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.256

2แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีพิจารณาเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติ ในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้น โดยเฉพาะคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์และระดับกระทรวงยุติธรรม ที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า สถานที่คุมประพฤติของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า เลขที่ 472 ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 แขวงและเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ โดยจะต้องเดินทางไปรายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติ กรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นสำนักงานที่เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่เขตดังกล่าว อนึ่ง ขั้นตอนการรายงานตัวของผู้ถูกคุมความประพฤติ คือ ต้องรายงานตัวทุกเดือน แต่ถ้าหากรายงานตัวครบ 4 เดือน ครั้งถัดไปก็สามารถขยายเวลาได้เป็น 2 เดือนค่อยรายงานตัว ซึ่งก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่ถูกใช้กับผู้ถูกประพฤติรายอื่นๆ

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย ‘ชาดา’ แจงแซว ‘ไอซ์’ มาเป็นแฟนพี่ ลั่นสเปคกว้างขอแค่รักเรา

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.02 น.

ผมโสดแต่ไม่รู้เขาโสดมั้ย! ’ชาดา‘ แจงกระเซ้า ‘ไอซ์ รักชนก’ ในโซเชียลฯ แค่แซวตามประสาสส.ทำงานร่วมกัน เชื่อไร้ปัญหาขัดแย้ง ลั่นประโยคเด็ด ‘อย่ารักคนที่เรารัก ให้รักคนที่รักเรา’ 

​21 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวชี้แจงกรณีเดินแจกเงินให้ผู้สูงอายุในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่อ้างเป็นการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์คลิปแซว “อยากรวยเหมือนพี่ชาดา” ว่า สิ่งที่ทำเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของไทยที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเป็นการให้ด้วยความเมตตาระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งตนใช้เงินเดือนส่วนตัวในการดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ และยืนยันว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้งตนไม่เคยแจกเงินในลักษณะนี้ จึงมั่นใจว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีผลต่อคะแนนเสียงทางการเมือง แต่เป็นการรักษาน้ำใจและประเพณีในช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น

​เมื่อถามถึงการโพสต์ข้อความตอบกลับ น.ส.รักชนก “ต้องมาเป็นแฟนพี่ชาดา เพราะผมยังโสด“ นายชาดา กล่าวว่า เป็นการแซวกันเล่นตามประสา สส. ที่ทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการงบประมาณ

“ผมก็โสด แต่ผมไม่รู้ว่าเขาโสดหรือเปล่า ไปพูดก็ต้องขอโทษด้วยถ้าเขาไม่โสด ถือว่าเป็นการหยอกล้อกันตามภาษาคนทำงานด้วยกัน หลังจากโพสต์ไปแล้วยังไม่ได้มีการพูดคุยกันนอกรอบ แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาขัดแย้ง และยังให้เกียรติในฐานะเพื่อนร่วมงาน” นายชาดา กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยโพสต์กังวลว่าอาจอยู่ไม่ถึงอายุ 70 ปี นายชาดา กล่าวว่า เป็นเพราะอาการป่วยบริเวณกระดูกคอที่มีปัญหามานานกว่า 1 ปี และมีภาวะหินปูนเกาะจนทำให้ปวดทรมานอย่างมากในช่วงหลัง ถึงขั้นนอนลุกไม่ได้ หรือหันคอไม่ได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาการดีขึ้นแล้วประมาณ 20% 

ยืนยันว่าอาการป่วยไม่กระทบต่อการลงพื้นที่ดูแลประชาชน เพราะทุกครั้งที่เจอชาวบ้านจะรู้สึกมีความสุขจนลืมความปวดไปทันที นอกจากนี้ยังเผยอุบัติเหตุเล็กน้อยในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่าได้รับบาดเจ็บเล็บเท้าถอดจากการลื่นล้มขณะลงจากรถจักรยานยนต์

เมื่อถูกถามถึงสเปคสาวที่ชอบ นายชาดา กล่าวติดตลกว่า “ผมสเปคกว้าง ขอแค่ให้เขารักเราก็พอ เหมือนคำที่ว่าอย่าไปรักคนที่เรารัก ให้รักคนที่เขามาเจ้าชู้ เอ้ย! รักคนที่เขารักเรา” พร้อมทิ้งท้ายส่งกำลังใจให้รัฐบาลและประชาชนไทยสู้กับวิกฤตราคาน้ำมันแพงในขณะนี้