‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726971

'ปลัด มท.'บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

“ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระ มีวัดเป็นหลักชัย” “ปลัดมหาดไทย”บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีและภาคีเครือข่าย เน้นย้ำกลไก“1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการ” ขอพระสงฆ์เมตตานำภาคราชการลงพื้นที่ไปสงเคราะห์ดูแลประชาชนให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 เม.ย. 66) เวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นวิทยากรถวายความรู้พระสังฆาธิการ เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือวัดชุมชนสร้างสุขให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านระบบ Video Conference โดยได้รับเมตตาจาก พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระราชวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันโพธิยาลัย พระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด พระมหาชนก เขมะกาโม รองเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี และคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมรับฟังกว่า 300 รูป ณ วิทยาลัยมหาดไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันยึดโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีความสุขความร่มเย็นอยู่ได้เพราะมีคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาช่วยเป็นหลักชัยในการช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเพื่อให้ผู้คนในสังคมอยู่กันด้วยความสุข จนเรียกได้ว่า “วัดและพระสงฆ์ เป็น ครู คลัง ช่าง หมอ” โดยความเป็น “ครู” เมื่อลูกผู้ชายเติบโตเข้าสู่วัยที่บวชเรียน ก็มีพระสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ เทศนาสอนให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมถึงเป็นผู้อบรมสั่งสอนญาติโยมศิษยานุศิษย์ของวัดให้มีคุณธรรมจริยธรรม และในปัจจุบันยังช่วยเหลือเจือจานดูแลคนในสังคม ดูแลนักเรียน ด้วยการนำข้าวสารอาหารแห้ง กับข้าวกับปลาจากบาตรมอบให้กับโรงเรียน มอบให้กับคนยากไร้ ความเป็น “คลัง” คือ ในยามที่ชาวบ้านมีงานกิจกรรมที่บ้านเรือนหรือที่วัดก็ดี ก็จะมีวัดเป็นเหมือนคลังข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถติดต่อหลวงพ่อเพื่อหยิบยืมไปใช้ในกิจกรรมงานการต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินทอง ความเป็น “ช่าง” ที่พระสงฆ์จะเป็นผู้มีความสามารถในงานช่างอย่างหลากหลาย ทั้งช่างปูน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก จนสามารถก่อร่างสร้างวัดวาอารามได้สวยงามวิจิตรบรรจง และความเป็น “หมอ” ที่เด่นชัด เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พระสงฆ์คือผู้ทรงคุณวุฒิในด้านตำรับตำราแพทย์แผนไทย ยากวาด ยาสมุนไพร หรือแม้แต่เทคนิคการนวดแผนไทยก็ก่อเกิดกำเนิดจากวัด คือ วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่สืบทอดสืบสานสืบต่อกันมาจวบจนถึงวันนี้ จนกล่าวได้ว่า “ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระสงฆ์ เรามีวัด เป็นหลัก”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีภารกิจหลักในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นผู้นำการบูรณาการข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของทุกกระทรวง ทุกกรมในพื้นที่จังหวัด ซึ่งในการบูรณาการดังกล่าวมี “คณะสงฆ์” เป็นภาคีเครือข่ายผู้นำศาสนาที่มีความสำคัญต่อการหนุนเสริมบทบาทของคนมหาดไทย จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืนกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าข้าราชการได้ลงไปร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ร่วมทำกิจกรรมงานใดใดในพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ได้รับประโยชน์จากการสงเคราะห์ อันได้แก่ 1) เชิงนามธรรม คือ ญาติโยมทุกครัวเรือนจะมีจิตใจอ่อนโยนโน้มหาพระคุณเจ้า เข้าหาพระศาสนาเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ยึดมั่นในประเพณีวัฒนธรรมปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นทำให้ลูกหลานมีความคุ้นชินกับศาสนกิจต่างๆ มีจิตใจโน้มหาความดี ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 2) เชิงรูปธรรม สามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 มิติยาฝรั่ง ด้วยการสงเคราะห์ช่วยเหลือบำรุงจิตใจผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนที่ยากไร้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ประทังชีวิตบรรเทาความทุกข์ในระดับหนึ่ง และลักษณะที่ 2 คือ มิติยาไทย เป็นการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืน โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำข้าราชการลงไปในพื้นที่ ไปกระตุ้นปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและพระราชดำริต่างๆ เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยไม่รีรอให้คนช่วยอย่างเดียว ทำให้คนเป็นบัวพ้นน้ำ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ช่วยกันดูแลครอบครัว ขยายผลไปดูแลชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ได้แก่ 1) ทุกครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ

2) ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเอง น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรเต็มพื้นที่บ้าน พื้นที่วัด รวมไปถึงสองฝั่งถนนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ เช่น ป่าชุมชน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ หนอง คลอง บึง ลำห้วย ที่โรงเรียน ที่วัด ที่อนามัย ซึ่งถ้าที่บ้าน รอบบ้าน เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ริมถนน ริมคลอง ในวัด ในโรงเรียน มีแปลงผัก แปลงไม้ยืนต้น ขนุน น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าว กล้วย อ้อย บอระเพ็ด ก็มีนัยว่า สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ก็จะมีขึ้น 3) ทุกครัวเรือนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อโลกของเรา ด้วยการช่วยเหลือกันดูแลบริหารจัดการขยะ ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ช่วยกันคัดแยกขยะ และนำขยะเปียกไปใส่ถังขยะเปียกลดโลกร้อนเพื่อเป็นปุ๋ยหมัก และทำให้ขยะที่เก็บไว้บ้านไม่ได้ ให้ อปท. เก็บไป ไม่ส่งกลิ่นเหม็น 4) พี่น้องประชาชนรวมตัวกันในการช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ที่เราเรียกว่า การสงเคราะห์ หรือจิตอาสา ช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่อ่อนแอ และ 5) ลูกหลานเหลนโหลนได้รับการศึกษา มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความร่าเริง มีความแข็งแรง และได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ เช่น เห็นผู้ใหญ่ทำบุญใส่บาตร เห็นการแบ่งปันอาหารการกินกับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ช่วยเหลือกันทำรั้วบ้าน ขุดดิน ทำหลุมถังขยะเปียกลดโลกร้อน โดยเมื่อเด็กเห็นเหล่านี้จากการถ่ายทอด อบรม กล่อมเกลา (Socialization) ให้รุ่นต่อรุ่นมีการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรักสามัคคี” ยึดถือการปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา  และไม่ลืมรากเหง้าสิ่งที่ดีงามของคนไทย คือ เรื่องจิตใจเสียสละ ยึดสิ่งที่ดีงาม การทำบุญใส่บาตร การบวชเรียน พบปะพูดคุย มีการลงแขก เอามื้อสามัคคี ทำงานส่วนรวม ซึ่งในท้ายที่สุด ประโยชน์ที่เราทำเพื่อส่วนร่วมมันก็จะตกเป็นของทุกคนที่ช่วยกันทำ ซึ่งความสำเร็จของทุกเรื่องจะแนบแน่นได้ ก็โดยพระคุณเจ้าทุกรูปต้องเมตตาเป็นผู้กระตุ้นนำข้าราชการทำงานเชิงคุณภาพในพื้นที่ให้มากขึ้น

“เฉกเช่นที่จังหวัดจันทบุรี มีคณะสงฆ์ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการทำให้พี่น้องคนจันทบุรีได้มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนผ่านความสำเร็จของ “กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์” อันเป็นแนวทางว่า พระสามารถทำให้โยมเป็นคนดี คือ มีสัจจะ รู้จักการบริหารชีวิต ทำงาน หารายได้ จัดสรรรายได้ที่ได้สำหรับสะสมหรือออมทรัพย์ไว้บางส่วน และหาแนวทางในการที่จะทำให้เงินที่สะสมนั้นไปเป็นต้นทุนสำหรับเอาไปใช้ในการลงทุน อันเป็น “ความเมตตาของพระ” ที่เกิดจากการพูดคุยให้สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี ที่ถูกต้อง และมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการกลุ่มที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นแบบความสำเร็จนี้เกิดความยั่งยืน คือ การขยายผลความสำเร็จไปสู่การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียน ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาดำเนินการให้เข้ากับหลักภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ด้วย “ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่มีนายอำเภอทุกอำเภอเป็นผู้นำในการบูรณาการระดับอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นผู้นำการบูรณาการระดับตำบล ด้วยแนวทาง 3 ประการ คือ 1. ต้องมี “ทีมพระ” ลุกขึ้นมายืนเคียงข้าง “1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการประจำตำบล ทุกตำบล” และให้ทุกอำเภอจัดทำบัญชีรายชื่อพระสงฆ์พร้อมข้อมูลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลภาคีเครือข่าย 2. ต้องมีการ “พูดคุย-วางแผน” ร่วมกันของพระสงฆ์ ข้าราชการ และภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ และ 3. ต้องลงพื้นที่จริงร่วมกันอย่างน้อย 1 พื้นที่/เดือน เพื่อทำให้มีบรรยากาศของการที่ชาวบ้านได้ร่วมกันพบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์เกิดขึ้นเต็มผืนแผ่นดินไทย สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ UN ประจำประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) “76จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ โดยเฉพาะข้อที่ 17 การเป็นหุ้นส่วน Partnership มีความช่วยเหลือร่วมมือกันโดยมีพระสงฆ์เป็นหลักชัย อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีงาม ผู้คนมีความสุขทั้งกาย และใจ มีความปลอดภัย มั่นคงทางร่างกายและจิตใจ เป็นสังคมแห่งการให้ เป็นสังคมแห่งความรัก ความเมตตา เพราะมีคณะสงฆ์เป็นที่พึ่งหลัก มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำให้สิ่งที่ดีงามได้กระจายความหวังของกระทรวงมหาดไทยที่อยากเห็นประชาชนทุกคนในประเทศไทยของเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

พระราชธรรมเมธี กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ขับเคลื่อนความร่วมมือตาม MOU ด้วยกลไก 5 กลไก 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขให้กับญาติโยม โดยคณะสงฆ์ร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ดำเนินกิจกรรม 3 โครงการด้วยกัน คือ 1) โครงการกองบุญพระภิกษุอาพาธจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมตั้งกองบุญดูแลพระภิกษุอาพาธเป็นจังหวัดแรก และเป็นจังหวัดนำร่องในการตั้งกองทุนนี้เพื่อดูแลสุขภาพให้พระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี 2) กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ทำให้ชุมชนตำบลหมู่บ้านมีความเข้มแข็งเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ได้ช่วยเหลือสมาชิกไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ มีสมาชิก 110,110 คน กองทุนรวม 3.3 พันล้าน และ 3) กองทุนสังฆประชานุเคราะห์ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล วัด โดยมีกองทุนการศึกษาสงเคราะห์สะสม 12,731,375 บาท เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ จิตอาสาของคณะสงฆ์ ที่ไม่งอมืองอเท้า เราเห็นชาวบ้านประสบภัย เดือดร้อน เราก็มีน้ำจิตน้ำใจ เพราะชาวบ้านทุกคนคือผู้อุปการะพระสงฆ์ทุกรูป ดังนั้นเวลาที่ญาติโยมเดือดร้อน มีความทุกข์ พระจะนิ่งดูดายไม่เข้าไปช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ไม่ได้ ด้วยพรหมวิหารธรรม พระสงฆ์จึงเป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งวัตถุสิ่งของและการเยียวยาด้านจิตใจ รวมทั้งการบำรุงสุขที่ยั่งยืนร่วมกับภาคราชการโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยบูรณาการขับเคลื่อนหลักตามเจตนารมณ์ของ MOU ที่ได้ร่วมลงนามกับมหาเถรสมาคม จึงขออนุโมทนา

– 006

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726865

'สกสว.-สภาพัฒน์'ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

สกสว.- สภาพัฒน์ ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมกับ นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือ ถึงแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยจะส่งผลให้เกิดฐานการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่พื้นที่อื่น ตามที่ สกสว. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเฉพาะในมิติการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ภาคการผลิต/บริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนา ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวง อว. ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พร้อมประสานความร่วมมือ และ ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของ การยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการผลิต/บริการของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคีการพัฒนา ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และเอกชนในพื้นที่เพิ่มศักยภาพสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ให้มีบทบาทนำและเชื่อมโยงภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระเบียงฯ ในแต่ละภาคตามแนวทาง BCG โดยเน้นการลงทุนในกิจการที่ใช้วัตถุดิบและจ้างแรงงานในพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีสีเขียว สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาให้เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการดึงดูดบุคลากรในด้านการวิจัยและพัฒนา

รวมถึง การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนข้อมูล/องค์ความรู้ ระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการศึกษา-ชุมชน โดยเฉพาะการถ่ายทอดฯ ให้แก่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs/MicroSMEs) และวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มโอกาส ให้แก่ภาคเอกชนที่กำลังเติบโตและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ให้สามารถเชื่อมโยงและได้ประโยชน์จากการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของระเบียงฯ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน ตามความต้องการ และแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจแต่ละภาค อาทิ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติ พัฒนา Creative Ecosystem ให้เอื้อต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการสร้างสรรค์  สร้างแบรนด์และส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ พัฒนาด้านการศึกษาและวิจัย และบุคลากรด้านสร้างสรรค์ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC – Bioeconomy) ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต ในมิติของ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้หลากหลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การส่งเสริมการลงทุนด้านเกษตร/อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาบุคลากรด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ

ท้ายสุดนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้ จะนำไปสู่การกำหนดแนวทาง และ ทิศทางการทำงานร่วมกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726862

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

กระทรวงศึกษาธิการกางแผนช่วยเหลือ นักศึกษาไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน จากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าวประมาณ 220 คน สถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยทั้งหมด ได้เดินทางออกจากเมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน ไปลงเรือของทางการซาอุดีอาระเบียต่อไปยังเมืองเจดดาห์ เพื่อรอการอพยพกลับประเทศไทยโดยกองทัพอากาศ   ซึ่งจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 27 เมษายน  เวลาประมาณ 22.00 น. จำนวน 1 เที่ยวบิน และวันที่ 28 เมษายน เวลาประมาณ 09.00 น. จำนวน 2 เที่ยวบิน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกรับนักศึกษาไทยในประเทศซูดาน อยู่ในขั้นตอนของการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ซึ่ง  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานการเตรียมความพร้อมจากรัฐบาลในการเตรียมการอพยพนักศึกษา และประชาชนจากชูดานเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศอ.บต.ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องและจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายใน ศอ.บต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งในส่วนกลางกับกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ส่งข้อมูลประสานการติดต่อผ่านญาติและผู้ปกครองของนักศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมการประสานที่พักใกล้ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย จะมีการรับนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ สนามบินบ่อทอง ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และอำนวยความสะดวกส่งนักศึกษาถึงบ้านอย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด

“การดำเนินการภายหลังจากนักศึกษาเดินทางมาถึงภูมิลำเนา มีการวางแผนสำหรับการศึกษาต่อในประเทศ สำหรับนักศึกษาที่ประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาในประเทศไทย จะต้องดำเนินการในส่วนของการเทียบโอนรายวิชา โดยจะประสานไปยังมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดชายแนภาคใต้ โดยขณะนี้ ศอ.บต.กำลังเร่งดำเนินการสำรวจนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดานเพิ่มเติมจากระบบข้อมูล โดยให้บัณฑิตอาสาฯ ลงพื้นที่สำรวจตัวเลขที่ชัดเจน เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศมีคนไทยประมาณ 220 คน เป็นนักศึกษาไทย 150 คน อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ 100 คน เนื่องจากเมื่อช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา มีนักศึกษาเดินทางกลับมาบางส่วนแล้ว จากข้อมูลของนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในประเทศซูดานพบว่า ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.​กล่าวต่อว่า การวางแผนเตรียมการในส่วนของศธ. โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมการ ในการรองรับกรณีนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจากประเทศซูดาน และมีความประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศ ดังนี้ 1.จัดเตรียมสถานศึกษารองรับกรณีนักศึกษาไทยที่ไม่กลับไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน และประสงค์ศึกษาต่อในประเทศไทย โดยจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหา วิทยาลัยนราธิวาสราชนรินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ในการเทียบโอนรายวิชา เพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาเข้าเรียน และ 2. อำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษาจากประเทศ สำหรับนักศึกษาซูดานที่สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว

“ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ของนักเรียนนักศึกษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศให้ กับนักเรียนและนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อ ซึ่งได้ประสานเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากประเทศซูดาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ศอ.บต. อย่างใกล้ชิด” นายอรรถพล กล่าว 

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726805

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.14 น.

‘อัมพร’ มอบนโยบาย เขตพื้นที่ฯ-โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมรับเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ พร้อมกำชับโรงเรียนสื่อสาร นร.-ผู้ปกครอง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดให้มีการตรวจสอบ-ป้องกัน 

วันที่ 26 เมษายน 2566 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึฏษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายเตรียมพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ให้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สทพ.) และผู้อำนวยการโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ว่า เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออาคารสถานที่ รวมทั้งอินเตอร์เน็ต และสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆจึงอยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนนำสิ่งเหล่านี้มาทบทวนว่าปีที่ผ่านมามีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตหรือตัวผู้เรียนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และถ้าเราจะจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพที่ดีกว่าเดิม ในภาคเรียนที่ 1/2566 จะเตรียมการอย่างไร เพื่อทันการเปิดเทอม วันที่ 15 พฤษาคม นี้ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ อยากให้เขตพื้นที่ฯ และโรงเรียนดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน 4 ประเด็น คือ 1.ทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย และมีความสุขทั้งครูและนักเรียน โดยให้ไปตรวจสอบและประเมินว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้นักเรียนและครู ไม่ปลอดภัย และจะมีวิธีร่วมมือกับหน่วยงานต่าๆอย่างไร เพื่อจะทำให้โรงเรียนมีความปลอดภัย  2.การสร้างโอกาสทางการศึกษา แม้ขณะนี้เราผ่านพ้นช่วงเวลาการรับนักเรียนมาแล้ว แต่ทุกโรงเรียนจะต้องสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่า มีนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการมาเข้าเรียนในโรงเรียนจำนวนเท่าไหร่  ไปเรียนที่อื่นเท่าไหร่  และการรับนักเรียนของตนลดหรือเพิ่มขึ้น หากวิเคราะห์ได้แล้วจะสามารถวางทิศทางอนาคตในการให้โอกาสทางการศึกษากับนักเรียนได้ โดยมีเป้าหมายว่าเด็กจะต้องได้เรียนทุกคน อีกทั้ง ปัจจุบันพบข่าวว่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อาจจะกลับมาแพร่ระบาดอีก จึงอยากให้โรงเรียนสื่อสารกับนักเรียน ผู้ปกครองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.)ให้มีการตรวจสอบและป้องกัน เพื่อไม่ให้โรงเรียนเป็นศูนย์รวมของการระบาดเหมือนปีที่ผ่านมา

“3.เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดการเรียนรู้ โดยวางแผนเรื่องการจัดทำหลักสูตร และวางแผนจัดครูเข้าชั้นเรียนอย่างไร ให้นักเรียนได้รับคุณภาพการศึกษาที่มากขึ้น อีกทั้ง ช่วงนี้เป็นฤดูโยกย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนั้น เขตพื้นที่ฯต้องวิเคราะห์ว่ามีการย้ายเข้า-ย้ายออก เท่าไหร่ โรงเรียนจะมีผู้บริหารและครูครบหรือไม่ การเปิดภาคเรียนที่ 1/2566 นี้ จะเกิดวิกฤตอะไรบ้าง โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องเตรียมการให้เข้ากับสภาพปัญหาและบริบทที่มีอยู่  และ 4.การเตรียมความพร้อมอาคารสถานที่ และการจัดการเรียนการสอน โดยเขตพื้นที่ฯ จะต้องสำรวจว่าแต่ละโรงเรียนต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง และเขตพื้นที่ฯ จะแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้มาช่วยเหลือแต่ละโรงเรียนอย่างไร“ นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา มีเวลาพิจารณาโยกย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน นี้เท่านั้น หากเกินวันที่ 30 เมษายนแล้ว อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะไม่สามารถพิจารณาย้ายได้แล้วเนื่องจากขัดกับหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)กำหนด  อีกทั้ง เมื่อเร็วๆนี้  ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ กำหนดระยะเวลาสอบภาค ค ไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย และให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดสอบ สอบ ภาค ก และ ภาค ข ซึ่ง สพฐ.คาดว่าจะจัดสอบเป็นคลัสเตอร์ตามภูมิภาค  โดยจ้างสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญมาออกข้อสอบ  ดังนั้น เมื่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดำเนินการย้ายครูถึงวันที่ 30 เมษายน ครบถ้วนแล้ว สพฐ.จะมีหนังสือสำรวจไปยังเขตพื้นที่ฯ ว่าแต่ละเขตพื้นที่ฯ​ ต้องการสอบครูจำนวนเท่าไหร่ และต้องการวิชาเอกอะไรบ้าง เพื่อให้ สพฐ.วางแผนจัดสรรงบประมาณไปให้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726650

'บอร์ด ก.ค.ศ.' ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

‘บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.43 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.’ ไฟเขียว แก้เกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ลดสัมภาษณ์เหลือ 20 นาที ให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯจัดสอบ

25 เมษายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุม มีมติเห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563) สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 14/2563) เนื่องจากได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการสอบแข่งขันฯ เมื่อปี พ.ศ. 2563 ทั้งภาค ก ภาค ข และภาค ค แล้ว พบปัญหาในการดำเนินการหลายประเด็น รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ประจำเขตพื้นที่การศึกษา ทำหน้าที่ด้านการบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามทกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ จึงได้ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณแต่ยังคงหลักการในการสอบแข่งขันเพื่อให้ได้ครูที่เป็นคนเก่ง คนดีมีศักยภาพและทักษะในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพบริบทและกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป จึงให้ปรับรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 

“ 1. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ตั้ง เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข โดย อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาอาจรวมกลุ่มกันตามที่ สพฐ.กำหนด สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ให้จ้างสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพทางการศึกษาและมีประสบการณ์ในการออกข้อสอบตามที่เห็นสมควรเป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบตามหลักสูตรที่กำหนดท้ายหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563 รวมทั้งจัดส่งข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ

2. ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา การประเมินด้านความสามารถการสอน ให้ประเมินจากการนำเสนอของผู้สมัครสอบแข่งขันที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนในประเภทวิชา หรือกลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอกที่สมัคร ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ ตามที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด โดยกำหนดระยะเวลาประเมินไม่เกิน 20 นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย

3. ยกเลิกเกณฑ์การประเมินและวิธีการให้คะแนน ภาค ค แบบรูบริค (Scoring Rubric)

4.ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน ภาค ค จำนวน 3 – 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน ครู 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 1 คน และ

5.มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. ปรับแก้ไขรายละเอียดส่วนอื่นของหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ให้สอดคล้อง” นายอรรถพล กล่าว 

ปลัด ศธ.  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากในขณะนี้เป็นช่วงการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงอาจมีประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาบางคนสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงเห็นควรขอความร่วมมือไปยังประธานฯ หรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร งดการเข้าร่วมประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลการเลือกตั้งฯ โดยให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้แจ้ง 

“มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 10 เขต แจ้งรายชื่อประธาน หรืออนุกรรมการฯ ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการให้สำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้แจ้งขอความร่วมมือไปยังประธาน หรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” นายอรรถพล กล่าว  -009

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726644

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

โลกยุค‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ต้องไม่เชื่อว่า‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

โลกยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ ต้องไม่เชื่อว่า ‘ยิ่งเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด’ มหา’ลัย ต้องสร้างการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. เผยปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุค ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ‘ทุกช่วงวัย’ – ‘UpskillReskill’เพื่อรองรับงานทักษะใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แนะรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดการงบประมาณและเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันโลก

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในยุคที่ ‘ความรู้อายุสั้น คนอายุยาว’กล่าวคืออัตราการเกิดน้อย แต่อัตราการตายกลับน้อยยิ่งกว่าทุกวันนี้คนสามารถอายุยืนได้ถึง 100 ปี คำถามคือเราจะเตรียมความพร้อม องค์ความรู้ และทักษะการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร มากไปกว่านั้น การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะทำให้งานที่เคยมีอยู่เดิมกว่า 85 ล้านตำแหน่ง หายไปในระยะเวลา 5 ปี และจะเกิดงานรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอีก 97 ล้านตำแหน่ง ตรงนี้เป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า งานรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะใหม่ ปัญหาคือทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะใหม่ๆ นั้นยังขาดแคลน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า double jeopardy หรือ ความอันตรายสองเท่า ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องการ ‘upskill – reskill’ มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรเป็นพื้นที่ให้กับแค่เด็กมัธยมที่กำลังจะก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ควรเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพให้กับ ‘คนทุกช่วงวัย’ ด้วยเช่นกัน

“หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาสมัยใหม่ คืออย่าเก็บเด็กไว้ในมหาวิทยาลัยนานจนเกินไป ควรให้เรียนเท่าที่จำเป็นแล้วสนับสนุนให้เขาได้ออกไปเจอโลกภายนอก-โลกของการทำงานให้เร็วที่สุด และเมื่อออกไปเร็วแล้ว ก็ต้องมีระบบให้เขากลับเข้าระบบให้ง่ายที่สุด คือเมื่อออกไปเจอของจริงแล้ว ก็ต้องมีพื้นที่ให้เขากลับมาเติมความรู้ที่ยังขาดด้วย ฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องทลายกำแพงห้องเรียนออก

เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคที่คนสามารถเรียนรู้จากที่ไหนก็ได้ (e-Learning) ความรู้ในมหาวิทยาลัยต้องสามารถเปิดให้คนภายนอกมาเรียนและเลือกเรียนตามความสนใจของตนเองได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงใบปริญญา” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

รศ.ดร.พิภพ กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือเรื่องงบประมาณสนับสนุนและเงื่อนไขของการให้งบ รัฐบาลควรทำให้อยู่ในรูปแบบที่เรียบง่าย โดยอาจแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ได้แก่ 1. งบMission Basedได้งบเท่าไหร่คิดจากจำนวนเด็กนักเรียน และ2. งบ Performance Basedถ้ามหาวิทยาลัยทำงานได้ดี มีคุณภาพ บรรลุตามเป้าหมายก็ได้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มโดยรัฐบาลต้องกำกับให้น้อยที่สุด มีความยืดหยุ่นมากที่สุด และทุกอย่างให้ดูที่ผลลัพธ์ของการทำงาน

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนอีกก็คือ การเปิดให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องของพาร์ตเนอร์ชิปให้กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะหลายบริษัทมีความเก่งเทคโนโลยีก้าวไกลในเรื่องการวิจัยและพัฒนา สิ่งเหล่านี้ควรจะร่วมมือกันและเอาความรู้ทั้งภาคปฏิบัติกับภาคของการศึกษาผสมผสานเข้าด้วยกัน แล้วเปิดให้คนสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้

“ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดคือการปรับหลักสูตร เด็กไทยขึ้นชื่อว่ามีชั่วโมงเรียนมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแต่คุณภาพกับสวนทาง เพราะหลักสูตรการศึกษาไทยเน้นการเรียนเพื่อจำมากกว่าที่จะเรียนให้คิด ประเทศไทยควรพัฒนาให้นักเรียนเรียนรู้รอบด้านและตั้งคำถามได้ หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการต้องทำให้หลักสูตรมีความสมดุล สิ่งสำคัญคือต้องไม่เชื่อว่ายิ่งเด็กเรียนเยอะจะยิ่งฉลาด” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวมโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพราะโดยทิศทางแล้วจะมีการควบรวมมากขึ้น โจทย์คือเมื่อควบรวมแล้ว มีงบประมาณเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำอย่างไรให้ทั้งครู วิธีการสอน มีคุณภาพ

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในบรรยากาศการหาเสียง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างเห็นตรงกันที่จะให้น้ำหนักความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่การแก้ปัญหาระยะยาวได้อย่างยั่งยืนคือการทำให้คนมีความรู้ และทักษะสำคัญที่ทุกคนต้องมีคือ ‘ทักษะการดูแลกาย – ใจ’ เพื่อจะทำให้เขาเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม รวมถึง ‘ทักษะการต่อยอดความรู้’ เพราะ

ความรู้ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มหาวิทยาลัยและพรรคการเมืองควรสนับสนุนคือ การสร้างเครื่องมือกลไกให้คนสามารถที่จะเรียนรู้ต่อยอดไปถึงการมีทักษะสร้างอาชีพได้ด้วยตนเอง เช่น การที่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอยู่ในมือ รัฐบาลก็ควรทำแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมความรู้และทักษะใหม่ ตามอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นมาอย่างเช่น influencer, youtuber, tiktoker

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มธ. กลับไปสู่ความเป็นตลาดวิชาที่เปิดให้ทุกคนมาเรียนวิชาที่ตัวเองสนใจ เรียนแค่ไหนก็ได้ จะเรียนเพื่อรับปริญญาหรือไม่ก็ได้ ถ้าเป็นปริญญาตอนนี้มีปริญญาโทออนไลน์ 4 หลักสูตร คือ M.B.A.(Business Innovation), Data Science, Learning Innovation และ Applied AIโดยที่เปิดรับนักศึกษาแล้ว ได้แก่Business Innovation และ Data Science

ดังนั้น มธ. ในปัจจุบัน จึงกลายเป็นตลาดวิชาในยุคดิจิตอล ซึ่งไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลกก็สามารถเข้าถึงความรู้ที่ธรรมศาสตร์สร้างสรรค์ไว้ให้ได้

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726361

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย แนะต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.24 น.

สอวช.ตั้งเป้าผลิตนักสร้างสรรค์ดิจิทัล 5,000 ราย หนุนพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ ‘เอนก’ ชี้ไทยมีรากลึกศิลปะ สุนทรียะ แนะขุดตาน้ำในท้องถิ่น ต่อยอดเป็นแผนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

24 เมษายน 2565 ศาสตราจารยพิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในการประชุม คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการหารือถึงการพัฒนาเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ (Cultural and Creative Innovation Zone) ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องวางแผนว่าเราจะทำอะไรให้ชัดเจน และต้องจำแนกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้นมาใหม่ และอะไรสามารถต่อยอดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจนอกเหนือจากความคาดหมายของเรา เช่น ที่เชียงใหม่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเหมาะกับการทำเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มากที่สุด หรือในพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดกระบี่ จังหวัดเชียงรายที่เป็นเมืองศิลปิน เราจะพัฒนาส่งเสริมอย่างไร ในส่วนกลาง ในกรุงเทพมหานคร อาจจะทำได้เช่นกันแต่อาจจะช้ากว่า เป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักตามความเหมาะสม 

“คนไทยมีดีเอ็นเอทางศิลปะสุนทรียะ อารยะ ซึ่งท้องถิ่นมีความหนามากกว่าศิลปะสุนทรียะ ของส่วนกลาง ดังนั้นจึงควรเร่งทำให้ท้องถิ่นบูม เนื่องจากมีความหลากหลายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น อีสาน ล้านนา ปักษ์ใต้ เป็นแหล่งตาน้ำสำคัญ เมื่อเราพัฒนาตาน้ำได้ น้ำก็จะไหลมาเป็นศิลปะของส่วนกลางได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจก่อนว่า ตาน้ำอยู่ที่ชุมชน ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนหรือสถาบัน แต่อยู่ในรากเหง้าที่ทำลายไม่ได้ ฝังลึกเป็นดีเอ็นเอ รากต้องเกิดจากเรา ซึ่งอาจจะแนวทางทำเป็นหลักสูตรสั้น ๆ โดยเอาพ่อครูทั้งหลายมาสอน มาคัดเลือก ต้องคิดไปข้างหน้าว่าเราจะต่อยอดรากเหง้านั้นอย่างไร” รมว.อว. กล่าว

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้นำเสนอข้อมูลที่ได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปี 2564 อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย สร้างรายได้กว่า 322,261.52 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ถึงร้อยละ 51 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มาจากทุนทางวัฒนธรรม มีมูลค่ารวม 815,320 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการสินค้าและบริการแบบใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของสินค้าจากมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย มาพัฒนาร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ประกอบด้วย Games Animation Films และ Digital Arts ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีแนวโน้ม การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมากในปัจจุบัน ในปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 42,000 ล้านบาท และมีอัตราขยายตัวมากกว่าร้อยละ 7 ต่อปีและคาดการณ์ว่าปี 2567 จะมีมูลค่าถึง 62,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มในการเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ จากการศึกษาของ สอวช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยยังมีปัญหาสำคัญ คือ

1. นิเวศทางศิลปกรรมของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ไม่ชัดเจน ระบบกลไกไม่เกิดการไหลเวียนเป็นวงจรเดียวกันทั้งหมด

2.ขาดแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บางประเภท ได้แก่ ดิจิทัลอาร์ตและเทคโนโลยีที่ถือเป็น องค์ประกอบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญกับโลกอนาคต

3.แผนงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบันยังคงติดกับดักการให้มิติทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยึดอยู่กับประเด็นเรื่องของการท่องเที่ยว นำมาสู่การมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวทั้งหมด ทำให้ไม่พบแผนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

4.ขาดกลไกการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทำให้แนวทางการออกแบบและส่งเสริมงานวิจัยมีลักษณะที่คล้ายคลึง ตลอดจนบางแผนงานเกิดความซ้ำซ้อน

5.รูปแบบการเก็บข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและการวิจัยมีลักษณะเป็นการเก็บเชิงปริมาณทั้งหมด ทั้งนี้ ยังขาดมิติของข้อมูลเชิงลึกและเชิงกว้างในการนำมาต่อยอดและพัฒนากรอบการออกแบบงานวิจัยในอนาคต

“สอวช. เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ ผ่านกลไกสำคัญต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้เกิดศูนย์ผลิตสื่อสร้างสรรค์ Studio หรือ Multimedia Park ระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการทำงานอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ของประเทศ การพัฒนาพื้นที่ทาง วัฒนธรรมและการสร้างสรรค์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสืบสานองค์ความรู้รากฐาน ศิลปะและวัฒนธรรมไทย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึงความท้าทายที่สำคัญของธุรกิจ Cultural & Creative Content คือ การพัฒนากำลังคน เนื่องจากปัจจุบันหลักสูตรที่เปิดสอนส่วนมากยังเป็นหลักสูตรเก่า ขาดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ทำให้ผู้จบการศึกษามีทักษะความสามารถไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ อีกทั้งผู้ประกอบการเองก็ยังขาดความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจ มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนและความสามารถทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญ ขาดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้แสดงผลงานสร้างสรรค์ และต่อยอดทางธุรกิจ

นอกจากนี้ งานวิจัยและนวัตกรรม ต้นทุนด้านเทคโนโลยีและสิทธิการใช้โปรแกรมในการผลิต ผลงานมีมูลค่าสูง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาเรื่องการละเมิดและการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในผลงาน ไม่มีการสร้างสรรค์และพัฒนา นวัตกรรมการผลิตคอนเทนต์ของตนเอง ขณะเดียวกัน นโยบาย กฎหมาย มาตรการ หรือระเบียบของภาครัฐยังไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุน ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและขาดความน่าเชื่อถือในตลาดต่างประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งต่างชาติ

สำหรับแนวคิดและเป้าหมายเขตนวัตกรรมวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์นั้น ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า ต้องเร่งพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา และการพัฒนาสตาร์ทอัพ Incubation & Accelerator ส่วนเป้าหมายใน 5 ปีนั้น ตั้งเป้าให้ไทยจะเป็นฐานการผลิต และบริการที่สำคัญของอุตสาหกรรม Digital & Creative Content ในภูมิภาคเอเชีย สร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 และไทยจะอยู่ใน 20 อันดับแรก ของ Global Soft Power index สามารถสร้างนักสร้างสรรค์ดิจิทัลได้ 5,000 ราย

ทั้งนี้ ดร.กิติพงค์ ได้รับข้อเสนอแนะจากที่ประชุมเพื่อที่จะนำไปหารือในการปรับแผนการดำเนินงาน โดยเชื่อมโยงไปยังตาน้ำชุมชน และทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมา

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726313

'ตรีนุช'มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

‘ตรีนุช’มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.19 น.

“ตรีนุช”มอบ สพฐ.พิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้มีคุณภาพ ยืนยัน ศธ.ให้ความสำคัญการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา-ภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงผลักดันเพิ่มงบฯการศึกษาเด็ก-เยาวชน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แบบเรียน “ภาษาพาที” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และตนได้มอบหมายให้ สพฐ.ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแบบเรียนดังกล่าว และนำเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแบบเรียนในอนาคตให้ได้แบบเรียนที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ตนในฐานะ รมว.ศธ.ได้ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และภาวะทุพโภชาการในเด็ก จึงได้ผลักดันให้เพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาของเด็ก เยาวชน และนโยบายด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญเรื่องโภชนาการที่ดีของเด็ก จึงได้อนุมัติให้เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันของนักเรียนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ จากที่ได้รับ 21 บาทต่อคนต่อวัน เป็นปรับเพิ่มให้ตามขนาดของโรงเรียน โดยโรงเรียนขนาดเล็กได้ปรับเพิ่มสูงสุดที่ 36 บาทต่อคนต่อวัน และได้เริ่มจัดสรรงบประมาณลงไปแล้ว โดยตนได้เน้นย้ำไปว่าโรงเรียนต้องจัดอาหารให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีสุขภาพกายที่พร้อมต่อการเรียนรู้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า รัฐบาลเข้าใจภาระค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น จึงได้เพิ่มเงินงบประมาณการจัดการศึกษา ในส่วนของเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยจัดงบประมาณส่งตรงถึงโรงเรียน เพื่อสนับสนุนค่าจัดการเรียนการสอน ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และโรงเรียนส่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้ปกครองนักเรียนซื้อเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียนด้วยตนเอง ทำให้ในภาพรวมมีงบประมาณรายหัวเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้มีการยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษาให้ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนของประเทศ มีการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทั้งกลุ่มที่อยู่ในและนอกระบบโรงเรียน กลุ่มเปราะบางให้สามารถได้เรียนและมีอาชีพติดตัว รวมถึงลดภาระงานครู ลดการประเมินต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูให้มากขึ้น

“ตั้งแต่ดิฉันเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.มาได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินงานของ ศธ.ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ประสบผลสำเร็จและได้รับการชื่นชมจากนานาชาติ สามารถพาเด็กตกหล่นและหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามามีโอกาสเรียนอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดมีเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้ามาเรียนมากถึง 79,318 คน และถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่ ศธ.ก็ยังดำเนินการติดตามเด็กที่ยังไม่กลับมาให้กลับเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ผลักดันนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้ทั้งส่วนกลางและทุกสถานศึกษาตื่นตัวมีความตระหนักถึงความสำคัญ ซึ่งผลงานที่ปรากฏออกมาก็ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้จริง” รมว.ศธ.กล่าว

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726188

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี  ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

‘สจล.’มอบสิทธิ์เรียน‘KMITL Master Class’11วิชาฟรี ผู้ร่วมเวิร์กช็อป ในงาน‘KMITL Innovation Expo 2023’

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งาน KMITL Innovation Expo 2023 มหกรรมแสดงนวัตกรรมและผลงานวิจัย 1,111 ชิ้น ที่จัดขึ้นวันที่ 27-29 เม.ย. 2566 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ถนนฉลองกรุง สจล.มอบสิทธิ์ KMITL Master Class เรียนฟรี 11 วิชา แก่ผู้มางานและเข้าร่วมเวิร์กช็อป โดยจะได้รับ E-Certificate เพื่อยืนยันการรับสิทธิ์เรียนออนไลน์ได้ทันที ซึ่งสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านโปรแกรม KLIX : KMITL Learning Intelligence X เมื่อเรียนจบจะได้รับใบ Certificate อีกต่อหนึ่งด้วย ผลดีต่ออนาคตและความก้าวหน้าในวิชาชีพ

KMITL Master Class มอบสิทธิ์เรียนออนไลน์ฟรี 11 วิชา มีดังนี้ 1.YouTuber เรียนรู้และทำความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการสร้างงาน โดยการเป็น YouTuber ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็น YouTuber วิธีการใช้งาน การสร้าง Channel หรือช่องทางของตนเองผ่านทาง YouTube แนวคิดในการสร้าง Content หรือเนื้อหาอย่างแตกต่างและสร้างสรรค์ การเขียนสคริปต์ การถ่ายวีดีโอ การตัดต่อภาพและเสียง เทคนิคการเพิ่มยอดติดตาม (Subscribe) รวมถึงการหารายได้จาก YouTube

2.Deep Learning For Computer Vision หลักการพื้นฐานและการประยุกต์ใช้ในคอมพิวเตอร์วิทัศน์ ของคอนโวลูชันนัล นิวรอลเน็ตเวอร์ค (CNN) จากสถาปัตยกรรมพื้นฐานไปจนถึงสถาปัตยกรรมใหม่ๆ เช่น VGG ResNet และ Efficientnet หลักสูตรจะเริ่มจาก โมเดลเชิงเส้นฟังก์ชั่นแอคทีเวชั่น ฟังก์ชั่นลอส การหาค่าดีที่สุด สถาปัตยกรรมแกน และการประยุกต์ใช้งาน CNN ด้านการแยกแยะและตรวจหาวัตถุ

3.Design Thinking กระบวนการคิดเชิงออกแบบ การฝึกทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัลโดยเน้นการสร้างไอเดียด้วยหลักการวิเคราะห์ข้อมูล หลักการนำเสนอแบบเรื่องเล่า (Story Telling) การออกแบบและสร้างสื่อประเภทต่างๆ การนำเสนอในรูปแบบกราฟิกและวีดีโอผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งแบบ Off-line, Online และ Social Media

4.The Disruptor นักเปลี่ยนโลก เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต แนวคิดการใช้ชีวิต การจัดการกับปัญหา หรืออุปสรรคในชีวิต การให้กำลังใจ พลังใจ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองและผู้อื่น การจัดการความเสี่ยง การบริหารงาน บริหารคนและการพัฒนาตนเอง การสื่อสารในโลกดิจิทัล จนประสบความสำเร็จในชีวิต

5.Modern Entrepreneurผู้ประกอบการสมัยใหม่ ศึกษาบทบาท ประเภทและคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการสมัยใหม่มีความรู้รอบด้าน เกี่ยวกับธุรกิจ การจัดตั้งธุรกิจ องค์ประกอบของการแผนธุรกิจ กลยุทธ์ในการดำเนินการธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน การสร้างความแตกต่าง การสร้างเอกลักษณ์ให้องค์กร การมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า

6. Robotics and AI หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เรียนรู้ความหมาย และความแตกต่างของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ เรียนรู้การใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม การใช้งานทางด้านสาธารณสุข การใช้งานด้านการเกษตร การใช้งานในบ้าน การใช้เพื่อการบันเทิง การใช้งานในยานพาหนะ ด้านการศึกษา แนวทางการใช้หุ่นยนต์ในอนาคต และผลกระทบของการใช้หุ่นยนต์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันและระบบเศรษฐกิจ

7.Python Programming การวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ พื้นฐานการเขียนโปรแกรมภาษาไพทอน การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยไลบรารี Numpy และ Pandas การวาดกราฟ การประยุกต์กับปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์

8. Fit and Firm at Home เรียนรู้วิธีการประเมินสุขภาพ และประเมินสมรรถภาพร่างกายก่อนการออกกำลังกายโครงสร้างร่างกายเบื้องต้นที่ต้องรู้ก่อนการออกกำลังให้ถูกต้อง ลักษณะการเคลื่อนไหวร่างกายในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง การออกกำลังกายในท่าต่างๆที่ถูกต้อง การยืดเหยียดร่างกาย การจัดการเรื่องโภชนาการอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกายที่เน้นการเต้นของหัวใจ และการแก้ไขลักษณะท่าทางให้เหมาะสมตามโครงสร้างร่างกายด้วยการออกกำลังกาย

9.Watercolor Painting สร้างความรู้ความเข้าใจในคุณสมบัติของสีน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาศิลปะสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป และนักศึกษาทางด้านศิลปะและการออกแบบ ด้วยการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่ใช้สีน้ำผ่านหุ่นนิ่งชนิดต่างๆ และการเรียนรู้เทคนิคสีน้ำเบื้องต้น เช่น ธรรมชาติของสีน้ำ การใช้สีน้ำ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ และการสังเกตธรรมชาติของหุ่นนิ่งชนิดต่างๆ

10. Quick-Fix @ Home ศึกษาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในบ้าน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง ระบบน้ำและระบบการสื่อสาร รวมทั้งศึกษาอุปกรณ์ เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในระบบต่างๆ และเรียนรู้ที่จะป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งสามารถซ่อมแซมในปัญหาพื้นฐานได้อย่างปลอดภัย

11 Professional Communication and Presentation การสื่อสารและการนำเสนออย่างมืออาชีพ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินสถานการณ์เพื่อกลั่นกรอง ให้ได้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอ การเลือกใช้สื่อ วิธี และเทคนิคในการนำเสนอ การเลือกใช้ภาษา ถ้อยคำ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับบริบทต่างๆ

เงื่อนไขการรับสิทธิ์

1. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน https://expo.kmitl.ac.th และร่วมเวิร์กช็อป https://expo.kmitl.ac.th/event

2. สมัครสมาชิกเว็บไซต์ KLIX https://klix.kmitl.ac.th

3. แจ้ง Username สมาชิกเว็บไซต์ KLIX พร้อมแนบ E-Certificate ที่ได้รับในงาน KMITL Innovation Expo 2023 ส่งไปยัง kmitlonline@kmitl.ac.th เพื่อรับสิทธิ์เรียนฟรี

ผู้สนใจร่วมงาน ลงทะเบียนล่วงหน้าและอัปเดตกิจกรรมที่น่าสนใจ ฟรี ในงาน KMITL Innovation Expo ได้ที่ลิงก์ https://expo.kmitl.ac.th

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726190

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

เปิดศูนย์เรียนรู้ออนไลน์‘ALL Cloud’ ช่องทางศึกษาวิชากฎหมายคดีปกครอง

วันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานศาสปกครอง พัฒนา “ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ (Administrative Court Life Long Learning Cloud)” หรือ “ALL Cloud” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านกฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชน ที่จะทำให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับศาลปกครอง วิธีพิจารณาคดีปกครอง และแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองผ่านระบบออนไลน์ได้โดยง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

โดยศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์นี้ประกอบด้วยระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลายได้แก่ 1.ระบบเรียนออนไลน์ (e-Learning) ผู้สนใจสามารถเรียนรู้กฎหมายปกครองได้ตามความสนใจ มีระบบการโต้ตอบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน และเมื่อเรียนครบตามเกณฑ์ที่กำหนด จะสามารถพิมพ์ใบรับรองหรือใบประกาศนียบัตรแบบออนไลน์ได้ทันที

2.ระบบดูถ่ายทอดสด (Live Streaming) ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมรับชมการสัมมนาหรือการอบรมที่ศาลปกครอง หรือที่สำนักงานศาลปกครองจัดขึ้นแบบออนไลน์ได้ทุกที่ และทุกเวลา โดยรองรับทั้งการจัดอบรมแบบสาธารณะ และการจัดอบรมแบบมีค่าใช้จ่ายซึ่งสามารถดูสดหรือดูย้อนหลังผ่านคลังวีดีโอย้อนหลังได้ 3.ระบบสื่อการเรียนรู้ (Knowledge) มีสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ มากมาย ซึ่งสำนักงานศาลปกครองได้รวบรวมสื่อการเรียนรู้ที่เผยแพร่ในหลากหลายช่องทางมาไว้ในศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้สามารถเลือกเรียนรู้ และค้นหาได้ง่ายยิ่งขึ้น

4.ระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) เป็นการยกระดับการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายปกครองและแนวทางการปฏิบัติราชการที่ดีจากคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่สามารถเปิดอ่านได้สะดวก ทุกที่ทุกเวลาในรูปแบบ Flip E-book และสามารถจัดเก็บในชั้นหนังสือส่วนตัวเพื่อกลับมาเปิดอ่านต่อได้ในภายหลัง อีกทั้งยังมีระบบสืบค้นในเนื้อหาหนังสือเพื่อให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ และ 5.ระบบค้นรายการหนังสือ (e-Library) เป็นระบบที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลหนังสือของห้องสมุดกฎหมายมหาชน โดยจะแสดงรายการหนังสือต่างๆ ที่น่าสนใจและสามารถสืบค้นได้

นางสมฤดี ธัญญสิริ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ “ALL Cloud” เป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนในรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์ ทุกที่ และทุกเวลา ซึ่งเนื้อหาและองค์ความรู้ต่างๆ ที่รวบรวมไว้ใน “ALL Cloud” จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคมมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศาลปกครอง และคดีปกครอง รวมทั้งสามารถใช้สิทธิทางศาลในการปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องต่อไป

จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมสนุกไปกับการเรียนรู้กฎหมายปกครองผ่านศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครองออนไลน์ “ALL Cloud” ได้ตั้งแต่บัดนี้ทั้งทางเว็บไซต์ allcloud.admincourt.go.th และแอปพลิเคชั่นซึ่งรองรับทั้งระบบ IOS และ Android โดยสามารถค้นหาด้วยคำว่า “All Cloud” หรือ “ศูนย์การเรียนรู้ศาลปกครอง” ได้ทั้งใน Google Play และ App Store