‘วธ.’ร่วม’แม่ฮ่องสอน’บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726239

'วธ.'ร่วม'แม่ฮ่องสอน'บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘วธ.’ร่วม’แม่ฮ่องสอน’บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 21.46 น.

สืบสานประเพณีปอยส่างลอง วธ.ร่วมแม่ฮ่องสอน บรรพชาสามเณรปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติ“กรมสมเด็จพระเทพฯ” บรรพชาสืบทอดพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ปลัด วธ.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ปกครองและพุทธศาสนิกชน รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า 500 คน ณ วัดในสอย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นางยุพา เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้จัดบรรพชาสามเณรตามประเพณีปอยส่างลอง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2566 ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการจัดบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีเพื่อเป็นต้นแบบมาแล้วทั้งในส่วนกลางที่ วัดยานนาวา และส่วนภูมิภาคที่วัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดพิชโสภาราม จังหวัดอุบลราชธานี และวัดราชบุรณะ จังหวัดชุมพร รวมถึงการจัดงานบรรพชาสามเณรตามประเพณีปอยส่างลองเมื่อวันที่ 3 – 5 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ที่ วัดปางล้อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และในครั้งนี้ในวันที่ 22 – 24 เมษายน 2566 ที่วัดในสอย ตำบลปางหมู จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยมีสามเณรบรรพชาตามประเพณีปอยส่างลองทั้ง 2 ครั้ง จำนวนกว่า 100 องค์ ที่เกิดจากแรงศรัทธาของบิดา มารดาของคนไต (ไทใหญ่) ที่ยึดมั่นในบวรพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง สนับสนุนให้กุลบุตรอุทิศตนบรรพชาในพระพุทธศาสนา และได้เป็นผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่ โดยสละสิ่งของเงินทองที่เป็นทรัพย์ภายนอก เพื่อสนับสนุนกุลบุตรให้ได้มีโอกาสพบอริยทรัพย์ในทางพระพุทธศาสนา โดยการบรรพชา เพื่อเสียสละ ความสุขลาภยศสรรเสริญ มุ่งสู่พระนิพพาน โดยในวันที่ 22 เมษายน 2566 เป็นวันรับส่างลอง/เรียกขวัญส่างลอง ปลงผมส่างลอง (จางลอง) และแห่ส่างลองเพื่อขอขมาพระสงฆ์/สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ศาลเจ้าเมือง) ณ วัดในสอย ขอขมาผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านที่เคารพนับถือ วันที่ 23 เมษายน 2566 เคลื่อนขบวนแห่สามเณรการแห่เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารต่างๆ (ครัวหลู่) พิธีผูกข้อมือรับขวัญส่างลองเพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ได้ผูกข้อมืออวยพร ให้พรแก่ส่างลอง และพิธีบรรพชาสามเณร (ข่ามส่าง) ตามประเพณีของชาวไทใหญ่ วันที่ 24 เมษายน 2566 พิธีบรรพชาอุปสมบท (ข่ามจาง) ณ วัดในสอย

ปลัด วธ.กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 กระทรวง วธ.โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่นำร่อง 76 จังหวัด ร่วมดำเนินโครงการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 มีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า 10,000 คน เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความจงรักภักดี ทำความดีด้วยการบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีเพื่อถวายพระราชกุศล อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการีและผู้มีอุปการคุณอีกด้วย ซึ่งเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม อาทิ ธรรม วินัย พุทธประวัติ เทศนา ศาสนพิธี ภาวนาและฝึกสมาธิ เป็นการพัฒนาจิตให้สงบ ทั้งยังเป็นการจรรโลงศาสนาทำให้เกิดศาสนทายาทในบวรพระพุทธศาสนา และสืบสานประเพณี ท้องถิ่นที่ดีงามให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป ซึ่งสิ่งที่ก่อให้ประโยชน์ที่ได้รับหลังการบวช จะทำให้เด็กและเยาวชนจะได้น้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ช่วยให้เกิดปัญญาในการเรียน ค่านิยมทำความดี มีคุณธรรมจริยธรรม มีวินัย รับผิดชอบ มีจิตสาธารณะ มีความกตัญญู ส่งผลให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นคนดี คนเก่ง และคนมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในเจริญรุ่งเรืองสืบไป

– 006

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726187

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

‘ธุรกิจบัณฑิตย์’เตรียมความพร้อม คนทำงาน‘ท่องเที่ยว-โรงแรม-ไมซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.07 น.

ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ นักวิจัยอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาทำให้มุมมองและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของประเทศไทยและทั่วโลกต่างไปจากเดิม การปิดประเทศส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และการตกงานของคนจำนวนมากโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันหลายฝ่ายมองว่าการหยุดเดินทาง ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายได้พักและฟื้นฟูสภาพ ทำให้ทุกฝ่ายหันมาทบทวนแนวทางที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ว่าถูกต้องหรือไม่

“การเกิดวิกฤตยังทำให้หลายฝ่ายเรียนรู้ว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนอาจขาดแผนการจัดการภาวะวิกฤตแบบระยะยาว ไม่มีเงินสำรองในการดูแลพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเมื่อเกิดการหยุดจ้างงานเป็นเวลานาน ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย และกลับมาเปิดประเทศ ลูกค้าในธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาแล้ว แต่ลูกน้องคือพนักงานหรือแรงงานไม่กลับ เพราะหันไปประกอบอาชีพอื่นแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ” ผศ.ดร.มณฑกานติ กล่าว

ทั้งนี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยสาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเว้นท์ รวมทั้งสาขาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง “New Gen and New Chapter of Thailand’s Tourism” หรือ “คนรุ่นใหม่และการท่องเที่ยวบทใหม่ของประเทศไทย” เพื่อเป็นการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งอาจเป็นการทำงานในระหว่างการเรียน หรือก่อนจบการศึกษาก็เป็นไปได้ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน

โดยเชิญผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรมและไมซ์ ซึ่งเป็นผู้จ้างงานโดยตรง ประกอบด้วย คุณสรรพวัต กันตามระ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท ฟายด์ โฟลด์ จำกัด ตัวแทนธุรกิจนำเที่ยว, คุณพิมพร ไชยรุ่งเรือง Senior Talent Development & HR Manager, Intercontinental Bangkok and Holiday Inn Bangkok ตัวแทนธุรกิจโรงแรม และ คุณมารีน่า ชินอนุรักษ์ชาติ Director of Marketing and Sales, MC Planner ตัวแทนธุรกิจไมซ์

มาเล่าถึงแนวทางการดำเนินงานของธุรกิจ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและทิศทางในอนาคต ทั้งรูปแบบการจ้างงาน ความต้องการผู้เข้าทำงาน ในด้านความรู้ ทักษะ คุณสมบัติ และคุณลักษณะต่างๆ ซึ่งสำหรับภาพรวมการจ้างงานของธุรกิจนำเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กและจำนวนมากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนถึงขั้นต้องหยุดกิจการ แต่ในส่วนของ “Find Folk” จากเดิมทำธุรกิจทัวร์ ได้ปรับเปลี่ยนเป็นที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เนื่องจากความยั่งยืนเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง องค์กรและธุรกิจต่างๆ ให้ความสำคัญ

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมปัจจุบันกำลังต้องการแรงงานจำนวนมาก เพราะอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แรงงานที่ออกไปในช่วงโควิด-19 ยังไม่กลับมา เพราะหันไปทำงานอื่นแล้ว และบางองค์กรต้องการปรับเปลี่ยนพนักงาน จึงเป็นโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ เช่นเดียวกับธุรกิจไมซ์ที่เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่คุณสมบัติที่ใช้ในการพิจารณาตำแหน่งงานเบื้องต้นสำหรับนักศึกษาจบใหม่นั้น มองตรงกันว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือ “ทัศนคติที่ดี” ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและพร้อมปรับตัวตลอดเวลา

เพราะธุรกิจบริการต้องสัมผัสกับผู้คนมากมาย ทั้งซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้าต่างๆ เช่น ไกด์ คนขับรถ ฯลฯ และต้องพบลูกค้าหลากหลาย จึงต้องมีความมั่นใจและสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อีกเรื่องที่สำคัญรองลงมาคือความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความต้องการมาก-น้อยต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่สมัคร แต่การจะเติบโตต่อไปจำเป็นต้องพัฒนาหรือยกระดับการใช้ภาษาให้สูงขึ้น จึงจะก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังเห็นตรงกันถึงเรื่องการเรียนรู้หรือฝึกฝนทักษะจากการทำงานจริงในแบบ On the job training เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะในระหว่างทำงานพร้อมๆ กันไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี เก็บเกี่ยวไปจะทำให้ได้ประโยชน์มากกว่าทั้งมีประสบการณ์และนำไปใช้ต่อยอดได้ต่อไป โดย “คุณพิมพร” ย้ำว่า หลายโรงแรมกำลังเฟื่องฟูเรื่องเซอร์วิสชาร์จ บางโรงแรมได้ 30,000 บาทต่อเดือน หรือช่วงไฮซีซั่นแตะไปถึง 60,000 บาท

“ตอนนี้เป็นโอกาสเพราะยังขาดแรงงาน แต่ก็น่าจะเป็นเพียงช่วงเดียว ดังนั้น เมื่อได้รับโอกาสแล้วอย่ารอ เราไม่ได้มองคนเป็นแพ็กเกจสมบูรณ์ แต่มองหาคนที่มีศักยภาพที่พร้อมได้รับการพัฒนา มีทัศนคติดี พร้อมปรับตัว ปรับเปลี่ยน เปิดรับโอกาสใหม่ๆ และสามารถทำงานได้หลากหลาย รวมถึงต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองทำได้” คุณพิมพร กล่าว

สำหรับธุรกิจนำเที่ยว “คุณสรรพวัต” กล่าวว่า Find Folk การดูแลพนักงานเป็นแบบครอบครัว มีสวัสดิการ และใกล้ชิดกับทุกคน เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่มีวิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ คนที่มาร่วมงานต้องมีใจรักการท่องเที่ยวและการบริการ สิ่งที่ต้องการจากคนทำงานหรือคนรุ่นใหม่มี 3 ข้อคือ 1.การปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว 2.ความคิดสร้างสรรค์ และ 3.การทำงานมีเครือข่ายทำงานหลากหลายได้

ส่วนงานการจัดการประชุมและการจัดอีเวนท์ “คุณมารีน่า” กล่าวว่า นอกจากรายได้และสวัสดิการต่างๆ แล้ว ยังมีข้อดีจากการได้โอกาสเห็นมุมมอง วัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายในที่ต่างๆทำให้ได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างกันในประเทศต่างๆ นักศึกษาควรรีบเตรียมตัวเพื่อพาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงให้เร็ว เพราะบางอย่างไม่สามารถเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ ต้องลงมือปฏิบัติจริง และอยากให้คนรุ่นใหม่มีความอดทน ไม่ย่อท้อ และมีความมุ่นมั่นว่าสามารถทำได้

ด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์มีคำแนะนำว่า ควรจะใช้อย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพราะหากไม่ระวังอาจจะก่อให้เกิดโทษได้ โดยในส่วนของโรงแรมที่เป็นเชนต่างประเทศมักจะมี Social Media Policy นโยบายในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อได้เข้าไปอยู่ในองค์กรแล้ว หากมีการใช้เนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จะมีมาตรการลงโทษอย่างชัดเจน

ในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เช่น AI หรือ Chatbot จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานช่วยให้ง่ายขึ้นมากกว่า ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ เพราะธุรกิจท่องเที่ยวเป็นงานด้านการบริการ เป็น Hospitality Service เป็น Human Touch Industry เช่นเดียวกับ ภาษาที่สาม สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวหากมีทักษะนี้จะเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะในส่วนของโรงแรมจะทำให้มีรายได้ประจำประมาณ 3,000 บาท-5,000 บาทต่อเดือนเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นที่ควรจะมีแล้ว “เสน่ห์ของคนทำงานท่องเที่ยว” สำหรับคนโรงแรม ใช้คำว่า Approachable คือพร้อมเสนอความช่วยเหลือแก่ทุกคน โดยไม่ต้องรอให้ขอพร้อมทักทายเสมอ ยิ้มแย้มแจ่มใสยกมือไหว้ หรือพูดคุย เพราะการรู้จักกันทำให้ทำงานง่ายขึ้นมาก โดยเริ่มจากเพื่อนร่วมงานก่อน ซึ่งเมื่อได้พบกับลูกค้าแล้วจะทำได้อัตโนมัติเพื่อให้เกิดความประทับใจ

เมื่อโควิด-19 ผ่านไป ทำให้เกิดบทใหม่ของการท่องเที่ยวและโรงแรมทำให้รู้ว่าเมื่อเกิดวิกฤตก็เกิดการเรียนรู้และทำให้เกิดการเตรียมความพร้อม เป็นบัณฑิตพร้อมใช้เพื่อเป็นบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ความสามารถพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริง!!!

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726184

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

แจงดราม่า! หนังสือเรียนภาษาไทยพาที ป.5 ตีเจตนาคลาดเคลื่อน

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.03 น.

จากประเด็นดราม่าหนังสือเรียน ภาษาไทยพาที ชั้น ป.5 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ โดยเฉพาะการสอนเรื่องความพอเพียงนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยในเรื่องนี้ ว่า สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ.ได้ทำหนังสือชี้แจงมาว่า จากกรณีสื่อโซเชียล มีข้อสังเกตเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังสือเรียนฉบับกระทรวงฯ นั้น มีประเด็นที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.การจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำขึ้นสำหรับนักเรียนใช้ฝึกทักษะและสร้างนิสัยรักการอ่าน และครูผู้สอนใช้ในการจัดการเรียนการสอน รายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำหนังสือ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาไทยและแวดวงวรรณกรรม ทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศึกษา ทั้งนี้ มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในด้านการนำไปใช้จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยโดยตรง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบงานภาษาไทยและครูผู้สอนภาษาไทยในทุกภูมิภาคก่อนที่จะเผยแพร่หนังสือเรียนดังกล่าว

2.วัตถุประสงค์ของการจัดทำหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะทางภาษาจากการอ่าน เขียน ฟัง ดู พูดเรื่องที่น่าสนใจ ผสานความเข้าใจลักษณะของภาษาไทย ตระหนักรับรู้ความงามในความงามของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา กระบวนการคิดและการบูรณาการ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเองและกระตุ้นความสนใจ สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาเหมาะแก่วัย ชั้นปี และสูงสุดเต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานการคิดเชื่อมโยงในการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ปลูกฝังวัฒนธรรมทางภาษา ความเป็นไทย ความเป็นคนดีของสังคมไทยและสังคมโลก รวมทั้งการนำความรู้และความคิดไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

3.การนำเสนอเนื้อหาบทอ่านในภาพรวมของหนังสือรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย ชุด ภาษาเพื่อชีวิต ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอเนื้อหาบทอ่านโดยใช้รูปแบบของวรรณกรรม คือ มีเรื่องราวที่น่าสนใจผ่านบทสนทนา ความคิดเห็น ความรู้สึก และอารมณ์ของตัวละคร เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในเรื่องหลักการใช้ภาษา นอกจากนี้เนื้อหาที่นำเสนอยังสามารถบูรณาการกับทักษะชีวิตหรือพัฒนาต่อยอดในทักษะอื่นๆ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รู้จักใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง สละสลวยและแทรกเนื้อหาความคิดที่บูรณาการความเข้าใจวิถีความเป็นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์ และรู้จักเท่าทันโลกตามวัย ประสบการณ์ และชั้นปี ตลอดจนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน

4.เนื้อหาและภาพที่เป็นประเด็นตามที่ กรณีสื่อโซเชียล มีข้อสังเกต พบว่า ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาพาที ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บทที่ 9 ชีวิตมีค่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

4.1 เนื้อหาโดยสรุปของเรื่อง ชีวิตมีค่า เป็นเรื่องราวของเด็กหญิงกำพร้าชื่อ “ข้าวปุ่น” ซึ่งถูกนำมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านเด็กกำพร้า ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้ามาพบ จึงนำไปเลี้ยงและตั้งชื่อว่า “ข้าวปุ้น” ที่บ้านเด็กกำพร้า เด็กๆ ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก และได้รับการสอนให้เป็นคนดี คิดดี ทำดี ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อจะได้มีอาชีพและช่วยเหลือตนเองต่อไปได้ในอนาคต ที่บ้านเด็กกำพร้า เด็กๆ ดำเนินชีวิตได้ด้วยเงินบริจาค จึงต้องอยู่อย่างพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น ดูแลซึ่งกันและกัน เด็กๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ และตั้งใจว่า เมื่อโตขึ้นมีงานทำ จะได้ช่วยหาเงินมาดูแลน้องๆ ที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าต่อไป ข้าวปุ้นมีเพื่อนสนิทชื่อ “ใยบัว” เป็นลูกของคนมีฐานะ วันหนึ่งใยบัวบอกกับข้าวปุ้นว่าอยากตาย เพราะน้อยใจที่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ให้ ข้าวปุ้นจึงพาใยบัวไปที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ตนเองอยู่ การได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ ที่นั่น ทำให้ใยบัวเรียนรู้ว่า ชีวิตมีคุณค่า ความสุขอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อเราคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจของเราก็จะมีความสุขไปด้วย

4.2 ภาพประกอบของเรื่อง ชีวิตมีค่าโดยหลักการของการจัดทำหนังสือเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาจำเป็นต้องมีการวาดภาพประกอบที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ชวนให้ติดตามอ่านเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ การวาดภาพประกอบจึงมิได้เจตนาที่จะสื่อถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับหนังสือนิทานที่จำเป็นต้องมีการวาดภาพประกอบให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง ชวนให้ติดตามอ่านเนื้อเรื่อง และทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่ายยิ่งขึ้น

5.ข้อคิดเห็นของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา

5.1 ประเด็นเนื้อหาและภาพประกอบที่ผู้โพสต์นำมาอ้างอิง เนื้อหาของบทอ่านตามเจตนาของผู้แต่งของบทอ่านเรื่อง ชีวิตมีค่า คือ สอนเด็กให้เรียนรู้ว่าความสุขของชีวิตอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจก็จะมีความสุขไปด้วย การที่ผู้โพสต์ได้นำรูปภาพและเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง ชีวิตมีค่า มาแสดงความคิดเห็นวิเคราะห์ในมุมมองของผู้โพสต์ เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาเพียงบางส่วนของเนื้อเรื่องทั้งหมด จึงอาจจะทำให้เข้าใจสาระสำคัญของเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะการพิจารณาสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านจำเป็นจะต้องพิจารณาเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ จึงจะสามารถเข้าใจสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ ดังนั้นการที่ผู้โพสต์ได้วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของเรื่องว่านำเสนอความยากลำบากเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของความเหลื่อมล้ำและภาวะจำยอมตามที่กล่าวอ้าง และยกอ้างเหตุผลที่ขัดกันนั้น จึงไม่ใช้เจตนาที่หนังสือเรียนต้องการสื่อ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงประเด็นโภชนาการที่ไม่เพียงพอของเด็ก เช่น การกินไข่ต้มครึ่งซีกกับข้าวคลุกน้ำปลา ผัดผักบุ้ง และขนมวุ้นกะทิอาจไม่เพียงพอต่อปริมาณสารอาหารที่เด็กต้องการ นั้น เป็นการตีความคลาดเคลื่อนที่เข้าใจว่าเรื่องที่แต่งในหนังสือเรียนคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงทำให้รู้สึกและคิดว่าเนื้อหาที่นำเสนอแสดงให้เห็นถึงโภชนาการของเด็กที่ไม่ถูกต้อง

อนึ่ง ในเรื่องโภชนาการของเด็กนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากการมีระบบ Thai School Lunch ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดอาหารกลางวันที่มีคุณภาพให้แก่นักเรียน ดังนั้น ผู้อ่านจึงต้องมีวิจารณญาณในการแยกแยะระหว่างเรื่องที่แต่งขึ้นกับเรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

กรณีประเด็นดังกล่าวทั้งหมดของบทอ่านเรื่อง “ชีวิตมีค่า” ที่ปรากฏในสื่อโซเซียล ที่นำเรื่องในชีวิตประจำวันมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่แต่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือถูกชักจูงจากการอ้างหรือการสื่อสาร ซึ่งอาจเกิดความเข้าใจผิด และสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของหนังสือเรียน ซึ่งมีลิขสิทธิ์ และนำมาใช้กับนักเรียนด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ การเผยแพร่ความคิดเห็นเฉพาะบุคคลที่มีต่อเรื่องดังกล่าวในระบบออนไลน์อาจทำให้เกิดการด้อยค่า ดูหมิ่น เกลียดชัง หรือความเข้าใจผิดต่อแบบเรียน และคุณภาพด้านวิชาการของเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นวงกว้างได้

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726066

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.04 น.

สกสว.จัดประชุม STO FORUM ครั้งที่ 9 มุ่งส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุม Science and Technology Organization Forum (STO Forum 9) ครั้งที่ 2/2566 โดยได้มีการเชิญผู้บริหารหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อขอบเขตและแนวทางการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และข้อเสนอ Framework ของประเภทโครงการและกลุ่มผลผลิต เพื่อจัดการแบ่งประเภทของบุคลากรในระบบ อววน.  

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุม STO Forum ครั้งที่ 9 ร่วมกับหน่วยงานทั้ง 12 หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาแผนงาน เป้าหมายและงบประมาณในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของประเทศ โดย สกสว. จะรวบรวมทุกความคิดเห็นนำไปพิจารณาและดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) 

“สำหรับการประชุมในครั้งนี้ สกสว. ได้นำเสนอเพื่อรับทราบและรับฟังความเห็น ใน 2 ประเด็นหลัก คือ ประเด็นที่ 1 ขอบเขตและแนวทางการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจากนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เห็นว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาในช่วงปี พ.ศ. 2563 มีการพิจารณาและจัดสรรงบประมาณที่มุ่งเน้นในส่วนของ “โครงการวิจัยและนวัตกรรม” ไปแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุม “โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสามารถสนับสนุนแผนงาน โครงการ และกิจกรรมได้ครอบคลุมและบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สกสว. จึงเปิดรับฟังความเห็นต่อแนวทางการจัดสรรงบประมาณในประเด็นขอบเขตและกิจกรรมของโครงการ แนวทางการดำเนินงาน และหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อเตรียมการสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนของการดำเนินงานในส่วน “โครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ตามนโยบาย กสว. 

และประเด็นที่ 2 ข้อเสนอ Framework ของประเภทโครงการและกลุ่มผลผลิต เพื่อการจัดแบ่งประเภทของบุคลากรในระบบ อววน. เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ในการจัดประเภทโครงการกลุ่มผลผลิต และบุคลากรในระบบ อววน. ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบบริหารจัดการของฐานข้อมูลระดับชาติ ทั้ง 3 ฐาน ได้แก่ National Research and Innovation Information System (หรือ NRIIS), National Science and Technology Information System ( NSTIS) และ Higher Education Database System (HiEd DB) ให้มีมาตรฐานของข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผน ติดตามและประเมินผล ต่อไป” ผอ.สกสว. กล่าวสรุป

ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. กล่าวถึง (ร่าง) ขอบเขตของโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั้น เป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มความรู้และความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อเป้าหมายสู่ยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของสังคม ซึ่งมีการคาดหวังถึงผลผลิตที่จะเกิดขึ้น 3 ด้านหลัก ๆ คือ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Science & Technology Infrastructure: STI) 2) การพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) และ 3) การพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) และการพัฒนาขีดความสามารถในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) 

โดยมีการเสนอถึงประเภทกิจกรรมของโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ “Platform Technology (PT)” การพัฒนาเทคโนโลยีฐานเพื่อเชื่อมโยงและตอบโจทย์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ “Infrastructure and Facilities (IF)” การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ “Service and Technology Adoption (SA)” การพัฒนาระบบการให้บริการเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย และ “Brain Power (BR)” การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของกองทุนส่งเสริม ววน. ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพสำหรับการวิจัยขั้นแนวหน้า สามารถสนับสนุนการปรับตัวของอุตสาหกรรมปัจจุบันสู่อนาคต รวมทั้งสามารถรองรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดสู่อนาคต ทัดเทียมประเทศชั้นนำในเอเชีย ตลอดจนเกิดการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (Technology Localization) และการพัฒนาขีดความสามารถในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ (Technology Absorptive Capabilities) โดยมีกลุ่มเป้าหมายหน่วยงานที่จะขับเคลื่อน คือ หน่วยงานที่มีพันธกิจ หรือมีภารกิจที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกันนี้จะช่วยให้หน่วยงานมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สูงขึ้น สามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และความเป็นอยู่ของสังคมด้วย

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725983

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

ชาวไทยมุสลิมในเบตง ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.53 น.

ชาวไทยมุสลิมในอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีดิลฟิตรี พร้อมทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข

วันที่ 22 เม.ย.66 ที่มัสยิดอัสซุนนะฮ์ บ้านกาแป๊ะฮูลู อ.เบตง จ.ยะลา ชาวไทยมุสลิมทั้งเด็กผู้ใหญ่ ชายและหญิง ต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามแบบอย่างอิสลาม เดินทางมาร่วมละหมาดเนื่องในวันฮารีรายออีฎิ้ลฟิตรี กันเป็นจำนวนมาก

นายซัมซูเด็ง มะมิง อิหม่ามมัสยิดบ้านกาแป๊ะฮูลู กล่าวว่า ภายหลังจุฬาราชมนตรี ได้ประกาศ ให้วันเสาร์ที่ 22 เมษายน 2566 เป็น “วันอีฎิ้ลฟิตริ”ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1444 พี่น้องชาวไทยมุสลิม ต่างพาครอบครัวไปร่วมละหมาด ที่มัสยิด จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารและเดินทาง ไปเยี่ยมหลุมฝังศพบรรพบุรุษยังสุสาน เพื่อระลึกถึงบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยในห้วงเวลานี้ถือเป็นเวลาของครอบครัวที่ญาติพี่น้องทุกคนจะมาร่วมตัว ขออภัยในส่งที่ล่วงเกินกันไว้พร้อมทั้งร่วมประกอบศาสนกิจอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้นก็จะไปมาหาสู่ผู้หลักผู้ใหญ่ และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆโดยที่ประตูชัยแห่งวัฒนธรรมมลายู หรือปินตูกืรบังมลายู ในพื้นที่ค.ยะรม อ.เบตง เป็นอีกตุดหนึ่งที่มาถ่ายรูปเช็คอิน ซึ่งประตูชัยแห่งวัฒนธรรมมลายู หรือ ปินตูกืรบังมลายู นับเป็นคุณค่าทางสังคมและทางจิตใจที่มีในวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน และถือเป็นส่วนหนึ่งของ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง

สำหรับการเฉลิมฉลองในเทศกาลฮารีรายอในปีนี้ คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยประชาชนจากต่างพื้นที่รวมทั้งชาวมาเลเซียมีการเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งตลอดสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดยาวของเทศกาลฮารีรายออีดิ้ลฟิตรีของประเทศมาเลเซียจึงคาดว่าตลอดสัปดาห์นี้ยาวไปถึงสัปดาห์หน้าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางมาพักผ่อนในพื้นที่มากขึ้น – 003

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725976

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566, 10.52 น.

อว.นำวิจัยประสานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตร้า  ณ แหล่งอารยธรรมทางประวัติศาสตร์ เมืองเหนือ “เสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง” ลำปาง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมการถ่ายทอดงานวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผ่านการบรรเลงดนตรีสากลเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “เสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง” โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในการเปิดงานฯ พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายชัชวาลย์ ฉายะบุตร ผู้ว่าราชการจังหวัด ลำปาง และคณะผู้บริหารของจังหวัดลำปาง ประกอบด้วย นางสาวตวงรัตน์ โล่สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง  นายกเทศมนตรีตำบลลำปาง หัวหน้าราชส่วนราชการจังหวัดลำปางและอำเภอเกาะคา ร่วมให้การต้อนรับ และได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ อ่าน บทกวีเกี่ยวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง ก่อนการบรรเลงเพลง ณ ลานวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า ดนตรีพื้นบ้าน ที่ได้นำมาศึกษาวิจัย และได้นำประสานเป็นเพลงดุริยางค์สากล ดุริยางค์คลาสิก แบบชาวตะวันตก โดยการแสดง ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นดนตรีที่มีคุณค่ามาก ลำปางเป็นศูนย์กลางการเจริญรุ่งเรืองในภาคเหนือตอนบน และวัดพระธาตุลำปางหลวง ร่วมยุคร่วมสมัยกับวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน อายุพันกว่าปี เป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่สำคัญอีกส่วนนึงของล้านนา โดยงานแสดงดนตรีผลสำเร็จงานวิจัยครั้งนี้ก็น่าจะเป็นสิบครั้ง นักดนตรีได้สะสมทักษะ ความสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งการแสดงก็ดีขึ้นทุกครั้ง 

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มารับฟังถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง ขอให้ได้รับบุญกุศล ความปรารถนาดีจากดนตรี จากนักร้อง จากกระทรวงอว.  ซึ่งดนตรีถือเป็นสมบัติที่มีค่า ที่บรรพชนได้มอบไว้ให้แก่เรา เป็นสมบัติของทุกคน และจะกลายเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ดนตรีไทยให้เป็นดนตรีโลกไม่ยาก เพราะเรามีของดี”  

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นหัวใจของเมือง และเป็นวัดหลวงของเมืองลำปาง  เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นการศึกษาเพื่อค้นคว้าเรื่องของเสียงดนตรีที่ยังหลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แล้วนำเสียงมาสร้างจินตนาการใหม่ การนำเสียงของวัฒนธรรมเมืองเหนือ เสียงซึง เสียงปี่จุม เสียงไม้ไผ่ และเสียงกลอง เป็นเสียงที่มีอยู่แล้วโดยการเลียนแบบจากเสียงธรรมชาติ  (Acoustic) มาใช้เป็นเสียงดนตรี ซึ่งเป็นบริบทที่สำคัญของชุมชน ที่จะมีการพัฒนาให้เป็นมาตรฐานที่สามารถสื่อสารออกไปสู่สากลได้ นับเป็นวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและสร้างสรรค์ (Soft Power) ซึ่ง วช. ได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในงานศาสตร์และศิลป์ โดยมีที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อการใช้กลไกการแสดงดนตรีและการถ่ายทอดผ่านบทเพลง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจในโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ความภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ พร้อมกับเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะเข้ามาร่วมชื่นชมอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และเป็น Soft power อย่างยั่งยืน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข หัวหน้าโครงการวิจัย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข เปิดเผยว่า การแสดงดนตรีเสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ได้รับเกียรติจากอาจารย์เนาวรัตน์  พงศ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ร่วมอ่านบทกวี มีบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดลำปางขับร้องโดย กมลพร  หุ่นเจริญ พร้อมศิลปินพื้นบ้านลำปาง เป็นจำนวนมาก เลือกพื้นที่วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นสถานที่จัดงานเพื่อที่จะนำกลิ่น เสียง และวิญญาณของประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือร่องรอยอยู่ในเพลงที่มีการปกของเชียงใหม่กระทั่งถึงสมัยเจ้าทิพย์ช้างสามารถขับไล่พม่าออกจากลำปางได้ และขึ้นครองลำปางเมื่อปี พ.ศ. 2279 ต่อมา พ.ศ. 2307 เจ้าแก้วฟ้าโอรสของเจ้าทิพย์ช้างได้ครองนครลำปางเป็นต้นตระกูลของคนในปัจจุบัน ตระกูล ณ ลำปาง ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน วิถีชีวิตผู้คนและดนตรีของชาวลำปางดั้งเดิมเหลืออยู่กับชาวบ้าน ชาวดอย และผู้เฒ่า จากการที่ลำปางดั้งเดิมมีเผ่าพันธุ์ที่หลากหลายจึงทำให้ดนตรีพื้นบ้านน่าสนใจศึกษาโดยวัดพระธาตุลำปางเป็นวัดโบราณที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนมาอย่างยาวนาน และเป็นคลังความรู้เป็นมรดกล้ำค่ามาก “เสียงใหม่โดยวงไทยซิมโฟนีออเครสตร้าเป็นการย้อนร่องรอยในอดีตมาประดับบริบทที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เล่าวิถีชีวิตในอดีตด้วยเสียงดนตรี เพราะลำปางเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่” รศ.ดร.สุกรีฯ กล่าวย้ำ

ในโอกาสนี้การแสดงดนตรีเสียงใหม่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง โดย วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Thai Symphony Orchestra) พร้อมด้วยนักดนตรีและนักดนตรีพื้นบ้านกว่า 100 คน ในการนำเสนอเพลงต้นฉบับที่มีมาแล้วแต่ดั้งเดิมของเมืองเหนือผ่านการแสดงบทเพลง ลาวคลึง ลาวจ้อย ลาวดวงดอกไม้ ลาวเจริญศรี ลาวเสี่ยงเทียน ลาวครวญ ลาวเดินดง ลาวสวยรวย ลาวคำหอม ลาวกระทบไม้ แห่ดำหัวหรือแห่นำพล เก๊าห้า มอญลำปาง ลาวลำปาง-สร้อยลำปาง  แล้งในอกหรือลาวคลึง มอญเจี๊ยหอย ลาวจ้อยหรือสร้อยแสงแดง  ลาวเจริญศรี ลาวเสี่ยงเทียน ลาวเดินดง ลาวดวงดอกไม้ ลาวสวยรวย ลาวคำหอม ลาวกระทบไม้ ผีมดผีเม็ง ฤาษีหลงถ้ำ ล่องแม่ปิง ปราสาทไหว การแสดงวงปี่จุม สะล้อล้านนา เพลงปั่นฝ้าย กล่อมนางนอน แม่หม้ายเครือ ลาวเสด็จ พร้อมด้วยวงปล่อยแก่จังหวัดลำปางและจังหวัดเชียงใหม่ บรรเลงเพลงระบำ ร่ำเปิงลำปาง ล่องแม่ปิง หมู่เฮาจาวเหนือ  และเพลงปล่อยแก่ นับเป็นการแสดงบทเพลงที่เข้าถึงผู้ฟังและสร้างความประทับใจให้กับผู้รับฟัง ซึ่งโครงการวิจัยดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ดนตรีควบคู่กับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อ เป็นศิลปะในการสื่อสาร ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ไปสู่ผู้ฟัง ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด ก็สามารถรับรู้ และเข้าใจอรรถรสของดนตรีได้ผ่านด้วยเสียงเพลง

‘ม.รังสิต’ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู’นวัตกรรม’ขับเคลื่อนองค์กร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725825

'ม.รังสิต'ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู'นวัตกรรม'ขับเคลื่อนองค์กร

‘ม.รังสิต’ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี เดินหน้าการศึกษา พร้อมชู’นวัตกรรม’ขับเคลื่อนองค์กร

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 14.33 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต ปักหมุดยุทธศาสตร์ 5 ปี ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย วางเป้าหมายมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของพลเมืองโลก เน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของนักศึกษา พร้อมทั้งเปิดพื้นที่สนับสนุนการเรียนรู้ เป็นมหาวิทยาลัย 24 ชั่วโมง โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร เพื่อเพิ่มความหลากหลายในวิชาชีพ พร้อมก้าวสู่ Hub ใหม่ของการศึกษาในอนาคต ณ โรงแรม VIE Hotel Bangkok ราชเทวี

ดร.อรรถวิท อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ใช้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้แข็งแกร่งคือเรื่องนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยรังสิตมองว่า นวัตกรรม เป็นธงหลักในการพัฒนานักศึกษาให้มีความสามารถสูงและครอบคลุมถึงมิติต่าง ๆ เพราะนอกจากงานวิจัยแล้ว มหาวิทยาลัยต้องสร้างนวัตกรรมที่องค์กรและสังคมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และสิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ การมอบทักษะวิชาชีพและวิชาชีวิตมากกว่า 130 หลักสูตรที่หลากหลายให้แก่ผู้เรียน โดยให้ความสำคัญกับความต้องการการเรียนรู้ของนักศึกษาทุกด้านกับการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย โดยวางทิศทางและการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยรังสิต 5 ปีหลังจากนี้ให้มีความพร้อมในทุกด้าน ได้แก่ 1. สร้างความเป็นเลิศทางการศึกษาและการผลิตบัณฑิต 2. สร้างความเป็นเลิศทางวิจัย งานสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3. สร้างความเป็นเลิศด้านการบริการวิชาการและการฝึกอบรม 4. ชี้นําการรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และ 5. บริหารจัดการให้เป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศและองค์กรแห่งความสุข ซึ่งทุกหน่วยงานภายในองค์กรร่วมกันขับเคลื่อนทั้งคุณภาพการศึกษา และความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เราสามารถก้าวไปสู่ที่หนึ่งใจนักศึกษา ตามแนวทางที่เราวางไว้คือ “ดีมาก-หลากหลาย-24 ชั่วโมง” พร้อมทั้งชู นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “เคลียร์-บีลอง พลัส” ผสมใบกัญชา ที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Complementary Medicine and Therapies ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใน 5 ปีข้างคือ เรื่องของความคาดหวังสมรรถนะใหม่ในด้านอาชีพ ความต้องการกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation ที่ครอบคลุมทุกหลักสูตร และนักศึกษาต้องการหลักสูตรและการเรียนรู้ที่เพิ่มความหลากหลายในวิชาชีพ ซึ่งมหาวิทยาลัยรังสิตเองได้มีการปรับตัวในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความหลากหลายมากขึ้น นักศึกษาไม่ได้เรียนเพียงแค่ทฤษฎี แต่สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกของการทำงานได้อย่างมืออาชีพ ตามแบบฉบับ Practical University รวมทั้งเรื่องของรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรก็ต้องเป็น Smart Organization เพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ นักศึกษา และนอกจากนี้ ในเรื่องของความเป็นนานาชาติปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยรังสิต มีกลุ่มนักศึกษาต่างประเทศมาเรียนเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ซึ่งก็เป็นเทรนด์ว่าประเทศไทยจะเป็น Hub ใหม่ของการศึกษาในอนาคต

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เมื่อเราเปิดพื้นที่การเรียนรู้ เป็นมหาวิทยาลัย 24 ชั่วโมง เรื่องของความปลอดภัยของนักศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเพื่อให้นักศึกษา บุคลากร รวมทั้งผู้ปกครองรู้สึกอุ่นใจถึงความปลอดภัยตลอดเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิตได้จัดตั้ง สำนักงานตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิต (ตร.ม.) ขึ้นซึ่งเป็นที่แรกในประเทศไทย เพื่อดูแลป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมในพื้นที่โดยรอบสถานศึกษา โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิตร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานร่วมกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมหาวิทยาลัยรังสิตจะได้รับการฝึกอบรม ฝึกฝนมาโดยเฉพาะเพื่อปฏิบัติงานด้านการดูแลความปลอดภัย ทั้งยังมีเรื่องของระบบการเฝ้าระวัง ระบบการตรวจตราความเรียบร้อยในพื้นที่โดยรอบ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการช่วยกำกับดูแล เฝ้าระวังด้วย ซึ่งหากเกิดเหตุด่วนนักศึกษาสามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่า นักศึกษา หรือผู้ปกครองที่เข้ามาต้องรู้สึกถึงความอุ่นใจ ปลอดภัยเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ปถมาพร สุกปลั่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากความเข้มแข็งทางวิชาการและการที่มหาวิทยาลัยรังสิตมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย ทำให้ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรังสิตสามารถครองพื้นที่ในการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ซึ่งแต่ละหลักสูตรที่เปิดสอนมีผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับมากมาย อาทิเช่น ความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อการแพทย์ของวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือดชนิดพกพา ผิวหนังเทียมที่ทำจากเจลาตินด้วยเทคนิคการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสำหรับการรักษาแผล หรือแม้แต่การเรียนที่ตอบโจทย์อนาคต เรียนสถาปัตย์ ม.รังสิต ปี 1 ออกแบบบ้านได้ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเทรนด์การศึกษาในปัจจุบัน โดยที่มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ เรียนหมอแต่อยากเรียนดนตรีควบคู่ไปด้วยก็ได้ เรียนวิศวะแต่อยากทำสื่อเป็นก็สามารถเลือกเรียนนิเทศศาสตร์เป็นวิชาโทได้ เรียกว่าเป็นการผสมผสานหลายวิชาแบบองค์รวม โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางการศึกษา เป็นการเติมเต็มการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่และสามารถนำความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ เพราะที่นี่อนาคตออกแบบได้

ผศ.ดร.นเรฏฐ์ พันธราธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากวิจัย สู่วิจัยเพื่อชุมชม สังคมแห่งการแบ่งปัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจเกื้อกูล โดยที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) ในการเป็นหุ้นส่วนสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาหลักหก (LakHok Development Center: LHDC) ขึ้นเพื่อพัฒนากลไกการดำเนินงานร่วมทุนที่ยั่งยืน และเกิดเป็นแหล่งทุนระยะยาวสำหรับการดำเนินงานสร้างสุขภาวะของประชาชนจังหวัดปทุมธานี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของบุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะ รายได้ สิ่งแวดล้อม และสังคมของจังหวัดปทุมธานีสู่พื้นที่สุขภาวะที่ดีและยั่งยืน นอกจากนี้ สสส. ยังได้มุ่งเน้นสรรหาและจัดสรรงบประมาณเพื่อการสร้างอาชีพและรายได้แนวใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจฐานรากเพื่อสร้างสุขภาวะให้กับนักศึกษาที่กำลังจะจบ และวางเป้าหมายเพื่อติดอาวุธให้นักศึกษาสามารถหารายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการสมัครงาน

– 006

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725814

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

ศธ.หารือสธ.เตรียมรับมือโควิด หากมีการระบาดช่วงเปิดเทอม

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 13.48 น.

21 เม.ย.66 ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า วานนี้ (20 เม.ย.) ตนในฐานะปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประชุมหารือกับ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ร่วมประชุมหารือด้วย  ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เนื่องจากภายหลังเทศกาลสงกรานต์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น ดังนั้น หากมีการระบาดเกิดขึ้นอีก สธ.จึงมอบให้ สพฐ.และ สอศ. ประสานกับสาธารณสุขจังหวัด และให้สถานศึกษาหารือกับผู้ปกครองในวันประชุมปฐมนิเทศก่อนเปิดเทอมในวันที่ 15 พ.ค.นี้  เพื่อทำความเข้าใจและขอความยินยอมจากผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน ส่วนจะฉีดวัคซีนให้กับเด็กในช่วงชั้นใดบ้างนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะดูว่าเด็กแต่ละคนเคยฉีดวัคซีนมากี่เข็มแล้ว ให้เป็นดุลยพินิจของสาธารณสุขจังหวัดพิจารณาในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนักเรียน

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ตนกำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าหากมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เกิดขึ้นอีกครั้งจะมีมาตรการในการดูแลครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนอย่างไร ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบแนวทางชัดเจน รวมถึงว่าจะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนหรือไม่อย่างไร 

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สอศ. กำลังเตรียมนำแนวปฏิบัติที่เคยใช้ได้ผลดีในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะ สอศ.จะคอยติดตามประกาศจากทางกระทรวงสาธารณสุข  หากโควิดมีการระบาดเกิดขึ้นอีก  ตนก็จะสั่งการให้วิทยาลัยในสังกัด สอศ.นำแนวปฏิบัติเดิมมาประยุคใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ต่อไป

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725780

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

รัฐบาลเชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 11.33 น.

​รัฐบาลเชิญชวนประชาชน เที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มวันนี้วันแรก ถึง 25 เม.ย.นี้ สัมผัสพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ไหว้พระ เที่ยววัด ยลวัง พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของไทย

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนประชาชนเที่ยวงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างวันที่ 21 – 25 เมษายน 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ และ 21 แหล่งเรียนรู้รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อร่วมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 241 ปี ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมาย จัดบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ทั้งด้านศาสนา ไหว้พระ 11 วัด ศิลปะการแสดง เปิดพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ตลาดย้อนยุค จำหน่ายสินค้าทางวัฒนธรรมไทย 76 จังหวัด ประกวดภาพถ่าย เสวนาวิชาการ ทำบุญไหว้พระ พร้อมจัดรถเมล์ ขสมก.รับส่งฟรีตลอดงาน

นางสาวรัชดา กล่าว่า การจัดงานใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ กว่า 30 หน่วยงาน จัดขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รวมถึงสมเด็จพระบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ และร่วมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 241 ปี เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้เรียนรู้ และสร้างการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของพระบรมราชจักรีวงศ์ ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ และความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวจากมรดกศิลปวัฒนธรรม ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

“สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ พิธีเปิดงานประดิษฐานภาพพระบรมฉายาลักษณ์และเครื่องราชสักการะ 10 รัชกาล การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ (Night Museum) การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม 76 จังหวัด จุดถ่ายภาพย้อนยุคบริการประชาชน การแสดงมัลติมีเดีย ใต้ร่มพระบารมี 241 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ นิทรรศการสวนแสงจัดแสดงพระราชประวัติ 10 รัชกาล จัดฉายหนังกลางแปลง การประกวดภาพถ่าย รวมทั้งเปิดให้ประชาชนทำบุญไหว้พระและเข้าชมแหล่งเรียนรู้ ภายในงานมีรถ ขสมก.และรถรางนำชม บริการรับ-ส่งฟรี ตามจุดเยี่ยมชมต่างๆ ทั้งนี้ ผู้ใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม โทร.1765” นางสาวรัชดา กล่าว

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/725740

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ เตรียมเข้าแข่งขันระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2566, 07.53 น.

‘มหิดลวิทย์’ชูผลงานโครงงานตรวจสอบ‘DNA มะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดง’ นวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง เตรียมเข้าแข่งขันในงานระดับโลก Regeneron ISEF 2023 สหรัฐอเมริกา พฤษภาคมนี้

21 เมษายน 2566 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โครงงาน“แนวคิดใหม่แห่งวงการชีวเคมีทางการแพทย์: การตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงโดยใช้เลือดไก่เป็นแบบในการศึกษาเพื่อพัฒนาสู่นวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่รวดเร็ว” เป็นโครงงานของนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ (Top Award) จากการประกวดโครงงานระดับประเทศ Young Scientist Competition (YSC 2023) ซึ่งจัดโดย สวทช. และได้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา อีกทั้งจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมงานการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับโลก Regeneron ISEF 2023  ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม 2566 ณ เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า นักเรียนผู้พัฒนาโครงงานนี้เป็นนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ 3 คน คือ นายวงศกร มาลาลักษมี (น้องกัปตัน) นางสาวมทินา บุญเต็ม (น้องเพชร) และนางสาวชุตินันต์ สุขพงศ์จิรากุล (น้องไข่มุก) โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงงานผู้คร่ำหวอดในวงการโครงงานและการวิจัย 2 ท่าน คือ ดร.เกียรติภูมิ รอดพันธ์ ครูสาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (ครูเจ้าของรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2020 และ รางวัลพระราชทานบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ประจำปี 2565) และ รศ. ดร. นพ.ปีติ ธุวจิตต์ (อาจารย์แพทย์เจ้าของรางวัลชนะเลิศงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ DMSc Award ประจำปี 2565) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า โครงงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศของโครงการ YSC ในปีนี้ ได้ผ่านการคัดกรองข้อเสนอโครงงาน ที่ส่งเข้าประกวดจากทั่วประเทศมากถึง 1,621 โครงงาน และยังต้องผ่านการนำเสนอผลงานอย่างเข้มข้นในทุกกระบวนการ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ทำการเฟ้นหาโครงงานคุณภาพเยี่ยมจากแต่ละภูมิภาคเพื่อเข้าสู่การตัดสินในรอบระดับประเทศ โดยน้อง ๆ ทั้ง 3 คน มีความมุ่งมั่นตั้งใจอยากจะสร้างสรรค์โครงงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชากรทุกคนและมุ่งหวังว่าผลงานของโครงงานที่พัฒนาขึ้นจะเป็นนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้างต่อสังคมได้ และมองว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งคร่าชีวิตผู้คนรอบตัวเราไปมากมาย ดังนั้นหากสามารถพัฒนาวิธีการตรวจมะเร็งได้รวดเร็วกว่าวิธีการในปัจจุบันได้ก็จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้อีกมากมายก่อนที่มะเร็งจะลุกลามไปจนสายเกินแก้

ผอ.มหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า น้องทั้ง 3 คนจึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรคมะเร็งและพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งจะมี DNA ของมะเร็งอยู่ในกระแสเลือด โดยการตรวจโรคมะเร็งในปัจจุบันที่เป็นการตรวจทางเลือดจะให้ผลที่รวดเร็วกว่าการตรวจด้วยชิ้นเนื้อ แต่การตรวจ DNA ของมะเร็งทางเลือดนั้นจะตรวจจาก DNA ของมะเร็งในน้ำเลือด (plasma) แต่เนื่องด้วย plasma เป็นของเหลวที่มีปริมาณมากในเลือดส่งผลให้ปริมาณความเข้มข้น DNA ของมะเร็งค่อนข้างต่ำ ซึ่งถ้าหากเป็นมะเร็งในระยะต้น ๆ ก็อาจจะไม่สามารถตรวจพบได้ น้อง ๆ นักเรียนทั้ง 3 คนจึงมีแนวคิดว่าเนื่องจากเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในเลือดเป็นอนุภาคระดับไมครอนไม่ใช่ของเหลวแบบพลาสมา หากเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า DNA ของมะเร็งสามารถอยู่บนเม็ดเลือดแดงได้ ก็จะสามารถตรวจพบ DNA ของมะเร็งได้ดีกว่าการตรวจด้วย plasma เป็นอย่างมาก อีกทั้งเมื่อค้นคว้าเพิ่มเติมก็พบว่าบนผิวเม็ดเลือดแดงจะมีตัวรับ (Receptor) ที่มีคุณสมบัติในการจับกับสารประเภทกรดนิวคลีอิกได้ซึ่ง DNA ก็เป็นสารประเภทกรดนิวคลีอิก ด้วยเหตุนี้น้อง ๆ ทั้ง 3 คนจึงมีแนวคิดว่าหากเราสามารถตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงได้ก็จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่รวดเร็ว

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยในการทดลองและป้องกันโรคระบาดและจริยธรรมการทดลองในมนุษย์ น้อง ๆ จึงได้เลือกใช้เลือดไก่ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการบริโภคมาเป็นแบบในการศึกษาเนื่องจากมีข้อมูลว่า Receptor บนผิวเม็ดเลือดแดงของไก่มีคุณสมบัติที่คล้ายกับ Receptor ของคนและสามารถจับกับกรดนิวคลีอิกได้เช่นกัน สำหรับกระบวนการทดลองก็จะทำการออกแบบวิธีการทดสอบเพื่อพิสูจน์ว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงได้หรือไม่ โดยจะใช้เซลล์มะเร็งเต้านม 2 ชนิดเป็นต้นแบบในการศึกษา และใช้ 2 เทคนิคในการตรวจสอบ ได้แก่ การใช้เทคนิค DNA Hybridization ซึ่งเป็นเทคนิคการนำ DNA Probe มาจับเพื่อแสดงสัญญาณสี และเทคนิค Cross linking ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ DNA ของมะเร็งจับกับ Receptor แน่นขึ้น โดยใช้ Formaldehyde เป็น Crosslinker โดยจากผลการทดลองก็พบว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงได้ โดยตรวจสอบอัตราส่วนของจำนวนยีนส์โดยการทำ Real-time PCR เพื่อศึกษาว่า DNA ของมะเร็งสามารถจับกับ Receptor บนผิวของเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณมากน้อยเพียงใด

“แนวคิดของโครงงานที่ตรวจมะเร็งโดยใช้เลือดไก่เป็นแบบในการศึกษานี้ได้รับความสนใจและได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิจัยของ รศ. ดร. นพ.ปีติ ธุวจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  เพื่อพัฒนาต่อยอดในการทดลองกับเลือดมนุษย์ โดยจากผลการทดลองจากทั้งเลือดไก่และเลือดคนก็พบว่าสามารถตรวจ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงทดแทนวิธีการเดิมที่ตรวจจากน้ำเลือดได้สำเร็จ” ดร.วรวรงค์ กล่าว

รศ.ดร.นพ.ปีติ เจ้าของรางวัลงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ DMSc Award ประจำปี 2565 ผู้มีส่วนสำคัญในการให้คำแนะนำปรึกษาในการพัฒนาโครงงานนี้ กล่าวว่า แนวคิดการตรวจสอบ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงนี้ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการชีวเคมีทางการแพทย์ เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อวงการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก เป็นวิธีการที่ไม่สร้างความเจ็บปวดเท่ากับการตรวจชิ้นเนื้อ และยังสามารถเพิ่มความไวของการตรวจ DNA ในเลือดได้ การตรวจ DNA ของมะเร็งบนผิวเม็ดเลือดแดงนี้หากนำไปพัฒนาสู่กระบวนการการคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการรักษาได้อย่างทันท่วงทีแม้ในมะเร็งที่ไม่พบก้อน ก็จะช่วยรักษาชีวิตผู้คนทั่วโลกที่มะเร็งกำลังจะลุกลามมาในชีวิตของพวกเขาได้