“เพื่อไทย” ผิดหวัง คว่ำกฎหมาย “สุรา” เตรียมยกเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535196

03 พ.ย. 2565

"เพื่อไทย" ผิดหวัง คว่ำกฎหมาย "สุรา" เตรียมยกเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง

“เพื่อไทย” ผิดหวัง มติโหวตคว่ำกฎหมาย “สุรา” เตรียมนำกลับมาชูเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งอีกครั้ง หลังชะงักสมัย “พรรคไทยรักไทย”

หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเสียงข้างมาก คว่ำร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ด้วยคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย 196 เสียง ต่อ 194 เสียง งดออกเสียง 15 เสียง ทำให้กฎหมายฉบับนี้ถูกตีตกไปโดยปริยาย ซึ่งคาดว่าพรรคก้าวไกล จะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้งครั้งทึ่จะถึงนี้
 

ล่าสุดความเคลื่อนไหวของ “พรรคเพื่อไทย”  ที่ส.ส.ของพรรคได้ร่วมโหวตสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว แต่แพ้โหวตไป 2 คะแนน โดยออกแถลงการณ์ ระบุว่า 

พรรคผิดหวังกับผลโหวตเมื่อวานนี้ แต่จะเดินหน้าผลักดันนโยบาย “สุราประชาชน” โดยผ่านกฎหมายให้ประชาชนสามารถต้มหรือผลิตสุราในท้องถิ่นเพื่อจำหน่ายได้ ซึ่งแนวนโยบายนี้เคยมีมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแล้ว แต่มีการรัฐประหารในปี 2549 พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้านโยบายนี้เพื่อหยุดการผูกขาด ปลดปล่อยศักยภาพของชุมชน ธุรกิจSME ร้านค้า ทั่วประเทศในการสร้างรายได้ ขยายโอกาสนำรายได้เข้าประเทศ โดยมีมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองเยาวชนเฉกเช่นการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะนี้

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่า วาระเร่งด่วนของประเทศคือ การขจัดความยากจน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการสร้างโอกาส นโยบายสุราประชาชนจึงเป็นหนึ่งในอีกหลายนโยบายที่พรรคจะเสนอขอการสนับสนุนจากพี่น้องคนไทยผ่านการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เพื่อเดินหน้า เพื่อไทยแลนด์สไลด์ เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย

“ประชาธิปัตย์” ยอมรับ รับงาน ท้วงกฎหมายกัญชา มาจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535197

03 พ.ย. 2565

"ประชาธิปัตย์" ยอมรับ รับงาน ท้วงกฎหมายกัญชา มาจริง

ทบทวนกฎหมาย กัญขา พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับ รับงานมาจริงตามที่หัวหน้า “พรรคภูมิใจไทย” กล่าวหา แต่รับมาจากประชาชน

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ แปลกใจที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามพรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กัญชากัญชง ว่ารับงานมาหรือไม่ 

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาของร่างกฎหมายที่ออกมาแล้วยังไม่รัดกุม ไม่ได้เน้นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และยังเปิดช่องให้นำไปมอมเมา และสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้

อนุทินก็คงรู้อยู่แก่ใจว่า กัญชาได้กลายเป็นกัญชาเสรีสุดขั้วไปแล้ว เพราะหาซื้อได้ง่ายมาก เราจึงเรียกร้องให้ทบทวนว่าควรนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดก่อนดีหรือไม่ เพื่อใช้ช่วงเวลานี้ทำกฎหมายให้รัดกุม อีกทั้งการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ยังมีโอกาสที่จะไม่ทันอายุของรัฐบาล เพราะหากผ่านสภาฯไปก็ต้องส่งไปให้ ส.ว.พิจารณาอยู่ดี  และมีแนวโน้มที่ร่างกฎหมายต้องถูก ส.ว.แก้ใหม่ด้วย

ดังนั้นจึงต้องทำกฎหมายตั้งแต่ต้นให้ดีที่สุด เพื่อให้ใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพียงแต่สะท้อนสิ่งที่เป็นปัญหาเท่านั้น

ท่าทีที่ออกมา ก็เข้าใจ เพราะอนุทินคงรู้อยู่แล้วว่ากัญชามีข้อผิดพลาดเยอะตั้งแต่ปลดล็อคออกมา  ส.ส.ต้องทำกฎหมาย และทำหน้าที่แทนประชาชนในการติดตามนโนบาย เมื่อเห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องก็ควรต้องช่วยกันติ ช่วยกันเตือน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ถ้าจะถามว่ารับงานใครมา ก็ต้องตอบว่ารับงานจากประชาชนที่เขามีลูกมีหลานและเรียกร้องมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยกล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคารพมติวิปรัฐบาล สาทิตย์ ยืนยันว่า วิปรัฐบาลยังไม่ได้มีมติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะหลายพรรคยังเห็นไม่ตรงกัน หรือแม้แต่พรรคเดียวกันเองบางพรรคก็ยังเห็นไม่ตรงกัน

ดังนั้นอาจจะต้องพิจารณาหน้างานอีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร แต่หากพูดเรื่องที่สวนมติวิปรัฐบาลที่ผ่านมาบางพรรคก็ทำมาแล้วในกฎหมายกองทุน กยศ. ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีความเห็นไม่ตรงกันในสภาฯ

สาทิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องมารยาททางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วเมินเฉย ทั้งที่สิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน หากทำอย่างนั้นทำกับทรยศต่อประชาชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นจิตสำนึกพรรคการเมืองที่ควรต้องมี และเมื่อเตือนแล้วก็ควรต้องฟังกันบ้าง

“ฝ่ายค้าน” กระทูถามสด เรื่องขายแผ่นดิน วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535169

03 พ.ย. 2565

"ฝ่ายค้าน" กระทูถามสด เรื่องขายแผ่นดิน วันนี้

“ขายที่ดิน”ให้ต่างชาติอาจสะดุด ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้ถามสด หากรัฐบาลตอบไม่ชัด เตรียมเสนอญัตติด่วนให้สภาพิจารณา

สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ จะมีการยื่นกระทู้ถามสดในหัวข้อเรื่องมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ว่าด้วยการอนุญาตให้ชาวต่างชาติและต่างด้าวได้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ 1 ไร่แลกกับการลงทุน 40 ล้าน โดยพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้เสนอ จะถามเรื่องมูลเหตุจูงใจ ความจำเป็น ผลกระทบและมาตรการทางด้านสังคม ด้านของความมั่นคง

ขณะที่พรรคก้าวไกล โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค จะถามเรื่องผลกระทบและมาตรการทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหากในกระทู้ธรรมสดนี้รัฐมนตรีตอบคำถามไม่ชัดเจน จะนำไปสู่การยื่นญัตติด่วนในช่วงบ่าย


ส่วนรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้นั้นมีรัฐมนตรีตอบรับแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและ นาย
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้มาตอบ


จากนั้นจะมีการเสนอญัตติด่วนด้วยฝ่ายค้านและคาดว่าฝ่ายรัฐบาลก็จะเสนอประกบในหัวข้อเรื่องเหตุการณ์ที่จ.หนองบัวลำภู และเรื่องน้ำท่วม ซึ่ง การเสนอญัตติ 3 เรื่องในคราวเดียวกันเป็นสิ่งที่ทำได้ และคาดว่าจะใช้เวลานานพอสมควร อาจจะจบภายในวันนี้ ต้องไปต่อในสัปดาห์หน้าเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน

ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปรัฐบาลแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 นั้น ตอนนี้ดูสถานการณ์อยู่ อาจจะยื่นก่อนประชุมเอเปคตามเดิม หรือหลังเสร็จสิ้นการประชุมเอเปคก็น่าจะยื่นได้เลย

แนะผู้ว่าฯ ดูแบบ “รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน” แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535165

03 พ.ย. 2565

แนะผู้ว่าฯ ดูแบบ "รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน"  แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. แนะ ใช้โมเดลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในการแก้ปัญหา “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” เพราะต้นตอปัญหา ไม่ต่างกัน

สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. โพสต์เฟสบุ๊ค เรื่องปัญหารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่ามีปัญหาเหมือนกัน แต่รฟม.มีวิธีแก้ปัญหา ต่างจาก กทม. มีเนื้อหาว่าหลายคนคงไม่รู้ว่ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีเขียวมีปัญหาทางการเงินในการต่อขยายเส้นทางเหมือนกัน รฟม.เจ้าของสายสีน้ำเงินแก้ปัญหาด้วยการขยายสัมปทานให้ผู้เดินรถไฟฟ้า แต่ กทม.เจ้าของสายสีเขียวแก้ปัญหาด้วยการ “โยน” ปัญหาให้รัฐบาล

รฟม.แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายอย่างไร

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกอบด้วยเส้นทางส่วนหลักและส่วนต่อขยาย ดังนี้
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนหลัก ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ ระยะทาง 20 กิโลเมตร รฟม.ลงทุนงานโยธาเป็นเงินจำนวน 91,249 ล้านบาท และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน ลงทุนงานระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว เป็นเงินจำนวน  24,563 ล้านบาท และให้บริการเดินรถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2572 มีอัตราค่าโดยสารในปัจจุบัน 17-42 บาท

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย

ส่วนต่อขยาย ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 11.08 กิโลเมตร และช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร รฟม.ลงทุนงานโยธาเป็นเงินจำนวน 59,583.75 ล้านบาท และ BEM ลงทุนงานระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว เป็นเงินจำนวน 22,785.42 ล้านบาท และให้บริการเดินรถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2592 มีอัตราค่าโดยสารในปัจจุบัน 17-42 บาท

 กราฟฟิคเปรียบเทียบ วิธีแก้ปัญหา รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-สายสีเขียวกราฟฟิคเปรียบเทียบ วิธีแก้ปัญหา รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-สายสีเขียว

ปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย และวิธีแก้ปัญหาของ รฟม.

ปัญหาของสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายคือหากผู้เดินรถไม่ใช่ BEM ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนขบวนรถ ไม่สามารถเดินทางแบบต่อเนื่อง (Through Operation) ได้ และจะต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน รฟม.(โดยคณะกรรมการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 42/2559) จึงแก้ปัญหาโดยให้ BEM เป็นผู้รับสัมปทานลงทุนงานระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว และให้บริการเดินรถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2592 เพื่อให้มีการเดินรถแบบต่อเนื่อง และไม่มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน

เนื่องจากสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายมีผู้โดยสารน้อย ทำให้ BEM ขาดทุน ด้วยเหตุนี้ รฟม.(โดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช.) จึงขยายสัมปทานสายสีน้ำเงินส่วนหลักให้ BEM เป็นเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2572-2592 เพื่อนำรายได้จากส่วนหลักมาชดเชยการให้บริการเดินรถส่วนต่อขยาย

กทม.แก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายอย่างไร ?

รถไฟฟ้าสายสีเขียวภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกอบด้วยเส้นทางส่วนหลักและส่วนต่อขยาย ดังนี้

รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช ระยะทาง 17 กิโลเมตร และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 16-44 บาท กทม.ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542-2572 โดย BTSC เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ทั้งงานโยธาและงานระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว เป็นเงินประมาณ 53,000 ล้านบาท

รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

ส่วนต่อขยายที่ 1 ประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 16-31 บาท และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.25 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย โดย กทม.ลงทุนในส่วนต่อขยายที่ 1 เป็นเงิน 16,675 ล้านบาท (รวมค่างานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลบางส่วน แต่ไม่รวมค่าขบวนรถซึ่งลงทุนโดย BTSC) และจ้าง BTSC ให้เดินรถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2585

ส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วยช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร และช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 17.8 กิโลเมตร ยังไม่เก็บค่าโดยสาร ส่วนต่อขยายที่ 2 นี้ กทม. รับโอนมาจาก รฟม. พร้อมหนี้งานโยธาประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท และได้จ้าง BTSC ให้เดินรถตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-2585

ปัญหาของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย และวิธีแก้ปัญหาของ กทม.

ปัญหาของสายสีเขียวส่วนต่อขยายคือหากผู้เดินรถไม่ใช่ BTSC ผู้โดยสารจะต้องเปลี่ยนขบวนรถ ไม่สามารถเดินทางแบบต่อเนื่องได้ และจะต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน กทม.(โดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช. ที่ 3/2562) จึงแก้ปัญหาโดยให้ BTSC เป็นผู้รับสัมปทานลงทุนงานระบบระบบรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋ว และให้บริการเดินรถจนถึงปี พ.ศ. 2602 เพื่อให้มีการเดินรถแบบต่อเนื่อง และไม่มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน

ปัญหาที่ตามมาก็คือ กทม.ไม่มีเงินชำระหนี้ให้ BTSC และ รฟม. ด้วยเหตุ นี้ กทม. (โดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช.) จึงเจรจากับ BTSC ให้ BTSC รับหนี้ทั้งหมดแทน กทม. ซึ่งถึงวันนี้ (3 พ.ย. 65) กทม. มีหนี้ดังนี้

หนี้กับ BTSC เป็นค่าจ้างเดินรถและติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (รวมดอกเบี้ย) ประมาณ 46,000 ล้านบาท

หนี้กับ รฟม. เป็นค่างานโยธาส่วนต่อขยายที่ 2 (รวมดอกเบี้ย) ประมาณ 60,000 ล้านบาท

รวมหนี้ทั้งหมดประมาณ 106,000 ล้านบาท

อีกทั้ง ยังมีหนี้จากเวลานี้จนถึงปีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคือปี พ.ศ. 2572 อีกก้อนใหญ่ เนื่องจากการเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายจะขาดทุน กทม.(โดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช.) จึงเสนอให้ขยายสัมปทานสายสีเขียวส่วนหลักให้ BTSC เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2572-2602 เพื่อนำรายได้จากส่วนหลักมาชดเชยการให้บริการเดินรถส่วนต่อขยาย การแก้ปัญหาโดยวิธีนี้ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่แล้ว (ท่านผู้ว่าฯ อัศวิน) เห็นด้วย แต่ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน (ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ) ไม่เห็นด้วย

เปรียบเทียบการแก้ปัญหาสายสีน้ำเงินกับสายสีเขียว โดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช.

คณะกรรมการตามคำสั่ง คสช.ต้องการใช้วิธีแก้ปัญหาเหมือนกันทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีเขียว นั่นคือขยายสัมปทานส่วนหลักให้ผู้รับสัมปทาน โดยมีเงื่อนไขดังนี้

ระยะเวลาที่ขยายสัมปทานส่วนหลัก
ขยายสัมปทานสายสีน้ำเงินส่วนหลักให้ 20 ปี (2572-2592) สายสีเขียวส่วนหลัก 30 ปี (2572-2602) เนื่องจาก BTSC ผู้รับสัมปทานสายสีเขียวต้องรับภาระหนี้มากกว่า BEM ผู้รับสัมปทานสายสีน้ำเงิน

ส่วนแบ่งรายได้ BEM ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้ รฟม.ตลอดช่วงเวลาที่ขยายสัมปทาน แต่ BTSC จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.กว่า 2 แสนล้านบาท

ค่าโดยสาร
BEM เก็บค่าโดยสารทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยาย 17-42 บาท คิดเป็นค่าโดยสารสูงสุดต่อกิโลเมตรเท่ากับ 1.62 บาท ส่วน BTSC เก็บค่าโดยสารทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยาย 15-65 บาท คิดเป็นค่าโดยสารสูงสุดต่อกิโลเมตรเท่ากับ 1.23 บาท

เปรียบเทียบการแก้ปัญหา โดยผู้ว่าการ รฟม. กับผู้ว่าฯ กทม.

ผู้ว่าการ รฟม. รับลูกวิธีแก้ปัญหาที่เสนอโดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช. โดยได้ลงนามขยายสัมปทานสายสีน้ำเงินส่วนหลักให้ BEM เมื่อปี พ.ศ. 2560

แต่ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหาที่เสนอโดยคณะกรรมการตามคำสั่ง คสช. กลับเสนอให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่างานโยธาส่วนต่อขยายที่ 2 ถ้ารัฐบาลปฏิเสธ ก็จะโอนสายสีเขียวทั้งหมด (ทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยาย) ให้รัฐบาล

ในกรณีที่รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่างานโยธาส่วนต่อขยายที่ 2 ให้ กทม. ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติจะเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานรายใหม่หลังปี พ.ศ. 2572 (วาระของท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2569) ซึ่งผมเห็นว่า กทม.จะไม่สามารถเปิดประมูลได้ เพราะยังติดสัญญาจ้าง BTSC ให้เดินรถจนถึงปี พ.ศ. 2585 อีกทั้ง กทม.จะไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ให้ BTSC จนถึงปี พ.ศ. 2572 ได้

สรุป

ไม่ว่ารัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่างานโยธาส่วนต่อขยายที่ 2 ให้ กทม.หรือไม่ก็ตาม กทม.จะไม่สามารถเปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานรายใหม่หลังปี พ.ศ. 2572 ได้

ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมรับความจริงว่าไม่สามารถทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวถูกลงตามที่เคยหาเสียงไว้ว่าจะเก็บ 25-30 บาท ได้ และควรพิจารณาขยายสัมปทานสายสีเขียวส่วนหลักให้ BTSC เช่นเดียวกับที่ รฟม.ได้ขยายสายสีน้ำเงินส่วนหลักให้ BEM มาก่อนแล้วเท่านั้น อย่าพยายามโอนสายสีเขียวทั้งหมดให้รัฐบาลเลย เพราะในที่สุด รัฐบาล (โดย รฟม.) อาจเลือกแนวทางขยายสัมปทานสายสีเขียวส่วนหลักให้ BTSC ดังเช่นที่ได้ขยายสัมปทานสายสีน้ำเงินส่วนหลักให้ BEM มาแล้ว

“อุตตม” แนะรัฐบาล ปรับงบประมาณปี 66 รับมือวิกฤตเศรษฐกิจอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535141

02 พ.ย. 2565

"อุตตม" แนะรัฐบาล ปรับงบประมาณปี 66 รับมือวิกฤตเศรษฐกิจอนาคต

“อุตตม” แนะรัฐบาล ปรับงประมาณปี 66 ตัดลดสิ่งไม่จำเป็น แต่นำมาลงทุนเสริมสร้างเม็ดเงิน เพื่อเตรียมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หลังปีหน้ามีโอกาสถดถอย

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย เปิดเผยว่า หลายสำนักในต่างประเทศ ระบุสถานการณ์ “เศรษฐกิจโลก” ว่า ปีหน้ามีโอกาสสูงที่จะถดถอย สาเหตุจากทั้งปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ประเทศไทยก็ยังอยู่ในช่วงที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ 

จากข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ชี้ว่า ตัวเลขข้อมูลระดับมหภาค เช่น ระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และสถานะภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง แต่ตนเห็นว่า นอกเหนือจากข้อมูลในภาพใหญ่แล้ว จำเป็นต้องพิจารณาเชิงลึกให้ครบถ้วน จึงจะรู้ว่ามีความเข้มแข็งระดับใด จะสามารถฟันฝ่ามรสุมเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้ในปีหน้าหรือไม่ เช่น ข้อมูลกำลังซื้อของผู้บริโภค ปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงทุนที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในระบบ ภาคเกษตรที่กำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนสูงจากราคาปุ๋ย รวมถึงระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบที่อยู่ในระดับสูงและไม่มีแนวโน้มจะลดลง 
 

ขณะนี้มองว่า “ต้นทุน”ที่ขยับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน เป็นปัญหาพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่มีความอ่อนไหวสูง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจในการบริหารจัดการด้วยความไม่ประมาท มองสถานการณ์ข้างหน้าอย่างรอบคอบ และต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ด้วย 
 
นายอุตตม ยังพูดถึงการปรับงบประมาณปี2566 ด้วยว่า แม้งบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว แต่หากนำกลับมาทบทวนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ภายใต้สภาวการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ซึ่งรัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งครั้งหน้า สามารถดำเนินการได้โดยเสนอกฎหมายปรับโอนงบประมาณ อดีตเคยมีมาแล้ว เน้นปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือชะลอโครงการส่วนหนึ่งออกไปก่อน เพื่อเอางบประมาณมาเน้นไปที่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง เช่น การเร่งฟื้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก และกระตุ้นการสร้างงานในพื้นที่ทั่วประเทศ 

นอกจากนี้รัฐบาลหน้ายังสมควรพิจารณาเริ่มการปฏิรูประบบงบประมาณอย่างจริงจัง ทุกวันนี้ ไม่สามารถรองรับการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ ต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งในระดับเศรษฐกิจฐานราก การแก้ไขความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างงานสร้างอาชีพและโอกาสใหม่ให้คนไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขนส่งคมนาคมสมัยใหม่ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะพร้อมทำงานในโลกยุคใหม่ การสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรม New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งโลกอนาคต 
  
“ปัจจุบันการใช้งบประมาณมีโครงสร้างแบบไซโลผ่านกระทรวงและหน่วยงาน ไม่สามารถบูรณาการให้การใช้งบประมาณรองรับการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสถานการณ์ ดังนั้นจุดสำคัญจึงต้องปฏิรูปการจัดงบประมาณให้สามารถส่งตรงลงถึงพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการและตัดสินใจลงทุนด้วยงบประมาณดังกล่าวเอง จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่และภาพรวมประเทศ ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงอีกด้วย” นายอุตตม กล่าว

“วราวุธ” เชื่อ ครม.แก้กม.สุรา เป็นก้าวแรก ผ่อนปรนทำสุราพื้นบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535136

02 พ.ย. 2565

"วราวุธ" เชื่อ ครม.แก้กม.สุรา เป็นก้าวแรก ผ่อนปรนทำสุราพื้นบ้าน

“วราวุธ” หนุนใช้กฎกระทรวงเพื่อให้ภาครัฐ และภาคประชาชนค่อย ๆ ปรับตัวกับมาตรการใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะสามารถขยับเข้าไปสู่แนวคิดของ ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ได้ ระบุ ครม.แก้กม.สุรา เป็นก้าวแรก ผ่อนปรนทำสุราพื้นบ้าน วอน ควบคุม รัดกุม ของเสีย ผลกระทบสวล.

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2565 ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ(UN) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือ ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ว่า จากที่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และออกร่างกฎกระทรวงการคลังฉบับใหม่ออกมา ส่วนตัวคิดว่าการที่กฎกระทรวงเดิมมีความเข้มงวดจนเกินไป ทำให้ภาคเอกชน และประชาชน มีความตึงอยู่พอสมควรในการที่จะผลิตสุรา 

ดังนั้นการที่มีกฎกระทรวงออกมา เป็นการผ่อนปรนก็ทำให้เกิดความผ่อนคลายได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าในส่วนการเมือง ที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ยังเป็นการปลดล็อกมากไป และคิดว่าถ้าจะดำเนินการในเรื่องนี้ ควรจะทำเป็นทีละเฟส ดังนั้นการใช้กฎกระทรวงในขณะนี้ไปก่อน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพื่อให้ภาครัฐ และภาคประชาชนค่อย ๆ ปรับตัวกับมาตรการใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะสามารถขยับเข้าไปสู่แนวคิดของร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าได้ 

“ในวันนี้ เราคิดว่าเราเจอกันครึ่งทางก่อนดีไหม ค่อย ๆ ปรับตัวทีละนิดทีละหน่อย ก็จะเป็นบริบทที่เหมาะสมกับสังคมไทยตอนนี้มากกว่า”

เมื่อถามถึงข้อเป็นห่วงใยและข้อควรระมัดระวัง นายวราวุธ กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงความเป็นห่วงถึงประเด็นของเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ตามหมู่บ้าน ชุมชน โดยเฉพาะการทิ้งน้ำเสีย และของเสีย ที่อาจจะเกิดขึ้น

“ดังนั้นการควบคุมจะต้องมีความรัดกุม เนื่องจากยังมีระเบียบกฎหมายอื่น ๆ บังคับใช้อยู่ จึงเป็นห่วงในประเด็นนี้ จึงเห็นว่าควรที่จะให้ภาครัฐมีโอกาสปรับตัวทำงานให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เพราะหากรีบเร่งมากเกิดไปก็จะทำให้ภาครัฐทำงานกันไม่ทันได้”นายวราวุธ กล่าว

กฎกระทรวงคว่ำ กฎหมาย “สุราก้าวหน้า” น็อกคาสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535107

02 พ.ย. 2565

กฎกระทรวงคว่ำ กฎหมาย "สุราก้าวหน้า" น็อกคาสภา

โหวตวาระสาม ร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า “ก้าวไกล” ยื้อด้วยวิธีการขานชื่อ ฟ้องประชาชนกลางสภา หลังลงมติ แพ้ไปสี่เสียง

การขานชื่อลงคะแนนวาระสาม ร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า ในช่วงท้าย ค่อนข้างอลหม่าน เมื่อมีสมาชิกที่ยัง ไม่ได้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนมาของลงคะแนนจำนวนมาก จน สุชาติ ตันเจริญ ประธานในที่ประชุม พูดทีเล่นทีจริงว่า สมาชิกเกิน 500  คน แล้วหรือยัง ขณะที่ กรรมการตรวจนับคะแนน 6 คน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาในการบันทึกคะแนน สำหรับผู้มาลงคะแนนในภายหลังผลการนับคะแนนแบบขานชื่อ ปรากฏว่า มีสมาชิกเห็นด้วยกับร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าวาระ3 จำนวน  194 เสียง   ไม่เห็นด้วย 196 เสียง   งดออกเสียง 15  เสียง  ผู้ลงมติทั้งสิ้น 405 คนทำให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไป การขออนุญาตผลิตสุราต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงที่เพิ่งบังคับใช้วันเดียวกันนี้
 

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต้อง นับคะแนนแบบขานชื่อ หลังการลงคะแนนโดยวิธีปกติที่ประชุมมีมติ ไม่รับหลักวาระสามทำให้ส.ส.พรรคก้าวไกลเสนอให้มีการนับคะแนนด้วยวิธีการขานชื่อ ตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่85 เพราะมีคะแนนต่างกันไม่เกิน25 คะแนน โดยมีการตั้งคณะกรรมการจากตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆจำนวน 6 คน

กรรมการนับคะแนนกรรมการนับคะแนน

แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าพรรคจะสนับสนุน พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า ให้ผ่านสภาในวันนี้ให้ได้ แม้ว่าเมื่อวาน ครม. จะแก้ กฎกระทรวง เรื่องใบอนุญาตการผลิตสุรา ให้สุราชุมชนขายได้

แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย แพทองธาร ชินวัตร ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย

แต่การแก้ไขกฎกระทรวงของ ครม. มีรายละเอียดที่ซ่อนไว้ และไม่ได้ปลดล็อกจริง พี่น้องประชาชนยังไม่สามารถประกอบธุรกิจทำสุราอย่างที่เราตั้งใจไว้

ที่สำคัญการแก้กฎกระทรวงนั้น แก้เมื่อไรก็ได้ และแก้คืนเมื่อไรก็ได้ เช่นกัน หากถอดบทเรียนสมัยไทยรักไทยที่เคยทำนโยบายสุราเสรี เมื่อถูกรัฐประหาร สุราเสรีก็หายไป

วันนี้จึงจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องผลักให้เป็นกฎหมายสุราก้าวหน้าผ่านสภาให้ได้ เพื่อรับรองว่ากฎหมายนี้จะอยู่กับประชาชน ใครจะแก้คืนก็ต้องกลับมาแก้ในสภาเท่านั้น

เราเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย เรามีต้นทุนทางวัฒนธรรมสุราที่ดีทั้งวิธีการทำและวัตถุดิบที่ดี เรามีพืชผลมากมายที่พร้อมผลิตสุรา สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างซอฟต์พาวเวอร์ต่อโลก และนำเงินกลับเข้ามาให้พี่น้องได้อย่างมหาศาล

วันนี้ขาดแค่การปลดล็อกกฎหมายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุราไทย สร้างผู้ประกอบการรายย่อย คราฟท์สุราและเบียร์ไทยจะทำตลาดแข่งกับโซจูและสาเก

ไม่ว่าอย่างไร พรรคเพื่อไทยจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่

หากวันนี้ไม่ผ่าน สุราเสรีไม่เกิดขึ้น แต่สมัยหน้า รัฐบาลเพื่อไทย ต้องผ่าน

โค้งสุดท้ายแล้ว “พิธา” ขอแรง โหวต “พ.ร.บ.สุราฯ” ปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535108

02 พ.ย. 2565

โค้งสุดท้ายแล้ว "พิธา" ขอแรง โหวต "พ.ร.บ.สุราฯ" ปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย

“พิธา” ขอแรง ส.ส. ในสภา โหวต “พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า” เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย ส่งเสริมผลผลิตเกษตรกร ความฝันของคนตัวเล็ก

การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….หรือ ร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า” ของพรรคก้าวไกล 

วันที่ 2 พ.ย. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายร่างฉบับดังกล่าวว่า การประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายเพื่อนำสภาพข้อเท็จจริงและศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุรามาเทียบกับ ร่างกฏหมาย และกฎกระทรวงว่าสิ่งใดที่เหมาะสมกับประเทศและศักยภาพของประเทศไม่ว่าจะยิน ( Gin ) หรือ รัม ( Rum ) ที่จังหวัดเชียงใหม่ หนองคาย สงขลา และสุราษฎร์ธานี ล้วนเป็นผู้ประกอบการระดับโลกที่ชนะการประกวด ทั้งกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส , กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น หากแบรนด์ไทยที่ไปชนะการประกวดที่ระดับโลก 

แต่ต้องใช้กฎกระทรวงเข้ามาควบคุมนั้น มีความคิดจากราชการ หรือ สรรพสามิตเพียงอย่างเดียว จะไม่ได้รับการปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย และ วัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นข้าว,มันสำปะหลัง,อ้อย หรือ ข้าวโพดได้ ซึ่งนโยบายสุราก้าวหน้าไม่ใช่นโยบายเพียงเพื่อการผลิต แต่เป็นนโยบายเพื่อเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวด้วย 
  
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ เช่น เปลี่ยนเรื่องการจดแจ้งของคณะกรรมาธิการไปเป็นการอนุญาต ตามกฎกระทรวงก็ถือเป็นเรื่องที่ยากแล้ว ตนคงไม่มีโอกาสที่จะได้อภิปรายร่างนี้ไปจนถึงวาระที่สามได้ 

นายพิธา กล่าวต่อว่า นี่คือความฝัน ของผู้ประกอบการ เกษตรกร สู้กันมาเป็น 30-40 ปี ตั้งแต่เครือข่ายเหล้าไทยสมัยที่ตนยังเด็กจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นโค้งสุดท้ายที่จะทำให้เขามีความฝันอยู่ในประเทศนี้ แม้อาจจะไม่ได้มีความหมายสำหรับทุกคนที่อยู่ในสภานี้ โหวตเสร็จก็คงกลับไปกินไวน์ฝรั่งเศส สาเกญี่ปุ่น โซจูเกาหลี ปลายปีนี้ก็อาจจะเตรียมตัวเดินทางปีใหม่ ไปเที่ยวไร่องุ่นไวน์ที่อเมริกา หรือไปกินเตกิล่า หรือเหล้าข้าวโพดที่แม็กซิโก  

“ก้าวไกล” ดันกฎหมาย สุราก้าวหน้า ฝ่ากฎกระทรวง หวังผ่าน วาระ 2-3 ในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535081

02 พ.ย. 2565

"ก้าวไกล" ดันกฎหมาย สุราก้าวหน้า ฝ่ากฎกระทรวง หวังผ่าน วาระ 2-3 ในสภา

พรรคก้าวไกล เปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสีย ระหว่าง กฎกระทรวงเรื่องการผลิตสุรากับ ร่างกฎหมาย “สุราก้าวหน้า” หวังดันผ่านสภาให้ได้

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ท่าพิภพ ลิ้มจิตกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร และผู้เสนอร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า พร้อมด้วย ชัยธวัช  ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล รับหนังสือจาก 3 องค์กรที่ร่วมสนับสนุนพ.ร.บ. ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มประชาชนเบียร์ สมาคมคราฟต์เบียร์ สมาคมสุราชุมชนไทย
พิธา กล่าวว่า ความแตกต่างของพ.ร.บ.สุราก้าวหน้ากับกฎกระทรวง คือ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าเน้นการปลดล็อก ลดการเอาเปรียบของผู้ผลิตเจ้าใหญ่ แต่กฎกระทรวงกลับเป็นการเปลี่ยนล็อกหนึ่งมาไว้ล็อกหนึ่ง ซึ่งประกาศก่อนที่ พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า จะเข้าสภาในวาระ 2 เพียงหนึ่งวันเท่านั้น คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องการคว่ำร่างพ.ร.บ.สุราก้าวหน้า 

พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าภาคประชาชนได้ศึกษากันมานานกว่า6 ปี ขณะที่กฎกระทรวงของราชการอาจจะตามไม่ทันศักยภาพของผู้ประกอบการ

ส่วนเรื่องสุราสี ที่ถูกเขียนไว้ว่าต้องผลิต 30,000 ลิตร อย่างไรก็ตามประชาชนไม่สามารถผลิตได้แน่นอนตอกย้ำชัดเจนว่าเป็นการเอื้อนายทุน หากปลดล็อกเงื่อนไขนี้ได้ ถึงจะเรียกว่าปลดล็อกที่แท้จริง

ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลยืนยันจะทำหน้าที่ผลักดันพ.ร.บ.สุราก้าวหน้าให้ถึงที่สุดและหวังว่าตัวแทนของประชาชนพรรคอื่นๆจะโหวตเพื่อประโยชน์ของประชาชนเช่นกัน

กราฟฟิค เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย กฎกระทรวง - พ.ร.บ.สุราก้าวหน้ากราฟฟิค เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย กฎกระทรวง – พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า

กฎกระทรวงการผลิตสุรา 2565 ที่รัฐบาลเพิ่งออกมาไม่ใช่การ ปลดล็อก ธุรกิจสุรา แต่คือการ เปลี่ยนล็อก ให้ดูเหมือนลดข้อจำกัด แต่ในความเป็นจริงยังมีอุปสรรคที่เรามองไม่เห็น เช่น
– การต้องขอใบอนุญาต
– การจำกัดรูปแบบวิธีการผลิต
– การกำหนดให้ต้องทำ EIA ซึ่งต้นทุนสูงนับล้านบาท
– การผลิตสุราชนิดพิเศษไม่ว่าจะเป็น วิสกี้ ยิน บรั่นดี เหล้าขาว ยังคงมีเกณฑ์กำลังการผลิตขั้นต่ำวันละนับหมื่นลิตร ที่กีดกันผู้ผลิตรายย่อยเช่นเดิม
กฎกระทรวงใหม่ฉบับนี้จึงไม่ใช่การนำธุรกิจสุราให้ออกจากมือนายทุน แต่เป็นแค่การตบตาให้ดูเหมือนว่าปลดล็อกให้ทำธุรกิจง่ายขึ้นแล้ว แต่ความจริงรายย่อยก็ยังผลิตสุราได้ยากอยู่เช่นเดิม

“บิ๊กป้อม” ยิ้มตอบ คนไทยได้ดู “ฟุตบอลโลก2022” รอดีลงบจาก “กสทช.”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535071

02 พ.ย. 2565

"บิ๊กป้อม" ยิ้มตอบ คนไทยได้ดู "ฟุตบอลโลก2022"  รอดีลงบจาก "กสทช."

“บิ๊กป้อม” ยิ้มตอบ คนไทยได้ดู “ฟุตบอลโลก2022” รอดีลงบจาก “กสทช.” ขณะที่ “สมศักดิ์” ชี้ยิ่งดีลช้ายิ่งถูก แต่อาจเสียหน้า

การแข่งขัน “ฟุตบอลโลก 2022” ระหว่างวันที่ 20 พ.ย.-18 ธ.ค. 65 ที่ประเทศการ์ตานั้น มีกระแสดราม่าประเทศไทยอาจพลาดการถ่ายทอดสดได้ เนื่องจากหาผู้ที่จะซื้อลิขสิทธิไม่ได้

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่รู้ ขอให้ได้ก่อน ซึ่งเป็นงบของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เมื่อผู้สื่อข่าวว่า ถือเป็น ของขวัญปีใหม่ ให้ประชาชนใช่หรือไม่ พลเอกประวิตร ยิ้มให้เท่านั้น ไม่ได้ตอบอะไร

ส่วนกรณีที่ไม่มีภาคเอกชนซื้อลิขสิทธิท์ถ่ายทอดสดนั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นคนเริ่ม หลายท่านเป็นคนเริ่ม ตนเลยตอบไม่ถูก เอาเป็นว่ามีให้ดูก็โอเคแล้ว และงบที่ใช้น่าจะไม่ถึงหลักพันล้านบาท เพราะบอกในคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. แล้ว ถ้ายิ่งช้ามันยิ่งคุ้ม ครั้งที่แล้วเหลือ 300 ล้านบาท เคยดีลมาหลายครั้งแล้ว

แต่ถ้าทำช้าไปก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จะทำให้เสียหน้า ตอนนี้ยังไม่ถือว่าช้าและราคาเริ่มลง ซึ่งหากเราทำสัญญาราคาก็ถูก เพราะเขากลัวเราไม่เอา

” แม้ตนจะชอบเล่นฟุตบอล แต่ไม่ชอบดูฟุตบอลโลก เพราะมีหลายทีมไม่รู้จะเชียร์ใคร เยอะไปหมด” นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย