บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

บพท.ระดมชุดความรู้ ส่งมอบ ‘เรือกู้ภัยอัจฉริยะ’ ให้แก่ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณาจารย์นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเวที ในงานอว.แฟร์ แลกเปลี่ยนชุดความรู้ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ และภัยการสู้รบ พร้อมส่งมอบเรือกู้ภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมจากภูมิปัญญานักวิจัยไทย 6 ลำ ให้ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดสรรใช้ประโยชน์ในการกู้ภัยใน 6 พื้นที่ 6 จังหวัด

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า คณาจารย์ นักวิจัย และสถาบันวิชาการคือกลไกแสวงหาชุดความรู้ สำหรับเป็นเข็มทิศนำทางในการบริหารจัดการภัยพิบัติทุกรูปแบบได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือในการปฏิบัติงานกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุด ในการจัดการกับภัยพิบัติ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในหลายพื้นที่ กับ บพทได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการค้นคว้าวิจัยชุดความรู้ และพัฒนาชุดเครื่องมือในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส สุโขทัย และล่าสุดที่จังหวัดน่าน รวมทั้งภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ” ดร.กิตติ กล่าว

ดร.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ชุดความรู้ ชุดประสบการณ์การบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ประสบภัยจริงที่คณาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.วสันต์ พลาศัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี รศ.ดร.วันไชย คำเสน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผศ.ดร.กิตติ เมืองตุ้ม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผศ.อารยา ฟลอเรนซ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผศ.ดร.นิศานาถ แก้ววินัด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเครื่องยืนยันผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับความยอมรับ และชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

สำหรับเรือวายฟายกู้ภัย หรือ “เรือกู้ภัยอัจฉริยะ” เป็นผลงานนวัตกรรมจากภูมิปัญญาคณาจารย์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งถูกใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในการกู้ภัยช่วยเหลือประชาชนจากภัยน้ำท่วมใหญ่เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2566 และใช้ต่อเนื่องในการกู้ภัยอีกหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ โดยเรือดังกล่าวทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ไม่จมน้ำ มีขนาดความยาว 2.90 เมตร กว้าง 1.10 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 290 กิโลกรัม ภายในเรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการกู้ภัยครบครัน ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟฟ้าป้อนแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งในเรือได้ต่อเนื่องกัน 7.5 ชั่วโมง วายฟายเราเตอร์ 4 จี รองรับอินเทอร์เน็ตทุกเครือข่าย กล้องความละเอียดสูง พร้อมไฟแอลอีดีสำหรับบันทึกภาพในที่มืด สปอร์ตไลท์แอลอีดี ขนาด 120 วัตต์ จำนวน 4 ดวง

จากจุดเริ่มต้นของการใช้งานเรือกู้ภัยวายฟายลำแรก เมื่อปี 2566 ได้มีการสร้างเพิ่มเติมอีก 10 ลำ และส่งมอบไปใช้งานในจังหวัดปัตตานี ยะลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ สกลนคร” ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวและว่า ในงาน อว.แฟร์ ปีนี้ จะมีการส่งมอบเรือจำนวน 6 ลำ ให้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติ “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” หรือ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำหรับจัดสรรไปใช้งานใน 6 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลาตอนบน ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.พิมาน อ.นาแก จ.นครพนม, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย, ศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และศูนย์จัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

มธ. – สสส. เดินหน้าขยายผล ‘TU Future Wellness Fit Journey’ ต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงข่าวภาพความสำเร็จกิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี  ภายใต้  โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต ดึงพลังนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันการศึกษาหันมาดูแลสุขภาพเชิงรุก ช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และปัญหาสุขภาพจิตจากความเครียด ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาวะและการออกกำลังกาย โดยมี รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต เข้าร่วมงาน

รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า จากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า สุขภาวะของนักศึกษาและบุคลากรใน มธ.มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเนือยนิ่ง การใช้ชีวิตแบบนั่งติดหน้าจอ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและการบริโภคที่ไม่เหมาะสมซึ่งสะท้อนออกมาในข้อมูลสุขภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยผลสำรวจของโครงการเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า กว่าร้อยละ 60 ของนักศึกษาและบุคลากรมีระดับกิจกรรมทางกายต่ำกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ขณะที่อีกกว่าร้อยละ 40 มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และน้ำหนักเกิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนของระบบสุขภาพในรั้วมหาวิทยาลัยที่ต้องการการดูแลแก้ไขอย่างเป็นระบบ

“มธ.มุ่งมั่นพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเป็นมากกว่าสถานที่ผลิตความรู้ ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อพัฒนาคนอย่างสมดุลรอบด้าน เป็นที่มาของโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต มีการวางระบบสนับสนุนสุขภาวะที่ยั่งยืนผ่านกิจกรรมหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือกิจกรรม Fit Journey โดยมีนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากคณะสหเวชศาสตร์ มธ.เข้ามาช่วยออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล และมีนักโภชนาการของ Well Being Center กองกิจการนักศึกษามาให้ความรู้เรื่องการวางแผนโภชนาการ โดยมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เห็นพัฒนาการของตนเองและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเป็นระบบ  เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรมีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมได้อย่างมีคุณภาพตามแนวทางที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ยึดมั่นเสมอมา

ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม หัวหน้าโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต กล่าวว่า กิจกรรม Fit Journey เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีปัญหาสุขภาวะทางกายได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านการออกกำลังกาย โภชนาการ และพฤติกรรมสุขภาพ ขณะเดียวกันผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพื่อเรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเอง และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บุคคลอื่นในครอบครัวหรือในหน่วยงานที่สังกัด ถือเป็นการสร้าง เครือข่ายผู้นำสุขภาวะ ในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฟสแรกมีผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 120 คน  และเต็มภายใน 1 วัน  ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เข้าร่วมทั้ง 120 คน ได้ให้ความร่วมมือทำกิจกรรมตั้งแต่ต้นจนจบในระยะเวลา 3 เดือน และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือแม้แต่การจัดสรรเวลาพักผ่อนและลดพฤติกรรมเสี่ยง ผ่านกิจกรรมจับกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ดูแลสุขภาพ โดยมีการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนสุขภาพอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ มีการบันทึกและประเมินข้อมูลสุขภาพเพื่อปรับแนวทางการดูแลสุขภาพรายบุคคลอย่างเหมาะสม

จากการติดตามประเมินผลกิจกรรมระหว่างวันที่ 16 พ.ค. ถึง 2 ส.ค.68 พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 คน มีน้ำหนักเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมกิจกรรม 75.02 กิโลกรัม และมีน้ำหนักเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรม 73.87 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักเฉลี่ยลดลง 1.15 กิโลกรัม (ลดลงร้อยละ 1.50 โดยเฉลี่ย) โดยสรุปภาพรวมหลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ในระดับปลอดภัยภายในระยะเวลา 11 สัปดาห์ หลายคนแม้น้ำหนักเปลี่ยนแปลงไม่มากแต่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่องคาดว่าอาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ผลการประเมินยังระบุชัดว่ากิจกรรมนี้สามารถสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ จากการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ที่คอยแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นรายสัปดาห์  

..ศศิร์อร เจือจันทร์ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมโครงการนี้เพราะมีปัญหาน้ำหนักตัวเกินค่ามาตรฐาน และมีโรคประจำตัวคือภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ทำให้เหนื่อยง่าย กังวลว่าออกกำลังกายหนักแล้วจะไม่ปลอดภัย แต่การเข้าร่วมโครงการทำให้ได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องโดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพร่างกายและได้เข้าใจวิธีเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการนำไปปรับใช้ได้จริงไม่ยุ่งยาก ที่ผ่านมาสามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเวลา 1 เดือน และคาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

..นฤภร ผลฉัตร นักประชาสัมพันธ์  โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ  ผู้เข้าร่วมโครงการอีกท่านได้กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสมรรถภาพร่างกายเริ่มถดถอยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาพยายามออกกำลังกายด้วยตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีภาระงานและภารกิจส่วนตัวที่มากเป็นข้อจำกัด แต่การได้เข้าร่วมโครงการโดยมีเทรนเนอร์คอยให้คำแนะนำช่วยให้จัดสรรเวลาทำงานและการมีกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสม เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ต้องการลดน้ำหนักแต่มุ่งหวังให้มีสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้นสามารถดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป ทั้งนี้มองว่าโครงการนี้ทำให้ทุกคนได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเริ่มจากการปรับที่ใจของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

กิจกรรม TU Future Wellness Fit Journey : เส้นทางสายฟิต พิชิตสุขภาพดี ภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคต  เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีพันธกิจหลักในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมสุขภาวะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การดูแลตนเองอย่างถูกต้อง การได้เข้ามาร่วมสนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยสุขภาวะดีแห่งอนาคตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการส่งเสริมสุขภาวะในมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรสุขภาวะที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริง และคาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะขยายผลออกไปเป็นต้นแบบของการสร้างเสริมสุขภาวะในสถาบันการศึกษาอื่นๆและต่อยอดไปยังสังคมในวงกว้างได้ต่อไป

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

'เสมา 1'ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

‘เสมา 1’ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

“เสมา 1″ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียนน้ำท่วม จ.พะเยา เตรียมจับมือ”กรมชลฯ-ก.เกษตร”แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายบุญสิงห์ วริทรรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภา และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายค้านการศึกษา จังหวัดพะเยา

โดย ศ.ดร.นฤมล พร้อมคณะผู้บริหาร ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 46 (ดอกคำใต้) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พะเยา เขต 1 และโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) พะเยา อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพื่อตรวจเยี่ยมการฟื้นฟูทำความสะอาดโรงเรียน พร้อมมอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพให้กับครูและนักเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมพร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของนักเรียนและครู

จากนั้น รมว.ศธ.พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มาตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER) พร้อมระดมอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคพะเยา, วิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้, วิทยาลัยเทคนิคเชียงคำ มาช่วยซ่อมรถมอร์เตอร์ไซต์ เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วม พร้อมแจกต้นกล้าพันธุ์ไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชาวบ้านนำไปปลูกด้วย

ศ.ดร.นฤมล กล่าวถึงการเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงเรียน ว่า จ.พะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ทางน้ำผ่าน และเป็นพื้นที่แอ่งกระทะ เวลาฝนตกจึงเป็นพื้นที่รับน้ำมาโดยตลอดทำให้โรงเรียนหลายแห่งถูกน้ำท่วม แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปีนี้น้ำจะท่วมน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่ตนก็ไม่อยากให้น้ำท่วมโรงเรียนนอีกในปีถัดๆ ไป จึงจะร่วมกันวางแผนในระยะยาว อาจจะต้องสร้างครรภ์กันน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ในช่วงที่มีพายุเข้าหรือช่วงที่มีน้ำขึ้นสูง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมโรงเรียนได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ช่วยสร้างนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง และตนจะประสานกับกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากมีเครื่องมือต่างๆ โดยจะมาวางแผนร่วมกันในการป้องกันน้ำท่วม

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้านโยบายการขับเคลื่อนด้านการศึกษา 4 ข้อ ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือน ตอนนี้ สพฐ.กำลังปรับปรุงเนื้อหาการเรียนการสอนในหนังสือเรียน ควบคู่ไปกับการวัดและประเมินผล ซึ่งองมนตรีก็ได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตรในตำราเรียนเท่านั้น แต่อยู่ในจิตสำนึกของทุกคน ส่วนเรื่องการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราขการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งตนอยากให้ทุกคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่อยากให้เป็นนโยบายจากรัฐมนตรีลงไปเพียงฝ่ายเดียว ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ตนพึ่งได้หารือกับอธิบดีและว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ว่าจะมาแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันกับ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. ที่จะนำหนี้สหกรณ์มารวมกัน และตั้งเป็นสหกรณ์กลาง สกสค.ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้วภายใน 3 เดือนนี้ครูก็จะลงทะเบียนแก้หนี้ได้ และเรื่องการลดภาระครู ก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน

รมว.ศธ.กล่าวถึงโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime จะสามารถดำเนินการได้ทันภายในเดือนกันยายนนี้หรือไม่นั้น ขณะนี้ สพฐ.กำลังดำเนินการให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขต ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า ถ้าโครงการ Anywhere Anytime ถ้าทำไม่ทันจริงๆ สพฐ.ก็จะกันงบแบบไม่มีหนี้ ไว้เบิกเหลื่อมปี ในระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)

ขณะที่ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยนั้น ถือเป็นความสำเร็จแรกในการดำเนินการแก้ปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุน และในปลายเดือนสิงหาคมนี้ จะได้อีกประมาณเกือบ 2,000 ตำแหน่งที่จะนำมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป โดยจะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในรอบการประชุมถัดไป ส่วนปีงบประมาณหน้า เมื่อได้อัตราเกษียณคืนมาและเป็นอัตราที่เกินเกณฑ์ก็จะดำเนินการในรูปแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ

– 006

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

'ปลัดศธ.'เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 'ก.ศึกษาธิการ'ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

‘ปลัดศธ.’เผยหลังสภาฯ โหวตผ่านร่างงบฯ 69 ‘ก.ศึกษาธิการ’ถูกปรับลด 94.3301 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

‘ปลัดศธ.’เผยงบ’ศธ.’ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท หลังสภาฯ ลงมติเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2568 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 355,108.4775 ล้านบาท ถูกปรับลด 94.3301 ล้านบาท ได้รับ 355,014.1474 ล้านบาท แยกเป็น     

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอไป 41,247.0931 ล้านบาท ถูกปรับลด 6 ล้านบาท ได้รับ 41,241.0931 ล้านบาท, กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ขอไป 12,009.9307 ล้านบาท ถูกปรับลด 5 ล้านบาท ได้รับ 12,004.9307 ล้านบาท, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอไป 27,261.7238 ล้านบาท ถูกปรับลด 50 ล้านบาท ได้รับ 27,211.7238 ล้านบาท 

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอไป 28,004.2189 ล้านบาท ถูกปรับลด 31 ล้านบาท ได้รับ 27,973.2189ล้านบาท, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขอไป 200.6140 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ขอไป 2,168.4286 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ขอไป 158.2113 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ขอไป 174.0032 ล้านบาท ถูกปรับลด 2.3301 ล้านบาท ได้รับ 171.6731 ล้านบาท, โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ขอไป 352.5986 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) ขอไป 430.4627 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด, สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ขอไป 101.1926 ล้านบาท ไม่มีการปรับลด

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

‘รมว.นฤมล’ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.18 น.

“รมว.นฤมล”ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ เหยื่อชายแดนไทย–กัมพูชา เผย เร่งสร้างบ้านใหม่มอบ ‘ยายสะทน’ ฟื้นกำลังใจและความหวังให้ผู้ประสบภัย

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเพลิงศพ นายบัณฑิต อุ่นจิตร และเด็กชายฐิติวัฒน์ บุญแต่ง ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล วัดประทุมเมฆ จ.สุรินทร์ 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธี พร้อมด้วย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และญาติผู้วายชนม์ เข้าร่วมพิธี 

โดย ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย โดยระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยืนเคียงข้างครอบครัว เราจะช่วยกันประคับประคอง และเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวก้าวข้ามความสูญเสียครั้งนี้ไปให้ได้ โดยได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง และเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยา ให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ภายหลังพิธี ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า เด็กชายฐิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ น้องน้ำโขง เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิด BM-21 ตกที่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง เป็นหลานชายของนายสุธีร์ และนางสะทน กันภัย โดยครอบครัวได้รับความสูญเสียอย่างหนัก ทั้งการจากไปของหลานชาย และการบาดเจ็บสาหัสของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงบ้านพักและอุปกรณ์ประกอบอาชีพที่ถูกทำลายทั้งหมด

“ดิฉันและมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ได้ร่วมกันก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณยายสะทน กันภัย และครอบครัวที่ยังบอบช้ำจากเหตุการณ์ โดยมูลนิธิฯ กำลังติดตามงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด พร้อมจัดหาสิ่งของจำเป็นและอุปกรณ์ทำกินให้ครบถ้วน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างบ้าน แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เพื่อให้ครอบครัวที่สูญเสียกลับมามีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตอีกครั้ง
 

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา’เรื่องจริงจากชายแดน’ ฟังจากปาก’แม่ทัพภาคที่ 2′

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา'เรื่องจริงจากชายแดน' ฟังจากปาก'แม่ทัพภาคที่ 2'

ม.เกษตรฯ เชิญร่วมฟังเสวนา’เรื่องจริงจากชายแดน’ ฟังจากปาก’แม่ทัพภาคที่ 2′

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมส่งกำลังใจและรับฟังการสนทนาพิเศษ “เรื่องจริงจากชายแดน” โดยได้รับเกียรติจาก พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นวิทยากร ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วันที่  25 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 – 14.30 น.

วุฒิสภาเปิดงาน ‘พลังแห่งศิลป์’ ชูศิลปะ- Soft Power-ความเท่าเทียมในสังคม

วุฒิสภาเปิดงาน ‘พลังแห่งศิลป์’ ชูศิลปะ- Soft Power-ความเท่าเทียมในสังคม

วุฒิสภาเปิดงาน ‘พลังแห่งศิลป์’ ชูศิลปะ- Soft Power-ความเท่าเทียมในสังคม

วันเสาร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

วุฒิสภาเปิดงาน พลังแห่งศิลป์’ ชูศิลปะ ขับเคลื่อน Soft Power และสร้างความเท่าเทียมในสังคม

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘พลังแห่งศิลป์ (The Power of Art)’ โดยมีนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานเปิดงาน

นางเอมอร กล่าวว่า ศิลปะเป็นรากฐานสำคัญของงานสร้างสรรค์และเป็นกลไกในการสร้าง Soft power ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนทั้งกลุ่มผู้พิการและไม่พิการได้ทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียมผ่านกิจกรรมศิลปะ เพื่อส่งเสริมการยอมรับความแตกต่างและความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคม นอกจากนี้ยังเป็นการใช้พลังของศิลปะเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายตลอดวัน โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการและชื่นชมผลงานของเยาวชนที่สะท้อนให้เห็นถึงทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา นอกจากนี้ ยังมีเวทีสัมมนาระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญ ครู-อาจารย์ และผู้ปกครองจากต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น ‘ศิลปะและการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม’ และ ‘พลวัตแห่งศิลป์’

นับเป็นการจัดงานที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยในตอนท้ายได้มีการมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นเกียรติแก่ความมุ่งมั่นและความพยายามของทุกคน ///-026

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น ‘ความเป็นไทย’ จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น 'ความเป็นไทย' จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

รัฐบาลมอบรางวัลประกวดภาพยนตร์สั้น ‘ความเป็นไทย’ จุดประกายเยาวชนสืบสานเอกลักษณ์ชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

15 สิงหาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนที่ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น Short Film Contest “ความเป็นไทย : Thainess สืบสาน อนุรักษ์ สร้างสรรค์เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย” ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568

โครงการนี้จัดโดยคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการอนุรักษ์ สืบสาน และสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของเอกลักษณ์ไทย เกิดความรัก ความศรัทธา และความภูมิใจในความเป็นไทย โดยปีนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดจำนวน 108 ทีม และมีทีมที่ได้รับรางวัลรวม 13 ทีม ผลงานทั้งหมดมีความยาว 10 นาที ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้เผยแพร่ผลงานที่ได้รับรางวัลผ่านช่องทางต่าง ๆ ของโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในความสามารถของเยาวชนไทย สามารถติดตามได้ที่ http://www.facebook.com/thainess.opm และ http://www.youtube.com/@Thainess_opm

รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและปกป้องเอกลักษณ์ของชาติไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า เพื่อให้ความเป็นไทยคงอยู่และงดงามสืบไปในทุกยุคสมัย.

012

อว.เชิดชูนักประดิษฐ์ไทย ‘ตาปลอม3มิติ’ จากทีมแพทย์ มธ. คว้ารางวัลระดับโลก

อว.เชิดชูนักประดิษฐ์ไทย ‘ตาปลอม3มิติ’ จากทีมแพทย์ มธ. คว้ารางวัลระดับโลก

อว.เชิดชูนักประดิษฐ์ไทย ‘ตาปลอม3มิติ’ จากทีมแพทย์ มธ. คว้ารางวัลระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

อว.เชิดชูนักประดิษฐ์ไทย คิดค้น ‘ตาปลอม 3 มิติ’ ฝีมือจากทีมแพทย์ มธ. คว้ารางวัลระดับโลก-เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานอันทรงเกียรติเพื่อมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยชาวไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศด้วยการคว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติถึง 11 เวที ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี นายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีฯ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงฯ และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เข้าร่วมมอบรางวัล

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม คือผลงานนวัตกรรม ‘การสร้างดวงตาปลอมจากเครื่องพิมพ์สามมิติให้ผู้ป่วยได้ภายในหนึ่งวัน’ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของทีมจากศูนย์ดวงตาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่นำโดย รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ และ ผศ.ทพญ.จิตพิมล ศิริพันธ์ุ

นวัตกรรมดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลสำคัญมากมาย อาทิ JDIE Best Invention Award จากงาน Japan Design, Idea and Invention Expo ที่ประเทศญี่ปุ่น, รางวัลเหรียญทอง (Gold Medal) จาก World Invention Intellectual Property Associations และถ้วยรางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ทีมวิจัยระบุว่า นวัตกรรมนี้ได้เริ่มนำมาใช้จริงเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องสูญเสียดวงตาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคตาอื่นๆได้ในอนาคต ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งผลดีต่อสังคมอย่างแท้จริง ///-026

ไทยพีบีเอสเปิดตัว 2 สารคดี Soft Power ไทย’Thailand Insight’และ’ศรีเทพฯ’ครั้งแรกทาง VIPA เริ่ม 23 ส.ค.นี้

ไทยพีบีเอสเปิดตัว 2 สารคดี Soft Power ไทย'Thailand Insight'และ'ศรีเทพฯ'ครั้งแรกทาง VIPA เริ่ม 23 ส.ค.นี้

ไทยพีบีเอสเปิดตัว 2 สารคดี Soft Power ไทย’Thailand Insight’และ’ศรีเทพฯ’ครั้งแรกทาง VIPA เริ่ม 23 ส.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

ไทยพีบีเอส จับมือกองทุนพัฒนาสื่อฯ สมาคมการค้าผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย เปิดตัว 2 สารคดี ส่งเสริม Soft Power ของไทย “Thailand Insight” และ “ศรีเทพ อารยธรรมแห่งสุริยะเทพที่ไม่เคยดับ” เริ่มสตรีมครั้งแรกที่ VIPA 23 ส.ค. และออกอากาศทาง Thai PBS ช่องหมายเลข 3 เริ่ม 30 ส.ค.นี้ พร้อมเตรียมส่งออกสู่ตลาดสารคดีระดับโลก        

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2568 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และสมาคมการค้าผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย เปิดตัวสารคดี “Thailand Insight” และ “ศรีเทพ อารยธรรมแห่งสุริยะเทพที่ไม่เคยดับ” สารคดีที่ลงลึกในระดับจิตวิญญาณของคนไทย เพื่อส่งเสริม Soft Power นำเสนอเรื่องราวครอบคลุมศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อาหาร สมุนไพร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เด็กและเยาวชน ความงดงามที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของผู้คนจะถูกถ่ายทอดผ่านสารคดีไปสู่เวทีระดับโลก

นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับสารคดีคุณภาพทั้งด้านเนื้อหา การถ่ายทอดที่ละเมียดละไม ซึ่งจากผลการสำรวจระดับการจดจำสื่อสาธารณะของคนไทย (Public Perception Survey) ปี 2567 ของศูนย์วิจัยและพัฒนาสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส พบว่า ไทยพีบีเอส เป็นสื่อที่โดดเด่นในด้านสารคดี ที่ประชาชนนึกถึงเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านการส่งเสริมคุณค่าวัฒนธรรมความเป็นไทย ส่งเสริมคุณค่าผู้สูงอายุ และสะท้อนความหลากหลายทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สารคดีทั้งสองเรื่องนี้จึงไม่ได้เพียงเล่าเรื่องราว แต่จะพาผู้ชมสัมผัสถึงความคิด ความตั้งใจ และคุณค่าลึกซึ้งของคนไทย ไทยพีบีเอส ภูมิใจนำเสนอ Thailand Insight และศรีเทพฯ บนแพลตฟอร์ม VIPA เป็นแห่งแรก เพื่อส่งเสริม Soft Power ของไทย ถ่ายทอดความงดงามไปสู่สายตาผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างชาติ

สำหรับสารคดีชุด “Thailand Insight” มีจำนวน 8 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวอันงดงามและลึกซึ้งของประเทศไทย ในมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก หรืออาจมองข้าม โดยจะเผยแพร่ตอนแรกทาง VIPA วันที่ 23 ส.ค. 2568 และออกอากาศต่อทาง Thai PBS ทุกวันเสาร์ เริ่มตอนแรกวันที่ 30 ส.ค.นี้ ส่วนสารคดี ศรีเทพฯ ความยาว 55 นาที จะเผยแพร่ครั้งแรก ทาง VIPA วันที่ 25 ต.ค. 2568 และออกอากาศทาง Thai PBS ในวันที่ 30 ต.ค. 2568

ดร.ธนกร ศรีสุขใส  ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อฯ ถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ทำงานร่วมกันสร้างสรรค์สื่อมาอย่างยาวนาน  ขณะที่สมาคมการค้าผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย เป็นแหล่งของนักผลิตสารคดีฝีมือดี ที่กองทุนพัฒนาสื่อฯ อยากสนับสนุนให้เป็นโรงเรียนของนักผลิตสารคดี ซึ่งเรามีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดัน Soft Power ไทย ซึ่งความร่วมมือผลิตสารคดี Thailand Insights และศรีเทพฯ เป็นสารคดีเชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เป็นคอนเทนต์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมได้ และมั่นใจในศักยภาพของสมาคมผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย ในการผลิตคอนเทนต์ที่สามารถนำเรื่องราววัฒนธรรมไทยไปสู่เวทีโลก

นางสาวกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า VIPA โดดเด่นในฐานะแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่เน้นทั้งละคร และสารคดีคุณภาพ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันมีหลากหลายกลุ่มเนื้อหา ซึ่งแบ่งเป็น 7 หมวด มากกว่า 500 รายการ 7,000 วิดีโอ โดยสารคดีไทยและต่างประเทศเป็นเนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีสัดส่วนสูงสุดถึง 46.3% ของทั้งหมด แบ่งเป็นสารคดีไทย 62.3% และสารคดีต่างประเทศ 37.8% รองรับผู้ใช้ในระบบมากกว่า 200,000 บัญชี และมียอดเข้าชมรวมทุกรายการ 37.8 ล้านเพจวิว ในปี 2568 ได้วางกลยุทธ์เนื้อหาสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์การ เน้นสื่อสารประเด็นทางสังคม ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม (Climate Change), สุขภาพจิต (Mental Health), การส่งเสริม Soft Power ไทย VIPA ทำหน้าที่คัดสรรสารคดีที่มีคุณภาพ พร้อมจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นการรับรู้และขยายฐานผู้ชมแพลตฟอร์ม ซึ่งสารคดีทั้ง 2 เรื่อง สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายของ VIPA และไทยพีบีเอส ในการสร้างคุณค่าส่งเสริม Soft Power ไทยเป็นอย่างดี ทีกทั้ง ยังสามารถรับชมสารคดีแบบ 4K มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษครบครัน นอกจากนั้น ให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่พัฒนาผู้ผลิตหน้าใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวโครงการ Pitching Project 2025 ตามหาผู้สร้างสรรค์หน้าใหม่ สามารถติดตามรายละเอียดได้เร็ว ๆ นี้

ด้าน นายชนินทร์ ชมะโชติ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย และหัวหน้าทีมผู้ผลิตสารคดี Thailand Insight และศรีเทพฯ กล่าวถึงแนวคิด และรูปแบบการผลิตสารคดีชุดนี้ว่า การเล่าเรื่องลงลึกในภูมิปัญญา จิตวิญญาณของคนไทย โดยทีมสารคดีแต่ละเรื่องใช้เวลาค้นคว้าและลงพื้นที่อย่างลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวแบบที่ผู้ชมจะได้ทั้งความรู้และความเข้าใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดย Thailand Insight จะพาไปค้นพบความงดงามและภูมิปัญญาไทยที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดนตรี อาหาร ไปจนถึงพลังของชุมชน โดยมุ่งเน้นให้เห็นว่า “Soft power” ของไทยคือเรื่องราวและความรู้สึกที่สร้างความรักและความประทับใจให้กับผู้คนทั่วโลก ส่วนศรีเทพฯ จะพาย้อนเวลาไปสัมผัสเมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนเมื่อ 19 ก.ย. 2566 ถ่ายทอดความสำคัญของศรีเทพในฐานะศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมเชื่อมภาคกลางกับภาคอีสานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณ

สำหรับสารคดีจำนวน 9 ตอนนี้ มีกำหนดเผยแพร่ทาง VIPA เริ่มตอนแรก วันที่ 23 ส.ค. 2568 และออกอากาศทาง Thai PBS ทุกวันเสาร์ 9 สัปดาห์ต่อเนื่อง ตอนที่ 1. Lovely Garbage band สารคดีการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชนเผ่า วันที่ 30 ส.ค. 2. Saving Hornbill Island สารคดีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และนกเงือก วันที่ 6 ก.ย. 3. Massaman the curry สารคดีเกี่ยวกับแกงมัสมั่นไทย วันที่ 13 ก.ย. 4. Little butterflies สารคดีเกี่ยวกับการส่งเสริมนักเขียนรุ่นเยาว์ วันที่ 20 ก.ย. 5. Farm for life สารคดีเกี่ยวกับสมุนไพรไทย วันที่ 27 ก.ย. 6. On a Thai Note สารคดีความคิด ตัวตนและผลงานของสมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติ วันที่ 4 ต.ค. 7. Esan power สารคดีเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางภูมิปัญญา วันที่ 11 ต.ค. 8. Mekong Paddlers สารคดีเกี่ยวกับประเพณีการแข่งเรือในแม่น้ำโขง วันที่ 18 ต.ค. และ 9. ศรีเทพ อารยธรรมแห่งสุริยะเทพที่ไม่เคยดับ ออกอากาศวันที่ 25 ต.ค. เวลา 10.00-11.00 น.

งานเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของการเล่าเรื่องในแบบสารคดี แต่ยังเป็นการประกาศให้โลกเห็นถึงความหลากหลายและคุณค่าของวัฒนธรรมไทย ที่รอให้ค้นพบผ่านสายตาและหัวใจของผู้ชมทุกคน ทั้งนี้สามารถติดตาม  “VIPA” ทุกความสุข ดูฟรี ไม่มีโฆษณา ทางแอปพลิเคชัน VIPA ดาวน์โหลดได้ ทั้งในระบบ Android, iOS และและ Android TV หรือรับชมผ่าน http://www.VIPA.me

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin