เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบส่งกลับไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.02 น.

เปิดเบื้องหลังล่ามือยิงสส.ดัง สุดทางที่บ่อญี่ปุ่น ฉก.ลาดหญ้า ผนึก กกล.ตามแนวชายแดน รวบผู้ต้องหา ส่งกลับไทยดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า/ร.29 กองกำลังสุรสีห์ เปิดปฏิบัติการติดตามผู้ต้องหาหญิงสสคนดังพื้นที่ชายแดนใต้ ผมได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าผู้ต้องหาได้ เดินทางหลบหนีข้ามพรมแดน ไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะมาสิ้นสุดลงที่ “บ่อญี่ปุ่น” จุดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นปลายทางของผู้ต้องหาคดีสะเทือนขวัญ

สำหรับภารกิจของ กกล.สุรสีห์ โดย ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 ที่เดินหน้าติดตามตัวผู้ต้องหาคดีลอบยิง “ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” ส.ส.เขต 5 จังหวัดนราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคม

หลังเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการ ชปคม.3312 (ชค.53) ไม่ปล่อยให้คดีเงียบหาย เดินหน้าประสานข่าวกรอง ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทุกเบาะแสถูกคลี่คลาย ทุกพิกัดถูกตรวจสอบ จนกระทั่งจังหวะสำคัญมาถึง

เวลา 13.00 น. ของวันที่ 22 เม.ย.2569 สัญญาณจากแนวชายแดนถูกส่งต่อผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วย กองกำลังตามแนวชายแดน แจ้งพิกัดเป้าหมาย—ตรวจพบตัว “ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี” ผู้ต้องหาตามหมายจับ หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ บ.บ่อญี่ปุ่น

จากข้อมูลสู่การปฏิบัติ ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 เร่งประสานกำลังกับตำรวจในพื้นที่ ทั้ง พ.ต.อ.มานะ สำราญวงศ์ ผกก.สืบสวนภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และ พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี เพื่อเตรียมรับตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ชายวัย 52 ปี รายนี้ ไม่ใช่เพียงผู้ต้องหาทั่วไป แต่คือบุคคลตามหมายจับในคดีลอบยิง ส.ส. ซึ่งสังคมจับตาการหลบหนีสิ้นสุดลง เมื่อกำลังของ กกล.ตามแนวชายแดน เข้าควบคุมตัว ก่อนส่งต่อผ่าน นปพท.4 มายัง ฉก.ลาดหญ้า/ร.29 และตำรวจสืบสวน ภูธรจังหวัด กาญจนบุรี

เบื้องหลังความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงการจับกุม แต่คือการประสาน “หลายหน่วย” ตั้งแต่ นปพท.4, ทหารเมียนมาพัน ร.284, กกล.ตามแนวชายแดน ไปจนถึงฝ่ายสืบสวนในพื้นที่ ทุกกลไกขับเคลื่อนสอดประสาน จนภารกิจสำเร็จลุล่วง

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“วิโรจน์”ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. ดีใจที่สุดคือการได้เป็นตัวแทนประชาชนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์แก้ปัญหาให้ ปชช. ส่วนเรื่องคดีความ สู้เต็มที่ สู้ยิบตา

22 เมษายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ผมไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก เพราะที่ผ่านมา ผมไม่ได้มาเป็น สส. เพราะอยากเป็น สส.  หรือมาเป็น สส. เพราะว่าอยากจะใช้ตำแหน่ง สส. ไปหาผลประโยชน์อะไร

สิ่งที่ดีใจที่สุดในการที่ได้มาเป็น สส. ของพรรค ก็คือ การได้เป็นตัวแทนของประชาชน ในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรค เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่เขาต้องการให้ผมเป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง และพาสังคมไปข้างหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมทำร่วมกันกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของผม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เรื่องของคดีความ พวกผมสู้เต็มที่ สู้ยิบตา อยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วง ในส่วนของผม ผมสามารถยืนยันในความสุจริตของตัวผมได้อยู่แล้ว ไม่ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ประชาชนจะได้เห็นทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ตลอดจนตรรกะเหตุผล ในการหักล้างทุกข้อกล่าวหาที่มีต่อตัวผมอย่างแน่นอน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้วิจารณญาณ และหลักนิติรัฐในการวินิจฉัยด้วยตนเองต่อไป และไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน ต่อให้ผมและเพื่อนๆ จะไม่ได้เป็น สส. อีกแล้ว ผมก็คงจะไม่อาลัยอาวรณ์อะไรมากนัก ขอเพียง สส. รุ่นต่อๆ ไป ยังคงเดินหน้าในเส้นทางของอุดมการณ์ต่อไป ไม่หยุดที่จะทำงานทางความคิดและสร้างความผูกพันกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พรรคก็ยังจะเป็นทางเลือกหลักของประชาชนได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลที่สุด ก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ์ กลัวว่าถ้าลุยต่อไปในเส้นทางเดิมแล้วจะไม่ได้เป็น สส. จนต้องเดินสวนทางกับเส้นทางเดิม ยืนอยู่กับที่ หรือเดินวนไปวนมา กับตำแหน่ง สส. ที่อยากจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นเลยที่จะดำรงอยู่ในสังคม ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป

ผมอยากเห็น สส. ของพรรค ลงไปทำงานร่วมกันกับประชาชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ อย่างใกล้ชิด และร่วมกันขับเคลื่อนวาระเชิงประเด็น หรือวาระเชิงพื้นที่อย่างแข็งขัน นอกสภาก็ทำงานทางความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่น ในสภาก็ใช้กลไกต่างๆของสภา ตลอดจนกลไกทางกฎหมาย การเชื่อมโยงกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไรสวยไหม วันนี้นั่งในสภากับใคร ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน ห้องพักที่โรงแรมเป็นไง

ผมอยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และติดตามเรื่องให้ถึงที่สุด มากกว่าการเอามาพูดในสภาไม่กี่นาที แล้วก็ปล่อยจอย หรือไม่ก็แค่ไปถ่ายรูปชี้โน่นชี้นี่ แค่ฟ้องว่าฉันเจอปัญหาแล้วนะ แต่ไม่ได้วางแผนต่อว่าจะทำอะไรต่อไปที่ดีไปกว่าการถ่ายรูปอัปสเตตัสในเฟซบุ๊ก หรือถ่ายคลิปลงติ๊กต็อก

ที่ผ่านมา ตอนที่ผมยังเป็น สส. ใหม่ๆ ผมจะระลึกเสมอว่า ผมกำลังใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ช่วยกันหยอดเอาไว้ ผมต้องตั้งหลักให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ช่วยสานต่ออุดมการณ์ของพรรค ที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับการที่เราได้ช่วยหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อ ผมจะคิดว่า ถ้าผมมัวแต่ใช้เงินในกระปุกที่คนรุ่นก่อนหยอดเอาไว้ให้ โดยไม่ช่วยหยอดเพิ่มเลย สุดท้ายเงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ก็จะร่อยหรอ และหมดไปในที่สุด

ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส. ปัจจุบัน จะใช้เงินในกระปุกแห่งอุดมการณ์ที่คนรุ่นก่อนๆ หยอดเอาไว้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเมื่อพวกคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว ก็จะมาช่วยกันหยอดกระปุกแห่งอุดมการณ์นั้นต่อให้เต็มกระปุก เพื่อให้คนในรุ่นต่อๆ ไปได้ใช้เป็นทุนรอนในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพวกเราต่อไป แบบไม่รู้จบ

เป็นกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนทุกคนเสมอครับ

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

จาตุรนต์ ท้วงรัฐ! กู้ 5 แสนล้านลัดขั้นตอน ห่วงกระทบความเชื่อมั่น

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.19 น.

22 เมษายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่เป็นวงเงินขนาดใหญ่พอ ๆ กับการจัดทำงบประมาณทั้งปี และโยงกับการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ

เรื่องใหญ่ระดับนี้ ตามปกติแล้วรัฐบาลต้องหารือร่วมกันอย่างรอบด้านก่อนว่าจะกู้หรือไม่ กู้เท่าใด และใช้เพื่ออะไร โดยอย่างน้อยต้องมีการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดูให้ครบทั้งรายได้ของรัฐ รายจ่ายที่จำเป็น ภาระขาดดุล ความสามารถของเศรษฐกิจในการรองรับ และผลที่จะเกิดขึ้นต่อความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ ก่อนจะกำหนดวงเงินกู้ รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาอะไร ปัญหานั้นควรใช้งบประมาณเดิมปรับแก้ได้แค่ไหน งบปี 2569 ต้องปรับอะไร งบปี 2570 ที่จะขาดดุลอีกจำนวนมากจะใช้กับอะไร และเงินกู้ใหม่ 5 แสนล้านบาทจำเป็นตรงไหนบ้าง แล้วจึงค่อยมาตัดสินใจเรื่องวงเงินและเพดานหนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็นอีกแบบ คือเริ่มจากการพูดเรื่องออก พ.ร.ก. กู้เงินตามรัฐธรรมนูญมาก่อน แล้วค่อยบอกว่ารายละเอียดจะเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ทั้งที่กระทรวงการคลังเองก็ยังบอกว่ายังไม่ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน แบบนี้จึงเป็นการลัดขั้นตอน และทำให้คนตั้งคำถามได้ทันทีว่า สรุปแล้วรัฐบาลมีแผนจริงหรือยัง หรือเพียงแค่รีบตั้งวงเงินกู้ขึ้นมาก่อน

ปัญหาของการลัดขั้นตอนไม่ได้อยู่แค่เรื่องกระบวนการ แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของประเทศด้วย สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และนักลงทุนย่อมมองว่าประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรื่องหนี้ก้อนใหญ่โดยที่ยังไม่มีทิศทาง ขาดความชัดเจนทางนโยบาย ขาดวินัยทางการคลัง และยังไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนในเรื่องที่สร้างรายได้หรือเพิ่มขีดความสามารถได้จริงหรือไม่ เมื่อความน่าลงทุนลดลง คนก็มาลงทุนน้อยลง เศรษฐกิจก็โตช้าลง และสุดท้ายประเทศก็ยิ่งมีปัญหาในการหารายได้มารองรับหนี้ในอนาคต

ที่สำคัญ ต้องเข้าใจให้ถูกว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนช่วงโควิด ช่วงโควิดปัญหาคือคนไม่มีเงินใช้ จึงมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคได้ แต่เวลานี้ปัญหาของเศรษฐกิจอยู่ที่ต้นทุนการผลิต ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง เพราะฉะนั้น จะใช้วิธีแจกเงินเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายแบบเดิมไม่ได้

ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแจกเพื่อบริโภค หรือกระจายงบไปตามกระทรวงต่าง ๆ แบบเฉลี่ย ๆ กันไป โดยไม่ได้ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง ก็จะเป็นการใช้เงินผิดทาง ไม่คุ้มค่า และไม่มีผลตอบแทนกลับมา

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

'อธิบดีอานนท์'นำทีม'กรมการข้าว'หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู'ข้าวแท้'สร้างแบรนด์ระดับสากล

‘อธิบดีอานนท์’นำทีม’กรมการข้าว’หารือจุฬาฯ นำเทคโนโลยี-วิจัย ดันข้าวไทยสู่เวทีโลก ชู’ข้าวแท้’สร้างแบรนด์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

เมื่อวีนที่ 22 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านงานวิจัยข้าว ร่วมกับศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรไทยผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการและภาครัฐ ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดีอานนท์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นหารือถึงการเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรไทย โดยการนำองค์ความรู้จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาประกอบการทำงานของกรมการข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ควบคู่กับการนำงานวิจัย ข้อมูล (Data) และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ ม.จุฬาฯ มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลและงานวิจัยของกรมการข้าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบการผลิตข้าวของประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกันถึงการผลักดันการสร้างแบรนด์ข้าวไทยให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือในระดับสากล โดยยืนยันอัตลักษณ์ “ข้าวไทย ข้าวแท้” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก รวมถึงในเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือครอบคลุมการพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยยุคใหม่ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตลาดสุขภาพ โดยผสานเทคโนโลยีด้าน genomics และ biotechnology เข้ากับศักยภาพของกรมการข้าว อีกทั้งการพัฒนาแนวทางลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและระบบ Rice Carbon Credit เพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าข้าวผ่านนวัตกรรม เช่น rice protein และ functional food ภายใต้การจัดตั้ง Rice Innovation Hub และการพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัล เช่น satellite monitoring และระบบพยากรณ์ผลผลิต เพื่อการบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

“กรมการข้าวอยากที่จะเปิดโอกาสให้นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าศึกษาดูงานและใช้ห้องปฏิบัติการหรือได้ลงพื้นที่จริงของกรมการข้าว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ พร้อมเดินหน้าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมงานทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” อธิบดีอานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยวางกรอบยุทธศาสตร์ ยกระดับพัฒนาข้าวไทย

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานโครงการ “ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคต” จากศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน นำโดย ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา หัวหน้าโครงการฯ และคณะ ซึ่งได้เข้าหารือและนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาข้าวไทยในระยะยาว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 การเข้าพบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหารือและรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้บริหารกรมการข้าวในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ประเด็นเร่งด่วน และความท้าทายในระบบข้าวไทย เพื่อให้การจัดทำ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ข้าวไทยเพื่ออนาคตมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการระดมความคิดเห็นและจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ก่อนการประชาพิจารณ์ในวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งการประชุมในวันนี้ถือว่าได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวเข้าร่วมให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด 'คลินิกการแพทย์แผนจีน'

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ เปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” ยกระดับทางเลือกการดูแลสุขภาพ ผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนสู่ระบบบริการไทย


รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อาทิตย์ บุญยรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การจัดตั้งคลินิกการแพทย์แผนจีนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการ โดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย

ภายในคลินิก ให้บริการด้านการแพทย์แผนจีน อาทิ การฝังเข็ม การครอบแก้ว การรักษาด้วยสมุนไพรจีน และการปรับสมดุลร่างกายตามหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีน โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่ง.เสริมสุขภาพในระยะยาว


นอกจากการให้บริการประชาชนแล้ว คลินิกแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางคลินิกสำหรับนักศึกษา และเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แบบผสมผสาน เพื่อยกระดับองค์ความรู้และศักยภาพทางวิชาการของประเทศ


ทั้งนี้คลินิกการแพทย์แผนจีนแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของไทย ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรอบด้าน และสอดคล้องกับแนวโน้มการแพทย์ทางเลือกในระดับสากล

คลินิกการแพทย์แผนจีน วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการแล้ว เวลาทำการ: 08:30 – 16:30 น. (ตามวันและเวลาราชการ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ ชั้น 1 อาคารนงเยาว์ ชัยเสรี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 063-394-3300 Line Official: @767oomdl

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิต ส่งต่อรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้ารับซื้อมะม่วงไทยจากแหล่งผลิตในพื้นที่ 27 จังหวัด อาทิ ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สุพรรณบุรี พิจิตร สุโขทัย กาฬสินธุ์ เป็นต้น รวมปริมาณกว่า 915 ตันต่อเดือน หรือประมาณ 4.3 ล้านลูกต่อเดือน ครอบคลุมหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงมันเดือนเก้า มะม่วงแก้วขมิ้นไทย มะม่วงเขียวเสวยพันธุ์รจนา กระจายสู่ร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาล พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงกว่า 658 ราย ให้มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง

มะม่วงไทย ผลไม้ที่คุ้นเคยของคนไทยและสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี ได้รับการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่สร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่องโดยผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านกระบวนการคัดเกรด ตัดแต่ง และแปรรูปในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่มะม่วงผลสด มะม่วงพร้อมทาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่นๆ ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษาคุณภาพผลผลิต แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระจายรายได้ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย เซเว่นฯ ได้ร่วมมือกับคู่ค้า SME พัฒนาสินค้าเกี่ยวกับมะม่วงรวมทั้งสิ้น 15 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่มะม่วงผลสดคัดคุณภาพ อย่างมะม่วงเขียวเสวย 500 กรัม และมะม่วงดิบตัดแต่งพร้อมเครื่องจิ้ม

สำหรับสายแซ่บที่อยากได้ความอร่อยแบบไม่ต้องรอมีกลุ่มมะม่วงพร้อมรับประทาน ไม่ว่าจะเป็น มะม่วงพร้อมกะปิหวาน, มะม่วงพร้อมกะปิทรงเครื่อง, มะม่วงเขย่าพริกเกลือ, มะม่วงเขียวเสวยพร้อมพริกเกลือ, มะม่วงน้ำปลาหวาน และยำผลไม้รวม เป็นทางเลือกที่หยิบง่าย อร่อยได้ทันที และยังเป็นการต่อยอดมูลค่าจากมะม่วงผลสดอีกด้วย

ขณะเดียวกันมะม่วงแปรรูป มีให้เลือกทั้ง มะม่วงแช่อิ่ม, มะม่วงแช่อิ่มพร้อมพริกเกลือ จากแบรนด์วรพร, มะม่วงแช่อิ่ม จากแบรนด์เสวย และแบรนด์ศรีเมือง พร้อมด้วยพายมะม่วง ตอบโจทย์ทั้งสายขนมหวาน สายของว่างระหว่างวัน ไปจนถึงไอ    เทมติดโต๊ะทำงาน สะท้อนการต่อยอดผลผลิตท้องถิ่นสู่สินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย

นอกจากการรับซื้อผลผลิตโดยตรงแล้ว เซเว่นฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการนำมะม่วงไทยไปพัฒนาเป็นสินค้าและเมนูหลากหลายรูปแบบ เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตในช่วงฤดูกาล

จากสวนมะม่วงในพื้นที่เพาะปลูก สู่บนเชลฟ์วางสินค้าในร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ ทุกขั้นตอนคือ การส่งต่อโอกาสและรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ความอร่อยให้กับผู้บริโภค โดยการรับซื้อมะม่วงครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และตอกย้ำบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นช่องทางกระจายผลผลิตที่สำคัญของเกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

Tod’s เชิดชูรองเท้า Gommino ผ่านการตีความใหม่ ยกย่องความยอดเยี่ยมของงานดีไซน์อิตาลีแห่งศตวรรษที่ 20

Tod’s เชิดชูรองเท้า Gommino ผ่านการตีความใหม่  ยกย่องความยอดเยี่ยมของงานดีไซน์อิตาลีแห่งศตวรรษที่ 20

Tod’s เชิดชูรองเท้า Gommino ผ่านการตีความใหม่ ยกย่องความยอดเยี่ยมของงานดีไซน์อิตาลีแห่งศตวรรษที่ 20

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.59 น.

Tod’s เชิดชูรองเท้าโลฟเฟอร์ Gommino ผ่านโปรเจกต์พิเศษที่ยกย่องความยอดเยี่ยมของงานดีไซน์อิตาลีแห่งศตวรรษที่ 20 ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์อิตาลีและรสนิยมชั้นเลิศ ในฐานะสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและงานฝีมือที่ตอกย้ำให้คุณค่าแห่ง Made in Italy เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

ในงาน Salone del Mobile 2026 ที่ยกย่องดีไซน์เนอร์ระดับไอคอนด้านงานดีไซน์อิตาลีแห่งศตวรรษที่ 20  โดยมีไอคอนของแบรนด์อย่างรองเท้าโลฟเฟอร์ Gommino เป็นหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ พร้อมได้รับการตีความใหม่ผ่านเอกลักษณ์แนวคิดการออกแบบผลงานจากสี่ดีไซน์เนอร์ระดับไอคอน ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ให้งานออกแบบของอิตาลีเป็นมาตรฐานระดับโลก อันได้แก่ เก้าอี้เท้าแขน Elda โดย Joe Colombo ที่มีรูปทรงโอบล้อมและล้ำสมัย เก้าอี้ Crosby โดย Gaetano Pesce ที่สะท้อนถึงอิสระแห่งการแสดงออกและการเลือกใช้วัสดุ โต๊ะ Kristall ออกแบบโดย Michele De Lucchi สำหรับ Memphis Milano ซึ่งถ่ายทอดอัตลักษณ์การออกแบบกราฟิกที่ฉีกกฎเกณฑ์ โดดเด่นด้วยลวดลาย Fantastic อันเป็นเอกลักษณ์ และความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์วิทยุเครื่องเล่นแผ่นเสียง RR226 Brionvega Radiofonografo โดย Achille และ Pier Giacomo Castiglioni

ผลงานไอคอนิกทั้งสี่ชิ้นนี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการตีความรองเท้า Gommino ออกเป็นสี่รูปแบบ รังสรรค์เป็นผลงานอันล้ำค่าสำหรับการสะสมอย่างแท้จริง ภายใต้การเล่าเรื่องที่ผสานความคิดสร้างสรรค์ สไตล์ และมรดกงานฝีมืออิตาลีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

โปรเจกต์นี้ได้เปิดตัวในวันที่ 21 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา ณ บริเวณพื้นที่ของ Tod’s บนถนน Via Savona 56 ใจกลางย่านดีไซน์ของเมืองมิลาน พร้อมงานเปิดตัวในช่วง Milan Design Week โดยเส้นทางการจัดแสดงสร้างความเชื่อมโยงทางแนวคิดระหว่างผลงานต้นแบบและการตีความใหม่ของรองเท้า Gommino ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของผลงานแต่ละชิ้น

ภายในงานช่างฝีมือของ Tod’s มาร่วมสาธิตขั้นตอนสำคัญในการรังสรรค์รองเท้า Gommino โดยเฉพาะเทคนิคการเย็บด้วยมืออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำและความเชี่ยวชาญขั้นสูง อันเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวที่นิยามรองเท้ารุ่นนี้ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศด้านงานฝีมืออิตาลีอย่างแท้จริง

การจัดแสดงเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้โดยการลงทะเบียนล่วงหน้าจนถึงวันอาทิตย์ถัดไป พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสคอลเลกชันรุ่นลิมิเต็ดอย่างใกล้ชิด รวมถึงรายละเอียดงานฝีมืออันประณีตที่เป็นเอกลักษณ์ของ Gommino และการตีความใหม่ในแบบร่วมสมัย

คอลเลกชันรุ่นลิมิเต็ดนี้จะวางจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Tod’s บนถนน Monte Napoleone เมืองมิลาน และบนเว็บไซต์  http://www.tods.com เท่านั้น

‘โศรดา ศรประสิทธิ์’ นั่งเก้าอี้นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ คนใหม่ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ของ Data, Creativity และ Technology Integration

‘โศรดา ศรประสิทธิ์’ นั่งเก้าอี้นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ คนใหม่ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ของ Data, Creativity และ Technology Integration

‘โศรดา ศรประสิทธิ์’ นั่งเก้าอี้นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ คนใหม่ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ของ Data, Creativity และ Technology Integration

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ประกาศแต่งตั้ง โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แห่ง ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ คนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลไทยสู่ยุคใหม่ของ Data, Creativity และ Technology Integration พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล

โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แห่ง ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการตลาดและการสื่อสารมากกว่า 30 ปี และมีบทบาทต่อเนื่องกับสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) มากว่า 11 ปี โดยดำรงตำแหน่งเลขานุการสมาคมฯ เป็นระยะเวลา 8 ปี ทำให้มีความเข้าใจเชิงลึกถึงบทบาทของสมาคมฯ ในฐานะศูนย์กลางของอุตสาหกรรม และกลไกความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน

การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้  โศรดา  กล่าวว่า เธอมุ่งผลักดันอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลไทยให้ก้าวจาก “การใช้เครื่องมือ” ไปสู่ “การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ” ผ่านการผสาน Data, Creativity และ Technology อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในโลก Social-first ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงแบบ real-time แบรนด์จึงต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการสื่อสารที่มีความหมายและผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน

โศรดา ศรประสิทธิ์

“วันนี้อุตสาหกรรมของเราไม่ได้ต้องการเพียงการปรับตัว แต่ต้องยกระดับทั้งวิธีคิดและวิธีทำงาน  เราจะก้าวข้ามการเป็นเพียงตัวกลางของอุตสาหกรรม สู่การเป็น ‘engine’ ในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยมุ่งสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้ร่วมกัน ทดลองแนวทางใหม่ และแลกเปลี่ยน best practices ระหว่างแบรนด์ เอเยนซี และพาร์ทเนอร์ ไม่เพียงเท่านั้น เรายังตั้งใจที่จะยกระดับบุคลากรของอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างมาตรฐานทักษะวิชาชีพและการส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามรุ่น เพื่อให้อุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่บุคลากรสามารถเติบโต พัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ และสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน  แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการนำไปใช้จริง ลดช่องว่างระหว่างแนวคิดและการลงมือทำ พร้อมผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรม และนำเสนอ case studies ที่สะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเร่งให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถต่อยอดและสร้างผลลัพธ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ดิฉันเชื่อว่า หากเราสามารถยกระดับทั้งศักยภาพบุคลากร มาตรฐานการทำงาน และความร่วมมือของทั้ง ecosystem ไปพร้อมกัน รวมถึงการพัฒนาระบบรับรองวิชาชีพ และการยกย่องผลงานและบุคลากรในระดับอุตสาหกรรม จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและคุณค่าร่วมให้กับคนในวงการ และทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลไทยเติบโตอย่างแข็งแรงและแข่งขันได้ในระดับสากล”  นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัลฯ คนใหม่ กล่าว

ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย (Publicis Groupe Thailand) ที่มี โศรดา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หนึ่งในเครือข่ายเอเจนซี่โฆษณาและการสื่อสารชั้นนำที่ปรับโฉมสู่การเป็น “Intelligent System Driven Company” มุ่งเน้นการผสาน Data, เทคโนโลยี AI และความคิดสร้างสรรค์ (Creative Intelligence) เพื่อสร้างการเติบโตแบบ Full-Funnel ภายใต้กลยุทธ์ Power of ONE ที่เชื่อมโยงบริการทุกด้านครบวงจร เป็นเอเจนซี่ลำดับต้นๆ ในวงการที่คว้า 4 รางวัลใหญ่ จากงาน Agency of the Year 2024 Southeast Asia มาแล้ว

ทั้งนี้ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ภายใต้การบริหารของ โศรดา จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของอุตสาหกรรม ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐาน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

MOC หนุน SACIT ลุยขยายตลาดหัตถศิลป์ไทย ดันรายได้กลับสู่ชุมชน ในงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

MOC หนุน SACIT ลุยขยายตลาดหัตถศิลป์ไทย ดันรายได้กลับสู่ชุมชน ในงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

MOC หนุน SACIT ลุยขยายตลาดหัตถศิลป์ไทย ดันรายได้กลับสู่ชุมชน ในงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.42 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” เวทีสำคัญในการขยายตลาดและสร้างรายได้ให้ผู้ผลิต  งานหัตถศิลป์ไทย ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน” 22 – 26 เมษายนนี้ ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

นางสาวบรรจงจิตต์  อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดกรอบนโยบายสำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ หนึ่งในนโยบายสำคัญดังกล่าว คือ การเสริมสร้างศักยภาพ ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สร้างการจ้างงานจำนวนมากและกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศ กระทรวงพาณิชย์จึงให้การสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในหลายด้าน เช่น การพัฒนาความรู้ด้านการตลาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเพิ่มมาตรฐานสินค้า และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสินค้า GI หรือสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นและมีคุณภาพเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต เช่น อาหาร ผลไม้ หัตถกรรม หรือผลิตภัณฑ์พื้นบ้านต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดสากล มากขึ้น ผ่านการเจรจาการค้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก การจับคู่ธุรกิจ และการเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต

การจัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่จะเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่กลุ่มคนเมือง คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว ผ่านการจัดกิจกรรมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่เข้าถึงคุณค่างานหัตถศิลป์ไทย กระตุ้นให้คนไทยเกิดความหวงแหนในภูมิปัญญาและทักษะเชิงช่างของไทย รวมถึงการเพิ่มพูนทักษะฝีมือด้านการตลาดให้กับผู้ผลิต เพิ่มพูนรายได้กลับสู่ชุมชน เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย  กล่าวเสริมว่า SACIT ภายใต้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการ “สร้างตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้” ให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3ภารกิจหลัก ได้แก่ การสืบสานองค์ความรู้ดั้งเดิมการสร้างสรรค์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาด และการส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์  และออนไลน์ “งานอัตลักษณ์แห่งสยาม” เป็นงานที่ SACIT จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้า   เอ็มควอเทียร์       

ภายในงานพบกับกิจกรรมแบบครบครันทั้งชม ชอป เรียนรู้  อาทิ โซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ   พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่รวบรวมงานหัตถศิลป์ไทยคุณภาพ อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายทอมือ งานจักสาน และเครื่องปั้นดินเผา โซนจัดแสดงและจำหน่ายงานหัตถศิลป์ไทยชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน  ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม จากทั่วประเทศกว่า 70 ราย นอกจากนี้  ยังมีกิจกรรมสาธิตและทดลองทำงานหัตถศิลป์ไทย ที่เปิดโอกาสให้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง และกิจกรรมพิเศษ “อัตลักษณ์แห่งสยาม Exclusive Auction” การประมูลงานหัตถศิลป์ไทยระดับมาสเตอร์พีซกว่า 40 ผลงาน จัดขึ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ตั้งแต่ 16.30 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง Moonlight Hall พิพิธภัณฑ์บ้าน Jim Thompson 

SACIT ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนงานหัตถศิลป์ไทย มาพบและพูดคุยกับช่างฝีมือไทย ที่ทั้งงดงาม และหาชมได้ยาก รวบรวมไว้ในที่เดียวในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ระหว่างวันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น. ณ Quartier Avenue ชั้น G และ Helix Garden ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร เดินทางสะดวกด้วย BTS สถานีพร้อมพงษ์ (ทางออก 1) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook SACIT Shop