เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

2 ก.พ. 2569 03:07 น.

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดังแล้ว ท่ามกลางแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ หลังบุกจับอดีตประธานาธิบดีมาดูโรเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2569 ว่า นายฆาเบียร์ ตาราโซนา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดังชาวเวเนซุเอลาได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว นับเป็นนักโทษการเมืองรายล่าสุดที่รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัว ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ

นายตาราโซนา เป็นผู้อำนวยการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน Fundaredes ถูกจับกุมในปี 2564 และถูกคุมขังในเรือนจำ El Helicoide อันอื้อฉาวในกรุงการากัส โดยทางกลุ่ม Fundaredes ได้ประกาศเรื่องการปล่อยตัวเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ขณะที่ Foro Penal อีกหนึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนในเวเนซุเอลา ระบุว่าทางกลุ่มได้ตรวจสอบและยืนยันการปล่อยตัวนักโทษการเมืองไปแล้วมากกว่า 300 ราย นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า รัฐบาลจะเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งคาดว่าจะเกิดประโยชน์ต่อนักโทษการเมืองหลายร้อยคน และภายใต้ร่างกฎหมายนี้ เรือนจำ El Helicoide มีกำหนดที่จะถูกสั่งปิดตัวลงด้วยเช่นกัน

ประกาศดังกล่าวมีขึ้น 4 สัปดาห์หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร และเรียกร้องให้รัฐบาลเวเนซุเอลาดำเนินการปฏิรูปทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นายตาราโซนาเคยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐว่า มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกองโจรในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีพรมแดนติดกับเวเนซุเอลาเป็นระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ทำให้เขาถูกรัฐบาลเวเนซุเอลาตั้งข้อหากบฏ ก่อการร้าย และยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง

เหตุการณ์ที่หน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ บุกเข้าจับกุมตัวมาดูโรอย่างไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 3 มกราคม ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ครอบครัวของกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้านและเหล่านักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมในยุคของมาดูโรและอดีตประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ ต่างพากันยกระดับการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษคนอื่นๆ ต่อไป

เวเนซุเอลาปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีการคุมขังนักโทษการเมือง แต่บรรดาครอบครัวและนักสิทธิมนุษยชนต่างเรียกร้องให้มีการยกฟ้องผู้ที่ถูกกักตัวทั้งหมด ซึ่งเหล่านักการเมืองฝ่ายค้าน ผู้สื่อข่าว และนักเคลื่อนไหว ต่างต้องเผชิญกับข้อหาหนัก เช่น การก่อการร้ายและการกบฏ ซึ่งครอบครัวของพวกเขามองว่าเป็นการยัดข้อหาโดยอำเภอใจ

ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ประกาศโดยโรดริเกซ คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยรักษาการประธานาธิบดีระบุว่า เป้าหมายของกฎหมายนี้คือเพื่อ “เยียวยาบาดแผลจากการเผชิญหน้าทางการเมือง ความรุนแรง และแนวคิดสุดโต่ง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Foro Penal ระบุว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวหลายรายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่ได้รับการยกฟ้องตามข้อกล่าวหาเดิม ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย และทางกลุ่มกล่าวเสริมว่า พวกเขายังถูกสั่งห้ามไม่ให้พูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

2 ก.พ. 2569 01:54 น.

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็กชายวัย 5 ขวบกับพ่อของเขา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ควบคุมตัวเมื่อหลายวันก่อน ได้รับอิสรภาพและเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวทั้งคู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กชายวัย 5 ขวบกับพ่อของเขา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวนานหลายวัน ได้รับอิสรภาพและเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว หลังจากศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวทั้งคู่

วาคีน คาสโตร สมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐเท็กซัส สังกัดพรรคเดโมแครต ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ. 2569) ว่า เลียม โคเนโฮ รามอส และพ่อของเขา เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส ได้รับการปล่อยตัวจากศูนย์กักกัน “ดิลลีย์” ในรัฐเท็กซัส และเดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตาแล้ว

การควบคุมตัวทั้งคู่ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงบริเวณด้านหน้าสถานกักกัน และนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปทั่วประเทศ ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุในแถลงการณ์ว่า “ICE ไม่ได้มีเป้าหมายหรือทำการจับกุมเด็ก”

“อาชญากรต่างด้าวผิดกฎหมายได้ทอดทิ้งลูกของตนเองขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่ ICE และเจ้าหน้าที่ของเราก็ได้ช่วยให้แน่ใจว่าเด็กคนนี้จะปลอดภัยท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ” ICE ระบุผ่าน X

อย่างไรก็ตาม นายมาร์ค โปรโกช ทนายความของครอบครัว ยืนยันว่าพ่อลูกคู่นี้ “ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว” นับตั้งแต่เดินทางจากเอกวาดอร์เข้าสู่สหรัฐฯ ในปี 2567 พวกเขาผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอสิทธิ์ลี้ภัย มีการใช้แอปพลิเคชัน CBP One นัดหมายล่วงหน้า แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันพรมแดน และได้แจ้งข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาลทราบอย่างครบถ้วน

“ครอบครัวนี้ไม่ได้หลบหนี ICE แต่อย่างใด พวกเขาปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ทุกประการในการยื่นคำร้องขอสิทธิ์ลี้ภัย เดินทางไปปรากฏตัวที่ศาลตามนัด ไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่มีความเสี่ยงที่จะหลบหนี และไม่ควรถูกควบคุมตัวตั้งแต่แรก” โปรโกชกล่าวเสริม

ทั้งนี้ การได้กลับบ้านของพ่อลูกโคเนโฮเกิดขึ้นหลังจาก เฟรด บีรี ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้อนุมัติคำร้องฉุกเฉินจากทนายความของครอบครัว และมีคำสั่งให้ปล่อยตัวพวกเขาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาประณามการควบคุมตัวครั้งนี้ว่าเป็นผลพวงมาจาก “ความกระหายในอำนาจที่ปราศจากการควบคุมอย่างน่าอดสู”

“คดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่รัฐบาลพยายามทำยอดโควตาการเนรเทศรายวันอย่างขาดการยั้งคิดและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งดูเหมือนจะยอมทำแม้กระทั่งการสร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็ก” บีรี ระบุในคำวินิจฉัย และเสริมว่า การเนรเทศผ่านระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ควรดำเนินการภายใต้นโยบายที่เป็นระเบียบและมีมนุษยธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ระบุว่า พ่อลูกคู่นี้เดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่ทนายความของครอบครัวยืนยันว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องในการขอสิทธิ์ลี้ภัย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึง CBS News ว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์มุ่งมั่นที่จะกอบกู้หลักนิติธรรมและสามัญสำนึกให้กลับคืนสู่ระบบการตรวจคนเข้าเมืองของเรา และจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อจับกุม กักตัว และเนรเทศชาวต่างชาติที่ไม่มีสิทธิ์พำนักอยู่ในประเทศนี้ต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนรัสเซีย โจมตีรถบัสพนักงาน บ.ยูเครน ดับ 12 ศพเจ็บอีกหลายราย

โดรนรัสเซีย โจมตีรถบัสพนักงาน บ.ยูเครน ดับ 12 ศพเจ็บอีกหลายราย

2 ก.พ. 2569 00:32 น.

โดรนรัสเซีย โจมตีรถบัสพนักงาน บ.ยูเครน ดับ 12 ศพเจ็บอีกหลายราย

รัสเซียโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยโดรนลำหนึ่งตกใกล้รถบัสพนักงานบริษัทเอกชนของยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ ขณะที่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ก็ถูกโจมตีจนมีผู้บาดเจ็บหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของยูเครนว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตีบริเวณใกล้กับรถบัสรับส่งพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ในแคว้นดนีโปรเปตรอฟสค์ตะวันออกของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ศพ บาดเจ็บอีก 7 ราย

ทางด้าน DTEK บริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดของยูเครนระบุว่า รถคันดังกล่าวเพิ่งเดินทางออกมาจากเหมืองในพื้นที่เพื่อส่งพนักงานของพวกเขา และประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการจงใจโจมตีเป้าหมายอย่างชัดเจน และระบุจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ที่ 15 ศพ

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีก 9 ราย จากการโจมตีของรัสเซียในจุดอื่นๆ ของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนจนถึงเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 2 รายที่ได้รับบาดเจ็บขณะกำลังคลอดบุตร หลังโดรนของรัสเซียโจมตีโดนโรงพยาบาลผดุงครรภ์แห่งหนึ่ง

นายอิวาน เฟโดรอฟ หัวหน้าเขตปกครองแคว้นซาปอริชเชีย รายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 รายจากการโจมตีโรงพยาบาลผดุงครรภ์ดังกล่าว โดยเขาโพสต์ข้อความผ่าน Telegram ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “หลักฐานเพิ่มเติมของสงครามที่มุ่งทำลายชีวิต”

ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครนอย่างต่อเนื่องหลายระลอกในเดือนมกราคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทำความร้อนและไฟฟ้าในช่วงฤดูหนาวที่หนาวจัดผิดปกติ โดยมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่อาจดิ่งต่ำลงกว่า -20 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์นี้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียได้ตกลงที่จะระงับการโจมตีเมืองใหญ่ต่างๆ ของยูเครนในช่วงที่มีอากาศหนาวจัด โดยเบื้องต้นกำหนดไว้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งในเวลาต่อมาทำเนียบเครมลินระบุว่าการระงับโจมตีนี้จะมีผลไปจนถึงวันอาทิตย์

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า การเจรจาสามฝ่ายรอบที่สองเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 4 ปี จะเริ่มขึ้นในวันพุธที่จะถึงนี้ แทนที่จะเป็นวันอาทิตย์ตามที่กำหนดไว้ตอนแรก โดยไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้กำหนดการถูกเลื่อนออกไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือน อาจเกิดสงครามในภูมิภาค หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือน อาจเกิดสงครามในภูมิภาค หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

1 ก.พ. 2569 22:52 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือน อาจเกิดสงครามในภูมิภาค หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกโรงเตือนสหรัฐฯ ว่า หากอเมริกาเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดสงครามในภูมิภาค ท่ามกลางรายงานว่า สหรัฐฯ ส่งเรือรบประจำการในทะเลอาหรับแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2569 ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกโรงเตือนว่าการโจมตีใดๆ ของสหรัฐฯ จะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งทั่วทั้งภูมิภาค ในขณะที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงเดินหน้าเสริมกำลังทหารในพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวทัสนีม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานอ้างคำพูดของคาเมเนอีว่า “ชาวอเมริกันควรตระหนักไว้ว่า หากพวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม ในครั้งนี้มันจะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค”

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิหร่านกำลังอยู่ในช่วง “การหารืออย่างจริงจัง” และเขาหวังว่าการหารือจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ “ยอมรับได้” ขณะที่ อาลี ลาริจานี เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่าน ก็กล่าวเช่นกันว่ากรอบการเจรจากำลังมีความคืบหน้า

ทรัมป์ขู่จะเข้าแทรกแซงอิหร่านจากประเด็นความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของประชาชนหลายพันคนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ม.ค.) ว่า เขาได้แจ้งต่ออิหร่านว่ามี 2 สิ่งที่ต้องทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ คือ “ข้อแรก ต้องไม่มีนิวเคลียร์ และข้อสอง เลิกเข่นฆ่าผู้ประท้วง”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเสริมกำลังในพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่าน โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เข้าสู่ภูมิภาค และเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าเรือลำดังกล่าวได้เข้าปฏิบัติการในทะเลอาหรับแล้ว

“ทรัมป์มักจะพูดอยู่เสมอว่าเขาได้ส่งกองเรือมา… ประชาชนชาวอิหร่านจะไม่มีวันหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้” คาเมเนอี กล่าวเสริม

คาดกันว่าอิหร่านจะเริ่มต้นการซ้อมรบทางเรือด้วยกระสุนจริงเป็นเวลา 2 วัน เริ่มวันอาทิตย์นี้ ที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกและเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพลังงาน

อนึ่ง ราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันที่มีการซื้อขายทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งมีจุดที่แคบที่สุดกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ระหว่างพรมแดนอิหร่านและโอมาน โดยในอดีตอิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้หากถูกโจมตี

ด้านสหรัฐฯ ออกมาเตือนอิหร่านให้ระวัง “พฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นมืออาชีพ” ต่อกองกำลังของสหรัฐฯ ในพื้นที่ดังกล่าว

ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ตอบโต้ว่า “กองทัพสหรัฐฯ กำลังพยายามเข้ามาบงการว่า กองทัพอันเกรียงไกรของเราควรจะฝึกซ้อมรบในพื้นที่ของตนเองอย่างไร”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียปลดแบน Grok แล้ว แต่มีเงื่อนไข-คุมเข้มงวด

อินโดนีเซียปลดแบน Grok แล้ว แต่มีเงื่อนไข-คุมเข้มงวด

1 ก.พ. 2569 21:42 น.

อินโดนีเซียปลดแบน Grok แล้ว แต่มีเงื่อนไข-คุมเข้มงวด

ทางการอินโดนีเซียตัดสินใจยกเลิกคำสั่งแบนแชทบอท Grok แล้ว หลัง X สัญญาจะปรับปรุงการดำเนินงาน ไม่ให้ Grok ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หลังเกิดกรณีการตัดต่อภาพลามกอนาจาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 1 ก.พ. 2569 ว่า อินโดนีเซียอนุญาตให้แชทบอท Grok ของ อีลอน มัสก์ กลับมาให้บริการได้อีกครั้งแล้ว หลังผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ X ให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศ

Grok ถูกอินโดนีเซียแบนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เนื่องจากแชทบอท AI ตัวนี้ถูกนำไปใช้ตัดต่อภาพผู้ใช้งาน X ให้กลายเป็นภาพลามกอนาจาร รวมถึงภาพลามกอนาจารเด็กด้วย จนเรียกเสียงประณามจากรัฐบาลทั่วโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ซึ่งสำนักข่าว รอยเตอร์ส ได้เห็นเมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการคืนสิทธิ์การเข้าถึง “แบบมีเงื่อนไขและภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด” ให้แก่ Grok

“การกลับมาเปิดให้บริการ Grok ตามปกติเป็นไปอย่างมีเงื่อนไข หลังจาก X Corp ได้ยื่นคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งระบุถึงขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมในการปรับปรุงบริการและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด คำมั่นสัญญานี้เป็นเพียงฐานในการประเมิน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการกำกับดูแล” นายอเล็กซานเดอร์ ซาบาร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

นายซาบาร์เสริมด้วยว่า X ได้เริ่มมาตรการป้องกันแบบ “เป็นลำดับชั้น” เพื่อจัดการกับการใช้บริการ Grok ในทางที่ผิดแล้ว และมาตรการเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

1 ก.พ. 2569 12:30 น.

อิสราเอลถล่มกาซาระลอกใหญ่ ดับแล้ว 32 ศพ อ้างตอบโต้ฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทางการท้องถิ่นในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลหลายระลอกทั่วพื้นที่กาซาเมื่อวันเสาร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 32 ศพ โดยหน่วยป้องกันภัยพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส ระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเด็กและสตรีรวมอยู่ด้วย และหนึ่งในการโจมตี เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธได้ยิงใส่เต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของกาซา

หน่วยป้องกันพลเรือนที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสระบุว่า จุดที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งคือเมืองข่านยูนิสทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ซึ่งเฮลิคอปเตอร์โจมตีของอิสราเอลได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่น ส่งผลให้สมาชิกครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตยกรวม 7 ราย ขณะที่ในเมืองกาซาซิตี โรงพยาบาลอัล-ชิฟายืนยันการเสียชีวิตของเด็ก 3 รายและผู้หญิง 2 รายจากเหตุถล่มอาพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัย

ภาพวิดีโอจากหลายพื้นที่ในกาซาแสดงให้เห็นศพผู้เสียชีวิตถูกนำออกจากซากปรักหักพัง และอาคารจำนวนมากถูกทำลาย ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ด้วยความโศกเศร้าว่า “เราพบหลานสาวตัวน้อย 3 คนนอนเสียชีวิตอยู่กลางถนน พวกเขาพูดกันเรื่องหยุดยิง แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ เด็กพวกนี้ทำผิดอะไร?”

กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าได้ปฏิบัติการโจมตีจริง เพื่อตอบโต้กรณีที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าสามารถระบุตัว “ผู้ก่อการร้าย 8 ราย” ขณะกำลังออกจากอุโมงค์ในพื้นที่ราฟาห์ตะวันออก นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักงานความมั่นคงอิสราเอล (ISA) โจมตีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ผู้บัญชาการระดับสูงของฮามาส 4 ราย คลังเก็บอาวุธและโรงงานผลิตอาวุธ และฐานยิงขีปนาวุธ 2 แห่งในตอนกลางของฉนวนกาซา

กระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุด เช่นเดียวกับกาตาร์ที่ประณามการละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอล

ขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เร่งดำเนินการทันทีเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 ปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตสะสมในกาซากว่า 71,660 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่กองทัพอิสราเอลยอมรับว่ามีความเป็นไปได้จริง และสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีความน่าเชื่อถือ แม้อิสราเอลจะไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่อย่างอิสระก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 509 ราย และทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนกำหนดการเปิดด่านราฟาห์อีกครั้งในวันนี้ (1 ก.พ.) และอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “ข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สอง” ที่นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ เพิ่งประกาศเริ่มดำเนินการ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตในกาซา และปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูเมืองอย่างเต็มตัว.

ที่มา BBC

นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

นายกฯ อังกฤษชี้ "อดีตเจ้าชายแอนดรูว์" ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

1 ก.พ. 2569 11:08 น.

นายกฯ อังกฤษชี้ “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ หลังภาพใหม่คดีเอปสตีนถูกเผย

นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า “อดีตเจ้าชายแอนดรูว์” ควรไปให้การต่อคณะกรรมการรัฐสภาสหรัฐฯ หลังจากมีข้อมูลใหม่เปิดเผยถึงความเชื่อมโยงของ “แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์” กับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินและผู้กระทำความผิดทางเพศผู้ล่วงลับ หลังเอกสารลับกว่า 3 ล้านหน้าถูกเปิดเผย พบภาพ “แอนดรูว์” ในคฤหาสน์ฉาว

เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ควรพิจารณาให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เกี่ยวกับความเกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิด หลังสหรัฐฯ เผยเอกสารคดีชุดใหม่ที่มีภาพถ่ายซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเขา

สตาร์เมอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ใครก็ตามที่มีข้อมูล ควรพร้อมแบ่งปันข้อมูลนั้น” และย้ำว่าไม่อาจอ้างการยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง หากไม่พร้อมให้ความร่วมมือ พร้อมระบุว่า ผู้เสียหายของเอปสตีนต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังการเผยแพร่เอกสารคดีเอปสตีนรอบล่าสุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งรวมภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ คุกเข่าเหนือหญิงคนหนึ่งที่นอนอยู่กับพื้น โดยไม่มีคำอธิบายบริบท ภาพบางส่วนแสดงการสัมผัสบริเวณท้องของหญิงซึ่งสวมเสื้อผ้าครบถ้วน และอีกภาพหนึ่งเขามองตรงเข้ากล้อง ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวมีลักษณะตรงกับการตกแต่งภายในคฤหาสน์ของเอปสตีนในนครนิวยอร์ก 

เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ซึ่งเดิมรู้จักในนามเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก ปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสเคยเชิญเขาให้ตอบคำถามในเดือนพฤศจิกายน โดยสตาร์เมอร์ในขณะนั้นระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นการส่วนตัว

เอกสารชุดล่าสุดยังรวมอีเมลเมื่อปี 2010 ที่เอปสตีนเชิญเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พบหญิงวัย 26 ปี โดยการแลกเปลี่ยนอีเมลเกิดขึ้นสองปีหลังเอปสตีนรับสารภาพคดีชักชวนผู้เยาว์ ซึ่งต่อมาถูกจำคุก 18 เดือนก่อนพ้นโทษคุมประพฤติ ทั้งนี้ อีเมลไม่ชี้ถึงการกระทำผิด และเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ยืนยันว่าไม่เคยเห็นหรือสงสัยพฤติกรรมที่นำไปสู่การจับกุมและลงโทษของเอปสตีน

นอกจากนี้ เอกสารยังบ่งชี้ว่าเอปสตีนอาจให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตภรรยาของเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ เป็นเวลาหลายปี รวมถึงอีเมลปี 2009 ที่มีการขอเงินช่วยค่าเช่า และการหารือแนวคิดธุรกิจ 

สตาร์เมอร์ยังถูกถามถึงกรณีเงิน 10,000 ปอนด์ ที่เอปสตีนโอนให้คู่ชีวิตของลอร์ดปีเตอร์ แมนเดลสัน ในปี 2009 ตามเอกสารที่เผยแพร่ โดยแมนเดลสันซึ่งเคยเป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ถูกปลดออกหลังพบว่าเคยส่งข้อความสนับสนุนเอปสตีนหลังถูกตัดสินคดี แมนเดลสันระบุว่าได้ชี้แจงความสัมพันธ์กับเอปสตีนต่อสาธารณะแล้ว และไม่มีอะไรเพิ่มเติม

การเผยแพร่เอกสารรอบล่าสุดครอบคลุมวิดีโอกว่า 2,000 รายการ และภาพกว่า 180,000 ภาพ โดยหลายส่วนมีการปิดทับข้อมูล สมาชิกเดโมแครตในคณะกรรมาธิการตุลาการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมจัดให้เข้าดูเอกสารฉบับเต็มโดยเร่งด่วน โดยย้ำว่าการถูกกล่าวถึงหรือปรากฏภาพในเอกสาร ไม่ได้หมายความว่ามีความผิด และบุคคลจำนวนมากที่ถูกพาดพิงได้ปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด.

ที่มา BBC

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

1 ก.พ. 2569 10:34 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งปล่อยตัวเด็ก 5 ขวบ-พ่อ หลังถูกจนท. ICE รวบตัวกลางเมืองมินนิอาโพลิส

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งฉุกเฉินให้ปล่อยตัวเด็กชายวัย 5 ขวบและบิดา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE จับกุมในเมืองมินนิอาโพลิส จากศูนย์กักกันในรัฐเท็กซัส หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั่วประเทศจากการเข้าจับกุมกะทันหัน พร้อมประณามนโยบายการกวาดล้างผู้อพยพที่สร้างความกระทบกระเทือนจิตใจต่อเด็ก

ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งให้ปล่อยตัว “เลียม โคเนโฮ รามอส” เด็กชายวัย 5 ขวบ และบิดาคือ “เอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส” ออกจากศูนย์กักกันผู้อพยพในรัฐเท็กซัส โดยมีกำหนดให้ปล่อยตัวภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้

กรณีของเลียมกลายเป็นไวรัลและสร้างความไม่พอใจไปทั่วประเทศ หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเด็กชายสวมหมวกกระต่ายสีฟ้าและสะพายเป้ลายสไปเดอร์แมน ขณะถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวบริเวณทางเข้าบ้านพักในเมืองมินนิอาโพลิส

ขณะที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่ได้จงใจพุ่งเป้าไปที่เด็ก แต่เป็นการปฏิบัติการต่อบิดาของเขา ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “ต่างด้าวผิดกฎหมาย” และพยายามทอดทิ้งลูกชายเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ทนายความของครอบครัวระบุว่า ทั้งคู่เดินทางมาจากประเทศเอกวาดอร์ในปี 2024 เพื่อลี้ภัยและได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองอย่างถูกต้องมาโดยตลอด

ผู้พิพากษาผู้พิพากษา เฟรด บีรี แห่งศาลเขตสหรัฐฯ ได้ระบุในคำสั่งปล่อยตัวโดยประณามการกักขังครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจาก “ตัณหาอันชั่วร้ายในอำนาจที่ไร้การควบคุม” พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่าคดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากนโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพและการมุ่งเน้นแต่จะทำยอดเนรเทศรายวัน จนยอมแลกกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเด็ก

ผู้พิพากษาบีรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ยังย้ำว่าระบบการเนรเทศควรมีระเบียบและมีความเป็นมนุษย์มากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมระบุว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในกรณีนี้ขาดความเมตตาธรรมขั้นพื้นฐาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับมาตรการควบคุมผู้อพยพของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้ยุทธการ “Operation Metro Surge” ในเมืองมินนิอาโพลิส ซึ่งกำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านอย่างหนักหลังจากมีเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 รายก่อนหน้านี้

แม้ว่าในวันเดียวกัน ศาลรัฐบาลกลางอีกแห่งจะปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลท้องถิ่นที่ขอให้ระงับการส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนับพันนายลงพื้นที่ โดยระบุว่าทางรัฐยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นผิดกฎหมาย แต่กรณีของเด็กชายวัย 5 ขวบรายนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงขอบเขตความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในปัจจุบัน.

ที่มา BBC

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

1 ก.พ. 2569 10:15 น.

มาเลเซียยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ลักลอบถ่ายน้ำมันดิบกว่า 4,000 ล้านบาท

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) บุกจับกุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ขณะลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต หรือประมาณ 4,100 ล้านบาท นอกชายฝั่งรัฐปีนัง พบลูกเรือต่างชาติกว่า 50 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบการลักลอบสำแดงแหล่งที่มาน้ำมัน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมาเลเซีย (MMEA) ประจำรัฐปีนัง ได้เข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ หลังสืบทราบว่ามีการแอบลักลอบถ่ายโอนน้ำมันดิบมูลค่ารวมกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) โดยไม่ได้รับอนุญาต

นาวาเอก มูฮัมหมัด ซูฟี โมฮัมเหม็ด รามลี ผู้อำนวยการหน่วยงานทางทะเลปีนัง เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยเรือตรวจการณ์ได้รับแจ้งเหตุว่าพบเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ จอดทอดสมออยู่ห่างจากทิศตะวันตกของแหลมมูกา ประมาณ 24 ไมล์ทะเล

เมื่อเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบเรือทั้งสองลำจอดเคียงข้างกันในลักษณะพร้อมถ่ายโอนน้ำมัน โดยมีลูกเรือรวมทั้งหมด 53 ราย ประกอบด้วยชาวจีน เมียนมา อิหร่าน ปากีสถาน และอินเดีย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามูลค่าน้ำมันดิบที่ยึดได้สูงกว่า 512 ล้านริงกิต (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) มูลค่าเรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 2 ลำ รวม 718 ล้านริงกิต (ประมาณ 5,750 ล้านบาท) ขณะนี้กัปตันเรือและลูกเรือทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยข้อหาเบื้องต้นประกอบด้วยการทอดสมอโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุด 100,000 ริงกิต การถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุดลำละ 200,000 ริงกิตตามมาตรา 491B(1) ของพระราชบัญญัติการเดินเรือ ปี 1952

น่านน้ำมาเลเซียมักถูกใช้เป็นจุดถ่ายโอนน้ำมันผิดกฎหมาย เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของน้ำมันดิบ ซึ่งทางการมาเลเซียได้ประกาศตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลักลอบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทะเลของประเทศ.

ที่มา The Star

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

1 ก.พ. 2569 06:26 น.

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถานปะทะกับนักรบกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ของจังหวัดบาโลจิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกลุ่มติดอาวุธ ขณะที่มีพลเรือนถูกสังหารด้วย 18 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพปากีสถานเปิดเผยว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตอย่างน้อย 92 ศพ จากการสู้รบกับกองกำลังความมั่นคงในหลายเมืองทั่วจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569

แถลงการณ์ของกองทัพระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 15 นายในระหว่างปฏิบัติการกวาดล้าง ในขณะที่กลุ่มติดอาวุธได้พุ่งเป้าโจมตีพลเรือนในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย ซึ่งรวมถึงสตรีและเด็กด้วย

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกองทัพปากีสถานระบุว่า สังหารกลุ่มติดอาวุธไป 41 ราย ในการบุกจู่โจมแยกกันหลายจุดในบาโลจิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านและอัฟกานิสถาน และเผชิญกับความพยายามแบ่งแยกดินแดนมานานหลายทศวรรษ

ขณะที่กองทัพปลดปล่อยบาโลจิสถาน (BLA) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ถูกทางการสั่งแบน ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายจุดในวันเสาร์ โดยระบุว่าเป็นการลงมือพร้อมกันทั่วทั้งจังหวัด นอกจากนี้ BLA ยังอ้างว่าได้สังหารเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของปากีสถานไป 84 นาย และปฏิบัติการดำเนินต่อเนื่องนานถึง 15 ชั่วโมง

ด้านสำนักงานประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวดำเนินการโดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย และกองกำลังความมั่นคงสามารถขัดขวางความพยายามที่จะเข้ายึดครองเมืองหรือสถานที่ยุทธศาสตร์สำคัญต่าง ๆ ไว้ได้

“รายงานข่าวกรองยืนยันอย่างชัดเจนว่า การโจมตีเหล่านี้ถูกวางแผนและสั่งการโดยหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายที่ปฏิบัติการจากนอกปากีสถาน ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุ” แถลงการณ์ระบุ

รายงานระบุว่ามีการเปิดฉากโจมตีในหลายพื้นที่ ได้แก่ เกตตา, มัสตุง, นอชกี, ดัลบันดิน, คารัน, ปันจ์กูร์, ทุมป์, กวาดาร์ และ ปาสนี

นายโมห์ซิน นากวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน ออกมาประณามการโจมตีและชื่นชมกองกำลังความมั่นคงที่สามารถตอบโต้การโจมตีได้สำเร็จ โดยระบุในแถลงการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ได้สังหารกลุ่มติดอาวุธไปหลายสิบราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna