อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

อนุทิน ย้ำพรรคร่วมเนื้อเดียวกัน เล็งถก สส.รัฐบาล ทุกสัปดาห์

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ว่า สำหรับเรื่องทางการเมือง นายวันมูหะมัดนอร์ ก็แสดงความชัดเจนว่าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พรรคประชาชาติก็พร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ตอนลงพื้นที่ชายแดนใต้ สส.พรรคประชาชาติ มาถ่ายภาพร่วมกับนายอนุทิน ตอนนี้ถือเป็นเนื้อเดียวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนนี้พรรคประชาชาติเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และสภาฯ ก็เปิดแล้วรัฐบาลต้องปฏิบัติภารกิจ 100% ทุกสัปดาห์จะพยายามจัดให้มีการประชุม สส.พรรคร่วมรัฐบาล มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! เช็กเลย ภูมิใจไทย-พรรคส้ม-เพื่อไทย-กล้าธรรม ใครได้อะไร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.36 น.

เคลียร์คัทแบ่งเค้กประธานกมธ.! ภูมิใจไทย ซิว ความมั่นคงฯ-ป.ป.ช.-พัฒนาการเมือง-ตำรวจ ด้าน พรรคส้ม คว้า กฎหมาย-กิจการศาลฯ-ติดตามงบ-พัฒนาการเมือง ส่วน เพื่อไทย นั่ง กิจการเด็ก-แรงงาน-ศึกษา-อว. ขณะที่ กิจการสภาฯ-กีฬา-ท่องเที่ยว เป็นของ กล้าธรรม 

23เม.ย.2569 เมื่อเวลา14.00น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดตัวแทน6พรรคการเมือง ที่ได้โควตาประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสภาฯ ทั้ง35คณะ ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย ได้14คณะ พรรคประชาชน ได้9คณะ พรรคเพื่อไทย ได้5คณะ พรรคกล้าธรรม ได้4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ ได้2คณะ และพรรคไทรวมพลัง ได้1คณะ มาหารือถึงการจัดสรรโควตาดังกล่าวจากการหารือก่อนหน้านี้เมื่อวันที่20เม.ย.ที่ผ่านมายังคุยกันไม่ลงตัว เนื่องจากมียกมธ.ที่พรรคการเมืองมีความต้องการตรงกันหลายคณะ โดยใช้เวลาหารือกันประมาณ40นาที

จากนั้นในเวลา 14.40 น. นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ประธานสภาฯ ได้นัด 6 พรรคการเมืองที่มีสัดส่วนได้ประธานกมธ.มาหารืออีกรอบ ซึ่งทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง ทุกคนได้พูดคุยกันและเห็นว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ทุกคนยอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองยืน แม้จะมีหลายคณะที่หลายพรรคมีความต้องการที่ตรงกัน จึงทำให้ได้ข้อสรุปโดยดี ส่วนคณะกรรมาธิการที่มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้นั้น จริงๆเป็นสิ่งที่ทุกพรรคอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำงาน วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อทำงานร่วมกัน และทุกคนถอยร่วมกันจึงทำให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน 

เมื่อถามว่า กมธ.ฯ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ได้ตามที่มีรัฐมนตรีสังกัดกระทรวงหรือไม่ นายธนยศ กล่าวว่า ไม่ใช่ เราไม่ได้มองว่ารัฐมนตรีอยู่กระทรวงไหน เราต้องได้กระทรวงนั้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะได้กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยสังกัดดูแล อยู่ที่การพูดคุย ซึ่งทุกคนอยากให้เดินหน้าทำงานในสภาให้ดีที่สุด และคิดว่าไม่เกี่ยวกันเพราะทุกกมธ.มีความสำคัญหมด และการทำงานในกมธ.เป็นการทำงานร่วมกัน 

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านแฮปปี้ใช่หรือไม่ นายธนยศ กล่าวแซว นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า “ยิ้มหน่อยๆ” ก่อนที่จะให้นายปกรณ์วุฒิ เป็นผู้ตอบคำถาม โดยนายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เหมือนที่ทางวิปรัฐบาลได้ตอบไป แน่นอนว่าครั้งที่ผ่านมาเราอาจมีการถกเถียงเรื่องของกระบวนการ แต่ตนเชื่อเช่นกันและเห็นตรงกันว่าท้ายที่สุดก็จบลงบนการเจรจาร่วมกัน น่าจะได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เพราะได้พูดคุยกันตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมถอยคนละก้าว ทุกพรรคก็เดินได้ ซึ่งค่อนข้างโอเคทั้งสองฝ่าย จับมือทำงานร่วมกันด้วยกัน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็เห็นตรงกันว่าการทำงานกมธ. แม้ว่าตนจะเป็นสส.มาสองสมัยและบางครั้งนั่งกมธ.ที่ประธาน กมธ.เป็นคนละฝ่าย แต่การทำงานก็เป็นไปด้วยดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโควตาประธาน กมธ. มีดังนี้พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2.กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 3.กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค 4.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน 5.กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.กมธ.การปกครอง 7.กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ 8.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) 9.กมธ.การพลังงาน 10.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 11.กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 12.กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 13.กมธ.การอุตสาหกรรม และ 14.กมธ.การตำรวจ 

ขณะที่พรรคประชาชน ได้ 9 คณะประกอบด้วย 1.กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน 2.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 3.กมธ.คมนาคม 4.กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ 5.การทหาร 6.กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 8.กมธ.การสวัสดิการสังคม และ 9.กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย 

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ 5 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 3.กมธ.การแรงงาน 4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 5.กมธ.การศึกษา ขณะที่พรรคกล้าธรรม ได้ 4 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร 2.กมธ.การกีฬา 3.กมธ.การท่องเที่ยว และ 4.กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 2 คณะ ประกอบด้วย กมธ.การสาธารณสุข และ กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ป.ป.ง.) และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ได้ 1 คณะ คือ กมธ.การต่างประเทศ

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

อนุทิน มอบอำนาจ วันนอร์ คุมแก้ปัญหาชายแดนใต้ เน้นสันติวิธี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ได้ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จากนั้น นายอนุทิน ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อส่งนายวันมูหะมัดนอร์

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ และมีห้องทำงานในทำเนียบฯ จึงนัดเข้ามาหารือ โดยได้หารือเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนให้ท่านช่วยสั่งการในนามของตนได้เลย สำหรับสิ่งที่ต้องสั่งการในพื้นที่ โดยจะประสานกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายปกครอง ให้ดำเนินการสร้างความเข้าใจต้องใช้ความละมุนละม่อมไมตรีจิตมิตรภาพดำเนินการ ไม่ใช่ใช้กฎระเบียบเข้าไปตรวจสอบใช้อำนาจตามกฎหมายพูดคุยทำเช่นนี้ไม่ได้ ต้องใช้ความเป็นพี่น้องภารดรภาพเข้าไปแก้ปัญหา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ก็เห็นด้วย

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้คำแนะนำอะไรถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ บ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เยอะเลย และนายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่ายังแข็งแรงพอ หากตนลงพื้นที่เมื่อไหร่ท่านจะร่วมไปกับคณะด้วย รวมไปถึงหากมีภารกิจเยือนประเทศที่เป็นมุสลิม ในภูมิภาค ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน หรือประเทศในตะวันออกกลาง ก็พร้อมจะร่วมคณะช่วยกันไปทำงานเพราะท่านมีเครือข่ายมาก ตนฟังแล้วก็ชื่นใจ เราเกรงใจท่านเรื่องความแข็งแรง ซึ่งท่านบอกว่าไม่มีปัญหา ท่านอยากจะไปด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกยินดี ถ้าท่านมีใจทำให้ยิ่งทำให้ภารกิจสำเร็จได้

เมื่อถามว่า นอกจากเรื่องชายแดนภาคใต้แล้ว จะให้นายวันมูหะมัดนอร์ ช่วยให้คำปรึกษาตรงไหนอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้านายวันมูหะมัดนอร์ช่วยคลี่คลายปัญหาชายแดนภาคใต้ได้ก็คุ้มค่าที่ได้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

ลากคอถึงตัวบงการ! อนุทิน ยันคดียิง สส.นราธิวาส ไม่มีตัดตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกฯ ว่า ในการหารือได้พูดคุยถึงคดียิง สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งรับทราบร่วมกันว่าจับผู้กระทำผิดได้จะมีการขยายผลให้มากที่สุดไปถึงผู้บงการ ผู้สื่อข่าวชอบถามจะมีการตัดตอนหรือไม่ ไม่มี มันตัดตอนไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามขั้นตอน

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

ต้องได้น้ำได้เนื้อ! นายกฯ แย้มรูปแบบ ครม.สัญจร ไม่เหมือนเดิม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“นายกฯ”แย้มรูปแบบ”ครม.สัญจร”ไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ บอกต้องได้น้ำได้เนื้อ รมต.ทำกิจกรรมร่วมกัน-ไม่ใช่ต่างคนต่างไป

23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า ได้แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ตอนแรกจะไล่จากภาคเหนือลงมา เพราะเข้าใกล้หน้าน้ำแล้ว ซึ่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม บอกว่าอย่าลืม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตนก็บอกว่า First come, first served ตรงไหนพร้อมก็ไป

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ การประชุม ครม.สัญจร ในห้วงที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่การประชุมที่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่เป็นการประชุมที่ต้องลงไปคลุกกันที่หน้างาน อย่างที่ผู้สื่อข่าวชอบบ่นว่า ตนประชุมนาน เพราะตนไม่ใช่ประชุมเป็นพิธี ตนประชุมจะต้องรู้เอง ไม่ใช่ตามบทบาทที่มาเปิดประชุมแล้วก็มอบหมายต่อ มันไม่มี ถ้าตนเข้าร่วมประชุมแล้วก็ต้องประชุมทุกเรื่องให้จบ ตรงไหนแก้ไขปัญหาได้ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีการประชุม ครม.สัญจร ในช่วงที่ตนเป็นรัฐบาล น่าจะได้น้ำได้เนื้อเยอะ จะมีการลงพื้นที่ด้วยกัน เดินทางด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างไป แล้วเช้าก็ไปเจอกัน ประชุมกัน แล้วต่างคนต่างกลับ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

เมื่อถามว่า จะเริ่มประชุม ครม.สัญจร ช่วงไหน นายกฯ กล่าวว่า พร้อมเมื่อไหร่ก็ไป ถ้าทางเหนือพร้อมก่อนก็ไปเหนือ โดยให้ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองนายกฯ ที่รับผิดชอบเป็นคนเลือก ทั้งนี้รูปแบบการประชุม ครม.สัญจร ต้องไปดูที่หน้างาน ถ้าไปเจาะจงไว้ก็เหมือนเดิม ไม่ใช่ไปไหน 15 นาทีแล้วก็เรียกออกมา มันไม่ได้ ไปก็ต้องไปจนงานเสร็จ ดึกดื่นค่ำคืน เลยเวลา ล่วงเวลา อย่างตอนนี้ตนประชุม ลูกน้องก็ไม่กล้ามาเรียกแล้ว เพราะก็โดนตนก็ดุทุกที

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

อนุทิน ย้อนเจ็บปม ถุย บอกนักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

23 เมษายน 2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนักวิชาการบางคนวิพากษ์วิจารณ์การทํางานของนายกฯ บอกว่าทํางานไม่เป็น อดสูที่มีนายกฯ ทําพฤติกรรมไม่เหมาะสมจากการแสดงกิริยาพูดถุยบนเวที โดย นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมระบุว่า “นักวิชาการที่ทําตัวไม่เป็นนักวิชาการ น่าอดสูกว่า เดี๋ยวหนวดกระดิก”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวะที่นายกฯ เดินออกจากวงสัมภาษณ์ ได้เห็นสื่อที่ถือไมค์แล้วมีหนวด แกล้งทำท่าตกใจ พร้อมระบุว่า “อุ้ย เห็นหนวดแล้วตกใจ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิชาการที่นายกฯ พูดถึง อาจจะหมายถึง นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่มีลักษณะเด่น คือการไว้หนวด หรือไม่

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ยิ่งช้ายิ่งจ่ายแพง! สนธิรัตน์ ถอดบทเรียนจีน จี้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

23 เมษายน 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เปลี่ยนผ่านพลังงาน – ไม่ใช่จะเปลี่ยนหรือไม่ แต่จะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ผมเพิ่งกลับจากจีนแล้วมีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดมาก คือในช่วงที่โลกเผชิญสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานฟอสซิลผันผวนหนัก จีนกลับได้รับแรงกระแทกน้อยกว่าหลายประเทศ บทเรียนนี้น่าสนใจมากสำหรับไทยครับ

เหตุผลสำคัญไม่ใช่แค่เพราะจีนเป็นประเทศใหญ่ แต่เพราะจีนค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านพลังงานมาเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงมาก รถจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยรถไฟฟ้า ทำให้ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันรุนแรงเท่ากับประเทศที่ยังผูกติดกับน้ำมัน

อีกด้านหนึ่ง จีนลงทุนกับพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ทั้งโซลาร์และลม จนพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งในประเทศมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อพึ่งพาพลังงานที่ผลิตเองได้มากขึ้น ก็ยิ่งลดความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดน้ำมันและก๊าซโลก

นี่คือจุดที่ไทยควรมองให้ชัด เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูงมาก ทั้งน้ำมันนำเข้าและก๊าซธรรมชาติที่ต้นทุนผันผวนตามสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ทุกครั้งที่โลกปั่นป่วน คนไทยก็ต้องรับผลผ่านค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยควรเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนช้าแค่ไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ถ้าเรายังใช้โครงสร้างพลังงานแบบเดิม เราก็จะยิ่งเปราะบางแบบเดิม และต้องจ่าย “ต้นทุนความเสี่ยง” แพงขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งที่จริงแล้ว ไทยก็มีศักยภาพสูงมาก เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคธุรกิจที่พร้อม และมีความต้องการไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ถ้าเร่งปลดล็อกกฎระเบียบ ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า และเปิดทางให้พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้จริง ไทยก็มีโอกาสลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าได้มาก

บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่เรื่อง “ต้องทำเหมือนจีนทุกอย่าง” แต่คือการเห็นให้ชัดว่า ประเทศที่ลงทุนกับไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศมากขึ้น จะมีภูมิคุ้มกันมากกว่าประเทศที่ยังผูกอนาคตไว้กับน้ำมันและก๊าซจากนอกประเทศ

ในวันที่โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งคิด เร่งลงทุน และเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะยิ่งช้า เราจะยิ่งจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเดินทัน เราอาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกให้กลายเป็นโอกาสของประเทศได้เหมือนกัน

#สนธิรัตน์

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

กรณ์ ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

“กรณ์”ขมวด 3 ประเด็น ปัญหาน้ำมัน-กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่อขัด รธน. เตือนอย่าเกรงใจ”นายทุน”จนลืมประโยชน์ประชาชน

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล เกี่ยวกับปัญหาราคาน้ำมัน และกระแสการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ว่า จากการซักถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนากรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบราคาน้ำมัน (คตร.) มีเนื้อหาที่น่าสนใจ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.สูตรค่าการกลั่นอำพราง ประชาชนควรได้ส่วนลด 8 – 10 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท รัฐบาลยอมรับว่ามีกำไรส่วนเกิน จากโรงกลั่นเกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีมาตรการเรียกคืนกำไรที่ประชาชนเสียประโยชน์ไปตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ส่วนลดยังลวงตา รัฐบาลประกาศลดค่าการกลั่น 2 – 5 บาท แต่หากใช้สูตรต้นทุนที่เหมาะสม (ต้นทุนปกติ 2 บาท + วอร์พรีเมียม 3 บาท = 5 บาท) เมื่อหักจากค่าการกลั่นจริงที่พุ่งไปถึง 13 – 15 บาท ประชาชนควรได้รับส่วนลดจริงถึงลิตรละ 8.50 – 10 บาท ขณะที่กำไรสต็อกน้ำมัน รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่เช็กสต็อกเก่า ทำให้โรงกลั่นได้กำไรส่วนต่างมหาศาลเป็นหลักแสนล้านบาท ตนจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินคืนสู่กระเป๋าประชาชน แทนการเจรจาขอส่วนลดเป็นครั้งคราวซึ่งไม่ยั่งยืน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า 2.กู้เงิน 5 แสนล้าน สุดพิสดาร ข้ามหัวกระทรวงการคลัง ส่อขัดมาตรา 172 ตนเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการสั่งการข้ามขั้นตอน กระทรวงการคลังไม่รู้เรื่อง แผนกู้เงินถูกเปิดเผยโดยรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย แต่ปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่กลับยืนยันว่าไม่รับรู้ และไม่มีความจำเป็นต้องกู้ เป็นการส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ระบุว่าต้องเป็นกรณี “ฉุกเฉินจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่วันนี้ GDP ไทยยังเติบโต 1.5% ต่างจากยุควิกฤตเศรษฐกิจปี 52 หรือโควิดปี 63 ที่ติดลบอย่างหนัก ดังนั้นรัฐบาลควรเก็บกระสุนไว้ใช้ยามวิกฤตจริง อย่าฝืนกฎหมายกู้เงินเพียงเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายตามความต้องการทางการเมือง

และ 3.เตือนรัฐบาลอย่ามอง ชั้นเดียว น้ำมันคือต้นทุนสินค้าทุกประเภท การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะคิดว่าช่วยแค่คนใช้น้ำมัน คือความเข้าใจที่ผิด เพราะน้ำมันคือต้นทุนขนส่ง เมื่อน้ำมันแพง สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นแล้ว แม้น้ำมันลงแต่ราคาสินค้ากลับไม่ลงตาม (Sticky Prices)

“วันนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ปลายทางด้วยการคุมราคาสินค้า ซึ่งทำไม่ได้จริง เช่น กรณีน้ำมันพืชที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตเกษตรกรกลับตกต่ำ รัฐบาลรู้แล้วว่าประชาชนเสียประโยชน์เป็นหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องเอากำไรส่วนเกินนั้นกลับคืนมา ไม่ใช่เกรงใจนายทุนจนลืมผลประโยชน์ของประชาชน” นายกรณ์ กล่าว

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

ย้อนรอยคดี 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริยธรรม ยื่นแก้ ม.112 ก่อนวันชี้ชะตา 24 เมษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ย้อนรอยคดี ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง 44 สส.พรรคก้าวไกล ร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง กรณียื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความ เป็นผู้ร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 49 ว่าการกระทำ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา แก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หาเสียงเลือกตั้ง 2566 และมีพฤติการณ์รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 เรื่อยมา เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “มาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า การกระทำของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคก้าวไกลดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง เลิกการกระทำ เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น เพื่อให้มีการยกเลิก มาตรา 112 อีกทั้งไม่ให้มีการแก้ไข มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการทางกระบวนการนิติบัญญัติโดยชอบ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (1 กุมภาพันธ์ 2567) “ทนายธีรยุทธ” ยื่น กกต. เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2)

และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 “ทนายธีรยุทธ” ยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.พรรคก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง

วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ยุบพรรคก้าวไกล พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2564 – 31 มกราคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง และห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันที่พรรคถูกยุบ ตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ มาตรา 94 วรรคสอง

ต่อมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาถึง 2 ปี ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2569 ป.ป.ช. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569

กระทั่งศาลฎีกาได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ระบุว่า “เมื่อศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ ถูกกล่าวหา แล้วแต่กรณี ให้ผู้ต้องคำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้

ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือ สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ”

24 เมษายน 2569 จึงเป็นวันชี้ชะตา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล โดย 10 ใน 44 อดีต สส.ปัจจุบันเป็น สส.พรรคประชาชน ซึ่งถ้าศาลรับฟ้องคดี ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หรือยกเว้นศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ส่องชะตากรรม 10 สส.ส้ม ถ้าศาลรับฟ้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หากผิดจริงโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต)

– 006

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

กรณ์ ฟันฉับ! อดีต รมช.คลัง ส่อเอี่ยวทุนเทา เบน สมิธ โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“กรณ์”ฟันฉับ! “อดีต รมช.คลัง”ส่อเอี่ยวทุนเทา”เบน สมิธ” โยงขบวนการฟอกเงินขามชาติ จี้”เอกนิติ”ปลด”ประธาน ก.ล.ต.”เซ่นปมพัวพันแก๊งสแกมเมอร์

23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มทุนสีเทา ที่ ปปง.อายัดหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง โยงใยอดีต รมช.คลัง เป็นนอมินีฟอกเงินให้นายทุนต่างชาติที่โกงประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ที่มีชนักติดหลังคดีพัวพันกลุ่มมิจฉาชีพ ว่า ขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล คืออดีต รมช.คลัง ส่อเป็นนอมินี ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุด ปปง.ได้ยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีรายนี้จะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้นเอง แต่ล่าสุด ปปง.วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของ นายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงประชาชน นายกรณ์ จึงจี้ให้ ก.ล.ต.เร่งสอบสวนว่าเป็นการรายงานเท็จ หรือมีการสมคบคิดช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงพี่น้องประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลสำคัญคนไทยอีกหลายคนที่มีหลักฐานมัดตัวแต่คดียังไม่คืบหน้า

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนขอตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ ประธาน ก.ล.ต.คนปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และเคยลงนาม MOU กับกองทุนของ นายเบน สมิธ ซึ่งถูกประกาศยกเลิกไปภายหลัง ปัจจุบัน ประธาน ก.ล.ต.ท่านนี้ถูกกล่าวหาโดย DSI และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้มูลของ ป.ป.ช. นายกรณ์จึงตั้งคำถามถึง นายเอกนิติ รมว.คลัง ว่าบุคคลที่มีมลทินเช่นนี้ยังเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.ต่อไปหรือไม่ และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การกำจัดทุนเทาออกจากตลาดทุนไทยล่าช้าใช่หรือไม่

“ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีคำตอบหรือการดำเนินการที่ชัดเจน เราจะรอรอดูว่าหลังจากกระทู้สดวันนี้ จะมีการดำเนินการที่จับต้องได้หรือไม่ หากรัฐบาลยังเฉยเมย ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น เพื่อทวงความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างถึงที่สุด” นายกรณ์ กล่าว