พิพัฒน์ ชงครม. สัญจรนัดแรกหาดใหญ่ พร้อมวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จว.ชายแดนใต้

พิพัฒน์ ชงครม. สัญจรนัดแรกหาดใหญ่ พร้อมวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จว.ชายแดนใต้

พิพัฒน์ ชงครม. สัญจรนัดแรกหาดใหญ่ พร้อมวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จว.ชายแดนใต้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.25 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ว่า ตนได้เสนอพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้พื้นที่มีความพร้อมแล้วหลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะจัดประชุมครม.สัญจรได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ 

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนยุทธศาสตร์ทางภาคใต้ได้มีการวางไว้แล้วในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการพัฒนาในเรื่องอาชีพ โดยโครงการที่เป็นเรือธงในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จะเป็นเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งจะมีเรื่องของฮาลาลด้วย และในส่วนของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะทำเรื่องพืชพลังงาน ในการขอให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลลงในพื้นที่ ซึ่งมีนักลงทุนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นการสร้างอาชีพด้วย โดยทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้มีการสำรวจพื้นที่ไปบางส่วนแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ แต่ทั้งนี้เราจะทำให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดชายแดน 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

เมื่อ ‘นิติสงคราม’ ปะทะ ‘ดุลพินิจศาล’ บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.

เมื่อ 'นิติสงคราม' ปะทะ 'ดุลพินิจศาล' บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.

เมื่อ ‘นิติสงคราม’ ปะทะ ‘ดุลพินิจศาล’ บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.31 น.

วัส ติงสมิตร โพสต์ เมื่อ ‘นิติสงคราม’ ปะทะ ‘ดุลพินิจศาล’ บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อ “นิติสงคราม” ปะทะ “ดุลพินิจศาล”: บทเรียนจากคดีจริยธรรม 44 สส.
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนในวันที่ 24 เมษายน 2569 เมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ในคดีจริยธรรมร้ายแรงของอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล กรณีร่วมชื่อแก้ไขมาตรา 112 ป.อาญา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองฯ

1. บรรทัดฐานใหม่: “รับคำร้องแต่ไม่ต้องหยุด (หน้าที่)”
จุดที่น่าสนใจที่สุดของคำสั่งศาลวันนี้คือการที่ศาลฎีกาใช้ “ดุลพินิจ” สั่งให้ 10 สส. (ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชน) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้จะรับคำร้องไว้พิจารณาก็ตาม โดยศาลให้เหตุผลสำคัญว่า:
ไม่พบพฤติการณ์กระทำซ้ำในปัจจุบัน
ยังมีภารกิจนิติบัญญัติที่ต้องปฏิบัติในฐานะผู้แทนประชาชน
แต่มีเงื่อนไขเหล็ก: ห้ามกระทำซ้ำหรือแสดงความเห็นในพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา มิฉะนั้นศาลอาจเปลี่ยนคำสั่งได้ทันที!

2. เมื่อ “นักร้อง” จะขอแย้งคำสั่งศาล
ไม่ถึงชั่วโมงหลังจากศาลมีคำสั่ง นายสนธิญา สวัสดี ในฐานะผู้ริเริ่มร้องเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์ทันทีว่า “ไม่เห็นด้วย” และเตรียมยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อให้ศาลสั่งให้ สส. ทั้ง 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยอ้างว่าการกระทำที่ผ่านมานั้นเป็น “ต่างกรรมต่างวาระ”

3. วิพากษ์ในมุมกฎหมาย: “มีสิทธิหรือไม่?”
หากเราพิจารณาตาม ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 จะพบประเด็นที่น่าคิดดังนี้:
ใครคือคู่ความ? (ข้อ 3): ระเบียบระบุชัดว่าคู่ความคือ “ผู้ร้อง (ป.ป.ช.)” และ “ผู้คัดค้าน (สส.)” เท่านั้น บุคคลอื่นที่ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ไม่ถือเป็นคู่ความในชั้นศาล ดังนั้น การที่นายสนธิญาจะมายื่นคำร้องคัดค้านดุลพินิจของศาลโดยตรง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ “ผิดฝาผิดตัว” และแทบไม่มีน้ำหนักในทางกฎหมายที่จะให้ศาลรับไว้พิจารณา
บทบาทพลเมืองดีที่ควรจะเป็น: แทนที่จะรีบร้อนยื่นคำร้องกดดันศาลในขณะที่ตนเองไม่มี “สถานะทางกฎหมาย” (Standing) ที่เป็น “คู่ความ” ในคดี แนวทางที่ถูกต้องและสง่างามกว่าคือ การทำหน้าที่พลเมืองดีในการเฝ้าระวัง หากในอนาคต สส. ทั้ง 10 คนมีการฝ่าฝืน “เงื่อนไขห้าม” ของศาล นายสนธิญาสามารถรวบรวมหลักฐานแจ้งต่อศาลหรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ศาลใช้ระบบไต่สวน (ตามข้อ 6) ในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้

บทสรุป: กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เครื่องมือทำลายล้าง

การที่ศาลเปิดช่องให้ สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ถือเป็นการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบจริยธรรมกับงานนิติบัญญัติที่ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตของกฎหมายและพยายามก้าวล่วงดุลพินิจของศาลโดยปราศจากสถานะทางคดี อาจถูกมองว่าเป็นการใช้ “นิติสงคราม” เพื่อผลทางอื่นมากกว่าการมุ่งหวังความยุติธรรมที่แท้จริง
การตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่ในครรลองของกฎหมายและเคารพในกติกาของ “คู่ความ” อย่างเคร่งครัดครับ”

รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

รัฐบาลสรุปรอบสัปดาห์ ยกเลิก MOU44 เตรียมเซตกรอบเจรจาใหม่ กาง 5 แนวทางดับไฟใต้

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

รัฐบาลสรุปการต่างประเทศและความมั่นคงรอบสัปดาห์  กระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน สร้างความมั่นคงชายแดนไทย ”ยกเลิก MOU44“ และวาง “5 แนวทางจัดการชายแดนใต้” 

วันที่ 25 เม.ย. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

รัชดา ธนาดิเรก

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง รัฐบาลได้สานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติ “ยกเลิก MOU44” เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า การเจรจาภายใต้กรอบดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ จึงเห็นควรยกเลิกและกำหนดกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม สมช. ได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร การยกระดับความร่วมมือไทย–มาเลเซียในทุกมิติ การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อทำหน้าที่ประสาน เชื่อมโยง และสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่

นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับด้านการต่างประเทศ รัฐบาลยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ให้การต้อนรับนายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ในโอกาสเยือนไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา โดยทั้งสองได้หารือร่วมกันท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเห็นพ้องยกระดับการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

“รัฐบาลย้ำบทบาท “การต่างประเทศที่จับต้องได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่แถลงไว้และทำจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการคลี่คลายความขัดแย้งและยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกรัฐบาล กล่าว

รัฐบาลเร่ง 5 มาตรการเศรษฐกิจ เดินหน้า FTA เปิดตลาดโลก ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้คนไทย

รัฐบาลเร่ง 5 มาตรการเศรษฐกิจ เดินหน้า FTA เปิดตลาดโลก ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้คนไทย

รัฐบาลเร่ง 5 มาตรการเศรษฐกิจ เดินหน้า FTA เปิดตลาดโลก ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้คนไทย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

รัฐบาลเร่ง 5 มาตรการเศรษฐกิจ–เดินหน้า FTA เปิดตลาดโลก ลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้คนไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นอกจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน อย่างโครงการคนละครึ่งที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือน มิถุนายนรัฐบาลยังเร่งดำเนินการตามแผนเพื่อรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกในด้านอื่นๆด้วย โดยมุ่งดูแลประชาชน และผู้ประกอบการขนาดต่างๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้ผ่านช่วงผันผวน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวอย่างยั่งยืน

รัชดา ธนาดิเรก

โดยมีกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหลักในการขับเคลื่อน 5 มาตรการสำคัญ ที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่

1. ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้–ยกระดับชุมชน

เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ ผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ เปิดตลาดออนไลน์ให้ SMEs และลดต้นทุนการผลิตผ่าน “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรอย่างครบวงจร

2.รักษาเสถียรภาพ–เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับทั้งห่วงโซ่การผลิต เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งเสริม “ล้งกลางหรือล้งชุมชน” ผลักดันสินค้า GI และแบรนด์เกษตรไทยสู่ตลาดโลก

3. เสริมความเข้มแข็ง SMEs/ชุมชน

พัฒนาทักษะ ขยายธุรกิจ ยกระดับการแข่งขัน ป้องกันสินค้านำเข้าทะลัก และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ

เศรษฐกิจ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

4. ยกระดับเทคโนโลยี–ปลดล็อกกฎระเบียบ

ปรับปรุงกฎเกณฑ์ อำนวยความสะดวกธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน

5. สร้างสมดุลการส่งออก–กระจายความเสี่ยง

เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทยกับตลาดโลก ลดพึ่งพาตลาดหลัก ขยายตลาดใหม่ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569

ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค

เศรษฐกิจ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ากับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA กว่า 404,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 59.2% ของการค้ารวมของประเทศ สะท้อนบทบาทของ FTA ในการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย

“ทั้ง 5 มาตรการเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ลดภาระประชาชน ยกระดับการผลิต เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ไปจนถึงการขยายตลาดผ่าน FTA เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

เอ็ดดี้ สวน การด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น

เอ็ดดี้ สวน การด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น

เอ็ดดี้ สวน การด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.56 น.

เอ็ดดี้ ลั่นการด่าใครเป็นสลิ่ม ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป หลังเอฟซีบ่นพรรคส้มโดนเล่น    

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ภาพข้อความของบุคคลหนึ่ง ที่มีเนื้อหาระบุว่า “ที่เล่นพรรคส้มมากสุดก็เพราะคุณคือสลิ่มไง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมามันค้านสายตาผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศมาก คุณไม่คิดบ้างเลยหรือว่าอาจมีใบสั่งมีธง องค์กรอิสระทุกวันนี้มันอิสระจริงหรือไม่มี พรรคการเมืองใดคุมอยู่ ที่มาขององค์กรอิสระไทยมาจากไหนเชื่อถือได้กี่%ในคำตัดสินชื้อนาคตของคนในประเทศนี้” โดยนายอัษฎางค์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “การด่าว่าใครว่าเป็นสลิ่ม ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงหายไป

คำว่า ‘ค้านสายตาคนส่วนใหญ่ของประเทศ’ ถ้าจะอ้าง ก็ต้องมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่ตั้งตัวเองเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศ

ส่วนเรื่องความสงสัยองค์กรอิสระได้ วิจารณ์องค์กรอิสระได้ วิจารณ์ศาลได้ แต่จะอธิบายทุกอย่างด้วยคำว่า ‘ใบสั่ง’ หรือ ‘รัฐพันลึก’ หรือ “มือที่มองไม่เห็น” อย่างเดียว มันง่ายเกินไป และข้ามข้อเท็จจริงสำคัญในโลกประชาธิปไตยไปข้อหนึ่ง นั่นคือ ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องยืนเฉย ๆ รอให้ตัวเองถูกใช้เสรีภาพมาบ่อนทำลายจากภายใน

หลักนี้มีอยู่จริงในกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ และถูกเรียกว่า ‘ประชาธิปไตยที่ป้องกันตัวเองได้’”

และในแนวคำพิพากษายุโรปก็ยอมรับว่ารัฐมีสิทธิปกป้องสถาบันของตน หากสมาคมหรือพรรคการเมืองนั้นเป็นภัยต่อสถาบันของรัฐได้

“ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปวางหลักไว้ชัดว่า พรรคการเมืองสามารถเสนอให้แก้กฎหมายหรือเปลี่ยนโครงสร้างรัฐได้ แต่ะสิ่งที่เสนอจะต้องสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยพื้นฐานด้วย ถ้าผู้นำพรรคเสนอแนวทางที่มุ่งทำลายประชาธิปไตย รัฐย่อมมีสิทธิเข้าแทรกแซงได้” นี่ไม่ใช่ตรรกะเฉพาะของไทย แต่เป็นหลักที่ ECHR ใช้อธิบายคดีเกี่ยวกับพรรคการเมืองและเสรีภาพในการสมาคมโดยตรง

“ตัวอย่างคลาสสิกที่สุดคือเยอรมนี มาตรา 21 ของกฎหมายพื้นฐานเยอรมนีเขียนตรง ๆ ว่า พรรคที่มุ่งบ่อนทำลายหรือยกเลิกหรือเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของสหพันธ์ อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นพรรคขัดรัฐธรรมนูญได้

ทางการเยอรมนียังอธิบายว่าการแบนพรรคไม่ใช่เพียงเพราะมีท่าทีไม่ชอบรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมีท่าทีเชิงรุกแบบเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบด้วย จึงเห็นได้ว่าระบอบประชาธิปไตยจำนวนมากยอมรับ ‘สิทธิในการป้องกันตัวเอง’

“เพราะฉะนั้น ถ้าจะเถียงกรณีพรรคส้มอย่างมีระดับ การปัดทุกอย่างทิ้งด้วยคำว่า ‘มีใบสั่ง’ ตั้งแต่ต้น เท่ากับข้ามทั้งทฤษฎี ทั้งกฎหมายเปรียบเทียบ และทั้งข้อเท็จจริงของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ไปหมด”

คดีพรรคก้าวไกลเองก็ถูกอธิบายในกรอบนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าการรณรงค์แก้ ม.112 เสี่ยงบ่อนทำลายระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนจะมีคำสั่งยุบพรรคในปี 2024 ไม่ว่าคนจะเห็นด้วยหรือไม่ นี่คือเหตุผลเชิงกฎหมายที่รัฐใช้ ไม่ใช่คำอธิบายแบบลอย ๆ ว่า “ไม่ชอบเลยยุบ”

อย. ปรับกฎเหล็ก เครื่องมือแพทย์ ยกระดับกำกับการผลิต การนำเข้าและการขาย

อย. ปรับกฎเหล็ก เครื่องมือแพทย์ ยกระดับกำกับการผลิต การนำเข้าและการขาย

อย. ปรับกฎเหล็ก เครื่องมือแพทย์ ยกระดับกำกับการผลิต การนำเข้าและการขาย

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.53 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์และแบบฟอร์มเกี่ยวกับสถานประกอบการด้านเครื่องมือแพทย์ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมการผลิต การนำเข้า และการขาย โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้ทันสมัย สอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่

เพิ่มการระบุพิกัด GPS (Latitude–Longitude) ของสถานประกอบการและสถานที่เก็บรักษา

เพิ่มช่องทางติดต่อทางดิจิทัล เช่น E-mail และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ

เพิ่มรายละเอียด “ผู้ควบคุม” ในแบบคำขอโดยตรง เพื่อความรัดกุมในการกำกับดูแล

เครื่องมือแพทย์

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองรับ ซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ (Standalone Software) โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานที่เก็บสินค้าในบางกรณี

นอกจากนี้ ยังเป็นการยกเลิกและรวมประกาศเดิมหลายฉบับให้เป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การปรับปรุงครั้งนี้สะท้อนแนวทาง “Digital Regulatory” ของภาครัฐ ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการกำกับดูแล ควบคู่กับการสนับสนุนนวัตกรรมทางการแพทย์ยุคใหม่ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีสุขภาพ

อย.

“รัฐบาลเดินหน้าปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลสถานที่ พิกัด GPS ข้อมูลผู้ควบคุม และช่องทางติดต่อให้ครบถ้วน เพื่อให้การยื่นคำขอเป็นไปอย่างราบรื่นภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.27 น.

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย ทนายความ และนักวิจารณ์การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การตั้งท่านอาจารย์วันนอร์ ให้สั่งการแทนนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการตั้งถูกงานถูกคนแล้ว เพราะ

1 ท่านอาจารย์วันนอร์เป็นผู้อาวุโส มีความรู้ประสบการณ์สูงเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เข้าได้กับทุกคนเป็นที่นับถือเกรงใจของทุกฝ่าย และไม่มีศัตรู ไม่ว่าในหรือนอกพื้นที่ ไม่ว่าทางการเมืองหรือฝ่ายใด

2 อาจารย์วันนอร์มีประสบการณ์ และรู้จักผู้คนมาก ทั้งฝ่ายรัฐ และภาคประชาชน รวมทั้งผู้คนในพื้นที่ รู้จักผู้นำศาสนาทั้งหมดทุกนิกาย และเป็นที่นับถือของทุกคน

3 ท่านอาจารย์วันนอร์เคยผ่านเหตุการณ์ 66/2523 ซึ่งนำความสงบสุขกลับคืนประเทศไทยมาหนหนึ่งแล้ว มีบทเรียนและประสบการณ์ในการใช้คำสั่ง 66/2523 เป็นอย่างดี และยังเป็นคนสนิทของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

ซึ่งเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบทั่วประเทศ เป็นที่ไว้วางใจ มาก มีทัศนะ ในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ อันโดดเด่น

ผมเชื่อมั่นว่า การตั้ง ท่านอาจารย์วันนอร์ให้ดูแลรับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้จะประสบความสำเร็จ และได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากทุกฝ่ายให้เห็นผลประจักษ์ในเร็วๆนี้”

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.58 น.

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาลปกครอง บุก กกต. สัปดาห์หน้า เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แชร์ภาพข่าว นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์เมินกระแสดรามาข่าวเกี่ยวกับพยานรายหนึ่งที่มีประวัติส่วนตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยนายสมชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สัปดาห์หน้า ตั้งใจว่าจะแวะไปเยี่ยม กกต. เพื่อยื่นเอกสารให้ดำเนินคดีกับคน ๆ หนึ่ง ทำผิด กม. เลือกตั้ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

1. รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 42 (10) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ แค่ยังมาสมัคร สส.

โทษ : ตามมาตรา 151 รู้ว่าไม่มีสิทธิสมัครยังมาสมัคร จำคุก 1-10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

2. กระทำผิดมาตรา 73(5) หลอกลวง หรือ จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เนื่องจากตัวเองถูกคำสั่งไล่ออกจากราชการแต่เขียนในเอกสารหาเสียงว่า ลาออกจากราชการเพื่อมาสมัคร สส.

โทษ : ตามมาตรา 159 จำคุก 1-10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

กกต. ไม่ต้องสอบสวนมากมาย เพราะจะส่งหลักฐานคำพิพากษาของศาลปกครอง 2 ชุด ยาว 17 หน้า และ 29 หน้า พร้อมการรับรองแบบ e-signature จากศาลปกครองให้เลย

อุ๊ย แต่เรื่องนี้เป็นแค่พฤติกรรม ไม่เกี่ยวกับความรู้ด้านกฎหมายที่จะเอาเขาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง คนบางคนกล่าวไว้”

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ

ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจะการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

เอิงขอขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาและทีมงานทุกท่านที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้เอิงมาโดยตลอด ขอบคุณที่พูดคุย แนะนำ ติติง ชื่นชมและสะท้อนปัญหาต่าง ๆ เอิงรับฟังด้วยใจเสมอมา ขอบคุณทุกท่านจากใจ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ น.ส.นิศามาศ ได้ออกมายอมรับว่าทางทีมงานมีการใช้ IO จากประเทศเพื่อนบ้าน ในการเพิ่มยอดผู้ติดตามเพจทางโซเชียล หลังถูกเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” แฉยอดเพจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่า หากยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจะมาตีกินไม่ได้ เขาไม่สามารถที่จะลากเส้นผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูดได้เลย เพราะตามสนธิสัญญาสยามกับอินโดจีน หรือว่าไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1907 ระบุไว้ชัดเจนว่า เกาะกูดให้ตกเป็นของสยามหรือของประเทศไทย”

นายนพดล อินนา

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)