“เลือกตั้ง” ครั้งหน้า ทำนายอนาคต 3 ป. อลเวงแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535720

09 พ.ย. 2565

"เลือกตั้ง" ครั้งหน้า ทำนายอนาคต 3 ป. อลเวงแน่

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เชื่อ เลือกตั้ง ครั้งหน้า 3 ป. แพ้ฝ่ายประชาธิปไตย พรรคจิ๋ว ฟันธง “ยุบสภา” เดือนกุมภาพันธ์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าพล.อ.ประวิตรและพล.อ.ประยุทธ์จะแตกหักกัน และ แยกกันคนละทาง  แต่ทั้งพรรค พลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติจะไปไม่รอดทั้งคู่  เมื่อพลเอกประยุทธ์เริ่มไม่แน่ใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก็ต้องหาพรรคสำรองไว้ก่อน
จึงให้นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ไปตั้งพรรคสำรองไว้  ซึ่งสุดท้ายอาจได้ส.ส.ไม่มากพอเท่าส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตย  ขณะที่ส.ว.250 คนคงไม่โหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ทั้งหมด

นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ เชื่อว่า 3 ป. ยังมีน้ำหนักที่สำคัญในการชี้ชะตาการเมืองไทย ถ้าทั้ง 3 คนยังผนึกกำลังกันได้ โอกาสที่พรรคพลังประชารัฐจะไปจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทั้ง 3 คนแตกกัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย  วันนี้ต้องยอมรับว่า ไม่เหมืมอน เมื่อการเลือกตั้งปี 62 ที่ผ่านมา 3ป.ยังผนึกกำลังกันแน่น และพรรคพลังประชารัฐก็มีความพร้อมทั้งกระแส กระสุน และเครือข่าย แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า เชื่อว่า ผลการเลือกตั้งของทั้งพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ ไม่ประสบความสำเร็จ ถึงสุดท้ายอาจจะกลับมาจับมือกันได้ แต่ก็แพ้พรรคเพื่อไทยแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีการยุบสภาหลังเดือนกุมภาพันธ์ เพราะรัฐบาลยังต้องรอเวลาเพื่อจะแก้สถานการณ์  เพื่อให้ ส.ส.ย้ายพรรคให้สะดวก ตามเงื่อนไขสังกัดพรรคการเมือง 30 วัน ก่อนการเลือกตั้งแต่หากทั้ง 3 คนยังไม่สามารถจับมือกันให้แน่นได้ อำนาจทางการเมืองในหมู่ทหาร ตำรวจ จะลดลงทั้งหมด ข้าราชการก็จะรอแล้วว่า นายใหม่จะเป็นใคร ถ้ายังตกลงกันไม่ได้  3 ป.สูญพันธ์แน่

“ปะผุทุจริต” กฎเหล็กใหม่ ปิดประตูโกงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535714

09 พ.ย. 2565

"ปะผุทุจริต" กฎเหล็กใหม่ ปิดประตูโกงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ!

“ปะผุทุจริต” กฎเหล็กใหม่ ปิดประตูโกงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ : หลังจากครม. เพิ่งมีมติ “เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฉบับใหม่

ข่าวฮือฮาเล็กๆในการประชุมครม. เมื่อวันอังคารที่ 8 พ.ย. กับมติ “เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. …. 

ถือเป็นร่างระเบียบฯฉบับใหม่ ผลพวงมาจาก “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20” ปีที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยแผนแม่บทประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2563 – 2580) กำหนดโร้ดแมปไว้ว่า ปี 2565 จะต้องขยับมาเป็นอันดับ 1 ใน 54 และหรือได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 50 คะแนน จากการประเมินผ่านดัชนีการรับรู้การทุจริตของ Transparency International 

นอกจากนี้ยังปรับคะแนนเป้าหมายสูงขึ้นทุก 5 ปี และกำหนดว่าเมื่อครบตามยุทธศาสตร์ 20 ปีแล้วจะต้องเป็นประเทศปลอดคอร์รัชชั่นติดอับดับ Top 20 และได้คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 73 คะแนน

เมื่อส่องไส้ในของมติครม. พบว่า เป็นการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2544 

มีการปรับปรุงบทนิยามของ “ของขวัญ” ให้รวมถึง ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของ ป.ป.ช. และเพิ่มบทนิยามของคำว่าทรัพย์สินที่ให้เป็นของขวัญให้รวมถึง “สินทรัพย์ดิจิทัล”

การให้ของขวัญ  เจ้าหน้าที่รัฐจะให้ของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการให้ตามปกติประเพณีนิยมซึ่งมีราคาหรือมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท จากผู้ให้แต่ละคนและแต่ละโอกาส 

ซึ่งได้เพิ่มเรื่องการกำหนดจำนวนเงินเพื่อความชัดเจน รู้ถึงมูลค่าของขวัญ (จากระเบียบเดิมกำหนดไว้ว่า ของขวัญที่ให้นั้นต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินจำนวนที่ป.ป.ช.กำหนด)

 ส่วน การจัดหาของขวัญ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด เพื่อมอบให้หรือจัดหาของขวัญให้ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นการขยายความการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ครอบคลุมถึงทุกการกระทำ (จากระเบียบเดิมกำหนดแต่เพียงว่าทำการเรี่ยไร่เงิน)

การรับของขวัญ ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้ 

เว้นแต่เป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนนี้ได้เพิ่มตำแหน่งผู้บังคับบัญชาเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชารับของขวัญแทน เพิ่มข้อยกเว้นเรื่องการรับทรัพย์สินฯ ให้สอดคล้องกับกฎหมายของ ป.ป.ช. จากเดิมกำหนดไว้เพียงคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วิธีปฏิบัติหากรับของขวัญ ในกรณีที่บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญแล้ว หากเจ้าตัวทราบภายหลัง ว่า เป็นการรับของขวัญ โดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานการรับของขวัญนั้น ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบ

ซึ่งเป็นการกำหนดวิธีการ และระยะเวลาเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง จากเดิมระเบียบกำหนดไว้ว่า ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ป.ป.ช.กำหนดไว้

“เมื่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้รับรายงานดังกล่าวแล้วและเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้มีคำสั่งคืนของขวัญนั้นแก่ผู้ให้โดยทันที

 ในกรณีที่ไม่สามารถคืนของขวัญได้ ให้ส่งของขวัญที่ได้รับให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่ และเก็บรักษาของขวัญนั้นไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานนั้น สั่งให้นำของขวัญออกขายและนำเงินที่ได้ส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน เป็นการเพิ่มบทบัญญัติวิธีปฏิบัติเมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับรายงาน และกำหนดวิธีปฏิบัติและการเก็บรักษาของขวัญให้มีความชัดเจน

ขณะที่บทลงโทษ ระบุว่า ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดจงใจปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ของขวัญหรือรับของขวัญ โดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ประพฤติตนให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และให้ดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ประมวลจริยธรรมฯ หรือมติครม.ที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้มีหลายประเภท จึงได้กำหนดบทลงโทษให้เป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทนั้นๆ สังกัดอยู่ จากเดิมระบุเพียงว่า ให้ถือว่ากระทำความผิดทางวินัย

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่สอดส่อง ดูแลและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาของตน เป็นการเพิ่มหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งในการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ จากเดิมระบุว่าให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) มีหน้าที่สอดส่องและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้แก่หน่วยงานของรัฐ

ขณะเดียวกันในร่างระเบียบฯยังกำหนดไว้ด้วยว่า ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้วิธีการแสดงความยินดี การแสดงความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือกรณีอื่นๆในโอกาสต่างๆตามปกติประเพณีนิยมด้วยวิธีการอย่างอื่นแทนการให้ของขวัญ เช่น การใช้บัตรอวยพร การลงนามในสมุดอวยพร การสื่อสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือการทำกิจกรรมจิตอาสา และให้ผู้บังคับบัญชาส่งเสริมการสร้างค่านิยมการแสดงความยินดี ด้วยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง แนะนำหรือกำหนดมาตรการจูงใจที่จะพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึก และพฤติกรรมของผู้อยู่ในบังคับบัญชาให้เป็นไปในแนวทางประหยัด

ถือว่าเป็นกฎหมายใหม่ ที่ไม่รู้จะปฏิบัติได้จริงมากน้อยเพียงใด ในยุคดิจิทัลที่วิธีการทุจริตที่เปลี่ยนรูปแบบจนไล่จับกันไม่ทัน และยังเป็นโจทย์ใหญ่แก้ปัญหาท่ามกลางความเป็นจริง ที่อันดับของประเทศไทยล่าสุด ปี 2564 อยู่ใน อันดับที่ 110 จาก 180 ประเทศ

นับว่าเป็นอันดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

จี้ทบทวน “Must Carry” ทำประเทศไทย จ่ายลิขสิทธิ์บอลโลกราคาแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535713

09 พ.ย. 2565

จี้ทบทวน "Must Carry" ทำประเทศไทย จ่ายลิขสิทธิ์บอลโลกราคาแพง

ไทยจ่ายค่า “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ราคาแพง เพราะกฎ Must Carry ของกสทช. สร้างภาระให้รัฐบาล กว่า พันล้านบาท และยังบิดเบือนกลไกธุรกิจ

วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการนำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จำนวน 1,600 ล้านบาท ไปใช้สนับสนุนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 เกิดจากกฎ Must Carry หรือ Must Have ที่ กสทช.วางเงื่อนไขไว้หลังจากการประมูลทีวีดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายการถ่ายทอดสดเวทีสำคัญระดับชาติโดยไม่ถูกปิดกั้นจากเจ้าของผู้ประมูลลิขสิทธิ์ เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสมัยฟุตบอลโลกปี 2014  

 

ระยะแรกเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นว่ากฎ Must Carry ของ กสทช. เป็นการบิดเบือน แทรกแซงกลไกตลาดในการซื้อขายลิขสิทธิ์บอลโลก

ในอดีตช่องทีวี 3 5 7 9 หรือที่เรียกว่า ทีวีพูล ใช้วิธีร่วมลงขันกันซื้อลิขสิทธิ์ และนำรายการมาเฉลี่ยจัดสรรการถ่ายทอดกันตามสัดส่วนเงินที่ลงทุน ในส่วนของผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ เจ้าของรายการอื่นๆ หากอยากได้เนื้อหา ฟุตเทจวีดีโอ ก็ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้กับทีวีพูล รวมถึงเจ้าของสินค้าที่อยากมีผลิตภัณฑ์ของตัวเองออกอากาศในระหว่างการถ่ายทอดเพราะสามารถเข้าถึงคนดูจำนวนมาก ก็ต้องจ่ายเงินค่าสปอนเซอร์ในการสนับสนุน ทั้งหมดนี้เป็นการหารายได้ของผู้ประมูลลิขสิทธิ์ที่สามารถปฏิบัติกันมายาวนานโดยไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งเกิดกฎ Must Carry

ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาให้ถูกต้องก็ต้องกลับไปแก้ที่ต้นเหตุด้วยการทบทวนกฎ Must Carry ใหม่ ไม่ใช่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการให้รัฐหาเงินมาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะจากการะดมทุนในบริษัทบิ๊กคอร์ปให้ช่วยอุดหนุน หรือจะจากงบรัฐ ที่ทำให้เกิดคำถามตามมาของคนที่ไม่ใช่แฟนบอลว่า แล้วทำไมต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้กับเรื่องที่เขาไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่นด้วยการใช้กลไกธุรกิจ เพื่อไม่สร้างภาระให้รัฐ และประชาชนเหมือนเช่นในอดีตที่ก็เคยทำกันมาอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน หากเราเป็น FIFA หรือบริษัทเอเย่นที่เป็นตัวแทนนายหน้าขายลิขสิทธิ์บอลโลก เมื่อเจอกรณีแบบประเทศไทยที่รัฐกลัวเสียหน้า ยอมเปลืองตัวเป็นเจ้าภาพหาเงินมาอุดหนุนก็ต้องบอกได้คำเดียวว่า หวานหมู เพราะไม่ว่าค่าลิขสิทธิ์จะสูงลิ่วเพียงใด รัฐก็ต้องกัดฟันเอาเงินมาให้อยู่ดี และนั่นก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลิขสิทธิ์บอลโลก 2022
ของไทยจึงได้แพงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ออกกฎ Must Carry ปกป้องประชาชนแต่สุดท้ายก็ต้องนำเงินประชาชนมาใช้อยู่ดี แถมยังกลายเป็นของหวานให้ต่างชาติรีดเงินเพิ่ม

ครม. เห็นชอบร่าง เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ “ของขวัญ” แบบไหน ไม่ผิดวินัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535696

08 พ.ย. 2565

ครม. เห็นชอบร่าง เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ "ของขวัญ" แบบไหน ไม่ผิดวินัย

ครม. เห็นชอบร่างกฎหมาย ให้หรือรับ “ของขวัญ” ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐให้หัวหน้าเกิน 3,000 บาท เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล” เข้ามาให้กฎ หากรับมาแล้ว ให้รายงานหัวหน้าภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือ “รับของขวัญ” ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ….ซึ่งเป็นร่างระเบียบฯฉบับใหม่

โดยให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2544 เพื่อปรับปรุงแนวทางปฏิบัติ ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ฉบับปรับปรุง) กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสภาพการณ์ปัจจุบัน

สำหรับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐฉบับใหม่มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย การปรับปรุงบทนิยามของ “ของขวัญ” ให้รวมถึง ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศของ ป.ป.ช. และเพิ่มบทนิยามของคำว่าทรัพย์สินที่ให้เป็นของขวัญให้รวมถึง “สินทรัพย์ดิจิทัล”

ส่วนข้อห้ามในการปฏิบัติ 

การให้ของขวัญ 

– เจ้าหน้าที่รัฐจะให้ของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการให้ตามปกติประเพณีนิยมซึ่งมีราคาหรือมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท จากผู้ให้แต่ละคนและแต่ละโอกาส 

ซึ่งได้เพิ่มเรื่องการกำหนดจำนวนเงินเพื่อความชัดเจน รู้ถึงมูลค่าของขวัญ (จากระเบียบเดิมกำหนดไว้ว่า ของขวัญที่ให้นั้นต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินจำนวนที่ป.ป.ช.กำหนด)

การจัดหาของขวัญ

– เจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำการใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด เพื่อมอบให้หรือจัดหาของขวัญให้ผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นการขยายความการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ครอบคลุมถึงทุกการกระทำ (จากระเบียบเดิมกำหนดแต่เพียงว่าทำการเรี่ยไร่เงิน)

รับของขวัญ

– ผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลในครอบครัวของตนรับของขวัญอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้

เว้นแต่เป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนนี้ได้เพิ่มตำแหน่งผู้บังคับบัญชาเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชารับของขวัญแทน เพิ่มข้อยกเว้นเรื่องการรับทรัพย์สินฯ ให้สอดคล้องกับกฎหมายของ ป.ป.ช. (จากเดิมกำหนดไว้เพียงคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ)

วิธีปฏิบัติหากรับของขวัญ  

ในกรณีที่บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญแล้ว หากเจ้าตัวทราบภายหลัง ว่า เป็นการรับของขวัญ โดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานการรับของขวัญนั้น ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบ

ซึ่งเป็นการกำหนดวิธีการ และระยะเวลาเพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง (จากเดิมระเบียบกำหนดไว้ว่า ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ป.ป.ช.กำหนดไว้)

น.ส.ไตรสุลี กล่าวต่อว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้รับรายงานดังกล่าวแล้วและเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้มีคำสั่งคืนของขวัญนั้นแก่ผู้ให้โดยทันที

ในกรณีที่ไม่สามารถคืนของขวัญได้ ให้ส่งของขวัญที่ได้รับให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่ และเก็บรักษาของขวัญนั้นไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานนั้น สั่งให้นำของขวัญออกขายและนำเงินที่ได้ส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน เป็นการเพิ่มบทบัญญัติวิธีปฏิบัติเมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับรายงาน และกำหนดวิธีปฏิบัติและการเก็บรักษาของขวัญให้มีความชัดเจน

ขณะที่บทลงโทษ ระบุว่า ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดจงใจปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ของขวัญหรือรับของขวัญ โดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ประพฤติตนให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และให้ดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ประมวลจริยธรรมฯ หรือมติครม.ที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้มีหลายประเภท จึงได้กำหนดบทลงโทษให้เป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทนั้นๆ สังกัดอยู่ จากเดิมระบุเพียงว่า ให้ถือว่ากระทำความผิดทางวินัย

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่สอดส่อง ดูแลและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชาของตน เป็นการเพิ่มหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งในการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ จากเดิมระบุว่าให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) มีหน้าที่สอดส่องและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตามระเบียบนี้แก่หน่วยงานของรัฐ

ขณะเดียวกันในร่างระเบียบฯยังกำหนดไว้ด้วยว่า ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้วิธีการแสดงความยินดี การแสดงความขอบคุณ การต้อนรับ การแสดงความเสียใจ หรือกรณีอื่นๆในโอกาสต่างๆตามปกติประเพณีนิยมด้วยวิธีการอย่างอื่นแทนการให้ของขวัญ เช่น การใช้บัตรอวยพร การลงนามในสมุดอวยพร การสื่อสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือการทำกิจกรรมจิตอาสา และให้ผู้บังคับบัญชาส่งเสริมการสร้างค่านิยมการแสดงความยินดี ด้วยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง แนะนำหรือกำหนดมาตรการจูงใจที่จะพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึก และพฤติกรรมของผู้อยู่ในบังคับบัญชาให้เป็นไปในแนวทางประหยัด

ครม. มีมติ ถอนร่าง กฎหมายซื้อที่ดินของต่างชาติ นำกลับไปพิจารณาใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535662

08 พ.ย. 2565

ครม. มีมติ ถอนร่าง กฎหมายซื้อที่ดินของต่างชาติ นำกลับไปพิจารณาใหม่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติ ถอนร่าง กฎหมายซื้อที่ดินของต่างชาติ เพื่อให้กระทรวงมหาดไทย นำกลับไปพิจารณาถี่ถ้วน ปัจจุบันยึดกฎกระทรวง ฯ พ.ศ. 2545 เดิมอยู่

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมตินุมัติให้กระทรวงมหาดไทย ถอนร่างกฎกระทรวง การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของ คนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าว ที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำไปศึกษาเพิ่มเติม  รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์อย่างรอบด้านของผู้ที่เกี่ยวข้อง 
 

โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565  อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการถือครองที่ดินของต่างชาติ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินของกลุ่มคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท ได้แก่ 1) กลุ่มประชาคมโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง  2) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทยและ 4) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1 ไร่ ตาม ม.96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยต้องนำเงินมาลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ไม่ต่ำกว่า  40 ล้านบาท ต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น  

ทำให้ การได้มาซึ่งที่ดิน ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวโดยทั่วไป ยังคงเป็นไปตามกฎกระทรวง ฯ พ.ศ. 2545 ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขอถอนร่างกฎกระทรวง เพื่อนำไปรับฟังความคิดและวิเคราะห์ผลกระทบ และนำไปศึกษาเพิ่มเติมให้มีความรอบคอบ ถี่ถ้วนและครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน รวมไปถึงการฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อพิจารณาถึงผลดีผลเสียที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ร่างกฎกระทรวงเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป

“พีระพันธุ์” ประกบ “บิ๊กตู่” เข้าประชุม ครม. หรือข่าวลือย้ายซบจะเป็นจริง?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535644

08 พ.ย. 2565

"พีระพันธุ์" ประกบ "บิ๊กตู่" เข้าประชุม ครม. หรือข่าวลือย้ายซบจะเป็นจริง?

บรรยากาศทำเนียบรัฐบาล “ประยุทธ์” ไม่ตอบ กระแสข่าวย้ายซบ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” แต่ปรากฎภาพ “พีระพันธุ์” เดินประกบคู่ ก่อนเข้าประชุม ครม.

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินออกจากตึกไทยคู่ฟ้า มายังตึกสันติไมตรี เพื่อเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสเตรียมย้ายซบ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ รวมถึงพล.อ.ประวิตรก็ไม่ห้ามหากจะเข้าพรรคอื่นบอกว่า “ไปไหนก็ไป ผมไม่ว่าอะไรใคร เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล”  ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

จากนั้นเข้าร่วมกิจกรรม รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา รายงานผลการจัดการแข่งขันวิ่งเทรลภูเขาชิงแชมป์โลก ผู้สื่อข่าวพยายามถามอีกว่า อยากพูดอะไรไหม ได้รับคำตอบเพียง  “เดี๋ยวพูดในที่ประชุม”  

เมื่อถามย้ำ พล.อ.ประวิตร พูดไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ตอบสั้นๆว่า “เหรอ”
 นายพีระพันธุ์ เดินประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนประชุมครม.นายพีระพันธุ์ เดินประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนประชุมครม.

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวจับสังเกตุ ก่อนเดินเข้าห้องประชุมครม. วันนี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินเคียงข้างประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากทุกครั้งที่มักจะไม่ค่อยมาเดินตาม จึงเป็นที่น่าจับตาหลังมีกระแสดังกล่าวขึ้น


ขณะที่ด้าน พล.อ.ประวิตร เดินทางเข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน แต่ไม่ตอบคำถาม โดยเดินเข้าห้องประชุม ครม.ทันที ไม่มีการเข้าพักที่ห้องรับรองเล็ก (ห้องเหลือง) เพื่อพูดคุยหารือกับ 3 ป. ก่อนเริ่มการประชุมเหมือนทุกครั้ง แต่ต่อมาพบว่ามีภาพหลุด ทั้ง 2 ป. พี่ใหญ่ น้องเล็ก นั่งข้างพูดคุยกับในห้องรับรองเล็ก

2 ป. ในห้องรับรองเล็ก ก่อนประชุมครม.2 ป. ในห้องรับรองเล็ก ก่อนประชุมครม.

 นายพีระพันธุ์ เดินประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนประชุมครม.นายพีระพันธุ์ เดินประกบ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนประชุมครม.

จับตา “สุวัจน์” ขนทัพบิ๊กใหญ่ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ลุยภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535637

08 พ.ย. 2565

จับตา "สุวัจน์" ขนทัพบิ๊กใหญ่ "พรรคชาติพัฒนากล้า" ลุยภูเก็ต

“สุวัจน์” เตรียมขนทัพคณะผู้บริหารของ “พรรคชาติพัฒนากล้า” ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ลุยฟื้นฟูท่องเที่ยว สร้างรายกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเผยว่า ปัจจุบัน “จังหวัดภูเก็ต” เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ถือเป็นรายได้หลักของประเทศ จึงให้ความสำคัญกับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก ซึ่งหากสามารถกระตุ้นและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตให้กลับมาดีได้โดยเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน เนื่องจากในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร กิจการโรงแรม ต่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด 19 พรรคชาติพัฒนากล้ามีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดภูเก็ต 

ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ เวลา 14.00 น. ที่เซ็นทรัลภูเก็ต จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรรคที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ โดยจะมีคณะผู้บริหารของพรรคชาติพัฒนากล้าเดินทางไปครบทีม อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรค นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ประธานที่ปรึกษาพรรค พ.อ.วินัย สมพงษ์ ที่ปรึกษาพรรค นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายอรัญ พันธุมจินดา ผู้อำนวยการพรรค  ซึ่งจะมีการนำเสนอนโยบายในการกู้วิกฤตท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันนี้(8 พ.ย.)  นายกรณ์ ได้เดินทางไปยัง จ.ชุมพร เพื่อเปิดตัวทนายลิขิต ศรีชาติ ทนายความชื่อดัง อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 ครอบคลุมพื้นที่ อ.ท่าแซะ และ อ.ปะทิว พร้อมกับพบปะ ประชาชนในพื้นที่และชาวสวนผลไม้และเกษตรกร เพื่อรับฟังปัญหาและเตรียมพัฒนาให้เป็นเศรษฐกิจท่องเที่ยวชุมชน

พรรคชาติพัฒนากล้าเตรียมบุกจ.ภูเก็ตพรรคชาติพัฒนากล้าเตรียมบุกจ.ภูเก็ต

ถอนกฎหมาย “ขายที่ดินให้ต่างชาติ” ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535623

ทีมข่าวการเมืองคมชัดลึก

08 พ.ย. 2565

ถอนกฎหมาย "ขายที่ดินให้ต่างชาติ" ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

รัฐบาล โดย “บิ๊กป๊อก-พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย” ยอมถอนกฎหมาย “ขายทีดินให้ต่างชาติ” หลังมีเสียงคัดค้านมากมาย ที่กำลังจะกลายเป็นแต้มลบช่วงปลายรัฐบาล

เละเป็นโจ๊ก ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ กับ กฎหมายที่มีภาษาปากเรียกสั้นๆว่า “กฎหมายขายที่ดินให้ต่างชาติ” 

หรือที่มีชื่อเต็ม “ร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. ….

กฎหมายฉบับนี้ ครม.เพิ่งอนุมัติหลักการเมื่อ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา กลับโดนกระแสคัดค้านอื้ออึง ทั้งที่มีการออกมาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาล

กระแสคัดค้านที่ว่านี้ มาจากหลากหลายวงการโดยยกประเด็น “ขายชาติ” ขึ้นมาขย่มในโลกโซเชียลเป็นไฟลามทุ่ง

โดยเฉพาะฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทยที่อาศัยความเพลี่ยงพล้ำ โกยแต้มเดินหน้าแลนด์สไลด์ด้วยการออกแถลงการณ์คัดค้านสุดลิ่มทิ่มประตู

ยกเอา “กฎกระทรวงฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว พ.ศ. ….) “

ที่ออกโดยรัฐบาลไทยรักไทยยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2545  ขึ้นมาเปรียบเทียบ

“พรรคเพื่อไทยขอแถลงต่อพี่น้องประชาชนว่า จะเดินหน้าคัดค้าน หากรัฐบาลจะเดินหน้านโยบายนี้ และถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไปเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงเรื่องการซื้อที่ดินของคนต่างด้าวให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2545”

อ่านข้อความท้ายแถลงการณ์จบ 1 ในพี่น้อง 3 ป. “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ประเมินกระแสค้านทางการเมืองรอบนี้ ถูกปลุกให้คะแนนติดลบในช่วงปลายรัฐบาลแบบนี้ ไม่ดีแน่


จึงสั่งการให้กรมที่ดิน ถอนร่างกฎกระทรวงเจ้าปัญหากล่าว โดยทำหนังสือด่วนประสานกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลให้ลงนามเสนอถอนร่างกฎหมาย 

ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อหยุดกระแส

“ปชป.” ถอดบทเรียน “อินแทวอน” เตรียมรับมือช่วงส่งท้ายปี แห่จัดงานเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535528

06 พ.ย. 2565

"ปชป." ถอดบทเรียน "อินแทวอน" เตรียมรับมือช่วงส่งท้ายปี แห่จัดงานเพียบ

“ปชป.” ถอดบทเรียนโศกนาฎกรรม “อินแทวอน” อุดช่องโหวประเทศไทย ส่งท้ายปี หลายพื้นที่แห่จัดงานฉลอง จี้ต้องมีเจ้าภาพงาน ระบบแจ้งเตือนทันสมัย

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2565 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ทีมยุทธศาสตร์ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “โศกนาฏกรรมอิแทวอน..ย้อนมองไทย” นำโดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม. นายชนินทร์ รุ่งแสง อดีต ส.ส.กทม. รวมถึง นายพันธ์พิสุทธิ์ นุราช “กัปตันไมเคิล” คนรุ่นใหม่ของพรรค ซึ่งไปร่วมงานวันฮาโลวีน ที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์

นายองอาจ กล่าวแสดงความเสียใจต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งเห็นว่า ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ พรรคประชาธิปัตย์ตระหนักถึงความสำคัญควรจะต้องมาร่วมกันหาแนวทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีก ไม่ว่าจะในประเทศใดในโลกก็ตาม โดยเฉพาะประเทศไทย 

ด้าน “กัปตันไมเคิล” เล่าย้อนบรรยากาศในงานเทศกาลฮาโลวีนบนถนนอินแทวอนว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วันนั้น ตนนัดพบปะเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านนั้น มีสภาพแออัดมากอยู่แล้ว มีเสียงเพลงที่ดังอึกทึกคึกโครม เต็มไปด้วยความสนุกสนาน อยู่ในช่วงสุดสัปดาห์และเทศกาลฮาโลวีน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ต.ค. 65 ตนจึงยกเลิกนัดแล้วเดินทางไปที่อื่น เมื่อทราบเหตุในวันต่อมาก็รู้สึกตกใจ และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจนถึงมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก 

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมองว่า ประเทศไทยต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ ผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวอาจไม่สามารถติดตามดูแลได้ทั้ง 50 เขต ดังนั้นจึงควรมีผู้ช่วยในแต่ละเขตเพื่อศึกษารายละเอียดการจัดงานทั้งในอดีตและปัจจุบันว่ามีความเสี่ยงอย่างไร โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน สำนักงานเขต ตำรวจ เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย โรงพยาบาล เพื่อนำมาประมวลผลและหามาตรการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อต้องเผชิญเหตุ

นอกจากนี้ทุกคนต้องหันมาตระหนักเรื่องความปลอดภัย เพราะไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไฟไหม้ผับชลบุรี ไฟไหม้ผับซานติก้า เราจำเป็นต้องตระหนักรู้ และต้องมีทัศนคติเรื่องความปลอดภัยที่ต้องเริ่มจากตัวเอง

 นายชนินทร์ รุ่งแสงนายชนินทร์ รุ่งแสง

ขณะที่ นายชนินทร์ มองว่า ประเทศเกาหลีใต้เอง แม้จะมีแผนเผชิญเหตุอยู่แล้ว แต่ยังเกิดเหตุสุดวิสัย เนื่องจากงานในวันดังกล่าวไม่มีเจ้าภาพจัดงานอย่างชัดเจน ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องถอดบทเรียนเพื่อเสนอให้ทุกฝ่ายนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะกำลังจะมีเทศกาลสำคัญหลายงาน 

จึงเสนอให้ทุกงานต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน หากไม่มีเอกชนเป็นเจ้าภาพ ภาครัฐก็จะต้องเป็นเจ้าภาพ เพื่อเตรียมงาน เตรียมสถานที่ โดยเฉพาะการสำรวจเส้นทาง เข้า-ออกงานให้ชัดเจน เตรียมการบริหารจัดการพื้นที่และจำกัดจำนวนคน ไม่ให้เกิดการแออัดมากเกินไป และควรมีคู่มือและอุปกรณ์ช่วยชีวิต อบรมพนักงานเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า โลกเรามักเกิดอะไรที่ไม่คาดคิด เกาหลีเสียเหลี่ยม ทั้งที่เทคโนโลยีล้ำสมัยมาก ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 3 ข้อถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมและอยากให้ประเทศไทยได้ศึกษาอย่างจริงจัง คือ 
1. ขาด Safety Commander ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ว่าฯ อาจจะมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ คนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานพิเศษที่มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ เข้ามากำกับดูแลจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างเข้มข้นจริงจัง 
2. เหตุการณ์อิแทวอนมีการโทรแจ้งเตือนถึง 11 ครั้ง ภายใน 2  ชั่วโมง ดังนั้นต้องปิดสถานที่ ไม่ให้มีคนเข้างานเพิ่ม แต่ไม่ได้ทำ ทำให้เห็นว่าการเตือนภัยของเกาหลีใต้นั้นล้มเหลว ต่อให้มีเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหนก็ตาม  
3. การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บล่าช้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150 คน  

แนวคิดการจัดการสำคัญ 3 ประการ   

1.แก้ปัญหาโครงสร้าง เช่น หากทางเข้าสถานที่พัง ก็จะต้องรีบซ่อมแซม

2. นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตรวจสอบการใช้งาน เตือนแล้วรู้ทันที ลดความสูญเสีย

3. ใช้กฏหมายอย่างเข้มข้น หากมีความจำเป็นก็สามารถประกาศเคอฟิวได้ 

” การซักซ้อมเหตุเป็นสิ่งสำคัญ ประเทศสิงคโปร์จะมี LTA หรือ Land Transportation Authority มีอำนาจดูแลสนามบิน รถไฟฟ้าใต้ดิน ท่าเรือ ครบเบ็ดเสร็จ มีคนคอยสอดส่องดูแลในทุกๆ เมือง ตนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับจราจรกรุงเทพมหานคร ควรมี Traffic Manager จัดการเรื่องจราจร หลาย ๆ ประเทศมี ไม่แน่ใจว่าเกาหลีใต้มีหรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าล้มเหลว การจัดการให้มีประสิทธิภาพต้องมีเทคโนโลยีการแจ้งเตือน วงจรปิดอัจฉริยะ มี safety manager ที่มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ มีอำนาจหน้าที่เข้ามากับดูแล” ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

เสวนา "โศกนาฏกรรมอิแทวอน..ย้อนมองไทย"เสวนา “โศกนาฏกรรมอิแทวอน..ย้อนมองไทย”

“หมอวรงค์” นำทีม “ไทยภักดี” ลุย 5 ภารกิจกระบี่ ชาวบ้านแห่ต้อนรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535522

06 พ.ย. 2565

"หมอวรงค์" นำทีม "ไทยภักดี" ลุย 5 ภารกิจกระบี่ ชาวบ้านแห่ต้อนรับ

“หมอวรงค์” นำทีม “ไทยภักดี” ลุย 5 ภารกิจ จัหวัดกระบี่ อสม.และชาวบ้านแห่รอต้อนรับ ผูกผ้าบาติก ผ้าขาวม้ารอบเอว สัญลักษณ์พื้นเมือง

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยนายธนุ สุขบำเพิง รองหัวหน้าพรรค, นายปฏิยุทธ ทองประจง กรรมการบริหารพรรค, นายทินกร ปลอดภัย ผู้อำนวยการพรรค และนายสานนท์ บุญมี รองโฆษกพรรค ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน

โดยเมื่อ นพ.วรงค์ เดินทางมาถึงสนามบินจ.กระบี่ มีพี่น้องกลุ่ม อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และประชาชนจำนวนมาก มารอต้อนรับ พร้อมผูกผ้าบาติก ผ้าขาวม้ารอบเอว นพ.วรงค์ และมอบดอกกุหลาบสีแดงเพื่อต้อนรับการมาเยือนจ.กระบี่ในครั้งนี้ 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การเดินทางมาจังหวัดกระบี่ในครั้งนี้มีภารกิจทั้งหมด 5 ที่ โดยตนจะไปพบพี่น้องกลุ่ม อสม., พี่น้องกลุ่มชาวประมง, พี่น้องกลุ่มสวนยางสวนปาล์ม และพี่น้องที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด โดยสามารถติดตามการลงพื้นที่ผ่านทางไลฟ์เพจเฟซบุ๊กของตนได้ตลอด และรู้สึกดีใจที่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกระบี่มาต้อนรับตนและคณะพรรคไทยภักดีอย่างอบอุ่น

นพ.วรงค์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.กระบี่นพ.วรงค์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.กระบี่