ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ย้อนรอยคดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง กรณียื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความ เป็นผู้ร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกลดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กุมภาพันธ์ 2567) “ทนายธีรยุทธ” ยื่น กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)

และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 “ทนายธีรยุทธ” ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.พรรคก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาถึง 2 ปี ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569

กระทั่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่า “เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ”

24 เมษายน 2569 จึงเป็นวันชี้ชะตา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล โดย 10 ใน 44 อดีต สส.ปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน ซึ่งถ้าศาลรับฟ้องคดี ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หรือยกเว้นศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต)

– 006

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“กรณ์”ฟันฉับ! “อดีต รมช.คลัง”ส่อเอี่ยวทุนเทา”เบน สมิธ” โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ จี้”เอกนิติ”ปลด”ประธาน ก.ล.ต.”เซ่นปมพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มทุนสีเทา ที่ ปปง.อายัดหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง โยงใยอดีต รมช.คลัง เป็นนอมินีฟอกเงินให้นายทุนต่างชาติที่โกงประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ที่มีชนักติดหลังคดีพัวพันกลุ่มมิจฉาชีพ ว่า ขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล คืออดีต รมช.คลัง ส่อเป็นนอมินี ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุด ปปง.ได้ยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีรายนี้จะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้นเอง แต่ล่าสุด ปปง.วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของ นายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงประชาชน นายกรณ์ จึงจี้ให้ ก.ล.ต.เร่งสอบสวนว่าเป็นการรายงานเท็จ หรือมีการสมคบคิดช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงพี่น้องประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลสำคัญคนไทยอีกหลายคนที่มีหลักฐานมัดตัวแต่คดียังไม่คืบหน้า

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนขอตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ ประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และเคยลงนาม MOU กับกองทุนของ นายเบน สมิธ ซึ่งถูกประกาศยกเลิกไปภายหลัง ปัจจุบัน ประธาน ก.ล.ต.ท่านนี้ถูกกล่าวหาโดย DSI และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้มูลของ ป.ป.ช. นายกรณ์จึงตั้งคำถามถึง นายเอกนิติ รมว.คลัง ว่าบุคคลที่มีมลทินเช่นนี้ยังเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.ต่อไปหรือไม่ และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การกำจัดทุนเทาออกจากตลาดทุนไทยล่าช้าใช่หรือไม่

“ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีคำตอบหรือการดำเนินการที่ชัดเจน เราจะรอรอดูว่าหลังจากกระทู้สดวันนี้ จะมีการดำเนินการที่จับต้องได้หรือไม่ หากรัฐบาลยังเฉยเมย ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น เพื่อทวงความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างถึงที่สุด” นายกรณ์ กล่าว

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.26 น.

กรมการข้าว จับมือ มูลนิธิข้าวไทยฯ GISTDA และ BDI พัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวไทยแบบ Real time หวังเป็นฐานข้อมูลกลางแก้ปัญหาความไม่ทันสมัยและล่าช้า ผลักดันให้เกิดต้นแบบโมเดล AI ด้านข้าวในอนาคต

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกันในโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย (Big Data On Thai Rice Farming) โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (Big Data Institute : BDI) พร้อมคณะ และมีนายภาณุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร พร้อมด้วยนายธนากร สงวนตระกูล นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ในโอกาสนี้นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าวพร้อมผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารเทศและการสื่อสาร กรมการข้าว เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ BDI ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินโครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย มีความประสงค์ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานด้านข้าวของประเทศเป็นหน่วยงานกลางในการผลักดันให้โครงการนี้เกิดผลสำเร็จเป็น One Rice Big Data ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลรวมหนึ่งเดียวในเรื่องข้าวของไทยทั้งระบบ โดยโครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ปีที่ 1 มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการพื้นฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ประกอบด้วยระบบบัญชีข้อมูลข้าว ระบบฐานข้อมูลกลาง และแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลข้าว จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้ในปีที่ 1 ขยายผลต่อในปีที่ 2 และสุดท้ายจะทำต้นแบบโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าเมื่อโครงการสำเร็จบรรลุผลข้อมูลเรื่องข้าวของไทยจะเป็นระบบหนึ่งเดียวแบบ Real time เป็นข้อมูลที่ทันสมัยไม่ล่าช้า ไม่อยู่กระจายหลายหน่วยงาน และที่สำคัญเป็นฐานข้อมูลกลางและเกิด AI ด้านข้าวอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นความร่วมมือกันผ่านการทำบันทึกข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement) ภายใต้ โครงการการพัฒนาระบบฐานข้อมูลข้าวเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาคเกษตรของไทย ต่อไป

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

องคมนตรีเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.52 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2569 มูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องประชุมเทวกุล กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งเป็นการประชุมประจำปี เพื่อรับทราบถึงการดำเนินงานของมูลนิธิในรอบปีที่ผ่านมา สำหรับวาระในปีนี้ ประกอบด้วย การบริจาคเงินโดยบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บริจาคไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สำหรับการก่อสร้างโรงผลิตสารฝนหลวง (น้ำแข็งแห้ง) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง และการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการพิจารณาการดำเนินงานประจำปี เรื่องการแต่งตั้งรองประธานกรรมการมูลนิธิฝนหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ แทนนายจรัลธาดา กรรณสูต อดีตองคมนตรี รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 การพิจารณาจัดหาตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานเคลื่อนที่สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง ในพื้นที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งยังไม่มีอาคารถาวรเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยปฏิบัติการของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร การพิจารณาจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ณ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากงานวิจัยของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติการฝนหลวงขั้นตอนการเลี้ยงเมฆให้อ้วนโดยการเผาไหม้ของสารฝนหลวงชนิดพลุสารดูดความชื้น ให้ควันของสารลอยขึ้นสู่ฐานเมฆ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในก้อนเมฆและเร่งกระบวนการรวมตัว ทำให้เมฆพัฒนาตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และทำให้เกิดเป็นฝนในพื้นที่เป้าหมาย

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดหาเครื่องพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในเขตเงาฝน ที่มีข้อจำกัดด้านการบิน โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึง ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำย่อย กลุ่มลำน้ำในอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอบางสะพาน ที่บริเวณหัวงานมีสภาพภูมิประเทศเป็นลำห้วยที่ไหล ระหว่างที่ราบ เนินเขา ณ จุดที่ตั้งหัวงานอ่างเก็บน้ำ ความยาวลำน้ำจากต้นน้ำ ถึงจุดที่ตั้งอ่างเก็บน้ำ 21 กิโลเมตร ความลาดเทของลำน้ำ บริเวณหัวงานประมาณ 1 : 94 สภาพพื้นที่ลุ่มน้ำมีความลาดเท จากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก ลำน้ำสายหลักของโครงการคือ ลำห้วยวังเป้า และลำห้วยน้ำโจนมีพื้นที่รับน้ำ จำนวน 84,375 ไร่ พื้นที่ชลประทาน จำนวน 16,960 ไร่ (ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์) และขณะนี้ได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ และขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ฯ แล้ว โดยการเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม และขอย้ำกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่างานในโครงการพระราชดำริฝนหลวง ที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สานต่อเป็นงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่วงแล้ง หรือในช่วงที่บางพื้นที่ของประเทศประสบปัญหามลพิษ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หมอกควัน ไฟป่า ก็สามารถช่วยบรรเทาและคลี่คลายได้ ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการปฏิบัติภารกิจสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ราษฎร

– 006

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล จะเสด็จไปประทานรางวัล บีซีซี ดีเด่น (รางวัลอารีย์  เสมประสาท) ประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ณ หอธรรม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 4 มิถุนายน เวลา 10.30 น…
  • ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ ดีป้า ได้ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ขยายผลโครงการ 5G Ambulance ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยี 5G พร้อมประกาศรับสมัครหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินจากทั่วประเทศ ร่วมยกระดับคุณภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน คาดสามารถรองรับการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า 173,600 รายต่อปี..
  • เตรียมพบกับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโซนแจ้งวัฒนะกำลังจะเกิดขึ้น “รพ.เวชธานี วัฒนะวิภา” รพ.ระดับสากลในเครือเวชธานี ลาดพร้าว 111 มีกำหนดเปิดให้บริการ ประมาณกลางปี 2027..
  • รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ แม้มีภารกิจยุ่งแต่ยังจัดสรรเวลามาบรรยายเรื่องกลยุทธ์การปรับใช้ AI ให้หลักสูตร Digital CEO#9..
  • ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ. อบก. มอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมาย “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” ประจำปี 2568 ให้ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) โดยมี จิรายุส จึงธนสมบูรณ์ ผช.ซีอีโอ เป็นตัวแทนรับมอบ ตอกย้ำภาพผู้นำยางพาราสีเขียว กับผลลัพธ์ที่ยั่งยืน..
  • ดาเรศร์ กิตติโยภาส วันเกิดได้ไปทำบุญถวายภัตตาหารเช้าพระ 9 รูป ณ วัดใหม่เสนานิคม แล้วค่อยไปประชุมงาน..
  • ช่วงหยุดยาว ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส ควงหวานใจ ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ ให้ขับรถไปร่วมกันบริจาคเลือด ทำบุญในเดือนเกิดให้คุณแม่ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์..
  • ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร พร้อมเพื่อนๆ LSP#2 รณดล นุ่มนนท์, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, วิกิต ขจรณรงค์วณิช, ประเสริฐ ดีจงกิจ, สมเกียรติ กุลธรรมโยธิน, มรกต กุลธรรมโยธิน, ดร.วิชา จุ้ยชุม, ดร.อนันต์ พิเชฐพงศา, นพ.สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา, สุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา, ช่อฟ้า ทิตาราม, อัจฉราพร หมุดระเด่น ไปร่วมสังสรรครียูเนียนด้วยทริปเซียงไฮ้ 5 วัน โดยมี วีรินท์ อรรถไกรรัตน์ เป็นแม่งานจัด..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#8 ยินดีกับ ธีรพงษ์ วิชญเรืองรมย์ ที่ บจ.ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025 สาขา Digital Organization of the Year..
  • วันเกิดปีนี้ เกริกกุล โกกนุทาภรณ์ ได้พักผ่อนฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น และบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..
  • คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ผู้ที่เรียนจบ “หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ป.โท)” ที่ไม่ใช่หลักสูตร “เภสัชศาสตรบัณฑิต (ป.ตรี 6 ปี)” ผู้ที่จบ ป.โท สาขานี้ “ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นเภสัชกร ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ และไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมาย” การที่มีบุคคลนำชื่อคณะไปให้ข้อมูลหรือคำปรึกษาในบทบาทเภสัชกร ถือเป็นการแอบอ้างและใช้คุณวุฒิโดยมิชอบ การกระทำนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 (แอบอ้างวิชาชีพ) ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 50 คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..
  • งานสัปดาห์เลขานุการปีนี้ “เลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารยุคใหม่ ปรับตัวยังไงให้เป็นกำลังสำคัญขององค์กร”  25 เม.ย.11.00 -14.00 น.ณ ราชกรีฑาสโมสรโปโลคลับ ถ.วิทยุ  พบกับ จิตร ยุวบูรณ์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ “อัปสกิลการทำงาน” พร้อมเปิดมุมมอง “ดวงการงาน” และจังหวะชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลง ยุคนี้ใช้ AI ให้เป็น = ได้เปรียบ…สนใจโทร. 089-111-5715 นวรัตน์ สมพงษ์ ผู้จัดการสมาคมฯ ..

น้องใหม่

‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ปทุมธานี ผนึกกำลังทั้งจังหวัด ร่วมกันจัดงาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” ขนทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคัก

23 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี คุณณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมแถลงข่าว “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” งานมหกรรมสินค้าเพื่อส่งเสริมอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดปทุมธานี ณ Index Living Mall สาขารังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้กล่าวว่า “การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ ควบคู่กับการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในชุมชนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในระดับพื้นที่”

ทางด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าในฐานะผู้สนับสนุนหลักงบประมาณโครงการ “เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เข้มแข็ง และเดินหน้าไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้รับการสนับสนุนในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ”

ทั้งนี้ งาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” จะจัดขึ้น เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 16:00 น. – 21:00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ Future Park & Zpell อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

ความงาม ไม่ได้ถูกนิยามเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สะท้อนถึงความมั่นใจและศักยภาพภายในของแต่ละคน กังนัม คลินิก (Gangnam Clinic) จึงก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายใหม่แห่งการดูแลความงามสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเข้าใจในตัวตนของผู้รับบริการอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดการดูแลแบบมีมาตรฐาน ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กังนัม คลินิก พร้อมเป็นพื้นที่ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพความงามในแบบของคุณ และพาคุณก้าวสู่ความมั่นใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหตุผลที่กังนัม คลินิก เป็นตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มองหาโปรแกรมเสริมความงามครบวงจรได้มาตรฐาน

เพราะความงามในมุมมองของคนรุ่นใหม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจน Gangnam Clinic จึงออกแบบแนวทางการรักษาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเป็นตัวของตัวเองควบคู่กันไป ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไปจนถึงการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความแตกต่างของผิวและโครงสร้างใบหน้าในแต่ละคน

นอกจากนี้ คลินิกเสริมความงาม กังนัมคลินิก ยังให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนความมั่นใจอย่างแท้จริง ไม่ดูเกินจริงหรือฝืนตัวตน พร้อมสร้างประสบการณ์การดูแลที่ผสมผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว

ภาพลักษณ์แบรนด์และวิสัยทัศน์ด้านการดูแลความงามอย่างรอบด้านของกังนัม คลินิก

กังนัม คลินิก มุ่งมั่นในการเป็นคลินิกเสริมความงามที่ให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม โดยเชื่อว่าความงามที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจในพื้นฐานของแต่ละบุคคล ทั้งสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการ ทุกขั้นตอนการรักษาจึงเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินปัญหา การวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว กังนัม คลินิก ผสานมาตรฐานทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีด้านความงามที่ทันสมัย พร้อมยึดหลักความเป็นธรรมชาติและความสมดุลเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ไม่เพียงมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการในทุกมิติ เพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงอย่างกลมกลืน

บริการยอดนิยมจาก กังนัม คลินิก ที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการดูแลผิวและรูปหน้า

กังนัม คลินิก ได้รวบรวมบริการด้านผิวพรรณและการปรับรูปหน้าไว้อย่างครบครัน ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ทุกหัตถการถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ค่ะ

เลเซอร์กำจัดขน เพื่อผิวเรียบเนียนอย่างมั่นใจ

บริการเลเซอร์กำจัดขนของกังนัม คลินิก เน้นความแม่นยำและอ่อนโยนต่อผิว ช่วยลดการเกิดขนใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดปัญหาผิวระคายเคืองหรือรอยดำจากการกำจัดขนแบบเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวเรียบเนียน ดูสะอาดตา

โปรแกรมรักษาสิว ดูแลลึกถึงต้นตอของปัญหา

กังนัม คลินิก ให้ความสำคัญกับการรักษาสิวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว ไปจนถึงการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยลดการเกิดสิวซ้ำ พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง เรียบเนียน และดูสุขภาพดี

ฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เพื่อการปรับรูปหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

บริการฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ของกังนัม คลินิก มุ่งเน้นการปรับสมดุลของใบหน้าอย่างพอดี ไม่แข็งหรือดูเกินจริง โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูอ่อนเยาว์ กลมกลืน และสะท้อนความเป็นตัวตนออกมา

ทรีตเมนต์ผิวพรรณ เติมเต็มความกระจ่างใสและสุขภาพผิวที่ดี

ทรีตเมนต์ผิวพรรณของ กังนัม คลินิก ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผิวในทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ กระชับรูขุมขน ไปจนถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงความสดใสและความสมดุลของผิวในทุกช่วงวัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ แพทย์ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการดูแลความงามอย่างประณีตและร่วมสมัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หมอลิซ่า” คือแพทย์ผู้ก่อตั้งกังนัม คลินิก ด้วยบุคลิกที่สุขุม อ่อนโยน และใส่ใจในทุกรายละเอียด หมอลิซ่ายึดมั่นในแนวคิดการดูแลความงามที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผู้รับบริการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า หรือความคาดหวังที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

ภายใต้แนวคิดการรักษาที่ผสานศาสตร์ทางการแพทย์เข้ากับมุมมองความงามแบบสมัยใหม่ พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ ความสมดุล และความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทุกหัตถการจึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูละมุน กลมกลืน และเสริมความมั่นใจโดยไม่เปลี่ยนตัวตนเดิมของผู้รับบริการ แนวทางการดูแลเช่นนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของหมอลิซ่าในการยกระดับมาตรฐานการดูแลความงาม ให้เป็นมากกว่าการปรับรูปลักษณ์ แต่คือการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพในศักยภาพความงามของแต่ละคนอย่างแท้จริง

เกียรติคุณและรางวัลที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพของบริการ

เพื่อเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจและความเชี่ยวชาญในด้านการดูแลความงาม กังนัม คลินิก ไม่เพียงได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องในเวทีสำคัญของวงการความงามอีกด้วย ล่าสุดคลินิกได้รับรางวัล Platinum (Top 5) ด้านการใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Allergan ทั้งในการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการให้บริการที่โดดเด่นและความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตระดับสากล นับเป็นอีกหนึ่งเกียรติยศที่ชี้ชัดว่าการดูแลของกังนัม คลินิกอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และการยอมรับจากทั้งลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการความงามอย่างแท้จริง

ความมั่นใจที่เริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและเข้าใจตนเอง

ความงามที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่คือความมั่นใจที่เกิดจากการเลือกดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและมีข้อมูลรอบด้าน กังนัม คลินิก  จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาอย่างละเอียด การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจด้านความงามเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย เมื่อความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลที่ได้มาตรฐานมาบรรจบกัน ความงามที่สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมส่งต่อความมั่นใจให้ก้าวไปในทุกบทบาทของชีวิตอย่างสง่างามค่ะ

ติดต่อนัดหมายและบริการลูกค้า

โทร: 064-945-2323

Line: @gangnamclinic

Facebook: https://www.facebook.com/gangnamclinic/

Website Officail : https://gangnamclinic.com/

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กทม. และผ่านระบบออนไลน์

นายนิกร กล่าวว่า สถานการณ์และความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง ในขณะที่ภาระพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของครัวเรือนและโครงสร้างของสังคมไทยในระยะยาว อีกทั้งยังมีเด็กและเยาวชนที่ต้องการโอกาสในการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นชีวิต คนพิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมและโอกาส และผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ พบว่ามีประชาชนมาติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. โทร.1300 เป็นจำนวนมากว่า 180,000 กรณีต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวง พม. ต้องปรับบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การวางระบบที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำอีก และจากการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การทำงานแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยยึดหลัก Universal Design ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร แต่คือการออกแบบระบบบริการของรัฐ ให้รองรับทุกกลุ่ม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง            

นายนิกร กล่าวว่า เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ตนจึงได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนงาน 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ด้วยการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกคน “ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว” โดยอัตโนมัติ และใช้ Social Map เป็นแผนที่ทางสังคมที่ระบุปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งใช้ “สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์” หรือ MSO-Logbook เป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและติดตามผล ควบคู่กับการยกระดับเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) รวมถึงการนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ยกระดับการให้บริการ และสนับสนุนการทำงานของบุคลากร

2) ด้านเด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศให้มีความเพียงพอและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งผลักดันการเพิ่ม “เบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า” เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสตั้งแต่ต้นชีวิต และยกเครื่อง “สภาเด็กและเยาวชน” ให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์

3) ด้านครอบครัว ด้วยการจัด “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อช่วยเหลือเร่งด่วน และเพิ่มศักยภาพของสายด่วน พม. โทร. 1300 และขยายช่องทางการติดต่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลกันเองได้อย่างยั่งยืน

4) ด้านชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการปรับบทบาทการทำงานในพื้นที่ให้เป็นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยใช้กลไก “ทีมสร้างสุข” และผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเกื้อกูล ทั้งความหลากหลายทางเพศทางชาติพันธุ์ หรือความแตกต่างของคนพิการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการปรับสวัสดิการที่มีเหมาะสมของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ และคนพิการกลุ่มต่างๆ

5) ด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในทำเลที่เหมาะสม และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design

6) ด้านการสร้างอาชีพ ด้วยการเร่งพัฒนาผู้บริบาลผู้สูงอายุและผู้ช่วยคนพิการ พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” เพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้สูงอายุและคนพิการให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

7) ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการส่งเสริมวินัยการออมและความรู้ด้านการเงินในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของสถานธนานุเคราะห์ และใช้กลไกกองทุนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

8) ด้านราชการที่เป็นมิตรกับประชาชน ด้วยการปรับปรุงหน่วยบริการของรัฐให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม และเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้ระบบราชการของเรา เป็น “รัฐสนับสนุน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

“นโยบายทั้ง 8 ด้าน นั้น ตนได้เน้นย้ำกับผู้บริหารกระทรวง พม. และหัวหน้าหน่วยงานของกระทรวง พม. ว่า คือสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน และตนขอเป็นส่วนช่วยที่ทำให้การทำงานของกระทรวง พม. ดีขึ้น ซึ่งตนอยากให้ทุกคนในกระทรวง พม. รู้สึกว่าตัวเองคือ “กำแพงพิงหลัง“ ของคนที่ไม่มีที่พิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว คนพิการที่เข้าไม่ถึงโอกาส หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายแต่ยังขาดการยอมรับ โดยตนขออาสาเป็นคนที่ยืนหลังทุกๆ คน เหมือนที่ทุกคนยืนหลังประชาชน อย่างไรก็ตาม สังคมที่ดีไม่ได้สร้างจากนโยบายบนกระดาษ แต่สร้างจากคนที่เชื่อว่าตัวเองมีพลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนของกระทรวง พม. มีพลัง และสามารถทำได้ ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำว่า ภารกิจของกระทรวง พม. ไม่ใช่เพียงการบริหารงานตามภารกิจ แต่คือการดูแลชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางที่สุด และงานของเราเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งระบบและหัวใจไปพร้อมกัน“ นายนิกร กล่าว

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’  หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธาและความสงบของพิธีบรรพชา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมสำหรับเยาวชนไทย โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอาจารย์ใหญ่ ได้เมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ประกอบพิธีบรรพชาแก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ในโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมสืบสานอย่างต่อเนื่อง  ปีนี้เปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปกครองตนและดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

 ในโอกาสนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการฝ่ายฆราวาส นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมอนุโมทนาบุญและส่งกำลังใจแก่สามเณรทั้ง 12 รูป ในการเริ่มต้นบทเรียนชีวิตบนวิถีแห่งธรรมอย่างงดงาม

โครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เป็นรายการธรรมะแบบเรียลลิตี้  เดินทางมาถึงปีที่ 12  ทุกคนสามารถชื่นชมความงดงามของการเติบโตจากภายในของ 12 สามเณรน้อยที่จะค่อยๆ เบ่งบานผ่านความสดใส ความตั้งใจ และความเพียรบนเส้นทางธรรม ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของการดำเนินชีวิต ผ่านการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานแห่งธรรม ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้อย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ทั้ง “ระฆังแห่งสติ” ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะเชิงสร้างสรรค์ การจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่สามเณรวันละ 3 รูป จะผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดบทเรียนจากการบรรพชาอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมพลังศรัทธา โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมตตาเป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางแนวทางการเรียนรู้และดูแลการฝึกฝนตลอด 31 วัน เพื่อให้การบรรพชาในครั้งนี้เป็นทั้งบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้งสำหรับสามเณรน้อย และเป็นแรงบันดาลใจอันงดงามที่ส่งต่อถึงผู้ชมทุกคน

ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อยได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 พฤษภาคม 2569  ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาว อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทาง  http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดฉากงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางมหานคร เฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 244 ปี และเพื่อน้อมรำลึกในมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชแห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของไทย จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดง อาหาร สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 22 – 26 เมษายน นี้ ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยมี นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม สัมผัสสัญลักษณ์เพื่อเปิดงาน  

จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดงและอาหาร บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญ

อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “รัตนโกสินทร์มีชีวิต : Living Rattanakosin อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เราเดินไปด้วยกัน”  ประกอบด้วย  นิทรรศการ “ฉลอง 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ในรูปแบบ Outdoor Multimedia Exhibition กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ช็อป ตลาดวัฒนธรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกิจกรรม ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ สาธิตมรดกไทย อาหารเเละขนมไทย เวิร์กชอปไทยร่วมสมัย ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรมและวงดนตรีเด็กและเยาวชน เวทีกลาง ชมฟรีการแสดงศิลปวัฒนธรรมสุดตระการตราของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม อาทิ โขน (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) ละครนอกและวงดนตรีสากล (กรมศิลปากร) ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) คอนเสิร์ต “เสียง ร่วม สมัย” ศิลปินรับเชิญดั้มมี่ อริน เอมมี ธรรมชาติ และพัตตี้อัง The voice pride Thailand 2025 (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) การแสดงศิลปวัฒนธรรมของเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ วงดนตรี โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม แชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2020 การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดินทอง โดยคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งการแสดงศิลปินที่มีชื่อเสียงที่กระทรวงวัฒนธรรมได้คัดสรรเพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชนในห้วงของการฉลองครบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้แก่ Rattanakosin Royal Night รัตนโกสินทร์ วังเรืองรอง ค่ำคืนที่ทุกคนจะได้ “เดินวัง ชมพิพิธภัณฑ์ ดูหนัง ดูโชว์ ช็อป ชิม” ในบรรยากาศวังเรืองรอง กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ชมฟรีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในยามค่ำคืน (Night Museum) ฉายหนังกลางแปลง ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ วงดนตรีสากลกรมศิลปากร การแสดงวงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ การแสดงสมาคมศิลปะการแสดงพื้นบ้านโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม การแสดงลิเกคณะเอไชยา มิตรชัย ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมและอาหารไทยอาหารถิ่น ร่วมเล่น ร่วมสนุก “ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ไท ไทย” พบกับการละเล่นหาชมได้ยาก อาทิ หมากรุกคน กระตั๊วแทงเสือ เป็นต้น สาธิตอาหารเเละขนมไทย รวมถึงกิจกรรมทางวิชาการและเสวนาวิชาการ โดยกรมศิลปากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดงาน Klong San-Kudi Chin Cultural Walk “เดินชุมชนคลองสาน-กะดีจัน ยลวิถีรัตนโกสินทร์” ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล การสาธิตเเละจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กิจกรรมการประกวดอาหารสามศาสน์เเละการประกวดโต๊ะหมู่บูชา การเเสดงศิลปวัฒนธรรม การเเสดงวงออร์เคสตรา เเละกิจกรรมเทศน์มหาชาติถวายเป็นพระราชกุศลเเด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สามารถสอบถามรายละเอียดเเละติดตามการจัดงานได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765 แฟนเพจเฟซบุ๊กกระทรวงวัฒนธรรมเเละสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ไทยฉบับการ์ตูน “กรุงรัตนโกสินทร์นพรัตน์ราชธานี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพรแห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้งความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเนื้อหาครอบคลุมการสถาปนากรุง, เหตุการณ์สำคัญ พัฒนาการหนังสือเล่มนี้ มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยจะมอบให้แก่ห้องสมุด และสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป