ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

ศธ.จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ (Center for Language Education and Cooperation: CLEC) จัดพิธีต้อนรับครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีต้อนรับ ร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี และมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธรรมมฺมธโช) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล , นายยุวี่ หยุนเฟิง ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน, นางชวี หลาน  ที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 จำนวน 664 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า โครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ CLEC สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ในการส่งเสริมการเรียนรู้และความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตลอด 1 ปีการศึกษา ครูอาสาสมัครที่ทำหน้าที่อย่างเสียสละ ถ่ายทอดทั้งภาษาและวัฒนธรรมแก่เยาวชนไทย ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตของสังคมไทย นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ทรงคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญต่อการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีน

ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นหมุดหมายสำคัญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตนเชื่อมั่นว่าครูอาสาสมัครรุ่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสานต่อและส่งเสริมมิตรภาพระหว่างกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความร่วมมือด้านการศึกษาเป็นหลักฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ขออวยพรให้ครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน รุ่นที่ 23 ทุกท่าน ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยด้วยความมุ่งมั่น อุตสาหะ และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมขอขอบคุณศูนย์ CLEC สำหรับความร่วมมือที่เข้มแข็งมาโดยตลอด

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า โครงการครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน เป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยและจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งครูอาสาสมัคร การพัฒนาหลักสูตร การให้ทุนการศึกษา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ การส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีน มีการเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 มีครูอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่แล้ว กว่า 19,494 คน

สำหรับในปี 2568 จะมีครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนเก่าและใหม่รวมกว่า 842 คน ไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาทั่วประเทศรวม 525 แห่ง ครอบคลุม 71 จังหวัด โดยแบ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 389 คน,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 60 คน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 339 คน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน  54 คน โดยจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

ศธ.พลิกโฉม 42 โรงเรียน จ.ศรีสะเกษ มุ่งสู่สตาร์ทอัพตั้งแต่วัยเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) และ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” (Partnership School Project) ระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล กับ สถานศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 42 โรงเรียน แบ่งเป็น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 2 จำนวน 7 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 4 โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 20 โรงเรียน โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ , ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วม ณ หอประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี โรงเรียนสตรีสิริเกศ จ.ศรีสะเกษ

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การที่เราได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นการสร้างผู้เรียนให้มีความรู้พื้นฐานในการทำสตาร์ทอัพ เพื่อต่อยอดอนาคตของเด็กไทยได้ นอกจากความร่วมมือกับโรงเรียนทั้ง 42 แห่งใน จ.ศรีสะเกษแล้ว ก็ได้ขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์เพิ่มความร่วมมือโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษเพิ่มอีก 2 แห่งด้วย และขอให้ร่วมมือกับ สอศ. ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาของจังหวัดศรีสะเกษ เพราะการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับมัธยม และระดับอาชีวะด้วย

“ความร่วมมือตามโครงการดังกล่าว ผมอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 42 แห่ง อยู่ทำงานเพื่อดำเนินโครงการนี้อย่างน้อย 3 ปี ซึ่งเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วอย่ารีบยื่นขอย้าย เพราะผมอยากให้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ผลิตลูกหลานของเราให้เห็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตามความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาดีขึ้น สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำตามโครงการเรียนดีมีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมูลนิธิสยามกัมมาจล มีกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อสังคมกับการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนรวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาและสถาบันการศึกษาในด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าเด็กและเยาวชนจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในฐานะตัวแทนธนาคารไทยพาณิชย์ ดีใจที่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาที่จะสนับสนุนโรงเรียนคุณภาพ 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ นอกจากนี้มูลนิธิสยามกัมมาจลยังขยายกิจกรรมในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมของจังหวัดศรีสะเกษด้วย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน  ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการต่อยอดให้โรงเรียนนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของมูลนิธิสยามกัมมาตล และ SCB อคาเดมี่ มาช่วยขับเคลื่อนยกระดับการศึกษามุ่งหวังสร้างอนาคตที่ดีให้ให้แก่เยาวชนศรีสะเกษเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาไทย

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. เชื่อมั่นว่าการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพต้องสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และต้องเกิดจากความร่วมมือทั้งในระดับโรงเรียน เขตพื้นที่ และภาคีเครือข่าย โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้ออกแบบแนวทางพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนอย่างยืดหยุ่น โดยไม่ลดทอนอำนาจของครูหรือโรงเรียน ตรงกันข้าม โครงการนี้สนับสนุนให้ครูมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และ สพฐ. ขอขอบคุณธนาคารไทยพาณิชย์ที่เล็งเห็นคุณค่าของโรงเรียนในภูมิภาค และเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โรงเรียนทั้ง 42 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษที่เข้าร่วมโครงการ จะเป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆทั่วประเทศในอนาคต

นายกฯมอบ อว. นำ AI พลิกโฉมเกษตร พร้อมดัน Joint Lab ไทย-จีน

นายกฯมอบ อว. นำ AI พลิกโฉมเกษตร พร้อมดัน Joint Lab ไทย-จีน

นายกฯมอบ อว. นำ AI พลิกโฉมเกษตร พร้อมดัน Joint Lab ไทย-จีน

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.24 น.

‘สภานโยบาย’เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม นายกฯมอบ อว. นำเทคโนโลยี AI พลิกโฉมเกษตร พร้อมดัน Joint Lab ไทย-จีน และหลักสูตรขั้นสูงกับไมโครซอฟท์

18 มิถุนายน 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานอนาคตของประเทศ ผ่านการพลิกโฉมภาคการเกษตรด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างบุคลากรครูที่มีคุณภาพสูงเพื่อพัฒนาการศึกษาของเยาวชน และผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเตรียมพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้เสนอประเด็นสำคัญต่อที่ประชุม 4 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ การปฏิรูปภาคการเกษตรด้วย AI ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ กระทรวง อว. ดำเนินการ โดยมอบหมายให้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาทางการเกษตร เช่น การพยากรณ์โรคพืช ภัยแล้ง น้ำท่วม และราคาผลผลิต เพื่อนำมาพัฒนา AI Chatbot โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นผู้พัฒนาระบบต้นแบบที่สามารถตอบคำถามเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มต้นกับพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว และพืชอาหารสัตว์

ศ.ดร.ศุภชัย ยังกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาระบบข้อมูล ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้คำแนะนำที่แม่นยำแก่เกษตรกรผ่านแชทบอท เช่น การแจ้งเตือนแมลงศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว การพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนเกี่ยวกับโรคพืช ราคาผลผลิต เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน โดยมีข้อเสนอแนะให้มีผู้แทนจากภาคการเกษตรเข้าร่วมกำหนดแผนงาน รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ศ.ดร.ศุภชัย ยังได้นำเสนอ “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2569–2582)” เพื่อผลิตครูคุณภาพสูงในสาขาที่ขาดแคลน ตรงตามความต้องการของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายการบรรจุข้าราชการครู 17,392 คน โครงการนี้จะเน้นการพัฒนาทักษะผ่านการฝึกปฏิบัติจริงในโรงเรียนฝึกหัดครู (Teaching Training School: TTS) ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยที่ประชุมเสนอให้นำผลการประเมินระยะที่ 1 มาประกอบการพิจารณาว่าสถาบันใดประสบความสำเร็จในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้เรียน เพื่อให้การดำเนินงานระยะที่ 2 มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และย้ำให้มีระบบประเมินสมรรถนะครูจากสถานการณ์จริง

ประเด็นต่อมา ปลัดกระทรวง อว. นำเสนอต่อที่ประชุม เรื่องการส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัย นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์โดยการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน โดยให้สภานโยบายกำหนดชื่อหน่วยงานที่มีภารกิจวิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานอื่นที่จะใช้ระเบียบในการร่วมลงทุน ที่ประชุมเห็นชอบ อนุมัติหลักการให้ 7 สถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) สามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปร่วมลงทุนต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ เป็นการปลดล็อกศักยภาพงานวิจัยไทยให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนด้านเทคโนโลยีได้

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนากำลังคนกว่า 84,900 คน ภายในปี พ.ศ. 2573 รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ (National Semiconductor Training Centers) จำนวน 3 แห่ง ใน 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) และโครงการความร่วมมือกับบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ในการพัฒนาทักษะด้าน AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมนักพัฒนา 50,000 คน และผู้ใช้งานเบื้องต้นอีกอย่างน้อย 100,000 คน ซึ่งขณะนี้ได้บรรจุเนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ในมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบรายงานผลกระทบของนโยบายต่างประเทศต่อการศึกษาและวิทยาศาสตร์ของไทย เพื่อเตรียมมาตรการเชิงรุกดูแลนักเรียนและนักวิจัยไทยในต่างแดน และรับทราบความก้าวหน้าในการจัดงานประชุมวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความร่วมมือไทย–จีน โดยจะจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือหรือห้องปฏิบัติการร่วม (Joint Lab) โดยเฉพาะในด้านอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ เช่น การจัดตั้ง Remote Sensing Data Center ระหว่าง China National Space Administration (CNSA) และ GISTDA รวมถึงห้องปฏิบัติการร่วมด้าน AI อื่น ๆ ต่อไป

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลกที่ KIS International School Reignwood Park

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลกที่ KIS International School Reignwood Park

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลกที่ KIS International School Reignwood Park

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

ร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ระดับโลกที่ KIS International School Reignwood Park โรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ย่านรังสิต-ลำลูกกา ที่มาพร้อมพันธกิจในการปั้นนักเรียนสู่พลเมืองโลก

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคต ไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องเรียนอีกต่อไป แต่คือประสบการณ์การเรียนรู้ที่โอบล้อมรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม จิตสำนึก และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน KIS International School Reignwood Park (KIS Reignwood Park) คือคำตอบใหม่ในใจกลางย่านรังสิต-ลำลูกกา บนพื้นที่กว่า 150 ไร่ ภายในโครงการ Reignwood Park ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับคอมมูนิตี้ ผู้รักการศึกษาอย่างแท้จริง

KIS Reignwood Park เป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งที่สองในเครือ KIS สร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ที่จะพัฒนานักเรียนให้เป็น “พลเมืองโลก” ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยหลักสูตร International Baccalaureate (IB) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อการเรียนรู้แบบองค์รวม

พริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล School Licensee and Manager ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโรงเรียน กล่าวถึง พันธกิจของ KIS Reignwood Park ว่า “โรงเรียนมุ่งเน้นมากกว่าการถ่ายทอดความรู้ แต่ยังสร้างสรรค์คอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรม ทักษะรอบด้าน และจิตสำนึกเพื่อสังคม เพื่อให้นักเรียนเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจในการเป็นผู้นำและพลเมืองโลกที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โรงเรียนมอบการศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ท้าทายและเต็มไปด้วยพลัง สนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นต่อการเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึก เปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ รวมทั้งมุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อพัฒนาชุมชนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกอย่างยั่งยืน”

โรงเรียนนานาชาติ KIS Reignwood Park มุ่งมั่นมอบการศึกษาหลักสูตร International Baccalaureate (IB) เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์, การเรียนรู้แบบองค์รวม, และพัฒนาทักษะจำเป็นให้นักเรียนเติบโตเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีความรับผิดชอบ โรงเรียนได้รับการออกแบบให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็น “พื้นที่เพื่อการเรียนรู้” อย่างแท้จริงด้วยอาคารเรียนทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลก เช่น Sports Complex ขนาดใหญ่, Performing Arts Center, สนามฟุตบอลมาตรฐานสากล, สระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก, ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันทันสมัย และหอพักนักเรียนที่อบอุ่นปลอดภัย นอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการ  KIS Reignwood Park ยังให้ความสำคัญกับการค้นพบและพัฒนาศักยภาพเฉพาะบุคคลรอบด้าน  โดยเฉพาะด้านกีฬา ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Real Madrid Foundation Clinics  และ Claude Harmon III Golf Academy รวมถึงด้านศิลปะและเทคโนโลยีด้วยพื้นที่และเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จริงและความคิดสร้างสรรค์

มร.แบร์รี่ ซูเธอร์แลนด์ ผู้อำนวยการก่อตั้ง KIS Reignwood Park กล่าวถึงความสำคัญของการดูแลนักเรียนอย่างรอบด้านว่า “เราภาคภูมิใจในทีมครูและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติซึ่งไม่เพียงแต่มีประสบการณ์ในหลักสูตร IB แต่ยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดย 90% ของคณาจารย์ของเรามีประสบการณ์การสอนมากกว่า 10 ปี เรามุ่งมั่นสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในทุกมิติ หัวใจสำคัญของเราคือการดูแลนักเรียนแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ สุขภาพจิต และการพัฒนาทักษะชีวิต โดยมีทีมแนะแนวและทีมสนับสนุนความสำเร็จของนักเรียนคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนเติบโตอย่างสมดุล มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเข้มแข็ง

“ยิ่งไปกว่านั้น เราเชื่อมั่นในพลังของคอมมูนิตี้ จึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ผ่าน KIS Parent Association (KISPA) รวมถึงกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้เข้ามามีบทบาทร่วมในการเรียนรู้และสนับสนุนการเติบโตของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนในการพัฒนานักเรียนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการเรียนรู้ระดับนานาชาติ ที่ KIS International School Reignwood Park (KIS Reignwood Park) พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้ปกครอง นักเรียน และผู้สนใจทุกท่านที่ต้องการสัมผัสการศึกษาแบบองค์รวมที่ก้าวไกลระดับโลก โดยสามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองเวลานัดหมายเพื่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่

• Website: http://www.kisrp.com

• Facebook: KIS International School Reignwood Park

• Instagram: @kisreignwoodpark

#เกี่ยวกับ KIS International School Reignwood Park (KIS Reignwood Park)

โรงเรียนนานาชาติ KIS International School Reignwood Park เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Reignwood Park โครงการพัฒนารูปแบบไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่ประกอบด้วยสนามกอล์ฟ ที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้า ศูนย์สุขภาพและศูนย์กีฬาครบวงจร โรงเรียนมุ่งมั่นมอบการศึกษาหลักสูตร IB คุณภาพสูงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นพลเมืองโลกที่มีความรับผิดชอบ

สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

สร้างอนาคตเด็กไทย! เปิดหลักสูตร‘นวัตกรรม-AIสุดล้ำ’นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

‘รร.ปรีชานุศาสน์’ จับมือ ‘เอ็มม่า อลิส’ สร้างอนาคตเด็กไทย เปิดหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำ นำร่องให้นักเรียนในชลบุรี

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนปรีชานุศาสน์ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยบาทหลวงสมภพ แซ่โก ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียน  ซิสเตอร์มัยตรี สุระเสียง รองผู้อำนวยการโรงเรียน และ บริษัท เอ็มม่า อลิส ผู้นำด้านเทคโนโลยีการศึกษา โดยนายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการ เปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ

หลักสูตรที่ทันสมัยนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงกับเครื่องมือและเทคโนโลยีชั้นนำที่ทันสมัย พร้อมการสนับสนุนโดยตรงจากทีมนวัตกรผู้เชี่ยวชาญของเอ็มม่า อลิส ที่จะร่วมอบรมคุณครูและช่วยจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ภายในหลักสูตร ส่งผลให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อนาคต

โรงเรียนปรีชานุศาสน์เชิญชวนผู้ปกครองทุกท่านเข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงแนวทางการศึกษายุคใหม่ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและเตรียมพร้อมบุตรหลานของท่านให้ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกหลานท่านวันนี้ที่โรงเรียนปรีชานุศาสน์ จังหวัดชลบุรี ///-026

‘ศุภมาส’ เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

'ศุภมาส' เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

‘ศุภมาส’ เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 09.34 น.

“ศุภมาส” รัฐมนตรีกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ชูวิสัยทัศน์ “Research for All” พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีนำเข้าสู่งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ณ World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงพลังของระบบวิจัยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงความรู้และโอกาสจากงานวิจัยอย่างเท่าเทียม
ในโอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Research for All: พลิกโฉมอนาคตไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดหลักของงานที่มุ่งสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประชาชนทุกคนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรม

ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” ผู้ทรงริเริ่มโครงการกว่า 3,000 โครงการ อาทิ ฝนหลวงและกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวคิด “วิจัยเพื่อทุกคน” ที่กระทรวง อว. ยึดถือและขับเคลื่อน

นอกจากนี้ ยังได้ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 70 พรรษา ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็น “IT Princess” และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนานโยบายด้านนวัตกรรมของประเทศที่มุ่งเน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวง อว. ตลอด 1 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้วิสัยทัศน์ “เรียนดี มีความสุข มีรายได้ เน้นวิจัย สร้างนวัตกรรมดี ตรงความต้องการ” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปฏิรูประบบอุดมศึกษา ตลอดจนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมในส่วนของการปฏิรูปการอุดมศึกษา กระทรวง อว. ได้ผลักดันนโยบาย “2 ลด 2 เพิ่ม” เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา พร้อมเพิ่มทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคตและเพิ่มโอกาสในการมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง อาทิ Free TCAS/TGAT, โครงการเรียนดี มีรายได้ (Coop+), National Credit Bank, Online Learning Platform, โครงการทุนพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส และเสริมทักษะเพื่ออนาคต เช่น Higher Education Sandbox, Skill Transcript/Skill Mapping, Entrepreneurship Education, Reskill/Upskill/New Skill และ STEM Plus

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้เน้นย้ำถึงโครงการเรือธงของกระทรวงฯ ได้แก่ “อว. for AI” ที่มุ่งพัฒนา AI University เพื่อเตรียมสร้างบุคลากร AI 50,000 คนใน 5 ปี ซึ่งป็นฐานสำคัญในการผลักดันไทยเป็นผู้นำ AI

ในอาเซียน, “อว. for EV” มีเป้าหมายให้ไทยเป็น EV Hub อันดับ 10 ของโลกในการผลิตยานยนค์ปลอดมลพิษภายในปี 2030 ด้วยการพัฒนากำลังคน 150,000 คนใน 5 ปี และ “อว. for Semiconductor” ที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ 80,000 คนใน 5 ปี

นอกจากนี้ กระทรวง อว. กำลังผลักดันการจัดตั้งแพลตฟอร์ม “Skills Future Thailand” โดยมีต้นแบบจาก SkillsFuture Singapore ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการพัฒนาบุคลากรด้วยการมอบคูปอง Up-skill/Re-skill ให้แก่ประชาชนในประเทศไทยได้เริ่มวางรากฐานผ่านโครงการ Skill Mapping และ Skill Transcript ใน 6 มหาวิทยาลัยนำร่อง และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้ผลักดัน 3 มาตรการสำคัญ เพื่อให้ทุกคนมี Skill Transcript สามารถนำไปใช้ Up-skill/Re-skill ได้จริง และภาครัฐและเอกชนใช้เป็นเครื่องมือวางแผนผลิตบัณฑิต

นางสาวศุภมาสยังได้กล่าวถึง “พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา” ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ตลอดปีที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้จัดกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ “อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND”,

One Stop Open House, และ “อว. Job Fair” และในอนาคต กระทรวง อว. จะขับเคลื่อนนโยบายอีก 9 เรื่อง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคนตามความต้องการของอุตสาหกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ การสนับสนุนโรงเรียนสาธิตนานาชาติ การผลักดันไทยให้เป็น Education Hub, การผลักดัน อว. เป็นกระทรวงเศรษฐกิจ การนำ ววน. ไปช่วยแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ การนำ Science Park ไปสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การสนับสนุน Frontier Technology และการปฏิรูประบบ ววน. อย่างต่อเนื่อง

ในตอนท้าย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ที่จะสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้การวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยพลังร่วมของทุกภาคส่วนจะสามารถสร้าง “ประเทศไทยที่เข้มแข็งด้วยวิจัย และเท่าเทียมด้วยโอกาส” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และการจัดการข้อมูลวิจัย ตามมาตรฐานสากล ดังนี้

1. รางวัลรับรองคุณภาพจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (NECAST)
เพื่อยกย่องหน่วยงานที่มีระบบการกำกับดูแลจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง
ระดับ 2 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่
– วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
– วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
ระดับ 3 (โล่รางวัลและประกาศนียบัตร) จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่
– มหาวิทยาลัยรังสิต
– โรงพยาบาลศรีสะเกษ
– มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ระดับ 3 (ได้รับประกาศนียบัตร) จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่
– โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
– คณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน
– โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล
– กลุ่มสหสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชุดที่ 1)
– โรงพยาบาลชลบุรี
– คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ จังหวัดจันทบุรี / เขตสุขภาพที่ 6
– คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

2. รางวัลมาตรฐานการจัดการข้อมูลวิจัย (CoreTrustSeal)
ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติที่รับรองคุณภาพของคลังข้อมูลวิจัยที่มีการบริหารจัดการตามหลักการเปิดเผย โปร่งใส และยั่งยืน โดยมีหน่วยงานที่ได้รับประกาศนียบัตร จำนวน 4 แห่ง ได้แก่
– PSU Knowledge Bank จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุนทร วงษ์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม
– NIDA Wisdom Repository จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กั่วเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบรรณสารการพัฒนา
– Thailand Agricultural Research Repository จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดย นายกิตติ ทั้วสุภาพ นักวิเคราะห์สารสนเทศอาวุโส 2
– Digital Research Information Center (DRIC) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดย นางมาริยาท ตั้งมิตรเจริญ ผู้อำนวยการกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์

งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” นี้ จัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตรวจเยี่ยมสอบเทียบ – นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. ลงพื้นที่นิเทศ ติดตาม และตรวจเยี่ยมการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมถึงบุคคลที่มีความเป็นเลิศทางปัญญาให้สามารถเข้ารับการทดสอบและประเมิน เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยไม่เสียเวลาเรียน โดยมี นางรัชนุช สละโวหาร ผู้อำนวยการ สกร.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ ณ สนามสอบ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

มก.ลงนามก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีและลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ บริษัท อาคาร 33 จำกัด โดยนายกิติพล ลี้สวัสดิ์ ผู้แทนเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะแพทยศาสตร์ โครงการอุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย บุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อาคารเรียนและปฎิบัติการคณะแพทยศาสตร์ มีการออกแบบอาคารโดยเน้นการประหยัดพลังงานตามเกณฑ์อาคารเขียว เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูงรวม 17 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 29,000 ตารางเมตร และมีงบประมาณการก่อสร้าง 499,458,000.00 บาท ก่อสร้างในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนอุทยานการแพทย์ตามผังพัฒนาการใช้พื้นที่ของหอพักนิสิตหญิงเดิมที่หมดสภาพการใช้งานแล้ว ได้แก่ พื้นที่ หอพักหญิงพุทธรักษา, หอพักหญิงราชาวดี, และหอพักหญิงมหาหงส์ ร่วมถึง  อาคารอื่นๆ ได้แก่ Study room และสนามบาส อีกทั้งโครงการยังมีจุดเด่นที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นโดยรอบมากถึง 25 ไร่ และมีสิ่งสนับสนุนทางกายภาพพื้นฐานที่พร้อมเพรียงเหมาะแก่การส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้และการวิจัยขั้นสูงด้านเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรมของคณาจารย์และนิสิต อันจะเป็นการสนับสนุนนโยบายของชาติได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะการก่อสร้างของตัวอาคาร ก่อสร้างในกรอบพื้นที่ขนาด 36 x 40 เมตร

ทังนี้ภายในตัวอาคารมีระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบห้องปฏิบัติขั้นสูง และห้องปฏิบัติการสนับสนุนพื้นฐานทางการแพทย์ ฐานรากมีเสาเข็มแบบคอนกรีตอัดแรง ตกแต่งพื้น ผนังและฝ้าเพดาน ด้วยวัสดุที่คงทนถาวร ผนังอาคารฉาบปูนเรียบ ทาสี ออกแบบเสริมแรงป้องกันแผ่นดินไหว ภายในอาคารมีระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ CCTV ระบบดับเพลิงและมีครุภัณฑ์ประกอบอาคารและระบบอื่นๆ ตามมาตรฐานอาคาร บริเวณรอบนอกอาคาร มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กโดยรอบ มีระบบไฟฟ้าแสงสว่างรอบนอกอาคาร มีระบบกล้อง CCTV รอบนอกอาคาร มีสนามหญ้า มีสนามเด็กเล่น และจัดสวนในพื้นที่รอบนอกอาคาร ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ระบบโทรศัพท์ เชื่อมต่อกับระบบภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่บริการรอบตัวอาคาร

สำหรับการใช้งานของอาคาร แบ่งออกเป็น 8 หมวดการใช้งาน ได้แก่ 1.การเรียนการสอนสำหรับนิสิตแพทย์ 6 ชั้นปี และระดับบัณฑิตศึกษา 2.ห้องปฏิบัติการสำหรับนิสิตแพทย์ บัณฑิตศึกษา และอาจารย์ โดยเน้น “เวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม” 3.ห้องเรียนและปฏิบัติการทางกายวิภาคศาสตร์ 4.ห้องฝึกสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ 5.ห้องพักอาจารย์ และสำนักงานเลขานุการฯ 6.ห้องประชุม 7.ห้องสโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ 8 ห้องสมุดและห้องอาหาร

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารเรียนและปฎิบัติการคณะแพทยศาสตร์ ได้ดำเนินการประกวดราคาได้บริษัท อาคาร 33 จำกัด (ในราคา 441,441,000.00 บาท) และจัดทำสัญญาก่อสร้างลงนามเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2568 และมีแผนงานก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือน มิถุนายน 2571 (จำนวนวัน 1,065 วัน)

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

สทน.ล้ำ! ใช้เทคโนโลยี ‘นิวเคลียร์’ ตรวจอัตลักษณ์สินค้าขึ้นทะเบียน GI

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ธวัชชัย  อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI  (Geographical Indication ) หรือสินค้ามีการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงคุณภาพของสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจงในท้องถิ่น ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสทางการตลาด เสริมสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับท้องถิ่น ปัจจุบันมีสินค้าของชุมชนหลายประเภทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เช่น ข้าว อาหาร ผัก/ผลไม้ ผ้า (ไหม+ฝ้าย) หัตกรรม/อุตสาหกรรม ไวน์-สุรา สินค้าที่มีชื่อเสียงได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  ข้าวสังข์หยดพัทลุง กาแฟดอยช้าง ส้มโอนครชัยศรีฯ สินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI จึงมีราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ขายในท้องตลาด  ดังนั้น จึงมักเกิดปัญหาการแอบอ้างหรือปลอมแปลงสินค้า GI ซึ่งวิธีการตรวจสอบส่วนใหญ่จะตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของสินค้า แหล่งผลิต และการขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่

“สทน.จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีทางนิวเคลียร์เพื่อตรวจสอบและยืนยันลักษะเฉพาะของสินค้าเกษตรและอาหารที่ขึ้นทะเบียน GI เพื่อให้เกิดความมั่นว่าเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้อง มีคุณภาพ และเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด โดยจะเป็นการตรวจในระดับพันธุกรรม ลายพิมพ์ธาตุอาหาร องค์ประกอบทางเคมี และลักษณะของสารชีวภาพภายในสินค้าเกษตรแต่ละชนิด” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าว

ดร.รพพน พิชา รักษาการผู้จัดการศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สทน.ได้ดำเนินโครงการวิจัยด้านการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ (Finger Print) ของอาหารเพื่อระบุแหล่งที่มาและความแท้จริง เพื่อสนับสนุนระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการระบุแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์พรีเมียมของไทย ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับและการประกันคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องพัฒนาเทคนิคในการวิเคราะห์ เช่น การวิเคราะห์ไอโซโทป การวิเคราะห์ธาตุ การศึกษาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่อคุณลักษณะของอาหาร เพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของสินค้า GI สร้างแบบจำลองการตรวจสอบความแท้ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์ของผลิตภัณฑ์อาหาร และตรวจสอบหาสารปลอมปนและการปนเปื้อน การรับรองความแท้ และความเป็นอินทรีย์ของอาหาร (เช่น ข้าว GI และผักอินทรีย์ไทย) เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการฉ้อโกง และรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย

จากการเก็บตัวอย่างวิจัยที่ดำเนินการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สรุปผลในเบื้องต้นได้อย่างชัดเจนว่าชัดเจนว่าพืชสายพันธุ์เดียวกัน แต่หากปลูกในพื้นที่ ปลูกในท้องถิ่นที่แตกต่างกัน จะมีคุณลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ข้าวสังข์หยดที่ปลูกในจังหวัดพัทลุงกับข้าวที่ปลูกในจังหวัดใกล้เคียง จะมีอัตลักษณ์แตกต่างกัน แต่เนื่องจากผลผลิตการเกษตรแต่ละชนิดมีการปลูกในหลายๆพื้นที่ทั่วประเทศ คุณสมบัติของดิน และภูมิอากาศก็แตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการเก็บตัวอย่างผลผลิตเพื่อการวิจัยในพื้นที่ต่างๆ ให้มากที่สุด เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่ครบถ้วน หากทำการวิจัยได้ครบถ้วน สทน.จะเปิดให้บริการตรวจอัตลักษณ์ผลผลิตทางการเกษตรและอาหารต่อไป

ปัจจุบัน สทน.เปิดให้บริการตรวจสอบน้ำผึ้งและน้ำผลไม้ (น้ำมะพร้าว) ว่ามีการปลอมปนน้ำตาลหรือไม่ หรือว่าเป็นของแท้ สำหรับผลผลิตการเกษตรที่ดำเนินการวิจัยในขณะนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด กาแฟอาราบิก้า กาแฟโรบัสต้า ทุเรียน มะยงชิดจังหวัดนครนายก ผักอินทรีย์ และกุ้งกุลาดำ

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

ซีเอ็ด จัดแข่งขันหุ่นยนต์ ‘IYRC Thailand 2025’ ผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีเอ็ด” ในฐานะสมาชิกสมาคมหุ่นยนต์ยุวชนนานาชาติ (International Youth Robot Association: IYRA) จัดการแข่งขัน “IYRC THAILAND 2025” ครั้งที่ 12 เพื่อคัดเลือกเยาวชนไทยเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ (International Youth Robot Competition: IYRC) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–8 สิงหาคม 2568 ณ เมืองชอนอัน ประเทศเกาหลีใต้ โดยในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย Mr. Harry Roh President of IYRA ร่วมด้วยผู้แทนสมาชิกประเทศเวียดนาม เข้าร่วมงาน

รุ่งกาล กล่าวว่า การแข่งขัน IYRC Thailand 2025 เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมเยาวชนไทยให้ได้แสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI ผ่านประสบการณ์จริง เราเชื่อว่าความสำเร็จจากเวทีนี้ไม่ได้วัดกันที่ผลแพ้หรือชนะ แต่สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้ การเติบโต และการจุดประกายความฝันของเยาวชนให้กล้าคิด กล้าทำ ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่ออนาคตของตนเองและประเทศชาติต่อไป

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 5 ระดับ รวม 16 ประเภท ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับ OPEN โดยมีรายการแข่งขันที่น่าสนใจ อาทิ หุ่นยนต์ซูโม่, AI Robot Soccer, หุ่นยนต์กู้ภัยไฟป่า, เกมเมกเกอร์ และการนำเสนอผลงานหุ่นยนต์สร้างสรรค์ ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต่างแสดงออกถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมอย่างโดดเด่น

 “IYRC THAILAND 2025” จึงไม่ใช่เพียงแค่เวทีการแข่งขันหุ่นยนต์ แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมให้เยาวชนไทยก้าวทันโลกเทคโนโลยี พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยซีเอ็ดยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เจตนารมณ์ “Inspiration Starts Here” เพราะ “เยาวชนคือกุญแจสำคัญของอนาคต” รุ่งกาล กล่าว

สำหรับผลการแข่งขัน IYRC THAILAND 2025 มีดังต่อไปนี้ การแข่งขันหุ่นยนต์ประลองคณิตศาสตร์ รุ่นจิ๋ว (Math Challenge) รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 : MCK002 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : MCK003 – Raffles American School

การแข่งขันหุ่นยนต์ดูแลปศุสัตว์ (Animal Kingdom) รางวัชนะเลิศ อันดับ 1 : AK002 – โรงเรียนสุรัสวดี ไพโรจน์ รางวัลรองชนะเลิศ : AK003 – โรงเรียนสุรัสวดี ไพโรจน์

การแข่งขันหุ่นยนต์ประลองคณิตศาสตร์ (Math Challenge) รางวัลชนะเลิศ : MCJ010 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : MCJ011 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : MCJ009 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน

การแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ รุ่นจูเนียร์ (Push – Push Junior) รางวัลชนะเลิศ : PPJ006 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : PPJ008 – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : PPJ037 – โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน

การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล AI (AI Robot Soccer) รางวัลชนะเลิศ : SAJ003 – โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SAJ001 – โรงเรียนกรุณาศึกษา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SAJ002 – โรงเรียนกรุณาศึกษา

การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอล R / C (R / C Robot Soccer) รางวัลชนะเลิศ : SJR006 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SJR007 – โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SJR001 – โรงเรียนเซนต์จอห์น

การแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยไฟป่า (Save The Forest) รางวัลชนะเลิศ : SFS004 – โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมฯ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : SFS002 – โรงเรียนมารีวิทย์บ่อวิน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : SFS003 – โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมฯ

การแข่งขันหุ่นยนต์วอลเลย์บอล (Robot Volleyball) รางวัลชนะเลิศ : VBS006 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศเอกชัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : VB005 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศเอกชัย รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : VB003 – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา

การแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ อัตโนมัติ (Autonomous Push-Push) รางวัลชนะเลิศ : PPS006 – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศคลองหลวง รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : PPS002 – โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : PPS005 – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา

การแข่งขันหุ่นยนต์ความคิดสร้างสรรค์ รุ่นจูเนียร์  (Creative Robot Design Junior) รางวัลชนะเลิศ : CDJ004 ทีม ABN Creative Design – โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : CDJ003 ทีม รร.มัญจาคริสเตียน – โรงเรียนมัญจาคริสเตียน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 : CDJ006 ทีม SD Robot Junior – โรงเรียนสุเหร่าทรายกองดิน

การแข่งขันหุ่ยนต์ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Robot Design Senior) รางวัลชนะเลิศ : CDS ทีม IDS Innomart – โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 : CDS001 ทีม ECOMech – โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา