นับจากปี2475 ไทยใช้ ‘รัฐธรรมนูญ’ มา 20 ฉบับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538346

09 ธ.ค. 2565

นับจากปี2475 ไทยใช้ 'รัฐธรรมนูญ' มา 20 ฉบับ

10 ธันวาคม รำลึกวันพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรก นับจาก’เปลี่ยนแปลงการปกครอง’ 2475 ประเทศไทยใช้รธน. 20 ฉบับแล้ว

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

นี่คืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย การก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นผลงานการออกแบบของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ซึ่งชนะการประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์แห่งนี้ โดยได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึงรัฐธรรมนูญประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า นอกจากการเป็นสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงประชาธิปไตยแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้ ยังเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยอีกด้วย

10 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันรัฐธรรมนูญถือเป็นวันที่ระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ทำให้ต้องยกเลิกพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน

ประเทศไทยได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นการปกครองแบบรัฐสภา เนื่องจาก พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง เป็นผู้ใช้อำนาจทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้บริการราชการแผ่นดินต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ   มิได้ใช้แต่เพียงอำนาจนิติบัญญัติเท่านั้น แต่มีอำนาจที่จะควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารแผ่นดินด้วย

คณะรัฐมนตรีรวมทั้งพระมหากษัตริย์ซึ่งประกอบกันเป็นรัฐบาล ก็มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนได้ หากเห็นว่าได้ดำเนินการไปในทางที่จะเป็นภัยหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์สำคัญของรัฐ ซึ่งมีผลเท่ากับถอดถอนสมาชิกสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาเพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งใหม่  โดยในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นั้น ได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน ผู้ใดจะละเมิดมิได้

นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญใช้ 20 ฉบับประกอบด้วย

1.พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม

3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

4.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 รัฐธรรมนูญตุ่มแดง หรือ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม

5.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492

6.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495

7.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502

8.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

9.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515

10.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

11.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519

12.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520

13.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521

14.ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

15.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534

16.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

17.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

18.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

19.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

20.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด มีการแก้ไขแล้ว1ครั้ง เป็นการแก้ไขที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กำหนดให้มีส.ส.ระบบเขต 400 เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และให้คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยให้รวมผลคะแนนทั้งหมดที่ทุกพรรคได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แล้วนำไปหารด้วย 100 ผลลัพธ์ที่ได้คือ คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน 

ผู้เสียหาย กรณีปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย ร้อง ‘ป.ป.ช.’หยุดปฏิบัติหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538341

09 ธ.ค. 2565

ผู้เสียหาย กรณีปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย ร้อง 'ป.ป.ช.'หยุดปฏิบัติหน้าที่

กรรมการ ป.ปช. 2 ราย ถูกผู้เสียหายคดี ปาล์มน้ำมันที่ประเทศ ‘อินโดนีเซีย’ เรียกร้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กล่าวหา ช่วยคนผิดให้พ้นโทษ

นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เสียหายในคดีปลูกปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียได้ยื่นหนังสือกล่าวหา นางสาวสุภา ปิยะจิตติ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กรรมการ  ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน ว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปกปิดซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ช่วยเหลือพรรคพวก ไม่ให้ได้รับโทษ พร้อมทั้งคัดค้านให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

นิพิฐให้สัมภาษณ์ว่า สืบเนื่องจากที่ได้นำส่งพยานหลักฐานที่สำคัญแห่งคดี  ต่อคณะกรรมการป.ป.ช.หลายครั้งหลายหน แต่มีกรรมการป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนบางคนได้ ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมโดยการ ปกปิดซ่อนเร้นพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีไม่นำมาเข้าสำนวนและไม่นำมาพิจารณา ทั้งนี้โดยมีเจตนาช่วยเหลือพรรคพวก  และกลั่นแกล้งให้ตนได้รับโทษในทางอาญา ในวันนี้จึงนำส่งพยานหลักฐานที่สำคัญอีกครั้งต่อกรรมการป.ป.ช.รายบุคคล

หนังสือร้องเรียนตรวจสอบการทำหน้าที่ป.ป.ช.หนังสือร้องเรียนตรวจสอบการทำหน้าที่ป.ป.ช.

โดยมีพยานหลักฐานที่สำคัญ อาทิเช่น เอกสารทางราชการของประเทศอินโดนีเซีย ที่บังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร และราคาประเมินสวนปาล์มโดยบริษัทประเมินที่จดทะเบียน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างปราศจากข้อสงสัยว่าตนเข้าร่วมลงทุนในโครงการในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดไม่มีความเสียหายใด แต่ความเสียหายเกิดจากการขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด  มีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในการไต่สวน ว่า วิธีการประมูลก่อนขาย ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ว่าบริษัท PT.TAP และบริษัท CIMB (ประเทศไทย) ได้ประเมินราคาทุกโครงการถูกต้องก่อนการขายแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้เพราะ บริษัท PT.TAP และบริษัท CIMB (ประเทศไทย) ไม่ได้เป็นบริษัทประเมินราคาสวนปาล์มและไม่ได้จดทะเบียนบริษัทประเมินสวนปาล์มที่อยู่ในรายการ (list) ของ KJPP (Kantor Jasa Penilai Publik) ซึ่งถูกกำกับโดยธนาคารชาติอินโดนีเซียโดยกระทรวงการคลังอินโดนีเซียและไม่ได้จดทะเบียนอยู่ภายใต้ OJK และไม่มีใบอนุญาต STTD การประเมินจึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย    การที่บริษัท PT.TAP และบริษัท CIMB (ประเทศไทย)  ซึ่งไม่ใช่บริษัทประเมินทรัพย์สินมาช่วยประเมินทำให้ราคาถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก ทำให้ บริษัท ปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล

ผู้ดำเนินการประเมินทั้ง 2 บริษัทไม่มีคุณสมบัติเป็น KJPP (Kantor Jasa Penilai Publik) ไม่ได้จดทะเบียนภายใต้ OJK และไม่มีใบอนุญาตประเมิน STTD ตามกฎหมายอินโดนีเซีย แต่กรรมการป.ป.ช.บางคนกลับนำผลการประเมินของบริษัท PT .TAP และบริษัท CIMB (ประเทศไทย)  มาระบุว่าเป็นการประเมินที่ถูกต้อง

หนังสือร้องเรียนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.หนังสือร้องเรียนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.

นิพิฐระบุว่า เขาได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้องกลุ่มที่ร่วมกันกระทำทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ปตท. และ ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ ในโครงการสวนปาล์มในประเทศอินโดนีเซียต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเมื่อปี พ.ศ.2560 รวมทั้งสิ้น 6 คดี  เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ตนเองมิใช่กลุ่มบุคคลที่กระทำการทุจริตในโครงการปาล์มอินโดฯ และทำให้ ปตท. ต้องเสียหาย    แต่ปรากฏว่านางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวนได้มีหนังสือถึงศาลอ้างว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จนเป็นเหตุให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีทั้งหมดเพื่อรอผลการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.  แต่กระทั่งปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ได้เริ่มลงมือไต่สวนข้อเท็จจริงในประเด็นที่ตนได้กล่าวหาและยื่นฟ้องทั้ง 6 คดี

นิพิฐ บอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องกล่าวหา และคัดค้านนางสาวสุภา ปิยะจิตติ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กรรมการป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบสำนวน ว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ปกปิดซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ช่วยเหลือพรรคพวก ไม่ให้ได้รับโทษ และกลั่นแกล้งตนให้ได้รับโทษ ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 , 200  และมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา  172, 177, 180, 183 พร้อมทั้งคัดค้านให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีด้วย

และหากมีการละเว้นปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลผู้ที่ทำให้ ปตท. และ ปตท. กรีนเอ็นเนอร์ยี่ ได้รับความเสียหาย ตนจะฟ้องสำนักงานป.ป.ช.และผู้ที่เกี่ยวข้องเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท

นายกฯย้ำไม่เคยถูกสอนให้ ‘ทุจริต’ ขอร่วมกันขจัดคอร์รัปชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538335

09 ธ.ค. 2565

นายกฯย้ำไม่เคยถูกสอนให้ 'ทุจริต' ขอร่วมกันขจัดคอร์รัปชั่น

วันต่อต้าน ‘คอร์รัปชั่น’ สากล นายกรัฐมนตรี ขอทุกคนร่วมมือกัน ย้ำ ไม่เคยถูกสอนให้ทุจริต รัฐบาลเอาจริงเอาจังมาตลอด

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี โดยระบุว่าองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงภัยร้ายแรงจากการทุจริต และเพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

ในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ประเทศไทย
ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบตลอดมา รัฐบาลได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลขึ้น

เพื่อร่วมกันแสดงจุดยืนพร้อมๆ กับคนไทยทุกภาคส่วน ที่จะไม่ทำ ไม่ทน และไม่เพิกเฉย ต่อการทุจริตอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ แต่จะต้องอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนไทย ทุกๆ คน ในทุกๆ วัน

ปัญหาคอร์รัปชันส่งผลเสียหายต่อประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ TI สะท้อนว่าปัญหาการทุจริตที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่สำคัญ คือ ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกรับสินบน ตลอดจนการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน การไม่สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนรวม กับประโยชน์ส่วนตน และความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณ



การทุจริตจึงเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ทั้งในการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญคือการทำลายภาพลักษณ์ ทำลายความเชื่อมมั่น ในสายตาประชาชนชาวไทย และชาวโลก ซึ่งเราจะต้องไม่ยอมให้การทุจริตเป็นมรดกบาป ตกทอดสู่รุ่นลูก รุ่นหลานอีกต่อไป

รัฐบาลจึงให้ความสำคัญ และผลักดันให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ สร้างกลไกการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้มีการบรรจุแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ ลงไปถึงการจัดทำแผนระดับรอง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ช่วยให้ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และนานาชาติให้การยอมรับถึงความสำเร็จนี้

นายกฯ กล่าวอีกว่า การทุจริตจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าทุกคนมีจิตใจที่เป็นคุณธรรม ไม่เห็นประโยชน์จากการทุจริต ที่สำคัญเมื่อเป็นใหญ่เป็นโตก็ต้องมีเกียรติยศศักดิ์ศรี ตามวัยวุฒิ คุณวุฒิ ที่เติบโต พร้อมย้ำถ้าประชาชน สังคม ช่วยกันเฝ้าระวัง ช่วยกันแจ้งร้องทุกข์กล่าวโทษ สิ่งเหล่านี้จะเลิกหายไป 

การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง ถ้าทุกคนไม่ร่วมใจกัน ทำให้วันนี้ต้องมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมเป็นระบบสีขาว ปลอดจากการทุจริต เพื่อความเจริญเติบโตของบ้านเมือง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตลอดไป



“ผมไม่ต้องการทุจริตอะไรทั้งสิ้น ผมถูกสอนมาว่าไม่ให้ทุจริต ไม่งั้นจะเอาหน้าไปเสนอให้คนมองไม่ได้ วันนี้ดีใจที่ได้พบกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ขอให้ช่วยกันทำ และในฐานะที่รับผิดชอบนโยบาย ขอยืนยันไม่ให้มีการทุจริตเชิงนโยบายโดยเด็ดขาด แต่ถ้ามีอะไรบกพร่องก็ต้องถูกลงโทษ และลงโทษด้วยความเป็นธรรม ไม่มีอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่ร่วมมือร่วมใจกัน”

ก้าวไกลหนุน ปรับ’ค่าแรงขั้นต่ำ’ อัตโนมัติทุกปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538326

09 ธ.ค. 2565

ก้าวไกลหนุน ปรับ'ค่าแรงขั้นต่ำ' อัตโนมัติทุกปี

ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบพรรค ‘ก้าวไกล’ อัตโนมัติทุกปี นำ4ปัจจัยมาคำนวณ ทั้งเศรษฐกิจ จีดีพี เงินเฟ้อ และ ค่าครองชีพ

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรี 25,000 บาทขึ้นไป ว่าเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรคก้าวไกล ที่สนับสนุนการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพียงแต่วิธีการที่ใช้แตกต่างกัน คือให้แก้ที่ระบบการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีฐานให้พูดคุยกันในคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) เพื่อกำหนดเลยว่า ค่าแรงขั้นต่ำควรจะเป็นเท่าไหร่

พรรคจึงเสนอให้แก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ ว่าต้องปรับขึ้นอัตโนมัติและปรับขึ้นทุกปี โดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ คือจีดีพีโตเท่าไหร่ และคำนึงถึงค่าครองชีพหรือเงินเฟ้อว่าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ปัจจัยอะไรเพิ่มขึ้นมากกว่าก็นำปัจจัยนั้นมาเป็นฐานในการคำนวณปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขั้นต้นในแต่ละปี ที่จะพูดคุยบนโต๊ะของบอร์ดค่าจ้าง ก่อนให้บอร์ดฯ ตัดสินใจอีกครั้ง เพื่อให้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ตามค่าครองชีพ และปรับขึ้นทุกปี

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ศิริกัญญา ตันสกุลภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ศิริกัญญา ตันสกุล

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 450 บาทต่อวัน ตามที่พรรคก้าวไกลประกาศ ศิริกัญญากล่าวว่า ย้อนกลับไปปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ก็เสนอแนวทางเดียวกันคือไม่ได้แข่งกันที่จำนวนเงินว่าควรปรับเพิ่มเป็นเท่าไหร่ แต่พูดถึงการแก้ไขที่ระบบ และทำให้ดูว่าจากปี 2555 ที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท มาจนถึงวันนี้ หากคำนวณตามวิธีของพรรคก้าวไกล ค่าแรงจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ ซึ่งเราคิดว่าเป็นวิธีที่ยุติธรรมต่อทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง

รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวว่า การที่นายจ้างต้องปรับเพิ่มค่าแรงเป็น 450 บาท อาจเป็นตัวเลขที่เยอะ พรรคก้าวไกลจึงมีแผนช่วยเหลือ เช่น สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รัฐจะเยียวยา 6 เดือนแรกที่มีการประกาศใช้ค่าแรงขั้นต่ำใหม่ รวมถึงช่วยเหลือเงินประกันสังคมที่จะให้งดจ่ายเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อชดเชยส่วนของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น และมีอัตราภาษีใหม่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เริ่มที่ 10%
ไต่ระดับขั้นบันได ต่างจากปัจจุบันที่เริ่มต้นที่ 15%

ในฝั่งลูกจ้างก็จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและทักษะ เพราะการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แม้มีความจำเป็นต้องทำ แต่ไม่มีความยั่งยืนหากทักษะแรงงานไม่ได้รับการยกระดับ พรรคก้าวไกลจึงเสนอให้มีโครงการ Upskill และ Reskill สำหรับทักษะพื้นฐาน จะมีการเรียนออนไลน์ ส่วนทักษะขั้นสูง อาจมีทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ได้ประกาศนียบัตร สามารถขอเพิ่มค่าแรงจากนายจ้างได้ง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้แรงงานในปัจจุบันสามารถหางานใหม่ได้หรือเพิ่มค่าจ้างง่ายขึ้น ยังช่วยให้เด็กจบใหม่ทุกคนได้งานดีๆ ไม่ว่าเขาเรียนจบด้านใด สามารถปรับทักษะได้ตลอด

ส่วนการปรับเงินเดือนเริ่มต้นระดับปริญญาตรี จาก 15,000 เป็น 25,000 บาท ว่าเงินเดือนของคนจบปริญญาตรี ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมานานมาก แต่เราก็ไม่ต้องการให้มีการปรับเงินเดือนทุกครั้ที่มีการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้ค่าแรงปรับขึ้นตามกลไกตลาดมากกว่า สำหรับพรรคก้าวไกล เราไม่ได้กำหนดเงินเดือนเป้าหมาย โดยเมื่อปี 2554 รัฐบาลพรรคเพื่อไทยใช้วิธีปรับเงินเดือนของข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท

ดังนั้น หากจะเพิ่มเงินเดือนเริ่มต้นเป็น 25,000 บาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า แม้เรามีความกังวลเรื่องภาระทางการคลัง แต่หากจะทำเรื่องนี้ ก็ต้องทำควบคู่กับการรีดประสิทธิภาพของระบบราชการให้มากกว่านี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าข้าราชการที่จบใหม่ทำงานไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ระบบ ทำให้เมื่อเข้าไปแล้วไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ นี่คือความจำเป็นที่ต้องปฏิรูประบบราชการก่อน

ไขข้อข้องใจ นโยบาย ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ ทำได้หรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538314

09 ธ.ค. 2565

ไขข้อข้องใจ นโยบาย 'ค่าแรงขั้นต่ำ' ทำได้หรือไม่

อยู่ที่ ‘กกต.’ วินิจฉัย นโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำพรรคเพื่อไทย ผิดฏกฎหมายหรือไาม่ ต้องมีมาตรฐานเท่าเทียม ทุกพรรคการเมือง

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตอบคำถามวิวาทะ นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ต่อวัน ผิดกฎหมายหรือไม่ มีเนื้อหาผ่านโลกออนไลน์ ดังนี้

ถามว่าค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เป็นนโยบายหรือการสัญญาว่าจะให้  ถ้าเป็นนโยบายไม่ผิด แต่หากเป็นสัญญาว่าจะให้ เข้าข่ายซื้อเสียง

ตอบว่า  เป็นนโยบาย เนื่องจากเป็นการระบุถึงความตั้งใจที่ทำหากเป็นรัฐบาล เกิดผลต่อทั้งผู้เลือกและไม่เลือก  ไม่เป็นสัญญาว่าจะให้  เนื่องจากไม่ได้ให้เป็นเงินโดยตรงหลังเลือกตั้งแก่ผู้เลือก

ถามว่า การเสนอนโยบาย ค่าแรงขั้นต่ำ  600 บาท ผิด กฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

ตอบว่า  ตามมาตรา 57 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ระบุว่า นโยบายของพรรคที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ  ต้องระบุวงเงิน ที่มา ความคุ้มค่า ประโยชน์ ผลกระทบและความเสี่ยง  ในกรณีนี้ เป็นนโยบายค่าแรงขั้นต่ำในตลาดแรงงาน  ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ จึงไม่น่าเข้าข่าย

ถามว่า หากคิดว่า หมิ่นเหม่ เป็นความผิดต้องทำอย่างไร

ตอบว่า  ร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง  หาก กกต.เห็นว่า เข้าข่าย ให้สั่งให้พรรคดำเนินการให้ครบภายในเวลาที่ กกต.กำหนด  หากไม่ทำ มีความผิดตามมาตรา 121 ปรับ 500,000 บาท และวันละ 10,000 จนกว่าจะมีการดำเนินการ

ถามว่า  กกต. สามารถวินิจฉัยอย่างไรได้บ้าง

ตอบว่า  เป็นอำนาจวินิจฉัยของ กกต. ว่า เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย  แต่หาก กกต. มีมติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมีผู้เห็นว่า ไม่ถูกต้อง  เช่น ควรผิดแต่ไม่ผิด  หรือ ผิดแต่เลือกปฏิบัติต่อบางพรรค  ไม่บังคับทุกพรรคอย่างเท่าเทียม  สามารถฟ้อง กกต. ตาม กม.อาญา 157 ได้    ซึ่งขณะนี้ มีการยื่นคำร้องให้กกต.พิจารณากรณีดังกล่าวแล้ว

6 สถาบัน ระดมสมองระดับโลก ประชุมยุทธศาสตร์สร้างชาติ หลังพ้นวิกฤตโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538290

08 ธ.ค. 2565

6 สถาบัน ระดมสมองระดับโลก ประชุมยุทธศาสตร์สร้างชาติ หลังพ้นวิกฤตโควิด

6 สถาบัน จัดประชุมนานาชาติกว่า 30 ประเทศ ถกยุทธศาตร์สร้างชาติ หลังพ้นวิกฤตโควิด ‘บิ๊กตู่-ฮุนเซน-บิ๊กจิ๋ว’ คุยผ่านวีดีโอคอล

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. สถาบันการสร้างชาตินานาชาติ(NBII)จัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการสร้างชาติ (ICNB) ในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การสร้างชาติยุคหลังวิกฤตในโลกแห่งความโกลาหล” (The 6th International Conference on Nation-Building 2022 :Post-Crisis Nation-Building Strategies in the World of Flux) โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี(มอบตัวแทน) , จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา , พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี , นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมพูดคุยผ่านวีดีโอคอล นอกจากนี้ยังมี ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ และ ดาโต๊ะ พญ.เจสซี่ ถัง ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประเทศมาเลเซีย รวมถึงวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกว่า 70 คน จาก 30 ประเทศ เข้าร่วมเสวนา

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และนำเสนอแนวคิด นโยบาย บทความวิชาการ ผลการวิจัยในระดับนานาชาติ และองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการฟื้นฟูประเทศและองค์กรจากภาวะวิกฤติในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนได้เสียในสังคม ในการฟื้นฟูประเทศและองค์กรจากวิกฤติ Covid19 ได้โดยเร็ว 

ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูหลังวิกฤต แต่ความท้าทายคือ โลกหลังวิกฤตเป็นโลกแห่งความโกลาหล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กว้างขวาง ลงลึก ไม่แน่นอน และคาดการณ์ได้ยาก การฟื้นฟูและพัฒนาประเทศภายใต้แนวโน้มเช่นนี้ จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดและรอบคอบ และอยู่บนรากฐานที่แข็งแรง 5 ประการ คือ ฐานอุดมการณ์ชาติ ฐานความรู้ ฐานจุดแกร่ง ฐานความมั่นคง และฐานความร่วมมือ การประชุม ICNB 2022 จึงเป็นความพยายามนำผู้คนจากทั่วโลก ทุกสาขาวิชา ทุกภาคส่วนมารวมกัน เพื่อแบ่งปัน แลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และร่วมกันค้นหาแนวทางฟื้นฟูและพัฒนาประเทศและองค์กรไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์

ในที่ประชุมมีการพูดถึง การคาดการณ์แนวโน้มโลกปี 2566 , การแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ , การปฏิรูปการศึกษา การเรียนรู้ และการจ้างงาน , การออกแบบเมืองและชนบทในยุคที่โรคระบาดเป็นความปกติใหม่ , การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวหลังวิกฤต , อนาคตของการค้า การลงทุนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก, การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของวิสาหกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ , และการเสริมสร้างความร่วมมือระดับโลกในโลกแห่งความโกลาหล

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดทำดัชนีประจำปี 2022 ซึ่งครอบคลุม 1. ดัชนีการสร้างชาติ โดยจัดอันดับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกด้านความสำเร็จในการสร้างชาติ ครอบคลุมปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการสร้างชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง 2. ดัชนีการจัดการหลังวิกฤต เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพในการจัดการหลังเกิดวิกฤตของประเทศต่าง ๆ และ 3.ดัชนีมหาวิทยาลัยสร้างชาติ เพื่อประเมินบทบาทในการสร้างชาติของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ กว่า 3,000 คน ทั้งในระบบออนไซต์และออนไลน์ เช่น ผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไปด้วย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งตัวแทนกล่าวปาฐกถาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งตัวแทนกล่าวปาฐกถา

จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

 นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีสถาบันสร้างชาตินานาชาติ ร่วมมือองค์กรพันธมิตรจัดประชุมนานาชาติสถาบันสร้างชาตินานาชาติ ร่วมมือองค์กรพันธมิตรจัดประชุมนานาชาติ

พรรคประชาชาติชี้ค่าแรง600บาท/วัน ยังต่ำกว่า ‘ค่าครองชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538269

08 ธ.ค. 2565

พรรคประชาชาติชี้ค่าแรง600บาท/วัน ยังต่ำกว่า 'ค่าครองชีพ'

เลขาธิการพรรคประชาชาติ หนุนนโยบาย’ค่าแรงขั้นต่ำ’ 600บาทต่อวัน พร้อมยกผลวิจัยชี้ ค่าครองชีพปัจจุบัน 772 บาท/วันแล้ว

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เห็นว่าการเสนอเป้าหมายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน เมื่อถึงปี 2570 ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับรายได้ของแรงงานไทยให้สูงขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่น่าตกใจคือความคิดของผู้บริหารประเทศ และนายทุนบางคน ที่ไม่ต้องการให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตรอดให้ใกล้เคียงกับค่าครองชีพของประชาชนที่เผชิญหน้าอยู่ จำนวนเงินค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน ยังต่ำกว่าที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงของประชาชน

ที่ผ่านมาการปรับค่าแรงขั้นต่ำของไทยแต่ละครั้ง จะเว้นช่วงระยะเวลานานและได้จำนวนน้อย ซึ่งการปรับค่าแรงครั้งใหญ่ 300 บาท/วัน ทั้งประเทศ เกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2556 ระยะเวลาผ่านมา 10 ปี ค่าแรงขึ้นมาเพียงไม่กี่สิบบาทเท่านั้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยบาทต่อวันเมื่อเทียบช่วงปี 2556

สำหรับแนวทางการปรับค่าแรงขั้นต่ำในอนาคตต้องใช้วิธีค่อย ๆ ปรับขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเงินเฟ้อทุกปี เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งหากดูปัจจุบัน ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 328-354 บาท/วัน ถือว่าห่างจากตัวเลขที่ควรจะเป็นเกือบเท่าตัว ผลลัพธ์คือคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายเลี้ยงชีพ จนสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดปี 2564 มีสัดส่วนถึง 90% ของ GDP หรือ 14.5 ล้านล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นเพียงตัวเลขหนี้ในระบบเท่านั้น ยังไม่นับรวมการกู้หนี้นอกระบบที่เป็นแหล่งเงินของผู้มีรายได้น้อยและทำงานแบบรายวัน

นอกจากนี้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนจากการใช้แรงงานราคาถูก ไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงที่ใช้แรงงานทักษะมากขึ้น ได้รับค่าจ้างสูงขึ้น เพราะการใช้แรงงานราคาถูก จะทำให้อุตสาหกรรมไทยยังเป็นอุตสาหกรรมแบบขี้เกียจที่ไม่พัฒนาศักยภาพแรงงานและนวัตกรรมการผลิตให้ดีขึ้น เพราะยังสามารถสร้างส่วนต่างกำไรจากค่าแรงต่ำ เป็นมะเร็งทางเศรษฐกิจที่ทำให้เราห่างไกลจากการพัฒนานวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถพาเราไปสู่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้

เลขาธิการพรรคประชาชาติระบุอีกว่าปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน สาเหตุหลักมาจากค่าแรงไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ในปี 2564 ที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายพื้นฐานคนไทย 1 คน อยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท/เดือน (อ้างอิงจากรายงานการศึกษาเรื่องค่าแรงและค่าครองชีพของคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร) หากสัปดาห์หนึ่งต้องทำงาน 5 วัน อย่างน้อยต้องมีรายได้ประมาณ 772 บาทต่อวัน เพื่อให้สามารถมีรายได้เพียงพอต่อ

นอกจากเรื่องค่าแรงต่ำกว่าค่าครองชีพ แรงงานไทยยังเผชิญกับปัญหาเสรีภาพในที่ทํางาน ความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน และความไม่มั่นคงในการทํางาน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้แรงงานไทยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กันไป อย่างแรกคือประเทศไทยต้องทำคือรับอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เพื่อส่งเสริมอำนาจต่อรองของแรงงานให้มากขึ้น

‘เพื่อไทย’ วอนภาคธุรกิจอย่ากังวล ขึ้นค่าแรง 600 มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538256

08 ธ.ค. 2565

'เพื่อไทย' วอนภาคธุรกิจอย่ากังวล ขึ้นค่าแรง 600 มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระบบ

‘เพื่อไทย’ ยกอดีตเป็นตัวชี้วัด ‘ขึ้นค่าแรง’ สำเร็จ ธุรกิจเติบโต จ้างงานเพิ่มขึ้น ขอผู้ประกอบการอย่ากังวล ย้ำชัดเตรียมแผนพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ทั้งระบบแล้ว

หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์นโยบาย “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” 600 บาท ของพรรคเพื่อไทย อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ


เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายจักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย คณะทำงานด้านยกเครื่องเศรษฐกิจ กล่าวว่า การประกาศนโยบายทั้ง 10 ข้อ หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีวิธีการที่จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นปีละ 5% เศรษฐกิจจะเติบโตทั้งระบบอย่างเป็นขั้นตอน พร้อมหลักการทำงาน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ทุกคนได้ประโยชน์ ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ทุกนโยบายเราคิดถึงทุกภาคส่วนและทราบดีว่าผู้ประกอบการต้องการยอดขายสูงขึ้น ต้นทุนไม่สูงเกินกว่าความจำเป็น และเข้าใจดีถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทุกขนาดว่า ภาคธุรกิจกำลังแบกรับปัญหา ยอดขายไม่เพิ่มขึ้น มีแต่ลดลง ต้นทุนพลังงาน ค่าสาธารณูปโภคสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า เพราะรัฐบาลบวกภาระภาษีเข้าไปในอัตราสูง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็กต้องจ่ายสูงกว่าอัตราที่ควร 

นายจักรพงษ์ถามกลับไปที่รัฐบาล ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมกับผู้กู้รายกลางและรายเล็กหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และอัตราดอกเบี้ยที่รายใหญ่จ่ายอยู่ จึงสร้างความกังวลให้ผู้ประกอบการ ว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในอัตราที่พรรคเพื่อไทยเสนอนั้นเป็นภาระหนักหนา 

นอกจากนี้ยังมั่นใจว่า สามารถบริหารเศรษฐกิจให้เติบโต อย่างมีวินัยทางการเงินการคลัง พิสูจน์ผลงานมาแล้วในอดีต และตนก็เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยหรือรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ตลาดภายในประเทศหรือตลาดส่งออก

รวมถึงเคยผลักดันให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จาก 212 บาทเป็น 300 บาท และอัตราเงินเดือนปริญาตรี  15,000 บาท เมื่อปี 2555 อย่างเป็นผลสำเร็จด้วยดี แม้ขณะนั้นประเทศไทยเพิ่งจะเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 แต่ผู้ประกอบการต่างเติบโตและจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงาน ลดจาก 0.7 เหลือ 0.6 ในปีถัดไป 

“ขอให้มั่นใจว่า เราจะทำให้ผู้ประกอบการเข้มแข็ง ลดภาระที่ไม่จำเป็นลง สามารถจ่ายค่าจ้างค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับคนที่ทำงานให้ผู้ประกอบการได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น”  นายจักรพงษ์กล่าว

สหภาพแรงงาน โตโยต้า หนุน ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ 600 บาท/วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538260

08 ธ.ค. 2565

สหภาพแรงงาน โตโยต้า หนุน 'ค่าแรงขั้นต่ำ' 600 บาท/วัน

ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน สอดรับกับสภาพความเป็นจริง สหภาพแรงงานโตโยต้า เชื่อ ‘เพื่อไทย’ ทำได้ ไม่มีใครต้องเดือนร้อน

ปิยรัชต์ สมาทา ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า พร้อมด้วยสมาชิกผู้ใช้แรงงาน ร่วมให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ประกาศวิสัยทัศน์ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา  โดยมีนายสุธรรม แสงประทุม  ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนผลงานและนโยบายของพรรคเพื่อไทย และคณะให้การต้อนรับ

สหภาพแรงงานโตโยต้า หนุนค่าแรง 600 บาท/วันสหภาพแรงงานโตโยต้า หนุนค่าแรง 600 บาท/วัน

ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า  บอกว่า  ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่น้องแรงงานไทยในหลากหลายองค์กร  พบว่าพี่น้องแรงงานไทยต้องการให้ปรับค่าแรงให้มีความสมดุลกับค่าครองชีพ  เพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตได้โดยปกติ สามารถดูแลครอบครัวได้ 

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท  ไม่ได้เกินเลยกำลังของนายจ้าง หรือผู้ประกอบการ  และพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล  พี่น้องชาวแรงงานมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่า  ธุรกิจต้องมีกำไรจึงจะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้   ภาครัฐเอง ซึ่งเป็นส่วนกลางในการนำเสนอนโยบายที่ดีก็จะมีมาตรการรองรับด้วย จึงขอให้กำลังใจคณะทำงานด้านนโยบายของพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยในการผลักดันนโยบายนี้เมื่อสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนการที่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคส่วนต่างๆ ที่มีความห่วงใยว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจทำให้โรงงานต้องย้ายฐานการผลิต และไม่จูงใจนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามานั้น  หากมองในทางเศรษฐกิจ  ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  ในขณะนั้นทุกภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้  ส่วนหนึ่งคือเพราะนโยบายภาครัฐ มีความสอดรับสนับสนุนกัน  ทำให้ภาคธุรกิจเดินต่อไปได้ จนสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สามารถแข่งขันกับตลาดในประเทศและตลาดเพื่อการส่งออก   เพราะต้นทุนค่าแรงคิดเป็นต้นทุนทางธุรกิจอยู่ที่ 10% เท่านั้น 

หากคุณภาพชีวิตของลูกจ้างปรับตัวดีขึ้นเพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น เป็นการมองในเชิงเดี่ยว  แต่หากมองในเชิงมหภาค การปรับขึ้นค่าแรงจะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจได้หลายรอบ เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้เตรียมนโยบายสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กพื่อให้เดินต่อไปได้แน่นอน

ด้านประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนผลงานและนโยบายของพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าการประกาศวิสัยทัศน์ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทนั้น พรรคเพื่อไทยเรามีความมั่นใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปได้อย่างมั่นคง เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทย ประกาศนโยบายกองทุนหมู่บ้าน 70,000 แห่ง  สามารถดำเนินการได้จริง  เม็ดเงินลงสู่หมู่บ้านโดยตรงถึงมือประชาชนโดยไม่มีเบี้ยบ้ายรายทาง  รวมทั้งโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค  เป็นต้น ทั้งสองนโยบายยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้  และอยู่ในใจพี่น้องประชาชน  นโยบายเหล่านี้ต้องได้รับการปฏิบัติ  สังคมจะก้าวหน้าและดีกว่าที่เป็นอยู่

“ค่าแรงขั้นต่ำที่ 600 บาทและเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาท เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายเท่านั้น พรรคเพื่อไทยหากดำเนินนโยบายแล้วทำครบกระบวนการ  ไม่ใช่ปลูกแล้วทิ้ง  ปลูกแล้วใส่ปุ๋ยดูแล  เอาคนมาช่วย แปรรูปผลผลิตมาเป็นมูลค่าเพิ่ม  ส่งออกไปตามตลาดที่ต้องการ  ทุกส่วนเราทำแล้วไม่ได้ทำแต่ปาก  พี่น้องแรงงานไทยมีครอบครัวที่ต้องดูแล เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นมนุษย์ทุกคน เจ็บป่วยต้องได้รับการดูแล มีลูกต้องได้รับโอกาส ทุกชีวิตต้องมีเกียรติอย่างเท่าเทียม”

ประธานสภา ชี้กฎหมายสำคัญผ่านได้ ถ้าไม่มีปัญหา’องค์ประชุม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538246

08 ธ.ค. 2565

ประธานสภา ชี้กฎหมายสำคัญผ่านได้ ถ้าไม่มีปัญหา'องค์ประชุม'

‘ชวน หลีกภัย’ ขอฝ่ายบริหาร กำชับสมาชิกเข้าร่วมประชุมสภา เพื่อผ่านกฎหมายสำคัญ เชื่อกฎหมายลูกเลือกตั้งไม่มีปัญหา

ชวน หลีกภัย ประธานสภา แถลงข่าวถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง และ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ได้ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา และตามกระบวนการของกฎหมายนายกรัฐมนตรีมีเวลา 5 วัน ก่อนที่จะนำร่างเข้าสู่กระบวนการประกาศบังคับใช้ 

ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา

ร่างกฏหมายที่มีความจำเป็นและสำคัญที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ เช่น ร่าง พ.ร.บ. ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือ ร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์ ว่า เป็นเรื่องด่วน ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ส่งมา รวมถึงร่างกฏหมายฉบับอื่นอีกกว่า 10 ฉบับ โดยย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการให้กฎหมายผ่านต้องดูแลเรื่ององค์ประชุมเพราะไม่เช่นนั้นจะไปไม่ถึง แต่ก็เชื่อเวลาที่เหลือของสภา 2 เดือน นั้นเพียงพอ หากองค์ประชุมไม่มีปัญหา 
 

ในวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม ได้นัดประชุมนัดพิเศษ จากนั้นก็จะไม่ได้นัดประชุมวันศุกร์ไปจนถึงช่วงปีใหม่ และจะหารือวิป ทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเคลียร์วาระการพิจารณา โดยในเรื่ององค์ประชุมนั้นตนได้ปรึกษานายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในฐานะรัฐบาล ให้ขอเป็นคนกลางประสานพรรครัฐบาล ขอความร่วมมือร่วมการประชุมสภาฯ เพราะการประชุมสภาเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย

แต่กลไกระบบนี้รัฐบาลเสียงข้างมากต้องคุมเสียงให้สภาฯพิจารณาไปได้ โดยอยากให้แจ้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่ละพรรคแจ้งสมาชิกเข้าประชุม พร้อมย้ำขอความร่วมมือทุกฝ่าย ในการให้ความร่วมมือการประชุม เพราะเวลาเป็นของมีค่า ที่จะใช้ระยะเวลาที่เหลือทำงานด้านกฎหมายให้ประชาชน โดยหวังได้รับความร่วมมือระดับดีกว่าที่ผ่านมา เพราะที่ผ่านมา ยอมรับว่าทำให้องค์ประชุมครบได้ยาก

สมัยประชุมสภาจะจบในวันที่ 28  กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งตอนนี้ ญัตติ อภิปรายทั่วไปมาตรา152 ของฝ่ายค้านก็ยังไม่ได้เสนอมา จึงต้องเผื่อเวลาให้ส่วนนี้ด้วย การที่องค์ประชุมสภาล่มบ่อยในช่วงนี้ ไม่ใช่เกมการเมืองในสภาเพื่อยื้อร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง  แต่เป็นเรื่อง ที่ฝ่ายค้านไม่ร่วมเป็นองค์ประชุมในการโหวตมาตรา 9/1 ร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น  

ประธานสภายอมรับว่ากรณีสภาล่มวันที่ 7 ธันวาคมนั้น ตัวเองก็ลืมกดบัตรแสดงตนเช่นกัน แต่ขอสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่าย่อท้อเพราะเชื่อว่ายังมีเวลาเพียงพอที่จะทำงาน และในสัปดาห์ต่อๆไปขอให้รับผิดชอบมาร่วมประชุม 



“สภายุคนี้ต่างจากสมัยก่อนที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในฐานะเสียงข้างมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ผู้ใหญ่ที่เป็นหลักในสภา หมายถึงผู้บริหารระดับสูง ไม่มีนายกรัฐมนตรี ไม่มีรองนายกรัฐมนตรี มอบแต่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาดูแล ซึ่งก็ดูแลไม่ทั่วถึง ในสภาฯ

ขณะนี้จึงต้องทำหน้าที่กันเอง ประธานสภาและรองประธานสภาต้องหารือกันเองแทนที่จะเป็นฝ่ายบริหารเข้ามาดูแล ก็ทำให้ไม่เหมือนสมัยก่อน โดยหวังว่าเมื่อแจ้งนายวิษณุ ไปแล้วจะแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อให้เรียกหัวหน้าพรรคทั้งหลายมาหารือว่าแต่ละพรรคต้องกำชับลูกพรรค” นายชวนกล่าว