ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

23 เม.ย. 2569 05:29 น.

ทำเนียบขาวชี้ อิหร่านยึดเรือที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ ไม่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า เหตุกองทัพอิหร่านยึดเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ 2 ลำในวันพุธ ไม่ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้มองว่าการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซนั้น เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ

“เรือเหล่านี้ไม่ใช่เรือของสหรัฐฯ และไม่ใช่เรือของอิสราเอล แต่เป็นเรือนานาชาติ 2 ลำ” ลีวิตต์กล่าวกับสำนักข่าว Fox News เมื่อวันพุธ

เธอกล่าวต่อไปว่า “เรือทั้งสองลำถูกยึดโดยเรือปืนความเร็วสูง จากเดิมที่อิหร่านเคยมีกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพที่สุดในตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนกลุ่มโจรสลัด พวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมช่องแคบอีกต่อไป สิ่งที่เราเห็นอยู่นี้คือการกระทำเยี่ยงโจรสลัด และการปิดล้อมทางเรือที่สหรัฐฯ บังคับใช้อยู่นั้นยังคงมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง”

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าได้ยึดเรือ 2 ลำที่ “ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ละเมิดกฎระเบียบซ้ำซาก และบิดเบือนระบบนำทาง”

ลีวิตต์พยายามลดความสำคัญในการยึดเรือครั้งนี้ โดยระบุว่า “นี่เป็นเพียงเรือ (เล็ก) สองลำ ซึ่งเทียบไม่ได้เลยเมื่อดูจากสถิติที่สหรัฐฯ ได้จมเรือรบของอิหร่านไปมากกว่า 160 ลำ”

ขณะที่สื่อของอิหร่านระบุเพิ่มเติมว่า มีเรือลำที่สามซึ่งเป็นเรือของบริษัทกรีซ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC เช่นกัน และในขณะนี้ “อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้บริเวณนอกชายฝั่งของอิหร่าน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

23 เม.ย. 2569 04:10 น.

ทรัมป์ยัน สงครามอิหร่านไม่มีกรอบเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย ความขัดแย้งกับอิหร่านนั้น “ไม่มีกรอบเวลา” ที่กำหนดไว้ และปฏิเสธข่าวที่ว่า ประเด็นทางการเมืองกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขา

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับมาร์ธา แมคคัลลัม จากสำนักข่าว Fox News โดยเขาระบุว่า “ไม่มีแรงกดดันด้านเวลา” ในเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน ที่เขาเพิ่งขยายระยะเวลาออกไปเมื่อบ่ายวันอังคาร หรือเรื่องเวลาในการเปิดฉากเจรจาสันติภาพครั้งใหม่

เมื่อถูกถามว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทรัมป์ตอบว่าไม่มีกรอบเวลาและไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ทั้งที่ในตอนสงครามเริ่มใหม่ๆ นายทรัมป์เคยระบุว่า สงครามจะกินเวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ แต่ทว่าในขณะนี้สงครามได้ล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 7 แล้ว

“คนพูดกันว่าผมอยากให้มันจบเพราะเรื่องการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่ารัฐบาลต้องการที่จะ “บรรลุข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนอเมริกัน”

ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไป แม้จะมีการขยายระยะเวลาหยุดยิงและไม่ได้ระบุวันที่สิ้นสุดที่แน่นอน โดยเขายังคงกดดันให้กรุงเตหะรานยื่นข้อเสนอที่เป็นเอกภาพเพื่อรื้อฟื้นการเจรจาด้วย

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNN รายงานว่า ณ ช่วงค่ำวันอังคาร รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ของอิหร่านเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

23 เม.ย. 2569 02:53 น.

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้ยูเครน หลังกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมัน

EU อนุมัติเงินกู้ 9 หมื่นล้านยูโรให้แก่ยูเครนแล้ว หลังจากรัฐบาลเคียฟกลับมาดำเนินการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกียอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้อ้างว่าท่อส่งเสียหายเพราะการโจมตี

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 สหภาพยุโรป (EU) ตกลงอนุมัติเงินกู้มูลค่า 9 หมื่นล้านยูโรให้แก่ยูเครนแล้ว หลังจากยูเครนระบุว่าได้กลับมาดำเนินการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกียอีกครั้ง ถือเป็นการยุติภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

บรรดาทูตของสหภาพยุโรปที่ประชุมกันในกรุงบรัสเซลส์มีมติอนุมัติเบื้องต้นเรื่องเงินกู้ดังกล่าวให้ยูเครน ไม่นานหลังจากรัฐบาลเคียฟประกาศเรื่องการกลับมาส่งน้ำมัน โดยทูตสหภาพยุโรปยังอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียชุดที่ 20 ด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดีนี้

เงินกู้ดังกล่าวได้รับการเห็นชอบไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว แต่ วิกตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ได้ใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) การจ่ายเงินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากที่ยูเครนระงับการส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านทางท่อส่งไปยังฮังการีและสโลวาเกีย โดยอ้างว่า ความเสียหายจากการโจมตีของรัสเซียทำให้การส่งน้ำมันต้องหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมน้ำมันและรัฐบาลยูเครนแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ในฮังการีและสโลวาเกียว่า การส่งน้ำมันได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ทูตสหภาพยุโรปเริ่มหารือกันเรื่องเงินกู้ โดยนายออร์บานได้เรียกร้องให้มีน้ำมันไหลเข้าประเทศก่อนที่เงินกู้จะถูกเบิกจ่าย ขณะที่ยูเครนยืนยันว่าการซ่อมแซมเสร็จสิ้นตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของออร์บานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังช่วยให้ความตึงเครียดระหว่างฮังการีและสหภาพยุโรปคลี่คลายลง เนื่องจากนายออร์บานมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอย่างมากกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และคอยขัดขวางการช่วยเหลือยูเครนหรือการคว่ำบาตรรัสเซียของ EU มาตลอด

“ยูเครนต้องการเงินกู้นี้อย่างมาก และนี่ยังเป็นสัญญาณว่ารัสเซียไม่สามารถเอาชนะความอดทนของยูเครนได้” คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวก่อนการประชุมคณะทูตจะเริ่มขึ้น

ด้านนายทาราส คาชกา รองนายกรัฐมนตรียูเครน ระบุว่าเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปนี้เป็น “เรื่องความเป็นความตาย” สำหรับยูเครนโดยเงินจำนวน 2 ใน 3 จะถูกนำไปใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ในขณะที่ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นความช่วยเหลือทางการเงินในด้านอื่น ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

23 เม.ย. 2569 01:30 น.

ทรัมป์อ้าง อิหร่านระงับประหารหญิง 8 คน หลังเขาร้องขอ

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า อิหร่านยอมระงับการประหารชีวิตผู้หญิง 8 คนแล้ว หลังจากเขาร้องขอเมื่อวานนี้ ในขณะที่อิหร่านระบุว่า พวกเขาไม่ได้มีแผนจะประหารชีวิตผู้หญิงรายใด

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า อิหร่านตกลงที่จะระงับการประหารชีวิตผู้หญิง 8 คนแล้ว หลังจากเขายื่นคำขอโดยตรงถึงผู้นำอิหร่าน แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้กำลังจะถูกประหารชีวิตก็ตาม

“ข่าวดีมาก! ผมเพิ่งได้รับแจ้งว่าผู้หญิงที่ร่วมประท้วงทั้ง 8 คนซึ่งกำลังจะถูกประหารชีวิตในคืนนี้ที่อิหร่านจะไม่ถูกสังหารแล้ว โดย 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวทันที และอีก 4 คนจะถูกตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน ผมซาบซึ้งใจมากที่อิหร่านและผู้นำของเขาให้เกียรติคำร้องขอของผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และยุติแผนการประหารชีวิตดังกล่าว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาโพสต์ข้อความเรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านปล่อยตัวผู้หญิง 8 คน พร้อมแนบภาพถ่ายหน้าจอซึ่งแสดงให้เห็นโพสต์บน X ของผู้ใช้งานคนหนึ่งที่อ้างว่า หญิง 8 คนกำลังจะถูกอิหร่านประหาร โดยที่ประชาคมนานาชาติกับองค์กรสิทธิมนุษยชนไม่สนใจเลย

แต่เจ้าหน้าที่ของอิหร่านออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า พวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะประหารชีวิตผู้หญิงกลุ่มใดทั้งสิ้น

ข้อมูลที่ขัดแย้งดังกล่าวยิ่งเพิ่มความคลางแคลงใจเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลคดีต่าง ๆ ภายใต้ระบบยุติธรรมของอิหร่าน โดยก่อนหน้านี้นายทรัมป์ก็เคยกล่าวอ้างผิดๆ เกี่ยวกับคำตัดสินประหารชีวิตในอิหร่านมาแล้ว ซึ่งภายหลังถูกโต้แย้งหรือไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

22 เม.ย. 2569 23:44 น.

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับศพที่ 2 หลังถูกฮิซบอลเลาะห์โจมตี

เอ็มมานูเอล มาครง เผยว่า ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ศพ หลังถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีในภาคใต้ของเลบานอนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้มีทหารฝรั่งเศสเสียชีวิตไปแล้ว 1 นาย

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส แถลงว่า ทหารฝรั่งเศสซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) เสียชีวิตเป็นศพที่ 2 แล้ว จากบาดแผลที่เขาได้รับหลังถูกนักรบของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อสัปดาห์ก่อน

นักรบติดอาวุธโจมตีหน่วยลาดตระเวนซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ระเบิดบริเวณถนนในหมู่บ้านกานดูริยาห์ (Ghanduriyah) ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อ 18 เม.ย. ทำให้ทหารฝรั่งเศสเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 นาย โดย 2 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส

มาครงกล่าวในวันพุธว่า สิบตรี อานิเซต์ ฌิราร์แด็ง หนึ่งในทหารที่ได้รับบาดเจ็บถูกส่งตัวกลับมารักษาที่ฝรั่งเศสเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ก่อนจะเสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวในวันพุธ

“เขาเสียชีวิตเพื่อฝรั่งเศส” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าประเทศชาติขอ “ยกย่องความมุ่งมั่นที่เป็นแบบอย่างของกองทัพของเราภายใน UNIFIL ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเพื่อรับใช้ฝรั่งเศสและสันติภาพในเลบานอน”

ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุในแถลงการณ์ว่า ขอให้ “ระมัดระวังในการด่วนสรุปความผิดและความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ จนกว่าการสอบสวนของกองทัพเลบานอนจะเสร็จสิ้น เพื่อหาสาเหตุและพฤติการณ์ที่แท้จริงทั้งหมด”

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (16 เม.ย.) หลังจากที่อิสราเอลและเลบานอนเปิดการเจรจาโดยตรงครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

22 เม.ย. 2569 22:38 น.

ผลสืบสวนชี้ F-15K เกาหลีใต้บินชนกัน เหตุนักบินถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผลการสืบสวนชี้ว่า เหตุเครื่องบิน F-15K ชนกันกลางอากาศเมื่อ 5 ปีก่อน มีสาเหตุจากนักบินพยายามถ่ายรูปและวิดีโอระหว่างบินเป็นที่ระลึกการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วย ซึ่งนิยมทำกันในตอนนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 เม.ย. 2569 ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินของเกาหลีใต้ (Board of Audit and Inspection) เปิดเผยว่า อุบัติเหตุเครื่องบินขับ F-15K ชนกันกลางอากาศที่เมืองแทกู เมื่อปี 2564 มีสาเหตุมาจากการที่นักบินพยายามถ่ายภาพและวิดีโอระหว่างปฏิบัติภารกิจ

แม้ว่าในเหตุการณ์นี้นักบินจะรอดชีวิตโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่การพุ่งชนครั้งนั้นส่งผลให้เครื่องบินได้รับความเสียหาย และกองทัพต้องเสียค่าซ่อมบำรุงสูงถึง 880 ล้านวอน (ราว 19.2 ล้านบาท) โดยนักบินคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันออกจากกองทัพไปแล้ว ถูกสั่งปรับเป็นเงิน 88 ล้านวอน (ราว 1.9 ล้านบาท)

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากนักบินคนนี้ต้องการถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกในการบินครั้งสุดท้ายกับหน่วยของเขา ซึ่งรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบระบุว่า การถ่ายรูปในเที่ยวบินสำคัญเป็น “แนวปฏิบัติที่ทำกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักบินในขณะนั้น” และนักบินคนดังกล่าวได้แจ้งความประสงค์ที่จะถ่ายรูปไว้ตั้งแต่ช่วงการรายงานก่อนบินแล้ว

ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เขารับหน้าที่เป็นนักบินเครื่องลูกฝูง หรือ วิงแมน (Wingman) บินตามเครื่องบินหลัก และในขณะที่กำลังบินกลับฐาน เขาได้เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือส่วนตัวถ่ายภาพ เมื่อนักบินเครื่องหลักเห็นเช่นนั้น จึงสั่งให้นักบินอีกคนบนเครื่องของตนถ่ายวิดีโอเครื่องลูกฝูงลำนี้ไว้ด้วย

จากนั้น นักบินเครื่องลูกฝูงได้เร่งเครื่องเชิดหัวขึ้นและพลิกเครื่องเพื่อให้กล้องจับภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น แต่การกระทำกะทันหันนี้ทำให้เครื่องบินทั้งสองลำเข้าใกล้กันมากเกินไป แม้นักบินเครื่องหลักจะพยายามลดระดับเพดานบินลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่เครื่องบิน F-15K ทั้งสองลำก็ชนกันในที่สุด ส่งผลให้ปีกซ้ายของเครื่องหลักและหางเสือของเครื่องลูกฝูงได้รับความเสียหาย

กองทัพอากาศเกาหลีใต้ได้สั่งพักงานวิงแมนคนดังกล่าว ซึ่งต่อมาเขาได้ลาออกจากกองทัพไปทำงานกับสายการบินพาณิชย์ ทางกองทัพพยายามเรียกค่าเสียหายจากเขาเป็นเงิน 880 ล้านวอนเพื่อครอบคลุมค่าซ่อมแซมทั้งหมด แต่นักบินได้ยื่นอุทธรณ์ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้

วิงแมนยอมรับว่าการเคลื่อนที่ที่กะทันหันของเขาเป็นเหตุให้เกิดการชนจริง แต่โต้แย้งว่านักบินเครื่องหลักเองก็ “ให้ความยินยอมโดยนัย” เนื่องจากทราบดีว่ามีการถ่ายทำกันอยู่

สุดท้าย คณะกรรมการตรวจสอบมีคำตัดสินให้นักบินจ่ายค่าปรับเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนที่กองทัพเรียกร้อง โดยให้เหตุผลว่ากองทัพอากาศควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย เนื่องจากขาดกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้กล้องส่วนตัวของนักบิน

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังคำนึงถึงประวัติการทำงานที่ดีของนักบิน และความสามารถในการประคองเครื่องกลับสู่ฐานได้อย่างปลอดภัยหลังเกิดเหตุ ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจบานปลายไปมากกว่านี้

อนึ่ง ในรายงานไม่ได้ระบุว่ามีการดำเนินการทางวินัยใด ๆ ต่อตัวนักบินคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

22 เม.ย. 2569 21:55 น.

ลุฟท์ฮันซาประกาศ ยกเลิก 20,000 เที่ยวบินจนถึง ต.ค. เหตุราคาเชื้อเพลิงพุ่ง

ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ประกาศยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินในเครือรวมกว่า 20,000 เที่ยวบินไปจนถึงเดือนตุลาคม เพื่อรับมือกับปัญหาราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงเพราะสงครามในตะวันออกกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ของเยอรมนี ประกาศยกเลิกเที่ยวบินระยะสั้นของสายการบินในเครือจำนวนรวมกว่า 20,000 เที่ยวบินยาวไปจนถึงเดือนตุลาคม เพื่อรับมือกับราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในยุโรป อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน

ลุฟท์ฮันซาแถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (21 เม.ย. 2569) ว่า ได้เริ่มยกเลิกเที่ยวบินรายวัน 120 เที่ยวแรกตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยจะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ทั้งนี้ ลุฟท์ฮันซา กรุ๊ป ซึ่งประกอบด้วยสายการบินมากมายทั้ง ลุฟท์ฮันซา, สวิส อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์, ออสเตรียน แอร์ไลน์ และสายการบินอื่น ๆ ระบุว่า การยกเลิกเที่ยวบินเหล่านี้จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 40,000 เมตริกตัน

ความเคลื่อนไหวของลุฟท์ฮันซาเกิดขึ้นในขณะที่ สายการบินทั่วโลกต่างกำลังปรับลดตารางบินในเส้นทางที่เคยทำกำไรได้ในช่วงที่ราคาเชื้อเพลิงต่ำ แต่กลับขาดทุนในปัจจุบัน เนื่องจากราคาเฉลี่ยของน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

นอกจากนั้น ยุโรปซึ่งต้องนำเข้าน้ำมันอากาศยานประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด อาจต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและอาจถึงขั้นต้องมีการจัดสรรปันส่วนน้ำมันในสัปดาห์หน้า เนื่องจากก่อนเกิดสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยุโรปนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

22 เม.ย. 2569 21:24 น.

อิหร่านอ้าง ยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีเรืออีกลำจนใช้การไม่ได้

กองทัพอิหร่านระบุว่า พวกเขายึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สื่อท้องถิ่นอ้างว่า IRGC โจมตีเรืออีกลำนอกชายฝั่งอิหร่านจนอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้

เมื่อ 22 เม.ย. 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า กองทัพของพวกเขาได้เข้ายึดเรือ 2 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และได้ควบคุมตัวเรือดังกล่าวไปยังน่านน้ำของอิหร่านเรียบร้อยแล้ว ไม่ถึง 1 วันหลังจากสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานคำแถลงของ IRGC ว่า “เรือทั้ง 2 ลำปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีการละเมิดกฎระเบียบซ้ำซาก และบิดเบือนระบบนำทาง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยทางทะเลในระหว่างที่พยายามลักลอบออกจากช่องแคบฮอร์มุซ”

แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การเข้าสกัดและหยุดยั้งเรือดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ปกป้องสิทธิของประเทศอิหร่าน”

ขณะที่สื่อของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า มีเรือลำที่ 3 ซึ่งเป็นเรือของบริษัทกรีซ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC ด้วยเช่นกัน และในขณะนี้เรือดังกล่าว “อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้การได้” บริเวณนอกชายฝั่งของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันเหตุการณ์การยึดเรือจากหน่วยงานอิสระอื่นๆ แต่ก่อนหน้านี้ สำนักงานปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่ามีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 2 ลำถูกกราดยิงในพื้นที่ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ "แนนซี เกรซ โรมัน" สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

22 เม.ย. 2569 16:09 น.

นาซาเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” สร้างแผนที่จักรวาล ไขปริศนาสสารมืด

องค์การนาซาเผยโฉมกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ที่ทรงพลังกว่ากล้องฮับเบิล 100 เท่า เตรียมส่งขึ้นสู่อวกาศเพื่อค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง พร้อมสำรวจความลึกลับของสสารมืดที่ครองพื้นที่ 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ได้เปิดตัวกล้องโทรทรรศน์อวกาศ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman) ณ ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด รัฐแมริแลนด์ โดยกล้องรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสแกนท้องฟ้าในมุมกว้างและลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมุดแผนที่ของจักรวาล”

นายจาเร็ด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซาระบุว่า กล้องลำนี้จะช่วยตอบคำถามพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในทางดาราศาสตร์ เช่น จักรวาลมีวิวัฒนาการอย่างไร จุดจบของจักรวาลจะเป็นแบบไหน และมนุษย์เราอยู่ลำพังในจักรวาลหรือไม่

กล้องโทรทรรศน์โรมันตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงเจ้าของฉายา “มารดาแห่งกล้องฮับเบิล” แม้ว่ากล้องรุ่นใหม่นี้จะมีกระจกหลักขนาด 2.4 เมตร เท่ากับกล้องฮับเบิล แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่ามาก โดยมีขอบเขตการมองเห็น (Field of View) กว้างกว่ากล้องฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า

นอกจากนั้นยังสามารถส่งข้อมูลกลับมายังโลกได้ถึง 11 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งข้อมูลเพียงปีเดียวจะมากกว่าที่กล้องฮับเบิลเคยเก็บมาตลอดทั้งชีวิต 30 กว่าปี รวมถึงสามารถสำรวจท้องฟ้าได้เร็วกว่าฮับเบิลถึง 1,000 เท่า โดยยังคงความละเอียดและไวต่อแสงอินฟราเรดในระดับเดียวกัน

นิกกี้ ฟ็อกซ์ ผู้ช่วยผู้บริหารภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซาเผยว่า “กล้องโรมันจะค้นพบดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะนับหมื่นดวง เผยให้เห็นดาราจักรนับพันล้านแห่ง ดาวระเบิดหรือซูเปอร์โนวานับพัน และดวงดาวอีกนับหมื่นล้านดวง”

เป้าหมายหลักอีกประการของกล้องโรมันคือการศึกษา “สสารมืด” (Dark Matter) และ “พลังงานมืด” (Dark Energy) ซึ่งเชื่อว่าเป็นองค์ประกอบถึง 95% ของจักรวาลที่เรามองไม่เห็น โดยสสารมืดทำหน้าที่เป็นเสมือนกาวที่ยึดโยงดาราจักรไว้ด้วยกัน ส่วนพลังงานมืดเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล กล้องโรมันจะสามารถตรวจจับแสงที่เดินทางมาจากดาราจักรไกลโพ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ทำให้เราสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อศึกษาว่าโครงสร้างของจักรวาลก่อตัวขึ้นได้อย่างไร

ตัวกล้องที่มีความยาว 12 เมตรและแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ จะถูกขนส่งไปยังรัฐฟลอริดาเพื่อเตรียมยิงขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดของสเปซเอ็กซ์ ในเดือนกันยายนปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด โดยจะไปประจำการที่จุด “L2” (Lagrange Point 2) ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตรในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ เพื่อรักษาความเย็นของอุปกรณ์และป้องกันแสงรบกวนจากดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ข้อมูลจากกล้องโรมันจะทำงานร่วมกับกล้องเจมส์ เว็บบ์ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการค้นพบทางดาราศาสตร์ และอาจนำไปสู่การค้นพบที่คู่ควรกับรางวัลโนเบลในอนาคต.

ที่มา NASA / AFP

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ปธน.ไต้หวัน" ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

22 เม.ย. 2569 15:38 น.

ปธน.ไต้หวัน” ยกเลิกเยือนเอสวาตินี หลัง 3 ชาติแอฟริกาปิดน่านฟ้า คาดถูกจีนกดดัน

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกการเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีอย่างกะทันหัน หลังเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ พร้อมใจถอนสิทธิ์การบินผ่านน่านฟ้า ด้านรัฐบาลจีนออกโรงชื่นชมทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวที่ยึดมั่นในหลักการ “จีนเดียว” ขณะที่ไต้หวันประณามเป็นการบีบบังคับที่ไร้เกียรติ

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ต้องยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนราชอาณาจักรเอสวาตินีอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 40 ปีการครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีอึมสวาตีที่ 3 หลังจาก 3 ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ เซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ ประกาศยกเลิกใบอนุญาตการบินผ่านน่านฟ้าในนาทีสุดท้าย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำไต้หวันต้องยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากปัญหาการถูกปฏิเสธการบินผ่านน่านฟ้า โดยทางการไต้หวันระบุว่านี่คือผลลัพธ์จากการ “กดดันอย่างหนัก” และการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจบีบบังคับจากรัฐบาลจีน

ด้านสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนออกมาแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของทั้ง 3 ประเทศที่ยึดถือหลักการจีนเดียว โดยระบุว่า “ความยุติธรรมย่อมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์รุนแรงขึ้นโดยระบุว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีน’ อีกต่อไป ใครก็ตามที่แอบอ้างตำแหน่งจอมปลอมนี้กำลังทำตัวฝืนกระแสประวัติศาสตร์และจะนำความอัปยศมาสู่ตนเอง”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาดากัสการ์และเซเชลส์ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะประเทศของตนไม่ได้ให้การรับรองสถานะของไต้หวัน

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ประณามการกระทำของจีนว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ระบอบเผด็จการมีต่อระเบียบโลก พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการข่มขู่หรือการบีบบังคับใดๆ จะมาสั่นคลอนความมุ่งมั่นของไต้หวันในการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกได้”

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันวิจารณ์คำแถลงของประเทศที่ปิดน่านฟ้าว่าเป็นการ “ยอมตนเป็นข้ารับใช้ของจีน” ส่วนสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลายรายได้ออกมาแสดงความกังวล โดยชี้ว่านี่ไม่ใช่การทูต แต่เป็นการบีบบังคับทางเศรษฐกิจเพื่อโดดเดี่ยวพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเอสวาตินี ระบุว่ารู้สึกเสียใจที่การเยือนครั้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเอสวาตินีในฐานะรัฐอธิปไตยจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

ปัจจุบัน เอสวาตินีถือเป็นประเทศเดียวในแอฟริกา และเป็น 1 ใน 12 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ท่ามกลางความพยายามอย่างหนักของจีนในการโดดเดี่ยวไต้หวันบนเวทีโลก

ที่มา BBC / Reuters