ดับฝัน “เต้ มงคลกิตติ์” กกต. ชี้ ว่ายข้ามเจ้าพระยาได้ แต่ห้ามเปิดรับบริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535361

04 พ.ย. 2565

ดับฝัน "เต้ มงคลกิตติ์" กกต. ชี้ ว่ายข้ามเจ้าพระยาได้ แต่ห้ามเปิดรับบริจาค

“เต้ มงคลกิตติ์” ต้องหยยุดโครงการ “ONE MAN ON CHAOPHRAYA RIVER” หลัง กกต. พิจารณา ว่ายข้ามเจ้าพระยาได้ แต่ห้ามเปิดรับบริจาค ผิดกฎหมายเลือกตั้ง

หลังจากนาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ มงคลกิตติ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อและอดีตหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เตรียมทำภารกิจ “ONE MAN ON CHAOPHRAYA RIVER” ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเปิดรับบริจาคช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดที่ประสบภัย น้ำท่วม”

ล่าสุด “เต้ มงคลกิตติ์” ต้องพับโครงการดังกล่าว เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. พิจารณาแล้ว สามารถว่ายน้ำได้ แต่ไม่สามารถเปิดรับบริจาคได้ 

ประเด็นการว่ายน้ำ สามารถดำเนินการได้ โดยต้องพึงระมัดระวังมิให้มีการกระทำใด ๆ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 73 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561

ประเด็นการเปิดรับบริจาคเงิน ในนามของ บุคคล องค์กร หรือมูลนิธิอื่น มีลักษณะเป็นการให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์หรือสถาบันอื่นใด นั้น เป็นการผ่าฝืนมาตรา 73 (2)  แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ซึ่งอาจเป็นเหตุให้มีการร้องคัดค้านการเลือกตั้งได้

กกต. เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้อยู่ในห้วงระยะเวลาตามมาตรา 68 (1)แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หากท่านเป็นผู้ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ใขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565

หนังสือพิจารณาจาก กกต.หนังสือพิจารณาจาก กกต.

“สมคิด” ปัด “ช่วยแต่คนรวย” ท้าดูผลงาน ประกาศพร้อมแก้จน “ภาคอีสาน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535351

04 พ.ย. 2565

"สมคิด" ปัด "ช่วยแต่คนรวย" ท้าดูผลงาน ประกาศพร้อมแก้จน "ภาคอีสาน"

“สมคิด” ปฏิเสธวาทะ “ช่วยแต่คนรวย” ท้าย้อนดูผลงานที่ผ่านมา ทำอะไรไว้บ้าง ประกาศพร้อมแก้จน “ภาคอีสาน” ทำได้ ถ้าจริงจัง

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย นำทีมคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย , นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการ พรรคสร้างอนาคตไทย , นายสุพล ฟองงาม ประธานภาคอีสาน พบตัวแทนกลุ่มเกษตรกรและชาวบ้าน จากอำเภอวารินชำราบ และอำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี 

ชาวเกษตรกรได้สะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทั้งปัญหาเฉพาะหน้าคือ น้ำท่วม ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้น ปัญหาหนี้สิน ที่ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจัง ขอให้ทีมพรรคสร้างอนาคตไทยช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคสร้างอนาคตไทยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรคสร้างอนาคตไทย

ขณะที่นายสมคิด กล่าวว่า ตนเองทำงานมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยอยู่พรรคไทยรักไทย โดยสิ่งที่ทำเรื่องจำนำข้าวไม่ได้เป็นการจำนำเพื่อหาเสียง แต่จำนำเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา การแก้ปัญหาเกษตรกรต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่รัฐบาลแต่ต้องทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับ“ภาคอีสาน”เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดมีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน มี ส.ส. ถึง 132 คน ต้องคิดให้ได้ว่าที่ผ่านมามีส.ส.มากที่สุด แต่ทำไมยังช่วยไม่ได้ ส่วนการแก้ปัญหาน้ำสามารถทำได้ รัฐบาลต้องตีโจทย์ให้ได้ ว่าจะเสร็จภายในกี่ปี ทุกหน่วยทุกกระทรวงต้องช่วยกัน ไม่ใช่น้ำท่วม แต่ไม่มีใครดูแลหรือรับผิดชอบโดยเฉพาะ นี่คือปัญหาที่แท้จริง

“ไม่โทษใคร แต่เราต้องเริ่มกันใหม่ คนที่โฆษณาว่าเลือกเขาแล้ว เพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น งี่เง่า เป็นทำไมนายกรัฐมนตรี เป็นแล้วเท่นักเหรอ ถ้าชาวบ้านไม่มีกิน น้ำท่วม มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ปุ๋ยก็ราคาแพง ยังไม่ทันเพาะปลูกก็ขาดทุนแล้ว แบบนี้จะให้ลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ” นายสมคิดกล่าว 

นายสมคิด กล่าวต่อว่า การจะพลิกฟื้นภาคอีสานใช้งบประมาณไม่มาก แต่ต้องคำนึงถึงงบประมาณ จัดลำดับความสำคัญ ต้องทำให้กับคน 20 ล้านคน ที่ยังยากจนอยู่ ยอมรับว่า เสียดายสิ่งที่เคยผลักดัน งบประมาณเข้าหมู่บ้านได้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท หากตนยังทำอยู่ จะไม่เกิดปัญหาเช่นนี้ ส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) นั้น เค้าอยากช่วยเกษตรกร แต่อยู่ที่นโยบายรัฐที่เอาผลการดำเนินงานจากตัวเลขหนี้เสีย(NPL) มาเป็นตัวชี้วัด ประเมินผลการทำงานของหน่วยงาน จึงทำให้ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ จึงไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้เต็มที่

นายสมคิด กล่าวต่อว่า การเมืองปัจจุบัน อยากให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาศึกษา เพราะมีอุดมการณ์ มีไฟ มีสิ่งที่มุ่งหวังในชีวิต แม้จะเงินเดือนเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าคุณทำการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ไม่ทุจริตก็สามารถอยู่ได้ ไม่ใช่วิ่งหาแต่เสรีภาพ มีเสรีภาพแต่ไม่มีความรับผิดชอบบ้านเมืองก็จบ

นายสมคิด ให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี จงใช้เวลาตราบเท่าที่อยู่ในตำแหน่งทำให้ดีที่สุด อย่ากลัวนักการเมือง อย่าเกรงใจ อะไรที่จะสมควรทำ ให้ทำไปเลย ส่วนพรรคสร้างอนาคตไทย หากโชคดีประชาชนให้การช่วยเหลือ จะเข้ามาทำงานเพื่อคนจนจริงๆ 

“ที่บอกว่าสมคิดช่วยแต่คนรวย ผีเจาะปาก ไปนับดูว่าทำงานมากี่ปี ทำอะไรมาบ้าง ตั้งแต่ ธ.ก.ส. ธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้าน OTOP ไปดูซิว่าใครทำ ถ้าหัวไม่กระดิกหางไม่ส่ายแน่นอน ผมต้องการพูดให้เสียงนี้ดังไปถึงทั่วอีสาน จะเป็นนายกหรือไม่เป็นเรื่องเล็ก คนเป็นนายกไม่ใช่เป็นง่าย เป็นแล้วช่วยคนได้จริงๆ คือการเสียสละ ถ้าเป็นแล้วมีแต่เท่ก็ไม่มีอะไร ถ้าเป็นแล้วไม่ทุจริตเดือนละแสนอยู่ได้ นี่คือความจริงประเทศไทย” 

ดังนั้นขอให้เลือกพรรคที่ไว้ใจว่าทำงานได้ อย่าไปเห็นแก่ของเล็กน้อยที่เอามาแจก จำไว้ว่า คนที่ให้อะไรแบบนี้มีจุดมุ่งหมายแน่นอน ขอให้เลือกพรรคที่ดี อาจจะไม่ใช่พรรคนี้แต่เป็นพรรคอื่นก็ได้ ตนตั้งเป้าหมายว่า จะผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 20 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 4-5 ปี 

ส่วนกรณีเมื่อวานนี้(2พ.ย.) มีมติเสียงข้างมาก ให้สภาพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการตามที่สภามีมติในการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั้น นายสมคิด กล่าวว่า ตนเคยบอกแล้ว แก้ไขไม่ใช่เพื่อเลือกตั้ง แต่เพื่อปรับโครงสร้างจริงๆ ที่มัวนั่งถกเถียงเรื่องการคำนวณสูตร ส.ส.ปาร์ลิสต์ หาร100 หาร500 ใครได้เปรียยเสียเปรียบนั้น มองว่า เป็นเรื่องซ้ำซาก ไร้สาระ 

พรรคสร้างอนาคตไทย พบปะชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานีพรรคสร้างอนาคตไทย พบปะชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานี

สัญญาณยุบสภา มาตามนัด ทั้งส.ส.ลาออก และ “สภาล่ม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535319

04 พ.ย. 2565

สัญญาณยุบสภา มาตามนัด ทั้งส.ส.ลาออก และ "สภาล่ม"

รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย มองปรากฏการณ์ ส.ส.ก้าวไกลลาออก / สภาล่ม สถานการณ์ การเมืองช่วงสุกดิบ ก่อน “ยุบสภา”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย มองปรากฏการณ์ทางการเมือง2 เหตุการณ์ในวันนี้ ว่าเป็นปรากฏการณ์  ที่ทำให้ได้กลิ่นของการยุบสภา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาล่ม หรือการลาออกจากส.ส.
มีปรากฎการณ์ 2 เรื่อง เกิดขึ้น คือ สะท้อนให้เห็นว่า สภาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เพราะประชุมไม่ได้ ส.ส.อยู่ไปก็เปลืองเงินเดือนภาษีอากรของประชาชน และรัฐบาลไม่สามารถใช้สภาเป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายได้อีกต่อไปแล้ว

การลาออกของ จิราวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล เขตการเลือกตั้งที่ 27 ทวีวัฒนา เขตหนองแขม(เฉพาะแขวงหนองค้างพลู) และ เขตตลิ่งชัน (เฉพาะแขวงฉิมพลีและแขวงตลิ่งชัน) ซึ่งส่งตัวเเทนเดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากพรรคก้าวไกลในวันนี้  คาดว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเดิมกับพรรคเพื่อไทย โดยผู้สมัครของก้าวไกล ที่จะมาลงสมัครฯแทน คือ สิริน สงวนสิน  สิริน  อายุ 28 เป็นอดีตผู้บริหารเครือฮอนด้า ปิ่นเกล้า เคยเป็น อนุกรรมิการพิจารณาศึกษาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตของประชาชนและประเทศ 
ที่ปรึกษาประธานกมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 
ที่ปรึกษาคณะกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 
อนุกรรมการสำนักการโยธา และ การวางผังเมือง กทม.และที่ปรึกษาประธานกต.ตร สถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน 

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรรมการยุทธศาสตร์ กทม. พรรคก้าวไกลเปิดเผยเรื่องการจัดตัวว่าที่ผู้สมัครพรรคก้าวไกล ว่า ตอนนี้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.ของพรรคมีจำนวนครบ ทั้ง33 เขต เเล้ว จากเดิมเปิดตัวไปก่อนหน้านี้23 คน ส่วนที่เหลืออีก10 คน จะเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้

“สตช.” ตั้งศูนย์ปราบ “เด็กแว้น” ทั่วประเทศ “แอดมิน” ชวนแข่งรถ ออกทริป ผิดด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535320

04 พ.ย. 2565

"สตช." ตั้งศูนย์ปราบ "เด็กแว้น" ทั่วประเทศ "แอดมิน" ชวนแข่งรถ ออกทริป ผิดด้วย

“ผู้ช่วยผบ.ตร.” ตั้งศูนย์ปรายเด็กแว้น พร้อมสั่งการตำรวจทั่วประเทศ กวาดล้างอาชญากรรม ห้วงเทศกาลลอยกระทง รวมถึงเอาผิดแอดมินเพจชักชวนออกทริปอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (4 พ.ย.65) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วยผบ.ตร.) เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในปัญหาการแข่งรถในทางของเด็กและเยาวชน หรือ “เด็กแว้น” สร้างปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่น จึงมุ่งหวังให้ ตร. แก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมจัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปข.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ 

ประชุมตำรวจทั่วประเทศปราบเด็กแว้นประชุมตำรวจทั่วประเทศปราบเด็กแว้น

บังคับใช้กฎหมายใน 4 มาตราการ  ได้แก่ มาตรการก่อนเกิดเหตุ มาตรการขณะเกิดเหตุ มาตรการสอบสวนขยายผล และ มาตรการเฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนของศูนย์ดังกล่าว และกำหนดแนวทางมาตรการการปฏิบัติในช่วง “เทศกาลลอยกระทง” ประจำปี 2565 โดยมีหน่วยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม กำชับให้

1. เร่งรัดกวดขันตรวจสอบการกระทำความผิดทุกช่องทางทั้ง ONLINE เช่น คลิปการแข่งรถ, การขับรถ ที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย, ร้านค้าออนไลน์ ฯลฯ และ ON GROUND เพิ่มความเข้มออกกวดขันตรวจตรา แหล่งมั่วสุม จุดนัดหมาย สถานศึกษา ร้านจำหน่ายอะไหล่ ร้านซ่อมรถ ร้านดัดแปลงสภาพรถ ร้านแต่งซิ่ง โรงงานและร้านขายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ

ดำเนินการตามกฎหมายกับตัวการ และสอบสวนขยายผลไปยังผู้สนับสนุน เช่น ผู้ผลิต ครอบครอง จำหน่าย ประกอบ ดัดแปลง ยุยงส่งเสริม สนับสนุนการแข่งรถในทาง Admin page และกองเชียร์ กรณีสืบทราบหรือพบเห็นการรวมกลุ่มเพื่อแข่งรถในทาง ให้ สน./สภ. บูรณาการกำลังทุกฝ่ายให้ยุติกิจกรรมพร้อมติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

2. การตรวจสอบแอดมินเพจ ชักชวนรวมกลุ่มมั่วสุม แข่งรถในทาง , ออกทริปท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมในช่วงวันหยุดราชการหรือเทศกาล ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในเส้นทาง ให้ดำเนินการตามมาตรการที่ ตร. กำหนด ตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง พื้นที่กลางทาง จนถึงพื้นที่ปลายทาง 

3. ให้ความสำคัญการรับแจ้งเหตุและร้องเรียนในทุกช่องทาง ตรวจสอบและติดต่อสอบถามข้อมูลจากประชาชน เน้นการสืบสวนหลังเกิดเหตุให้ได้ตัวผู้ก่อเหตุ มาดำเนินคดีทุกราย เพื่อป้องปรามไม่ให้กลับมากระทำความผิดอีก 

4. ประชาสัมพันธ์กฎหมายเกี่ยวกับการแข่งรถในทาง ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาและเพิ่มอัตราโทษ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2565 เช่น

-การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมกันในทาง หรือสาธารณสถานใกล้ทาง พร้อมด้วยรถตั้งแต่ 5 คันขึ้นไป โดยมีการนัดหมายเพื่อแข่งรถในทาง หรือรถที่ใช้ในการรวมกลุ่มมีการดัดแปลง หรือปรับแต่งรถให้มีสภาพไม่ถูกต้องฯ ให้ถือว่าผู้นั้นพยายามแข่งรถในทาง

– กำหนดให้ผู้จัด โฆษณา ประกาศ ชักชวน หรือดำเนินการด้วยวิธีการใด เพื่อให้มีการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิด และกรณีผู้รับดำเนินการดัดแปลง หรือปรับแต่งรถให้มีสภาพไม่ถูกต้อง หากรถนั้นถูกนำไปใช้ในการแข่งรถในทาง ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการแข่งรถในทาง เป็นต้น 

5. ให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมและเพิ่มความเข้มในการระดมกวาดล้างการกระทำความผิดในห้วง “เทศกาลลอยกระทง” วันหยุดนักขัตฤกษ์ และเทศกาลใกล้เคียง และให้ผู้บังคับบัญชาควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด 

จับกุมเด็กแว้น จับกุมเด็กแว้นจับกุมเด็กแว้น จับกุมเด็กแว้น

“รัฐบาล” โต้กลับ “ฝ่ายค้าน” ปฏิเสธออกกฎหมาย “ขายชาติ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535294

04 พ.ย. 2565

"รัฐบาล" โต้กลับ "ฝ่ายค้าน" ปฏิเสธออกกฎหมาย "ขายชาติ"

“รัฐบาล” โต้กลับ “ฝ่ายค้าน” 9 ประเด็น ปฏิเสธออกกฎหมาย “ขายชาติ” ชี้มีกฎห้ามกว้านซื้อ ทุกตารางนิ้วที่ถือครองไม่ใช่การเสียอธิปไตยของชาติ

หลังจากคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. มีมติ เห็นชอบร่าง “การได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว” เพื่อกระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ จนเกิดวาทะ “ขายชาติ” ซึ่งฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถาม ว่า จนมุมทางเศรษฐกิจหรือไม่ 

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องจนมุมทางเศรษฐกิจ มีหลายมาตรการดึงดูดนักลงทุนด้านอื่นๆของรัฐบาล ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวในช่วงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่กลับมีงบลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลไม่ได้จนมุมแต่อย่างใด

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ มีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายบุคคล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มการควบคุมและคัดกรองให้รัดกุมขึ้น ดังนี้

1.อนุญาตให้เฉพาะคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 กลุ่ม คือกลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ  กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ที่ได้รับสิทธิวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวใหม่ (Long-term resident visa : LTR) เท่านั้น

2. การซื้อขายไม่เปิดช่องให้นอมินีสามารถกว้านซื้อที่ดินได้ เนื่องจากมีหลักเกณฑ์ขั้นที่1 ที่กำหนดคุณสมบัติคนต่างด้าว 4กลุ่ม ข้างต้นแล้วยังกำหนดให้ต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท ในธุรกิจหรือกิจการตามที่ร่างกฎกระทรวง กำหนด และต้องคงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยให้นับมูลค่าการลงทุน ณ วันที่ยื่นคำขอ หากถอนการลงทุนก่อนครบกำหนด 3 ปี ก็จะถูกระงับสิทธิ  และสามารถออกเงื่อนไขในการป้องกันนอมินีเพิ่มเติมได้ 

3. ไม่สามารถถือครองขยายพื้นที่ได้ มากกว่า 1 ไร่ ต่อ1คน ดูสิทธิการซื้อครบ 1 ไร่ ไม่มีสิทธิซื้ออีกถึงแม้จะขายออกไปแล้ว 

4. การซื้อที่ดิน กำหนดบริเวณชัดเจน ไม่ใช่ซื้อที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย แต่ต้องเป็นพื้นที่ในเขตเมืองที่ราคาสูง อยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ไม่ใช่อนุญาตให้ซื้อพื้นที่เกษตรกรรม

5. การซื้อขายเป็นระหว่างพื้นที่เอกชนกับเอกชนตกลงกันเอง  และเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มเอง ไม่ใช่ ลงทุน 40 ล้านแล้วได้ที่ 1 ไร่  

6. แต่หากตกลงซื้อขายที่ดินแล้วตามขั้นตอน นอกจากยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ยังกำหนดให้ยื่นเรื่องต่อ อธิบดีกรมที่ดิน เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขทั้งหมดก่อน เช่นพบว่า เป็นนอมินี หรือ มีการกว้านซื้อบริเวณใกล้เคียง ก็นำไปสู่การตรวจสอบเพิ่ม และสุดท้ายเมื่อถูกต้อง ถึงจะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเป็นรายกรณีไป ไม่ใช่ซื้อได้ในทันที

7. รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัดหาที่ดินให้รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้จัดหาที่ดินให้ เพียงออกกฎหมายรองรับ  และสิทธิอำนาจในการพิจารณาเงื่อนไขการอยู่ในแผ่นดินไทย ยังเป็นของรัฐบาลไทย 

8. การใช้ชีวิตของต่างชาติในไทย ต้องดำรงเงื่อนไขก่อนซื้อ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ไม่มีเอกสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทย

9. ทุกตารางนิ้วที่ต่างชาติมีที่พักอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย ยังต้องเคารพกฎหมายไทย จึงไม่ใช่การเสียอธิปไตยของชาติ

น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า รัฐบาลน้อมรับข้อห่วงใยของทุกฝ่าย ที่มีเจตนาป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการแสวงหาผลประโยชน์อื่นใด ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีการปรับปรุงแก้ไขได้อยู่

“สภาล่ม” แล้ว หลังเปิดสมัยประชุม แค่นัดที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535300

04 พ.ย. 2565

"สภาล่ม" แล้ว หลังเปิดสมัยประชุม แค่นัดที่ 3

ส.ส.ขอ “ประชุมสภา” สัปดาห์ละสองวัน นัดที่สามวันนี้ ล่มไม่เป็นท่า อ้างเทศกาล – วันหยุดยาว วันศุกร์ส.ส.ต้องลงพื้นที่

ประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เริ่มเวลา 09.30 น.หลังเปิดโอกาศให้สมาชิกหารือที่ประชุมได้พิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงกรณีการปิดอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ ซึ่งคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าการบริหารจัดการอ่าวมาหย่า มีความล้มเหลว ขาดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน  ที่ผ่านมามีการอนุญาตให้กองถ่ายละครเข้าไปในพื้นที่ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังพบว่า มีการทุจริตค่าเข้าชมอุทยานกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยัง ขอให้มีการปรับปรุงระบบการปิดอ่าวมาหย่า ต้องมีการกำหนดเขตให้ชัดเจน ว่าปิดส่วนใดบ้าง เพราะการปิดหาดทั้งหมดจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังเสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งเสริมการมีส่วนในการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส ประชาชนต้องมีส่วนเสนอความเห็นด้วย  

ขณะที่ มีการอภิปรายอยู่นั้น นายพิเชษ เชื้อเมืองพาน ส.ส.จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการโหวตลงคะแนนเกี่ยวกับรายงานฉบับดังกล่าว เนื่องจาก รายงานฉบับนี้มีผู้รับฟังอย่างบางตา ทำให้ทางด้านสมาชิกส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกบางส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่างลุกขึ้นโต้แย้งว่า ไม่จำเป็นต้องโหวตลงคะแนน หากสมาชิกไม่ครบ อาจทำให้รายงานฉบับนี้ค้างอยู่ในการพิจารณาของสภาฯ 

สุชาติ  ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่1สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่1

โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ยืนยันว่า การขอโหวตลงมติถือเป็นสิทธิ์ที่สมาชิกสามารถกระทำได้ ตามข้อบังคับการประชุมฯ ด้านนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การประชุมในวันศุกร์โดยปกติเป็นการประชุมเพื่อรับทราบเรื่องของกรรมาธิการไม่ได้มีการลงมติ ประกอบกับในสัปดาห์นี้เป็นช่วงเทศกาล มีงานทอดกฐินและในวันอังคารก็จะเป็นเทศกาลลอยกระทง จึงทำให้อาจจะมีสมาชิกมาประชุมน้อยต้องขออภัยประชาชนด้วย

ขณะที่นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส. สุรินทร์พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า สัปดาห์หน้าเป็นวันหยุดและมีเทศกาลสำคัญ อีกทั้งเป็น ช่วงปลายสมัยซึ่งนายกก็ทำท่าว่าจะยุบสภาหรือไม่  ส.ส.ทุกคนก็อยากกลับพื้นที่ แต่พรรคเพื่อไทย ได้รับการกำชับจากหัวหน้าพรรคและประธานวิทย์ฝ่ายค้านให้อยู่ประชุม  แต่ส่วนตัวเห็นว่าคุณภาพการประชุมในวันศุกร์ไม่มี
เพราะส.ส.เป็นกังวล พอตกบ่ายก็อยากจะกลับ โดยเฉพาะตอนนี้ยังไม่ชัดว่า 24 ธันวาคมนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาหรือไม่ จึงขอเรียกร้องว่าไม่ควรนัดประชุมในวันศุกร์ขอให้ประชุมเพียงวันพุธและพฤหัสบดีเท่านั้น

นายสุชาติ ได้แจ้งว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในห้องประชุม จำนวน 183 คน คือ 177 ที่กดออด และมารายงานตัวเพิ่มอีก 6  ซึ่งองค์ประชุมคือ 238 คนถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ประธานในการประชุมจึงสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 12.21น.

ก้าวไกล ยื่นอัยการสูงสุด ชะลอโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีส้ม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535289

04 พ.ย. 2565

ก้าวไกล ยื่นอัยการสูงสุด ชะลอโครงการ "รถไฟฟ้าสายสีส้ม"

เสียดาย 6.8 หมื่นล้าน ก้าวไกล ยื่น “อัยการสูงสุด” ศาลปกครอง เบรกโครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ล้มสัญญา แข่งขันไม่เป็นธรรม

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการประมูลโครงการและการเจรจาร่างสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ก่อนอนุมัติร่างสัญญาจาก รฟม. เพราะหากสำนักงานอัยการสูงสุดปล่อยผ่านร่างสัญญาฉบับนี้ไป รฟม. ก็คงรีบชงเรื่องเข้า ครม. ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งจะทำให้รัฐต้องเข้าไปอุดหนุนโครงการแบบ มากเกินจำเป็น”ถึง 68,613 ล้านบาท

ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ สุรเชษฐ์ระบุว่า เคยเรียก รฟม. มาชี้แจงเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้มแล้ว ถึง 2 ครั้ง แต่ รฟม. จงใจเบี้ยว ไม่มาชี้แจง  ส่วนการประชุมแบบ Live สดก็ยังคงดำเนินการต่อไป โดยมี BTS ในฐานะผู้ได้รับความเสียหายและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยกเว้น รฟม. เข้าร่วมชี้แจง

ผลการประชุม พบว่ามีหลายประเด็นน่าเคลือบแคลง ในส่วนของความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการประมูลโครงการ ได้แก่ (1) การเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศแบบไม่เคยมีมาก่อน และ (2) การยกเลิกการประมูลครั้งก่อนโดยที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย  นอกจากนั้น ในส่วนของการเจรจากับผู้ชนะการประมูลรอบใหม่ ยังมีประเด็นน่าสงสัยอยู่หลายประเด็น ได้แก่ (1) การกีดกัน BTS ไม่ให้มีสิทธิ์เข้าประมูลรอบใหม่ (2) คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ และ (3) ความพยายามของคณะกรรมการคัดเลือกในการรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ  

จึงได้ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อส่งบันทึกการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการและสรุปสาระสำคัญเพื่อให้อัยการสูงสุดได้พิจารณาดำเนินการตรวจสอบ ก่อนอนุมัติร่างสัญญา ให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนผ่านเรื่องไปยัง ครม.

ขณะนี้พรรคก้าวไกลกำลังเตรียมคำร้องเพื่อยื่นฟ้องศาลปกครองกลางต่อไป  

กฎหมาย “ขายที่ดิน” ให้ต่างชาติ ทำคนเคยรัก แตกคอกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535286

04 พ.ย. 2565

กฎหมาย "ขายที่ดิน" ให้ต่างชาติ ทำคนเคยรัก แตกคอกัน

กฎหมายขายที่ดินให้ “ต่างชาติ” เปิดศึกระดับรองหัวหน้าพรรค ระหว่าง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ-นิพนธ์ บุญญามณี คนเคยร่วมชายคาพรรคประชาธิปัตย์

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ชี้แจง กรณี ถูก นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหา บิดเบือนข้อมูล อนุญาตต่างชาติซื้อ-ขายที่ดิน มีเนื้อหา ในเฟสบุ๊คว่า  เหตุที่วิจารณ์นโยบายขายที่ดินให้ต่างชาติ เหตุที่คัดค้าน เพราะนโยบายนี้มาผิดเวลา (จะเน้นเรื่องมาผิดเวลาเสมอ) และเงื่อนไขไม่ดี  รัฐไทยไม่ได้ประโยชน์เพียงพอกับการขาย  ใครบอกว่า ต่างชาติเขาก็ทำ คิดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเงื่อนไข และภาษีต่างกันเยอะ
เรื่องนี้เคยค้านไว้ตั้งแต่ปี 2545  ซึ่งโชคดีว่า กฎกระทรวงเมื่อปี 2545 เข้มเกินไป ต่างชาติเลยเข้ามาซื้อได้เพียง 10 ราย

ครั้นปี 2565 กระทรวงมหาดไทย แก้กฎกระทรวงใหม่ เอื้อให้ต่างชาติซื้อได้ง่ายขึ้น  ส่วนตัวก็ยังอยู่ในจุดยืนเดิมคือคัดค้านเหมือนเดิม  เคยประกาศกับประชาชนไว้ตอนอยู่พรรคประชาธิปัตย์ มิใช่ว่า พอออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ จะทิ้งหลักการไว้ที่พรรคประชาธิปัตย์แล้วออกมาตัวเปล่า   ไม่ใช่ว่า สมัยทักษิณค้าน  สมัยประยุทธ์ ไม่ค้าน ใครทำแบบนี้ คือ 2 มาตรฐาน 

นิพิฏฐ์ ระบุว่ากับ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลกรมที่ดิน ก็รักกัน เคยต่อสู้ร่วมกันมา ความเป็นเพื่อนยังคงอยู่ เพียงแต่กล่าวว่า การแก้กฎกระทรวงเอื้อให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้นนี้ ทำสมัยที่นิพนธ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทราบก็เพราะรัฐมนตรีตอบเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565

ฟังเสียงนิพนธ์ บุญญามณี ชี้แจงเรื่องกฎหมายขายชาติได้ที่นี่

https://www.facebook.com/nipit.in/videos/426598962958957

นิพิฎฐ์ ถามอีกว่าที่กล่าวหาว่าเขาเปลี่ยนไปใช่ข้อเท็จจริงหรือไม่  หากฟังจากคลิปต์ดูจะรู้ว่าใครเปลี่ยนไป จากที่เคยร่วมกันคัดค้าน ต่างชาติซื้อที่ดินมา แต่เมื่อเป็นรัฐมตรีกระทรวงมหาดไทย กลับมีการ แก้กฎกระทรวงใหม่ เอื้อให้ต่างชาติซื้อได้ง่ายขึ้น

พรรค “ประชาธิปัตย์” ย้ำจุดยืน ไม่เอากัญชาเสรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535278

04 พ.ย. 2565

พรรค "ประชาธิปัตย์" ย้ำจุดยืน ไม่เอากัญชาเสรี

พรคประชาธิปัตย์ รับงาน ไม่เอา “กัญชาเสรี” ทั้งพรรค จวกพรรคร่วมรัฐบาล ให้ยึดหลักการประชาธิปไตย เคารพความเห็นต่าง

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์
แต่ไม่สนับสนุนกัญชาเสรี เพราะเราเป็นห่วงอนาคตประเทศระยะยาว ว่ามันจะได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าเดินหน้าไปสู่กัญชาเสรี
นี่คือความชัดเจนที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในฐานะพรรคการเมือง ประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นลูกจ้างบริษัทส่วนตัวของใคร
ที่จะต้องมีใช้อำนาจบังคับว่าจะต้องมีความเห็นไปทางโน้นทางนี้    ประชาธิปัตย์ก็มีวิถีทางในการที่จะมีจุดยืนของตัวเอง
ที่มีการตั้งคำถามว่าไปรับงานใครมาหรือไม่ รวมทั้งที่บอกว่าการให้ความเห็นแบบนี้ถือว่าไม่มีมารยาทนั้น
คนที่ถามต้องย้อนกลับไปถามตัวเองมากกว่ากับคำถามที่ถามมา  และที่สำคัญก็คือ ประชาธิปไตยนั้นต้องเคารพความเห็นต่าง  ต้องไม่ไประรานคนที่เขามีความเห็นต่าง

พรรคการเมืองที่เขายึดถือวิถีประชาธิปไตย ก็ต้องเคารพความเห็นต่าง ไม่ไประรานคนที่เขาเห็นไม่ตรงกับเรา ต้องไม่ใช้อารมณ์ ถ้าเราถือหลักนี้ได้ การทำงานร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา แน่นอนว่าจะให้เห็นไปในทางเดียวกันทั้งหมดทุกเรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะความเห็นทางการเมือง แม้แต่บริษัทเดียวกัน ถึงจะใช้อำนาจให้เขาเห็นไปทางใดทางหนึ่งก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นตรงกันได้ทั้งหมด ยิ่งทางการเมืองแล้ว ทุกคนก็ต้องเคารพประชาชน และต้องฟังเสียงประชาชน เรื่องนี้ประชาธิปัตย์ก็ฟังเสียงประชาชนเช่นเดียวกัน นอกจากเราจะมีจุดยืนของเรา ไม่ใช่ไปรับงานใครมา แต่ถ้าบอกว่าไปรับงานใครมา ก็รับงานมาจากประชาชน

ส่วนที่เกรงกันว่าจะกระทบความสัมพันธ์ พรรคร่วมรัฐบาลนั้น หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือ ต้องไม่ใช้อารมณ์ ต้องใช้หลักเหตุผล และรวมไปถึงการทำงานร่วมกันในรัฐบาลผสม ต้องเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคจะได้มากกว่าเดิมในพื้นที่ภาคใต้ มากกว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ส่วนพรรคไหนจะลงไปแข่งอย่างไรบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่ประชาธิปัตย์ลงอยู่พรรคเดียว ก็จะมีทุกพรรคที่ลงไปแข่งขันกัน  แต่ประชาธิปัตย์ ยังผูกพันกับคนภาคใต้อย่างแน่นเหนียว

รัฐบาล เตรียม ยกเลิกกฎหมาย “เช็คเด้ง” รับผิดเป็นคดี “ทางแพ่ง”แทน “อาญา”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535217

03 พ.ย. 2565

รัฐบาล เตรียม ยกเลิกกฎหมาย "เช็คเด้ง" รับผิดเป็นคดี "ทางแพ่ง"แทน "อาญา"

รัฐบาล เตรียมนำเข้าที่ประชุมสภา เป็นวาระเร่งด่วน หลังรับทราบ ให้เสนอร่างยกเลิกกฎหมาย “เช็คเด้ง” รับผิดเป็นคดี “ทางแพ่ง”แทน “อาญา”

ความคืบหน้าการปรับปรุง พ.ร.บ.ว่า ด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 พ.ศ. … หรือ เช็คเด้ง ที่ก่อนหน้านี้ประกาศให้ผู้ที่กระทำความผิดต้องถูกลงโทษในคดีอาญานั้น 


น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ ที่ 31 ต.ค. 65 ซึ่งให้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมาดังกล่าว ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วน สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้จะยกเลิก พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ทำให้เมื่อมีกรณี ลูกหนี้ สั่งจ่ายเช็คโดยไม่มีเจตนาทุจริต แต่เช็คไม่สามารถขึ้นเงินได้ เพราะเงินในบัญชีของลูกหนี้ไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า เช็คเด้ง จะเหลือเพียงมูลความผิดที่ฟ้องร้องกันทางแพ่ง ไม่มีโทษทางอาญาที่ต้องถูกปรับหรือจำคุกอีกต่อไป

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534  หากเกิดกรณี “เช็คเด้ง” ไม่ว่าจะมีเจตนาทุจริตหรือไม่ ลูกหนี้ต้องมีโทษทางอาญาถูกปรับหรือจำคุกหรือทั้งจำทั้งปรับ เสมือนลูกหนี้ต้องเอาเสรีภาพของตนเองเป็นประกันว่าเช็คจะไม่เด้ง ทั้งที่ความเป็นจริงการที่เงินในบัญชีไม่พอจ่ายเจ้าหนี้ควรฟ้องร้องทางแพ่ง เรียกเงินตามเช็คเท่านั้น แต่เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้อยู่ ทำให้ทางปฏิบัติเจ้าหนี้มักเลือกฟ้องเป็นคดีอาญาเพื่อข่มขู่ลูกหนี้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเงินเปลี่ยนไปมาก มีการใช้ทั้งบัตรเครดิต เดบิต การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาแทนที่การใช้เช็ค หากยังคงกฎหมายนี้ไว้อาจจะเป็นการใช้โทษอาญาในทางที่ไม่เหมาะสม รัฐบาลจึงเร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ให้การจัดการหนี้สินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้อยู่ภายใต้กฎหมายที่เป็นธรรม และยังเป็นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดหลักการให้พึงกำหนดโทษทางอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่กำหนดว่า บุคคลจะถูกจำคุกเพียงเพราะเหตุว่าไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาไม่ได้

ทั้งนี้เมื่อกฎหมายยกเลิกแล้ว และมีผลบังคับ ผู้ที่ต้องโทษอยู่จะได้รับการปล่อยตัวทันที หรือหากศาลพิจารณาคดีอยู่ก็จะจำหน่ายคดีส่วนอาญาออกไป และต่อไปนี้เจ้าหนี้จะไม่สามารถฟ้องทางอาญาเพื่อบีบคั้นลูกหนี้ไม่ได้อีกต่อไป
 

“แม้จะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้แล้ว แต่ก็ยังมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาลงโทษลูกหนี้ที่สั่งจ่ายเช็คเด้งโดยมีเจตนาทุจริต อยู่ในส่วนความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว