ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot - AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

ม.กรุงเทพ โชว์ผลงานผสมผสาน ‘Robot – AI’ ปลดปล่อยความสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ขับเคลื่อนสู่แนวหน้าการศึกษาและนวัตกรรม ด้วยการเข้าร่วมงาน อว.Fair 2025 SCI POWER FOR FUTURE THAILAND งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ภายใต้คอนเซปต์ Creative AI & Robotic Technology” บูธนิทรรศการนำเสนอผลงานการผสมผสานที่ล้ำสมัยระหว่างเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม แต่ยังปลดปล่อยศักยภาพความสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด นวัตกรรมเหล่านี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้พัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่องในสองด้านหลักทั้งเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านการทดลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าเยี่ยมชมบูธพร้อมให้กำลังใจนักศึกษา

ภายในงาน วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยังจัดเต็มความรู้และประสบการณ์จริง ผ่านเวทีเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเซียนหมากระดับแนวหน้า มาแชร์เทคนิค กลยุทธ์ และโอกาสทองสำหรับนักธุรกิจยุคใหม่และผู้สนใจธุรกิจไทย-จีน เปิดเวทีโดย วิชัย มงคลชัยชวาล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยจีน นำเสนอ “ทิศทางและแนวโน้มของการค้าจีน-ไทยในยุคใหม่ : โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยี” ตามด้วยเวทีนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามากประสบการณ์และความสำเร็จ แชร์เรื่องการแลกเปลี่ยนของวงการธุรกิจไทย-จีนและวงการการศึกษา นำโดย ดร.อรสา รัตนอมรภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ สำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน , นำพร เกียรติธนากร กรรมการบริหาร บจก.ไอ พลัส คิว เจ้าของรางวัล PM Export Award , ชนินทร พิทักษ์วรรัตน์ (ปันปันเหล่าซือ) ผู้ฝึกสอนภาษาจีนให้กับไอซ์ซึในซีรีส์ดัง “สงครามส่งด่วน” และเจ้าของช่อง Tiktok: Attention Chinese และดร.นิธิวดี จรรยาสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน และหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน)

ปิดท้ายด้วยเวทีแลกเปลี่ยนสุดพิเศษของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าความสำเร็จไม่รออายุ นำโดย แสงเทียน ชัชวาลยางกูร ผู้ก่อตั้ง DGY Agency , ณัฐชา ปัญญาธนทรัพย์ เจ้าของธุรกิจ Nuttybox และศิษย์เก่าคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ (BUSEM) และนายวิทิต อิสริยา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (มุ่งเน้นธุรกิจจีน) แลกเปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจ ไอเดียสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ในอนาคต นอกจากนี้ยังมี ดร.สรพรรค ภักดีศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ขึ้นเวทีบรรยายให้ความรู้บน Mini Stage ในหัวข้อ “Oracle APEX Low-Code App Development Platform” แก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

​ยกระดับ ‘หมอลำ’ สู่สากล ‘Morlum: Esarn Soft Power to Global’ ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรม นวัตกรรมวิถีไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ “Morlum: Esarn Soft Power to Global” อย่างเป็นทางการ ภายในบูธนิทรรศการของ บพข. ในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและภาควิชาการเข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผู้บริหาร บพข. กล่าวว่า หมอลำไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงพื้นบ้าน แต่คือขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก โครงการนี้จึงเป็นภารกิจสำคัญในการนำงานวิจัยเข้ามาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสและตระหนักว่า นวัตกรรมจากวิถีไทยนั้นมีพลังมหาศาล

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงศิลปวัฒนธรรม หากแต่เป็นการวางรากฐานเชิงระบบ เพื่อผลักดันหมอลำให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย บพข. มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนทุนวิจัยและความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของเราถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและพร้อมจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

“บพข.สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และยกระดับศิลปะหมอลำในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระบวนการวิจัยและบ่มเพาะศิลปิน ผ่านการแสดง Orchestra อีสาน ที่ผสมผสานเครื่องดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีสากลอย่างกลมกลืน , เวทีเสวนาในหัวข้อ หมอลำก้าวสู่ Soft Power ทั้งในระดับประเทศและสากล” โดยตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาคเอกชน และนักวิจัย นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหมอลำขนานแท้จากคณะเสียงอีสาน และกิจกรรมแจกของที่ระลึกภายใต้แนวคิด หมอลำรักษ์โลก” ซึ่งผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

นอกจากนี้ บพข.ยังได้มีการจัดงาน “IDE Day 2025: Innovation Exchange”  เพื่อแสดงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และผู้ประกอบการในการเปลี่ยน ทุนวิจัย ให้เป็น กลไกระดับประเทศ” ที่สร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยมี ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง กลไกเชื่อมโยง ระหว่างทุน กลไก และตลาด เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมียุทธศาสตร์ และตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมได้จริง

บพข. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนแผนงาน Innovation Driven Enterprises (IDEs) ใช้บทบาท Sandbox ระดับประเทศในการทดลองกลไกเชิงระบบเพื่อช่วยให้บริษัทไทยปรับโครงสร้างองค์กร สร้างขีดความสามารถใหม่ และต่อยอดสู่การแข่งขันระดับสากล โดยในช่วง 2 ปีแรก แผนงาน IDEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ บริษัท ME/LE หน่วยงานตัวกลาง (IM) และที่ปรึกษาเชิงลึก (IBDS) ส่งผลให้มีบริษัท 230 แห่งเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม, 5 บริษัทก้าวสู่รายได้พันล้านบาท, 37 หน่วยงานตัวกลางทั่วประเทศนำกลยุทธ์นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ และมีทีมที่ปรึกษา IBDS กว่า 100 ทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

ศธ.ลุยสุรินทร์ ปรับหลักสูตรอาชีพ หนุนห้องสมุดทันสมัย ขยายโอกาสวิชาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้และสถานศึกษาในจังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและตลาดแรงงาน โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด คณะวิทยากร ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรอาชีพของ สกร. จากกว่า 38,000 หลักสูตร ให้เหลือเพียง 1,200 หลักสูตรที่มีคุณภาพ และจะพัฒนาให้เข้มข้นอย่างน้อย 400 หลักสูตร ที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งผลักดันหลักสูตรใหม่ อาทิ Care Giver (ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) เพื่อสร้างโอกาสอาชีพและรายได้ โดยผู้เรียนสามารถมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้ทันสมัย ทั้งด้านอาคารสถานที่และระบบดิจิทัล เช่น e-book และ e-library เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม ตลอดจนการทบทวนเกณฑ์วิทยฐานะครู กศน. ให้สอดคล้องกับภาระงานจริง อีกทั้งมีแผนยกระดับหลักสูตรบางด้านให้ได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและต่อยอดสู่การประกอบอาชีพได้จริง เพื่อตอกย้ำนโยบายการเรียนแล้วมีงานทำ

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

มจพ. สนับสนุนภารกิจกองทัพไทย มอบหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดให้กองกำลังสุรนารี

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

สืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบและความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากกับระเบิดและส่งผลกระทบต่อกำลังพลของกองทัพไทย การดำเนินงานเพื่อปกป้องและรักษาชีวิตของทหารจึงถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล ภายใต้หลักการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยปลัดกระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญและกำหนดแนวทางสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมภารกิจของกองทัพในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มอบหมายให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิด เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของกำลังทหารในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวได้รับการออกแบบและสร้างโดยทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. เจ้าของสถิติแชมป์โลก การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ถือเป็นกำลังหลักด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ของประเทศการสร้างสรรค์หุ่นยนต์อัจฉริยะทำลายวัตถุระเบิดในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว สอดคล้องกับพันธกิจของ มจพ. ที่มุ่งนำนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และการลดความเสี่ยงต่อชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนซึ่งต้องเผชิญกับอันตรายโดยตรง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่จังหวัดสุรินทร์ นำโดย รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ ผศ.นพดล พัดชื่น อ.ภูบดี บุญจริง ผศ.ดร.เทพภากร สิทธิวันชัย และคณาจารย์ นักศึกษาทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  ได้นำหุ่นยนต์กวาดล้างทุ่นระเบิดที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิ Let’s be heroes และได้ส่งมอบให้กับ กองกำลังสุรนารี กองทัพบก เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยหุ่นยนต์อัจฉริยะดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงต่อกำลังพลเพิ่มความปลอดภัย ในภารกิจปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม และสร้างความมั่นใจในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะต่อไป มจพ. มีแผนจัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : INDT)  โดยความร่วมมือกับกองทัพบก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ทั้งในมิติการป้องกันและการเสริมสร้างศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงแห่งชาติในอนาคตต่อไป

นอกจากจะสร้างชื่อเสียงบนเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติแล้ว ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. ยังเคยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง โดยหุ่นยนต์ของ มจพ. สามารถเข้าปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงภัยแทนเจ้าหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการค้นหาและกู้ภัยได้อย่างสำเร็จ

มจพ. ขอยืนหยัดเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสังคม ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคตสืบไป

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

อุตรดิตถ์เดินหน้าโครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดีปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

อุตรดิตถ์เดินหน้า “โครงการเด็กอุตรดิตถ์วินัยดี” ปลูกฝังจิตสำนึก ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน

วันที่ 20 สิงหาคม 2561 เวลา 09.00 น. นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เด็กอุตรดิตถ์วินัยดี สร้างความปลอดภัยทางถนน” ณ บริเวณหน้าอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนในจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสถิติการเสียชีวิตสูง จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-18 ปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดถึง 22.22% ขณะที่กลุ่มเด็กอายุ 1-18 ปี อยู่ที่ 18.52% โดยสาเหตุหลักกว่า 96% มาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ขาดความระมัดระวังและไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุตรดิตถ์ จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้น ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จำนวน 490,510 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังวินัยด้านความปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน เช่น การสวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นประจำ รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎจราจร เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนแกนนำให้เป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรม Kick off ในครั้งนี้ มีการแสดงผลงานจากนักเรียนนักศึกษาจาก 18 หน่วยงานการศึกษา และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และมุ่งหวังให้เด็กอุตรดิตถ์มีวินัยและมีความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างสูงสุด

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน'กพด.'ระดับประเทศ ปี 68

สพฐ.แข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน’กพด.’ระดับประเทศ ปี 68

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

สพฐ. เปิดการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน โรงเรียน กพด. ระดับประเทศ ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียนระดับประเทศ ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ (กพด.) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ประจำปี 2568 ณ โรงแรมเอวาน่า บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวพรเพ็ญ ทองสิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนตามพระราชดำริและโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง โอกาสนี้ นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ร่วมเยี่ยมชมการจัดงานและให้กำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันและคณะครูผู้ควบคุม

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ที่ทรงห่วงใยเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และได้พระราชทานแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2523 รวมเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนารอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ สติปัญญา ทักษะอาชีพ คุณธรรมจริยธรรม และการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติ การจัดงานปีนี้กำหนดหัวข้อ “ การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เพื่อเปิดเวทีให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งคัดเลือกผู้ชนะเลิศแต่ละกิจกรรมระดับประเทศ เป็นตัวแทน สพฐ.เข้าร่วมแข่งขันกับหน่วยงานอื่นๆ ที่สนองงานในพระราชดำริอีก 6 หน่วยงานต่อไป

สำหรับการแข่งขันครั้งนี้ประกอบด้วย 7 ประเภท ได้แก่ การเล่านิทาน การสร้างสรรค์ศิลปะด้วยการตัด ปะ ฉีก การวาดภาพระบายสี การเขียนคัดลายมือ การเขียนเรียงความภาษาไทย การเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ และการนำเสนอผลงานนักเรียนตามหัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมแข่งขันตามช่วงชั้นที่เหมาะสม โดยมีนักเรียนจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 172 คน จาก 30 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมด้วยคณะครูผู้ควบคุม และคณะกรรมการ รวมผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเยาวชนและความตั้งใจของครูผู้สอนในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน

“ การประชุมเชิงปฏิบัติการแข่งขันทักษะวิชาการนักเรียน ระดับประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนตามพระราชดำริ และโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านความรู้ ความดี และความสามารถ ควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย และการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ”

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

บุรีรัมย์จัดประกวดผ้า ‘สิริราชพัสตราภรณ์’ หนุนช่างทอพัฒนาผ้าไทยสู่สากล

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ จัดประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ ยกระดับภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรมระดับจังหวัด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ปี 2568 ณ โรงแรมเดอศิตา ปริ๊นเซส อำเภอเมืองบุรีรัมย์ โดยมีช่างทอผ้าในพื้นที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวม 167 ชิ้นงาน

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสนองแนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้มีความทันสมัยสู่สากล ซึ่งจะช่วยให้ช่างทอผ้าและผู้ประกอบการสามารถนำลายผ้าพระราชทานไปเป็นต้นแบบ เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทย

นายจำเริญ แหวนเพ็ชร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชุมชน เพราะสามารถนำลายผ้าพระราชทานไปประยุกต์ใช้ได้กับผ้าและงานหัตถกรรมทุกประเภท สอดคล้องกับแนวคิด ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ที่มุ่งสร้างความสุขจากการใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน และกระตุ้นให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ///-026

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

ฉะเชิงเทรามอบทุนการศึกษา 300 ทุน รวม 9 แสนบาท แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารอเนกประสงค์พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. วัดโสธรวราราม วรวิหาร นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาในพื้นที่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน โดยมี นางปิติมา รักพานิชมณี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยพระเทพภาวนาวชิรคุณ วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร และเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนเข้าร่วมในพิธี

โครงการมอบทุนการศึกษาในปีงบประมาณ 2568 นี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการศึกษา สร้างขวัญกำลังใจให้มุ่งมั่นในการเรียนรู้ และเป็นการสนับสนุนบทบาทของเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทราในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

ทุนการศึกษาที่มอบในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทุนสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีจิตอาสา และทุนสำหรับผู้ที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยสนับสนุนในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงอุดมศึกษา ทุนละ 3,000 บาท รวมทั้งสิ้น 300 ทุน เป็นเงินรวม 900,000 บาท

พิธีมอบทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคศาสนา และภาคประชาชน ในการส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชน เพื่อให้สามารถเติบโตเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติต่อไปในอนาคต ///-026

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

‘สอวช.’พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคง-ยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.31 น.

‘สอวช.’ชี้กองทัพและภาคเอกชนไทย มีศักยภาพ พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์ ลดพึ่งพาการนำเข้า

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ เข้าร่วมการเสวนาเสวนาคุยเฟื่องเรื่องวิศวกรรมกับสภาวิศวกร ในหัวข้อ “Technology and Innovation Policy for New S-Curve Industry” จัดโดย สภาวิศวกร มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานคณะ S-Curve Smart City and Artificial Intelligence สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ อนุกรรมการส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.สุรชัย เปิดเผยว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยยังต้องยึดกรอบ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (12 S-Curve) แต่ต้องปรับตัวตามพลวัตโลก โดย สอวช. มีหน้าที่ทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โดยการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มคุณค่าด้านสุขภาพควบคู่กับรสชาติ เพื่อเจาะตลาดโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในทุกขั้นตอน แต่สามารถพัฒนาแบตเตอรี่แพ็กและระบบจัดการ รวมถึงการรีไซเคิลได้ตรงบริบทการใช้งานจริงในประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Advanced Electronics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) ที่ไทยกำลังเข้าสู่กระแสโลก ผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ เช่น การจัดตั้ง Synbio Consortium ที่ได้รายงานต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ด้วย นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมด้านการศึกษา เพื่อรับมือสังคมที่มีผู้เรียนลดลง ด้วยการสร้าง Non-Degree Programs และดึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเข้ามาร่วมเปิดหลักสูตรในไทย

“ที่สำคัญตอนนี้เรื่องความมั่นคงของประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาวุธมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะเกิดเหตุการณ์ด้านชายแดน สอวช. เราพร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์ ลดการพึ่งพาการนำเข้าและสามารถส่งออกได้ด้วย เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมทั้งกองทัพและเอกชนสามารถทำให้เกิดอุตสาหกรรมนี้ได้ ซึ่ง สอวช. พร้อมจะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคงของประเทศ” ดร.สุรชัย กล่าว

ดร.สุรชัย ยังกล่าวถึง การปลดล็อกอุปสรรคเชิงกฎหมายและด้านการศึกษา เช่น การผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยให้นักวิจัยสามารถถือครองสิทธิในผลงานวิจัยที่ทำได้ รวมถึงการนำ Offset Policy มาบังคับใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการรัฐเกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประโยชน์ตอบแทนกลับมายังประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ในส่วนของการอุดมศึกษา ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ปรับหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม เช่น EV, AI, Advanced Electronics เป็นต้น

ขณะที่ ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า เดิมรัฐบาลสร้าง S-Curve จาก 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหาร ยานยนต์ ท่องเที่ยว เกษตรชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่เพียงพอในการยกระดับประเทศ จึงต้องมี New S-Curve อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ การแพทย์ขั้นสูง ดิจิทัล และชีวภาพ ซึ่งรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถที่บีโอไอเป็นผู้ดูแลแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังเผชิญ ข้อจำกัด ทั้งการแข่งขันด้านภาษีและสินค้าจีนที่ทะลักเข้าตลาดโลก สิ่งที่ยังขาดคือ การบริหารจัดการนวัตกรรม และการยกระดับ 6 ด้านหลัก ได้แก่ ตลาด, ผลิตภาพ, นวัตกรรม, คน, ESG และทุน

ด้าน ดร.บุรณิน สะท้อนว่า ภาคธุรกิจไทยยังพึ่งการผลิตมากกว่าการสร้างเทคโนโลยี ทำให้ติดกับดักรายได้ปานกลาง ขณะที่โลกเผชิญทั้งเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะสูง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สิ่งที่ทำให้ไทยก้าวต่อได้คือนวัตกรรมตอบโจทย์โลก ต้องกล้าเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปเลย เช่น Future Food, MedTech, Industrial AI ที่ใช้เทคโนโลยีภูมิอากาศ (Climate Tech) เป็นตัวเร่ง

จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. - สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดตัว “โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 201 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมี ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. และ รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมลงนามความร่วมมือในโครงการนี้

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก ๆ 3 ส่วน คือ 1. องค์ความรู้ ซึ่งไม่มีภาคส่วนใดจะมีองค์ความรู้ไปมากกว่ามหาวิทยาลัย และจุฬาฯ ก็เป็นองค์กรที่สร้าง และสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ มายาวนาน  2. ความซื่อสัตย์ และโปร่งใส ซึ่งจุฬาฯ เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร แต่ทำงานด้วยใจรักในการศึกษาวิจัย และเต็มใจที่จะรับใช้บ้านเมือง และ 3. เงินลงทุน ปัจจุบันกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติมีเงินลงทุนจากทั้งจุฬาฯ และ บพท. ที่มุ่งขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ประสบความสำเร็จได้

“โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้คนในทุกระดับ เพราะนวัตกรรมการพัฒนาต่าง ๆ ล้วนต้องใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย ที่จะช่วยทำให้คุณค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น     จุฬาฯ มุ่งส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาโดยตลอด และมีการใช้ภาคเกษตรเป็นจุดเริ่มต้นในของโครงการผ่านผลผลิตโกโก้ ที่ จ.น่าน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการเป็นอย่างมาก ส่วนภาคนักวิจัยก็จะได้ขยายองค์ความรู้ และได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เกิดผลสำเร็จ หากหน่วยงานใดสนใจเข้าร่วม จุฬาฯ ยินดีเปิดรับทุกรูปแบบ     ทั้งการร่วมลงทุนในโครงการ หรือการขอเงินทุนสนับสนุนเพื่อสร้างธุรกิจเพื่อสังคม หากมีความเหมาะสมกับรูปแบบในการดำเนินโครงการ จุฬาฯก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ กล่าว

ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของสามองค์กรหลักในการผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมให้เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมี จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะและขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ  ซึ่งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงภาคเกษตรเท่านั้น กลุ่มกิจการต่าง ๆ หากมีความสนใจก็สามารถติดต่อโครงการ โดยมีจุฬาฯเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ โดยใช้กรอบความรู้ของงานวิจัย เพื่อให้โครงการเกิดผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำของภาคประชาชน ซึ่งในภาคการเกษตร ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ขาดการบูรณาการทรัพยากร และองค์ความรู้ใหม่ ๆ หากเรามาร่วมมือกันก็จะเกิดพลังในการพัฒนาได้ โครงการดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจุฬาฯ มีงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย โครงการนี้จึงมีส่วนในการส่งเสริมการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โครงการนี้มีความคาดหวังการร่วมมือจากภาคเอกชน นักลงทุนต่าง ๆ เพื่อเข้าร่วมกับจุฬาฯ บพท. และ สกสว. เพื่อร่วมลงทุน และขับเคลื่อนในธุรกิจเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นหมุดหมายที่ทำให้ประชาชนไทย มีรายได้สูงขึ้น สามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เร่งเครื่องการเปลี่ยนแปลง: มหาวิทยาลัย รัฐบาล และ   นักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลกระทบทางสังคม” (Catalyzing Change: University, Government, and Investors for Social Impact Growth) โดยมี ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการพิจารณา ติดตาม และประเมินผล ภายใต้แผนงานย่อย การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดน หน่วย บพท. คุณอภิชาต การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และคุณ   ธีรพงศ์ คำมูล บริษัท ออดิวา ไทย คาเคา จำกัด (ฟาร์ม่าวัน) ร่วมเสวนา

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ  กล่าวว่า โครงการการยกระดับเศรษฐกิจเมืองชายแดนด้วยกลไกการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจโกโก้ไทยสู่ระดับสากล” โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโครงการต้นแบบความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อหาทางออกช่วยเกษตรกรและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศเศรษฐกิจโกโก้ในประเทศไทยในพื้นที่ 11 จังหวัด ริเริ่มที่ จ.น่าน พื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดของประเทศไทย โดยจุฬาฯได้ทำการศึกษาวิจัยและนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปพัฒนาเกษตรกรและธุรกิจในพื้นที่ มีการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่า และทิศทางในการต่อยอดในอนาคต โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาวิจัย และช่วยเหลือชุมชน สิ่งนี้จะเป็นโมเดลให้แก่มหาวิทยาลัยและภาคส่วนอื่น ๆ ในการช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตสู่ตลาดโลก และสร้างงานในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่นำไปสู่ความยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

โครงการบ่มเพาะและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านสังคมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการดังกล่าวรวมถึงการบ่มเพาะธุรกิจ การให้คำปรึกษา การสนับสนุนด้านการเงิน และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจ เพื่อสังคมเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศแห่งการประกอบการรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรเพื่อความมั่งคั่ง แต่เน้น “กำไรทางสังคม” ที่ยั่งยืนและครอบคลุม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ผ่านแนวทาง Public-Private Partnership (PPP) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม พัฒนา และขยายขีดความสามารถของผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurs) ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่สร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุน องค์ความรู้ แหล่งทุน การบ่มเพาะธุรกิจ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และยึดหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม