24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU'โรงเรียนร่วมพัฒนา'

24 รร.สพฐ.- หอการค้าพิจิตร เซ็น MOU’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.53 น.

สพฐ. ผนึกกำลัง หอการค้าจังหวัดพิจิตร – มูลนิธิใจกระทิง ลงนาม MOU “โรงเรียนร่วมพัฒนา” 24 โรงเรียน สร้างโอกาสทางการศึกษาเด็กไทย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง หอการค้าจังหวัดพิจิตร มูลนิธิใจกระทิง กับ โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร (สพป.พิจิตร) เขต 1, เขต 2 และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร (สพม.พิจิตร) รวมจำนวน 24 โรงเรียน ร่วมด้วย นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นางสาวนุชรี อยู่วิทยา รองประธานมูลนิธิใจกระทิง นายจาตุรนต์  เหลืองสว่าง ประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตร พร้อมทั้งผู้บริหารมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมแฮปปี้คอนเวนชั่น ฮอลล์ อาคารศูนย์การค้าแฮปปี้ พลาซ่า จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายภูธร กล่าวว่า โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” หรือ Partnership School Project ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือในรูปแบบการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทย สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสทางการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ การยกระดับระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยการศึกษาที่มีคุณภาพจะเกิดขึ้นได้จากการที่เครือข่ายการศึกษาร่วมกันขับเคลื่อน ยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อก่อให้เกิดต้นแบบการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

“ ในนามของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ขอบคุณหอการค้าจังหวัดพิจิตร มูลนิธิใจกระทิง ที่ให้ความอนุเคราะห์และความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ ความตั้งใจของท่านนับเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ‘ร่วมพัฒนา’ และ ‘ขยายผล’ จะสามารถยกระดับการศึกษาของประเทศได้ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นโครงการที่ สพฐ.เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหารจัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติ สอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งความร่วมมือนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยมีเครือข่ายสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับความต้องการและเหมาะสมของพื้นที่ พร้อมได้รับการสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ จากทุกภาคส่วน

สำหรับ 24 โรงเรียน ที่เข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา กับ หอการค้าจังหวัดพิจิตร และมูลนิธิใจกระทิง ประกอบด้วย สังกัด สพป.พิจิตร เขต 1 ได้แก่ โรงเรียนเนินหัวโล้หนองยางพิทยาคม โรงเรียนบ้านหนองโสน โรงเรียนบึงบัวพิทยาคม โรงเรียนวัดคลองโนน โรงเรียนอนุบาลโพธิ์ประทับช้าง (ทุ่งใหญ่) โรงเรียนอนุบาลสากเหล็ก สังกัด สพป.พิจิตร เขต 2 ได้แก่ โรงเรียนบ้านโป่งวัวแดง โรงเรียนวังก้านเหลือง โรงเรียนวัดเขาทราย โรงเรียนอนุบาลตะพานหิน (วังสำโรง) โรงเรียนอนุบาลบางมูลนาก ราษฎร์อุทิศ โรงเรียนอนุบาลโพทะเลรัฐบำรุง และ สังกัด สพม.พิจิตร ได้แก่ โรงเรียนเขาทรายทับคล้อพิทยา โรงเรียนดงเจริญพิทยาคม โรงเรียนดงเสือเหลืองพิทยาคม โรงเรียนโพธิ์ไทรงามวิทยาคม โรงเรียนโพธิธรรมสุวัฒน์ โรงเรียนวชิรบารมีพิทยาคม โรงเรียนวังตะกูราษฎร์อุทิศ โรงเรียนวังทรายพูนวิทยา โรงเรียนวังสำโรงวังหว้า โรงเรียนสระหลวงพิทยาคม โรงเรียนสากเหล็กวิทยา และ โรงเรียนหนองโสนพิทยาคม.

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

รายงานพิเศษ : ปิดฉาก อว.แฟร์-มหกรรมวิทย์’68 ร่วมขับเคลื่อนศก.-สังคมของประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสร็จสิ้นไปอย่างสวยงามสมกับงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่สุดในรอบปี  97 หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศขนคลังความรู้มาร่วมจัดแสดงกับงานมหกรรม อว.แฟร์ 2025 และ NST Fair 2025 เปิดประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานเต็มอิ่มตลอด 9 วัน ตอกย้ำความสำคัญวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  พบกันใหม่ปี 2569

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กล่าวปิดงานมหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ หรือ อว.แฟร์ 2025 :SCI POWER FUTURE THAILAND และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 หรือ NST Fair 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “SCIENCE IN ACTION FOR SUSTAINABLE COMMUNITIES” ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 9 วัน มีประชาชน เด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม  สะท้อนถึงความสำเร็จการจัดงานที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกกระแสความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในสังคมไทย ตามเป้าหมายที่มุ่งหวังให้งานมหกรรมในครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการวิชาการ แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ อว. ในการขับเคลื่อนนโยบาย “สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” ให้เป็นรูปธรรม พร้อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมต่อไป

“ท้ายสุดแล้ว การจัดงานทั้ง 9 วัน ได้แสดงศักยภาพของประเทศที่มุ่งการพัฒนาคนและสหวิทยาการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลกในอนาคต นับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันจัดงานในครั้งนี้ที่เราจะร่วมกันขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” น.ส.สุดาวรรณ กล่าวตอนท้าย

ด้านนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า การจัดงานอว.แฟร์ และงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ผนึกการจัดงานร่วมกัน เพื่อแสดงพลังยกระดับการเรียนรู้สู่สังคมไทย เป็นการสร้างปรากฏการณ์ ผู้เข้าชมงานตลอด 9 วันที่ครอบคลุมนักสร้างสรรค์ไทยทุกช่วงวัย  

“งานมหกรรมวิทยาศาสตร์สร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศในอนาคต เมื่อเยาวชนได้สัมผัสกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขาจะมองเห็นโอกาสในการนำความรู้ไปต่อยอด สร้างสรรค์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”  

สำหรับ 4 นิทรรศการหลัก ในงาน NST Fair2025 ได้แก่ นิทรรศการควอนตัมเปลี่ยนโลก QUANTUM QUEST นิทรรศการส่งสมอง BRAIN: INSIDE OUT นิทรรศการคลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต Mystery of Svalbard และนิทรรศการดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย Little Inventor ได้รับความสนใจ เข้าเยี่ยมชมแน่นทุกจุด  รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้และห้องทดลองวิทยาศาสตร์  พื้นที่แห่งการฝึกฝนกระบวนการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์  การจัดแสดงผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชน  ที่สะท้อนถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และบูธนิทรรศการ “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม” จากกระทรวงกลาโหม ที่เด็กและเยาวชนได้สัมผัสนวัตกรรมและผลงานวิจัยเพื่อความมั่นคงของกองทัพไทย เป็นต้น

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

อว.ลุยแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติ ใช้ ‘วีซ่านักศึกษา’ ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย!

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยังเดินหน้าต่อเนื่องในการแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติที่แอบลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยอาศัย “วีซ่านักศึกษา” เข้ามาทำงานตามโครงการต่างๆ โดยวีซ่านักศึกษาที่ส่วนใหญ่ถูกขอมาเพื่อเรียนในหลักสูตรแบบ Non-Degree หรือหลักสูตรระยะสั้นได้กลายเป็นช่องทางในการหลบเลี่ยง เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างชาติมาเรียน ซึ่งบริหารจัดการได้เองนั้น ยังไม่มีระบบกลางในการกลั่นกรองหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พิจารณาให้วีซ่าแก่นักศึกษาต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คนเข้าเมือง ซึ่งอนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และรวมแล้วไม่เกิน 1 ปี โดยอ้างอิงจากกรอบของหลักสูตรที่ศึกษา ทั้งหมดจึงหลายเป็นช่องทางให้เกิดการกระทำความผิด

ล่าสุด กระทรวง อว.ได้ประชุมร่วมกับ สตม.โดย น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.กระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ประชุมร่วมกับพันตำรวจเอกยศเอก รักษาสุวรรณ รองผู้บังคับการอำนวยการ รักษาการแทนผู้บังคับการอำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น สำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติตามประกาศกระทรวง อว. เรื่องหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568

ในการประชุมสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และ สตม.ได้ร่วมกันพัฒนาและใช้ระบบฐานข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ทั้งหลักสูตรที่มีการจัดการเรียนการสอนอยู่เดิมและหลักสูตรใหม่ ต้องจัดส่งรายงานการจัดการศึกษาหลักสูตรระยะสั้นให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ทราบ เพื่อส่งรายชื่อนักศึกษาดังกล่าวให้ สตม. ใช้ประกอบการพิจารณาการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการใช้ VISA นักศึกษาต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศอย่างไม่ถูกต้อง โดยให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดแนวปฏิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และจัดส่งรายงานความก้าวหน้าในการศึกษาของนักศึกษาต่างชาติเป็นประจำทุกเดือนผ่านระบบฐานข้อมูลติดตามนักศึกษาต่างชาติของ สป.อว

โดย สตม. ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นับตั้งแต่ประกาศกระทรวง อว. เรื่องหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2568 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 14 พ.ค.2568 สถาบันอุดมศึกษาได้นำส่งข้อมูลนักศึกษาชาวต่างชาติในหลักสูตรระยะสั้นที่ไม่สอดคล้องกับประกาศดังกล่าวให้ สตม.ประกอบการพิจารณาเพิกถอนการตรวจลงตราและอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (Visa) เป็นจำนวนมาก ซึ่ง สตม. ได้เพิกถอน Visa นักศึกษากลุ่มดังกล่าวไปแล้วเกือบ 10,000 ราย

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ สตม. จะร่วมกันจัดประชุมชี้แจงและทำความเข้าใจกับสถาบันอุดมศึกษาในการส่งข้อมูลเพื่อการรับทราบและรายงานผลการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้นสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ ผ่านระบบฐานข้อมูลเป็นไปตามประกาศ อว. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นตอนการดำเนินการและให้เกิดความเข้าใจในทางปฏิบัติที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันในช่วงเดือนกันยายน 2568 ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

สกู๊ปพิเศษ : วว.วิจัยพัฒนาสารสกัด ‘ว่านหางจระเข้’ เสริมสุขภาพระบบกระดูก ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี พ.ศ. 2568  ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Aged Society) โดย กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ในช่วงสังคมดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน  และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ในอาเซียน จึงเป็นเหตุผลที่เราทุกคนจะต้องตระหนัก รับรู้ และรับมือ เกี่ยวกับสภาพการณ์นี้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจและความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) มุ่งเน้นนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปตอบโจทย์และช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกมิติ ซึ่งความสำคัญของ “สุขภาพ” เป็นหนึ่งในมิติการดำเนินงานของ วว. โดยได้ผลิตผลงานที่หลากหลาย มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ 

“โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” เป็นผลงานซึ่งเป็นรูปธรรมที่ วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ได้นำสมุนไพร “ว่านหางจระเข้”  ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aloe vera (L.) Burm.f.  และเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการช่วยดูแลสุขภาพ ทั้งใช้เป็นยาภายในและยาภายนอก รวมถึงใช้ในการเสริมความงาม มาเพิ่มมูลค่าด้วย วทน. ทั้งในแง่การสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูง รวมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักสุขภาพและไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่เร่งด่วนในปัจจุบัน ประกอบด้วย 1.ผงสารสกัดว่านหางจระเข้  (Aloe barbadensis Mill.) ผลิตได้ทั้งจากวัตถุดิบว่านหางจระเข้สดและอบแห้ง ด้วยกระบวนการสกัดในระดับกึ่งอุตสาหกรรม กำลังการผลิตโดยใช้วัตถุดิบเริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถลดระยะเวลาในการผลิตเหลือเพียงครึ่งเดียวจากกระบวนการในระดับห้องปฏิบัติการ ได้ปริมาณผลผลิตร้อยละ 35 มีสารสำคัญในกลุ่มพอลิแซคคาไรด์ชนิดอะซีแมนแนน (Acemannan) สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 286.5 วัน โดยมีคุณภาพความปลอดภัยทั้งด้านจุลินทรีย์และโลหะหนัก สอดคล้องกับมาตรฐานการผลิตอาหาร มีต้นทุนการผลิตประมาณ 1,500 บาทต่อกิโลกรัม

ผลการทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดว่านหางจระเข้ในหนูทดลองพบว่า ว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน สามารถเพิ่มเนื้อกระดูกและความหนาแน่นกระดูกหน้าแข้ง กระดูกต้นขา และกระดูกสันหลังส่วนเอวในกลุ่มที่ตัดรังไข่ได้ เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างระดับจุลภาคพบว่ามีจำนวนชิ้นกระดูกโครงข่ายสูงขึ้นและระยะห่างระหว่างชิ้นกระดูกลดลง มีจำนวนเซลล์สร้างกระดูกสูงขึ้นและยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก  มีสัดส่วนการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้สูงขึ้น โดยสรุปผลได้ว่า สารสกัดว่านหางจระเข้ที่ได้มีประสิทธิภาพในหนูทดลองต่อการเสริมสร้างกระดูก ที่ระดับ 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และมีความปลอดภัยทั้งการทดสอบแบบเฉียบพลันและแบบกึ่งเรื้อรัง พบว่า มีค่า LD50 มากกว่า 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัวสัตว์ และมีเกณฑ์จําแนกความปลอดภัยตามระบบการจัดกลุ่มสารเคมี และการติดฉลากของวัสดุทดสอบตามหลักเกณฑ์ของ GHS ที่ระดับ 5 (Category 5) หรือ Unclassified

2.ต้นแบบผลิตภัณฑ์สารสกัดว่านหางจระเข้อัดเม็ด (Alogy Tablet) เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอัดเม็ดที่สะดวกและคุ้นเคยสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีสารสกัดว่านหางจระเข้ 500 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค ซึ่งเป็นสารสกัดที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูกในระดับหนูทดลอง มีสารสำคัญในกลุ่มของโพลีแซคคาไรด์ในรูปแบบอะซีแมนแนน เสริมแคลเซียมแอลทรีโอเนตที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย และเพิ่มผงสตรอว์เบอร์รี่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและยังให้สีสันที่น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 1 ปี , 3.ต้นแบบผลิตภัณฑ์เยลลี่พร้อมบริโภคเสริมสารสกัดว่านหางจระเข้ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Alogy Jelly) ผลิตภัณฑ์ให้พลังงาน ไม่มีน้ำตาล มีรสชาติธรรมชาติ บริโภคได้ง่าย เนื้อสัมผัสของเยลลี่ไม่จับตัวกันเป็นก้อน สามารถรับประทานโดยการดูดได้ โดยให้พลังงาน 110 กิโลแคลอรี/หนึ่งหน่วยบริโภค (120 กรัม) ไม่มีน้ำตาล มีสารสกัดว่านหางจระเข้ไม้น้อยกว่า 6,000 มิลลิกรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค มีโพลีแซคคาไรด์ มีการเสริมวิตามิน ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินอี วิตามินเคหนึ่ง และแร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียมแอลทรีโอนิน และแมกนีเซียม เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์บำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรตามคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2403002587

ผลการทดสอบผลิตภัณฑ์ทางการตลาดกับผู้บริโภคในช่วงอายุ 40-60 ปี จำนวน 100  คน พบว่า ผู้บริโภคให้คะแนนความชอบเฉลี่ยอยู่ในช่วง ชอบปานกลาง (5.00-5.88 คะแนน) โดยให้ความสนใจซื้ออยู่ในช่วงร้อยละ 80-82 และให้ความสนใจซื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82-92 หากมีการแสดงข้อมูลส่วนผสมที่มีผลต่อการเสริมสร้างกระดูกและข้อ

สำหรับการผลิตระดับกึ่งอุตสาหกรรม ขนาดไม่น้อยกว่า 30 กิโลกรัม บรรจุขนาด 120 กรัม/ถุง ได้ผลผลิตจำนวน 201-212 ถุง คิดเป็นร้อยละผลผลิต 80.40-84.80 โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประเภทเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิททั้งด้านจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารปนเปื้อน ด้วยกระบวนการผลิตในระดับสเตอริไรซ์ ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นานกว่า 1 ปี

ผลงานวิจัยและพัฒนาจากการดำเนิน “โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่สำหรับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ฟังก์ชัน เพื่อเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและข้อ สำหรับสังคมก่อนและสูงวัย” ดังกล่าว มีมิติของการนำสมุนไพรไทย “ว่านหางจระเข้” มาใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างประชากรในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาวะอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่ทำให้เราต้องปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เป็นต้น

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเวทีผู้ช่วยรัฐมนตรี ดร.มหานิยม หนุนพุทธศาสนานำสันติภาพ

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.12 น.

สถานการณ์โลกยังน่าเป็นห่วงหลายด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง เน้นความร่วมมือเพื่อยกระดับประเทศเท่าทันนานาชาติ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนต่อการเผชิญความท้าทายรอบด้านจากนานาชาติ ไม่ใช่แค่สงครามสู้รบ แต่รวมถึงสงครามเศรษฐกิจอีกด้วย

ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายสุชาติ ตันเจริญ) กล่าวว่า การรวมตัวทำงานของท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกกระทรวง จะเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่จะทำงานให้ถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของสถานการณ์ประเทศและสถานการณ์โลกที่มีความขัดแย้งในหลายมิติ เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างแท้จริง หากนำหลักศาสนาพุทธมาใช้ก็จะสามารถร่วมกันสร้างสันติภาพได้ ซึ่งทุกศาสนาล้วนเน้นย้ำเรื่องการสร้างสันติภาพด้วยกันทั้งสิ้น

การประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินงานในสถานการณ์ไทย-กัมพูชา , บทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีทุกท่านต่างให้ความร่วมมือและพร้อมผลักดันทุกนโยบายโดยยึดโยงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

การประชุมคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม , นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เลขานุการคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี , ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานร่วม , นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ,ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายสุชาติ ตันเจริญ) , ดร.ณหทัย ทิวไผ่งาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ,นางสาวพลอย ธนิกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวง อว. , พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน , นายกองเอก วิสาร เตชะธีราวัฒน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ,นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายรัชพล สุวรรณโชติ ที่ปรึกษาผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

ม.สยาม เดินหน้าโครงการ ‘Global Saviors: Tiny Heroes’ เร่งสร้างเครือข่ายทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.58 น.

ล่าสุด! เดือนสิงหาคม 2025 โครงการนี้ได้รับการคัดเลือกให้เผยแพร่ในจดหมายข่าว ISCN (International Sustainable Campus Network) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกที่มุ่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน โดยมีสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย  ติดตามได้ที่ https://mailchi.mp/iscn/newsletter-august2025

ผลงานรางวัลระดับนานาชาติที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ The Winner – International Green Gown Award (IGGA) 2024 กลุ่ม Benefitting Society เกิดจากความร่วมมือของ ชุมชนลัดภาชี – คณะพยาบาลศาสตร์ –โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น ม.สยาม และการสนับสนุนจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม ที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยบนเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่อง

——–

Siam University’s “Global Saviors: Tiny Heroes” keeps shining on the global stage!

Latest highlight: In August, the project is featured in the newsletter of ISCN (International Sustainable Campus Network) — a global alliance of leading universities driving campus sustainability, with Thai universities among its members.

Read more: https://mailchi.mp/iscn/newsletter-august2025

Previous achievements:

•              Winner – International Green Gown Award (IGGA) 2024 (Benefitting Society)

This meaningful project was made possible through the heartfelt collaboration of Lat Phachi Community – Siam University Faculty of Nursing – GSB Yuwapat Rak Thin Program, with the warm support of the university’s leadership, continuing to inspire and highlight the remarkable potential of Thai youth on the global stage.

-(016)

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.56 น.

โดนอีกใบ! มติเอกฉันท์‘มรภ.บ้านสมเด็จฯ’เพิกถอนปริญญา‘ฮุน เซน’

22 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) ประกาศ เรื่อง “เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของ สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา” ระบุว่า โดยที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จฯฮุน เซน

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน 'เมืองยืดหยุ่น'

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน ‘เมืองยืดหยุ่น’

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

จุฬาฯ จับมือ Urban Renaissance Agency ญี่ปุ่น ปั้นกลไกขับเคลื่อน “เมืองยืดหยุ่น” ร่วมกับภาคีสร้างเมืองรับมือภัยพิบัติสังคมสูงวัยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ TRUE ICON HALL ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency: UR) จัดงาน “Urban Resilience Forum 2025” ในการเปิดมุมมองใหม่ด้านการพัฒนาเมืองยั่งยืน โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเมืองไทยให้พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต ทั้งด้านภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และการพัฒนาเศรษฐกิจ

การพัฒนาเมือง: วาระแห่งอนาคตไทยที่ต้องการการสร้างองค์ความรู้ใหม่

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ความไม่เท่าเทียม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เมืองเกิดการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง นำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ รวมทั้งความเปราะบางในการรับมือกับภัยพิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ไทยต้องสร้างองค์ความรู้และมุ่งเน้นแนวทางการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมในการรับมือและใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาแบบ “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City)”

แต่การพัฒนาเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีทั้งข้อจำกัดด้านการดำเนินการพื้นที่และความซับซ้อนของหน่วยงาน จึงต้องอาศัยองค์กรกลางที่สามารถประสานความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรณีศึกษาสำคัญในญี่ปุ่นเผยให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐอย่าง “องค์การพัฒนาและฟื้นฟูเมือง (Urban Renaissance Agency; UR)” มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติกับการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เมืองในทุกภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่นสามารถรองรับการอยู่อาศัย การทำงาน และการท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืน

นายอิชิดะ มาซารุ ผู้ว่าการ UR กล่าวถึงประสบการณ์ของ UR และความร่วมมือกับจุฬาฯ ว่า “UR มีประสบการณ์การพัฒนาเมืองในประเทศญี่ปุ่นมามากกว่า 500 โครงการ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนมากกว่า 1.5 ล้านหน่วย รวมถึงการพัฒนา TOD (Transit Oriented Development) และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง และนี่คือครั้งแรกที่เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศอย่างจุฬาฯ เรามุ่งหวังที่จะนำความรู้และบทเรียนจากญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อช่วยสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนสำหรับอนาคต”

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงความสำคัญในการร่วมระหว่างจุฬาฯ กับ UR ในพิธีเปิดว่า “เมืองยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงแค่การอยู่รอดจากภัยพิบัติ แต่คือเมืองที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้ดี มีคุณภาพชีวิต และแข่งขันได้ในระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น”

บทเรียนจากญี่ปุ่นสู่กรุงเทพฯ

รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้เกียรติร่วมกล่าวเปิดงานชี้ว่าเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ที่แรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองหลวงต้องยกระดับการเตรียมพร้อม“ความยืดหยุ่นของเมืองไม่ใช่แค่การฟื้นตัวหลังวิกฤติ แต่คือความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ทั้งโลกร้อน การขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา และสังคมสูงวัย การร่วมมือกับญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ยาวนานจะช่วยให้กรุงเทพฯ เดินหน้าได้อย่างมั่นคง”

ด้าน โมริ ทาดาฮิโกะ รองผู้อำนวยการ UR กล่าวเสริมว่า “จุดแข็งของ UR คือ การทำให้โครงการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์ทั้งนโยบายของรัฐ ความต้องการของภาคเอกชน และการสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ เราพัฒนาทั้งกระบวนทางกฎหมาย การออกแบบพื้นที่ โมเดลการลงทุน และการประสานความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลาย เราเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยต่อยอดความร่วมมือกับประเทศไทยในการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน”

การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อคนทั้งมวล TOD และ Digital Twin: เครื่องมือยกระดับเมืองในประเทศไทย

ผศ. ดร. ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) และผู้ช่วยคณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ อธิบายถึงความร่วมมือระหว่างขั้นแรกระหว่าง จุฬาฯ และ UR ว่า “เราได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในการศึกษากลไกการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อจำนวนที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาในพื้นที่ใจกลางเมืองต่างในแต่ละภูมิภาคของไทยทั้งในด้านการออกแบบ โมเดลการลงทุน และกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อร่วมกับภาคีในการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต”

ผศ. สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ กล่าวย้ำว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญปัญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกพื้นที่เกษตรกรรม เสี่ยงน้ำท่วม และสร้างภาระการเดินทาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาย่านรอบระบบขนส่งมวลชน ตามแนวคิด Transit-Oriented Development หรือ TOD เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้สะดวก “เราจะร่วมกับ UR ใช้เทคโนโลยี Digital Twin ในระบบ PLATEAU ภายใต้ความร่วมมือทางนวัตกรรมจากกระทรวง MLIT มาประยุกต์กับการพัฒนาพื้นที่ ‘สามย่าน–สวนหลวง–บรรทัดทอง’ ให้เป็นต้นแบบของพื้นที่เมืองยั่งยืนตามหลักการ TOD บนฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะบูรณาการความรู้จากทั้งสองประเทศเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับทุกกลุ่ม รวมถึงย่านที่รองรับผู้สูงอายุ และการฟื้นฟูเมืองที่รักษาความหลากหลายทางสังคม”

ความร่วมมือเพื่ออนาคต

ตลอดทั้งวันของการประชุม มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนตรงกันว่า “ความยืดหยุ่นของเมือง” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนและข้ามภาคส่วน  ความร่วมมือระหว่าง จุฬาฯ – UR (ญี่ปุ่น) ในครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่คือการสร้างฉันทามติในการลงมือสร้างต้นแบบเมืองที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน พร้อมต่อยอดสู่เมืองอื่น ๆ ของไทย  ความคาดหวัง คือ การทำให้ “เมืองยืดหยุ่น” กลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของเมืองไทย ที่ไม่เพียงรับมือภัยพิบัติได้ แต่ยังเป็นเมืองที่ปลอดภัย สะดวกสบาย สวยงาม และเต็มไปด้วยโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตสำหรับทุกคน
 

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.06 น.

‘มกธ.’จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ปีการศึกษา2568

21 สิงหาคม 2568  ศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  เป็นประธานในพิธีมอบเข็มวิทยฐานะแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และเสื้อประจำสาขาแก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4  หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต  คณะสาธารณสุขศาสตร์  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  ประจำปีการศึกษา  2568  พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่นักศึกษาที่เข้ารับเข็มวิทยฐานะและเสื้อประจำสาขาดังกล่าว 

ในการนี้  ศ.ดร.บังอร  เบ็ญจาธิกุล  ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักศึกษาผู้ที่มีความรับผิดชอบ  และเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมในการพัฒนาคณะสาธารณสุขศาสตร์ โดยมีคณะผู้บริหาร  คณาจารย์  และผู้ปกครองมาร่วมแสดงความยินดีแก่นักศึกษาในพิธีดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับนักศึกษาก่อนออกปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษามีความเป็นมืออาชีพและพร้อมสำหรับการทำงานและการฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นส่วนสำคัญในหลักสูตรของคณะสาธารณสุขศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาได้นำความรู้ทางทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

สกสค.ชงครม.ของบแสนล้านตั้งสหกรณ์กลางแก้หนี้ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.04 น.

รมว.ศึกษาธิการ ถก สกสค.เตรียมชง ครม.ของบแสนล้าน ตั้ง‘สหกรณ์กลางสกสค.’แก้หนี้ครู

วันนี้ (21 ส.ค.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. ว่า  องค์การค้าฯได้เสนอให้ที่ประชุมรับรองแผนงบประมาณ ซึ่งที่ประชุมก็ได้มอบให้องค์การค้าฯนำกลับไปทบทวนและให้นำแผนฯกลับมาเสนอใหม่อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ประชุมเห็นชอบหลักการให้ สกสค.ไปดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการจัดตั้ง “สหกรณ์กลาง สกสค.” ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของ สกสค.ไปดำเนินการต่อในการรวบรวมผู้ที่จะมาร่วมจัดตั้งสหกรณ์ฯ จากนั้น ตนก็จะนำรายละเอียดของโครงการฯเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งถ้า สกสค.จัดทำโครงการดังกล่าวเสร็จเร็วก็คากลดว่าจะนำเสนอ ครม.ได้ทันในวันอังคารที่ 26 ส.ค.นี้

“ถ้าโครงการจัดตั้งสหกรณ์กลางสำเร็จ ก็หวังว่าชีวิตครูจะดีขึ้น ตรงนี้คือเป้าหมายหลักของเรา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้านนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวเพิ่มเติม ว่า  ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ก็ได้มอบให้ตนในฐานะ เลขาธิการ สกสค.นำเรื่องการจัดตั้งสหกรณ์กลาง (สหสค.) ให้ที่ประชุมวันนี้เห็นชอบ ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อรวมหนี้ทั้งระบบ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกสค. ไปจัดทำโครงการดังกล่าวแล้วนำมาเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม เพื่อนำเสนอ ครม.ได้เห็นชอบโครงการฯนี้ รวมถึงกำหนดวงเงิน เพื่อดำเนินโครงการฯ จำนวน 100,000 ล้านบาท โดยโครงการสหกรณ์กลาง สกสค. จะลดดอกเบี้ย 0% ในปีแรกให้กับครูที่มาเข้าร่วมโครงการด้วย ทั้งนี้ เพื่อลดภาระให้ครูเพื่อได้มีเงินเหลือ สำหรับการดำเนินการของสหกรณ์กลาง สกสค. จะดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์กลาง โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสถาบันการเงิน โดยเงินงบประมาณที่จะชดเชย ประมาณ 6,000 ล้านบาท ก็ให้ขอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องเงินชดเชยเพื่อที่จะให้ครูที่เข้าร่วมโครงการฯสามารถดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น และรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้เห็นชอบให้คุณครูทุกคนต้องเข้าสู่หลักสูตรการอบรมทางการเงินและเข้าระบบเครดิตบูโรด้วย

015