‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712821

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 14.07 น.

‘บอร์ดคุรุสภา’ชู 7 โมดูล หลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู

22 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานพัฒนาผู้ได้รับยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว ให้มีมาตรฐานความรู้วิชาชีพเพื่อเป็นคุณสมบัติในการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งการดำเนินงานนี้ มีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ  แต่ไม่ได้เรียนจบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ให้สามารถเป็นครูและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้  ซึ่งที่ผ่านมา ทางคุรุสภาได้ยกเลิกหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือ ป.บัณฑิต ไปแล้ว 

ดังนั้นเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  สำนักงานเลขาธิการครุสภา โดยสถาบันคุรุพัฒนา ได้จัดทำหลักสูตรใหม่  เป็นกรอบแนวคิดและมาตรฐานหลักสูตรอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู จำนวน 7 โมดูล (Module) ดังนี้  1.การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  2.จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา และจิตวิทยาให้คำปรึกษาในการวิเคราะห์และพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ 3.เนื้อหาวิชาที่สอน หลักสูตร ศาสตร์การสอน และเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้  4.การวัด ประเมินผลการเรียนรู้ และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน 5.การใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา 6.การออกแบบและการดำเนินการเกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษา และ 7.จิตวิญญาณความเป็นครู และจรรยาบรรณของวิชาชีพ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สถาบันคุรุพัฒนา ได้นำกรอบแนวนี้ ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร ฝึกอบรมที่มีมาตรฐาน มีรูปแบบการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีหลักการ ดังนี้ เป็นหลักสูตรอบรมฐานสมรรถนะ เนื้อหาสาระครอบคลุมมาตรฐานความรู้ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายละเอียดความรู้และประสบการณ์วิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 โดยระยะเวลาอบรมแต่ละมาตรฐานความรู้ 7 โมดูล ไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง รวมแล้ว 420 ชั่วโมง

“หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับว่าคนที่จะมาเป็นครูได้นั้นควรจะมีมาตรฐานอะไรบ้าง และจะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มครูที่ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ และเพื่อผ่อนผันให้กับครูต่างชาติในโรงเรียนเอกชน  ครูสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ครูในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)ในสาขาขาดแคลน  และสถานศึกษาอื่นๆที่ไม่ได้จบสายครูมา แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และทักษะวิชาชีพอื่นที่จำเป็น แต่จะต้องเพิ่มความเป็นครูและขบวนการเรียนการสอน หรือแนวทางการสอน ซึ่งโมดูลทั้ง 7 โมดูลนี้จะตอบโจทย์ให้กับกลุ่มครูเหล่านี้ได้” รมว.ศธ. กล่าว

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712793

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

นักเรียนโรงเรียนตะพานหินร่วมสร้างผลงานวาดภาพสตรีทอาร์ตกำแพงทางเท้า

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.06 น.

วันที่ 22 ก.พ.66 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สร้างงานศิลปะ บนกำแพงทางเดินระยะทางกว่า 200 เมตรของโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ให้เกิดความสวยงามหลังจากที่กำแพงรั้วทางเดินปล่อยว่างเปล่า ทางโรงเรียนจึงเกิดแนวคิดในวิชาศิลปศึกษาให้นักเรียนได้ร่วมกันออกแบบพร้อมสร้างงานศิลปะภาพวาดสตรีทอาร์ต ตามความคิดของนักเรียน ในแต่ละห้อง เป็นการสร้างงานศิลปะจนเกิดความสวยงามของโรงเรียน

ภาพวาดแต่ละช่องของกำแพง มีนักเรียนหลายห้อง สร้างงานศิลปะ ในภาพวาดลงสีในรูปแบบภาพวาดสตรีทอาร์ต ที่นำเอาความคิดของนักเรียนตามสาชาที่เรียนนำมาถ่ายทอดบนกำแพงมีรูปแบบทั้งเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการกีฬา ทั้งภาพวาดแชมป์ฟุตบอลโลกของทีมชาติอาเจนติน่า ภาพจิตนาการทางวิทยาศาสตร์ ภาพการรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนน ศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดพิจิตร และทั้งประเทศ นำมาไว้บนกำแพง สร้างความสวยงาม ให้กับโรงเรียน

นางสาวชนัญชิตา เครือขอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียน นำภาพวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชา เอก ที่เรียน นำมาวาดบนกำแพง ซึ่งจะนำความรู้ เรื่องวิทยาศาสตร์ ในความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มาแต่งเติมภาพวาดผ่านบนกำแพงของโรงเรียน จากเดิมมีเพียงสีที่ว่างเปล่า สร้างความสวยงามของโรงเรียน รวมถึงได้สร้างสันแนวคิด การแก้ปัญหา ร่วมกับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน สร้างความสามัคคี ในชั้นเรียน ต่อยอดการเรียนในอนาคต

ขณะที่นายสมศักดิ์ นิติสกุลชัย ครูชำนาญการแผนกวิชาศิลปะโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มจากการเรียนการสอนวิชาศิลปะ มองเห็นว่ากำแพงทางเดินยังขาดความสวยงาม จึงมีโครงการรักสิ่งแวดล้อม ผ่านงานศิลปะ จึงนำเอากำแพงทางเดิน มาเป็นวิชา ให้นักเรียนได้ออกแบบงานศิลปะ ผ่านจิตนาการของนักเรียน ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 5,000 บาทในการค่าวัสดุสีที่นอกจากจะได้กำแพงที่สวยงามแล้วยังเป็นงานศิลปะที่ออกมาจากใจของนักเรียนที่ร่วมกันวาดภาพด้วย

สอดคล้องกับนายภิญโญ ขาวพราย ผู้อำนวยการโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ที่ต้องการให้นักเรียนใช้เวลาว่างในเป็นประโยชน์ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ ผลทางอ้อมโรงเรียนยังได้ความสวยงาม ความแปลกใหม่ของโรงเรียนให้เกิดความสนใจของนักเรียน เตรียมต่อยอดโครงการภาพวาดยังจุดอื่นของโรงเรียน

สำหรับ ภาพวาดสตรีทอาร์ต ของศิลปินนักเรียนโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร อยู่ในระหว่างการดำเนินการวาดภาพ มีความคืบหน้า แล้ว 40 เปอร์เซ็นต์  แต่ยังขาดอุปกรณ์การวาด ทั้งสี ผู้กัน และ อุปกรณ์การวาดอื่นอื่น ซึ่งผุ้ที่สนใจสามารถเข้าชม ความสวยงามของภาพวาด ที่นักเรียนร่วมกันวาด รวมถึง ร่วมบริจาคอุปกรณ์การวาด ได้ ที่ นายสมศักดิ์ นิติสกุลชัย ครูชำนาญการแผนกวิชาศิลปะโรงเรียนตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร หมายเลขโทรศัพท์ 061-8076999

สกสว.จัดถก’เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712669

สกสว.จัดถก'เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม'

สกสว.จัดถก’เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม’

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.26 น.

สกสว. จัดการสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ ๖หัวข้อ “ครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเรียนรู้บนความแตกต่างหลากหลาย”พร้อมเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความเห็น “เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม”

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดสัมมนาวิชาการ Education Journey Forum ครั้งที่ ๖ หัวข้อ “ครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเรียนรู้บนความแตกต่างหลากหลาย”โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิชผู้ก่อตั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและประธานที่ปรึกษาคณะทำงานบูรณาการประเด็นยุทธศาสตร์ ววน. (Strategic Agenda Team: SAT)  ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ดร.เจตนา นาควัชระ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และที่ปรึกษาคณะทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ สกสว. ผู้ทรงคุณวุฒิ และ เครือข่ายการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ร่วมการสัมมนา 

โอกาสนี้  ศาสตราจารย์ดร.เจตนา นาควัชระ บรรยายนำ “ข้อคิดว่าด้วยความเป็นครูแห่งยุคสมัย” ตอนหนึ่งว่า กระแสโลกาภิวัตน์ ได้เข้ามาครอบงำสังคมไทย และ โลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการศึกษาและเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้อย่างไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งสามารถแบงออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ จากสังคมประเพณี อาทิการเรียนรู้เรื่องมนุสัมพันธ์ หรือ การเรียนรู้แบบซึ่งหน้า ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นสำหรับปัจจุบัน สัมพันธภาพแนวนอน เช่น ความสัมพันธ์ของพี่น้อง ความสัมพันธ์ ระหว่างเพื่อนร่วมงาน ชุมชน เพราะในแต่ละชุมชนมมีเรื่องดีดีอยู่ วัฒนธรรมระนาดทุ้ม หรือ วัฒนธรรมที่ไม่ต้องการความโดดเด่น  ความสามารถหลากหลายทาง ต่างกับปัจจุบันที่เน้นความสามารถเฉพาะด้าน  กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ความสามารถในการ “ด้น” จากลิเกไทย หรือ การแสดงแบบไทย และ การผลิตที่ใช้เงินตราเป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ที่เปลี่ยนจากเงินเพื่อซื้อขาย มาเป็นตัวกำหนดชีวิตและ 2การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ จากโลกาภิวัตน์ อาทิ การเรียนรู้จากสื่อและเทคโนโลยี องค์กรขนาดใหญ่ ที่สั่งการจากบนลงล่าง โลกไร้พรมแดน ประชาสัมพันธ์และโฆษณา (ชวนเชื่อ) ต้องโดดเด่น และ เป็นที่รู้จัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การให้ความสำคัญต่อทฤษฎี การสร้างระบบ และเงินตรากำกับชีวิต

นอกจาก การเรียนรู้อย่างไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ศาสตราจารย์ดร.เจตนา ได้นำเสนอ 11 ปรากฎการณ์ระดับโลก ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และประสบการณ์ ประกอบด้วย1.ความรวดเร็วของชีวิตในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนมีเวลาในการคิด การไตร่ตรองน้อยลง 2. เทคโนโลยีเปลี่ยนจากเครื่องมือไปเป็นวิถีชีวิตเช่น การใช่นโยบาย 4.0 3. ความท่วมท้นของข้อมูลที่ต้องวิจารณญาณ 4. ความล่มสลายของสิ่งแวดล้อม5.ปัญญามนุษย์ไล่ไม่ทันปัญญาประดิษฐ์?ซึ่งจำเป็นต้องหาหนทาง พัฒนาปัญญามนุษย์ ให้เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ 6.พยาธิสภาพที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้7.สงครามในฐานะอัตวิบาตกรรม 8.ความถดถอยของกลไกของรัฐ9. ความยากจนของคนส่วนใหญ่10. ความสับสนและซับซ้อนของกฎหมายและกฎระเบียบ : ความย่อหย่อนนการบังคับใช้ 11. มรณกรรมของวิทยาทาน : การศึกษาในคราบของการผลิตและจำหน่ายสินค้า

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะเป็นตัวกำหนดบทบาทของครูปัจจุบัน ที่ต้องปรับตามการเปลี่ยนแปลง เช่น ครูควรรับประสบการณ์อันหลากหลาย, ครุ่นคิด พินิจ นึก รวมมถึงกระบวนการลดความเร็ว, การตีความประสบการณ์, การเชื่อมโยงประสบการณ์, ทวิวัจน์ (dialogue) ในฐานะกลไกในการเสริมสร้างปัญญา, การถางทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์, สุนทรียภาพแห่งการเรียนรู้

จากนั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภานำเสนอบทสังเคราะห์ : องค์ความรู้ว่าด้วยการผลิตและพัฒนาครู ในการเสวนา “เส้นทางสร้างครู ครูสร้างเด็ก สร้างสังคม”ว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งพัฒนาการการผลิตครูในประเทศไทยเป็น 4 ยุค คือ ยุคที่ 1 ยุคก่อนผลิตครูระดับประกาศนียบัตร (ก่อนพ.ศ. 2435) ซึ่งเป็นยุคการฝึกหัดครูแบบไม่เป็นทางการและยังไม่มีการจัดตั้งสถาบันผลิตครูยุคที่ 2 ยุคการผลิตครูระดับประกาศนียบัตร (พ.ศ. 2435-2487) หรือยุคของการวางรากฐานการฝึกหัดครู ที่เน้นการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรโดยการต่อยอดองค์ความรู้ของการฝึกหัสครูและปรับเปลี่ยนระบบจากTeacher Training เป็น Teacher Education มาจนถึงปัจจุบัน โดยการใช้ระบบจากต่างประเทศผสมผสานกับความเป็นไทย ยุคที่ 3 ยุคการผลิตครูระดับปริญญา (พ.ศ. 2488-2541) เป็นยุคที่เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท อีกทั้งจุดประกายการปฏิรูปการฝึกหัดครู และ ยุคที่ 4การผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูง (พ.ศ. 2542–ปัจจุบัน) เป็นยุคการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความเป็นมืออาชีพในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 81

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาการพัฒนาการการผลิตครู ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ข้อค้นพบวิวัฒนาการระบบการผลิตครู ทั้งในส่วนของการคัดคนเข้าเรียนครู ที่จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิชาชีพครูอย่างจริงจังกระบวนการฝึกหัดครู ที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงกระบวนการบ่มเพราะความเป็นครู ตลอดจนกระบวนการประเมินรความเป็นครู หรือวิทยฐานะ ที่ครอบคลุม ทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ที่จำเป็นของครูตลอดจนการออกแบบความร่วมมือของภาคี และเครือข่าย ทั้งภายนอกและภายในสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ในการผลิตครู ที่จะเข้ามาช่วยการออกแบบ มาช่วยกันออกแบบการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับยุคสมัยต่อไป

ในวงสัมมนาเดียวกันนี้ ครูธนวรรธน์ สุวรรณปาล (ครูทิว) โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพมหานคร ได้นำเสนอบทสังเคราะห์ : บทบาทครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ว่า สามารถแบ่งออกเป็น 3 บทบาท ทั้งในลักษณะของผู้กระทำการเปลี่ยนแปลง (agency) และเป็นนักเคลื่อนไหว (activist) คือ 1. ครูในฐานะผู้ทำงานทางวัฒนธรรม ที่สามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่ในชั้นเรียนให้เด็กได้ซึมซับและเรียนรู้ แล้วนำไปแสดงออกทางสังคม โดยครูสามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงบวก 2.ครูในฐานะผู้ทำงานทางการเมือง ในลักษณะของนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม (teacher as change agent) ซึ่งครูมีอิทธิพลต่อการพัฒนาความเป็นมนุษย์และกำหนดทิศทางของสังคมด้วยการให้ความรู้และส่งเสริมนักเรียนให้เป็นนักคิดเชิงวิพากษ์ แก้ปัญหา และพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการสอนและการสร้างชุดคุณค่าและความยุติธรรมทางสังคม และ 3ครูในฐานะปัญญาชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ในตัวผู้เรียนและสังคม โดยการตั้งคำถามกับสิ่งที่ดำรงอยู่ กับสิ่งที่ดีที่สุดกับผู้เรียน ท้ายสุดแล้วความเข้าใจที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่จะสร้างบทบาทครูในฐานะนักขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ครูจะต้องมีความเป็นผู้กระทำการ เปลี่ยนแปลง และเป็นนักเคลื่อนไหวที่มองเห็นบทบาทของตนเองมากกว่าการเป็นผู้ ถ่ายทอด โดยวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองเป็นผู้ทำงานทางการเมือง (teacher as political work) ผู้ทำงาน ทางวัฒนธรรม (teacher as cultural work) และเป็นปัญญาชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง (teacher as transform tory intellectuals) ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนและสังคม เช่นเดียวกับ สังคมต่างๆทั่วโลก ที่ครูต่างถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน เป็นผู้นำในเรื่องต่างๆในชุมชน ตัวครูในการสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นเคลื่อนผ่านความหมายจากการเป็นวัตถุหรือปัจจัยของการเปลี่ยนแปลง (object of change) มาเป็นผู้กระทำการ หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (agent) ด้วยบทบาทของครูในฐานะผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยสร้างการเรียนรู้ เชื่อมโยงใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงของตัวบุคคลและสังคม

ท้ายสุดแล้วความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงครู จะนำไปสู่การเป็นต้นแบบที่ดี ในการสร้างการเรียนรู้ เพื่อให้ความรู้ไปสร้างคน และสร้างสังคมที่มีคุณภาพต่อไป

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712381

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent  คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

มจธ.-สกาย ไอซีที สร้าง Tech Talent คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ Digital Product

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย รักษาการแทนอธิการบดี ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับนายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ปริยกร
ปุสวิโร หัวหน้า Edutainment Socio-Interaction Computing Lab (ESIC Lab) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ.
และ นางสาวขยล ตันติชาติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ จะร่วมกันพัฒนานักศึกษาสู่การเป็น Tech Talent ที่ผ่านการปฏิบัติงานจริง และสนับสนุนทุนวิจัยทางวิชาการด้วยงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อยกระดับการบริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานอัจฉริยะ (Digital Airport) รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ด้าน ผศ.ดร.ปริยกร ปุสวิโร ผู้อำนวยการ ESIC Lab มจธ. กล่าวว่า การร่วมมือกันครั้งนี้ สามารถทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างน้อย 3 ด้าน คือ นักศึกษามีประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง, การนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาบริการภายในท่าอากาศยาน และพัฒนาท่าอากาศยานอัจฉริยะ คือ งานพัฒนาด้าน Activating Space for Digital Airport ซึ่งประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การใช้เครือข่ายการตรวจจับแบบไร้สาย การระบุตำแหน่งผู้โดยสารภายในอาคารท่าอากาศยาน การนำทางผู้โดยสาร การเก็บข้อมูลด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่หลากหลายในพื้นที่ การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ การประมวลผลแผนที่ด้วยระบบคลาวด์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงงานวิจัยในลักษณะสหวิทยาการได้ในอนาคต ทั้งนี้ทุกองค์ความรู้จะเป็นความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อยกระดับ Digital Airport Experiences แก่ผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานอย่างรอบด้าน

มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712378

มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ  โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

มทร.รัตนโกสินทร์ ประชุมวิชาการ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดงาน และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี, รศ.ดร.อาคีรา ราชเวียง รองอธิการบดี ต้อนรับ เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาที่ โรงแรมเวลาดี จ.อุดรธานี

การประชุมครั้งนี้ มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.พรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และหัวหน้าสำนักงานโครงการฯ และ รศ.ดร.ไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา ประธานกรรมการบริษัทไทยออร์คิดส์แล็บ จำกัด ที่ปรึกษามูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (มูลนิธิ อพ.สธ.) มาร่วมบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจแนวทางและมาตรการดำเนินงานในโครงการฯ รวมถึงได้ศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้รับความรู้เกี่ยวกับบทบาทมหาวิทยาลัยกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มทร.รัตนโกสินทร์ ระยะ 5 ปีที่ 7

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712379

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท  สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

ม.มหิดล เปิดรับ ป.ตรี ควบป.โท สอนด้านดนตรีควบการบริหาร

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม คณบดีวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการพิจารณาเทียบข้อมูลเมื่อปี 2561 โดย Creative Economy Agency ระบุว่า อุตสาหกรรมดนตรีของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1,478 ล้านบาท และยังสะท้อนอีกว่าอุตสาหกรรมนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ มีช่องทางให้เติบโต นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาสู่การส่งออกผลงานสร้างสรรค์ของเด็กไทยในโลกดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการสตรีมมิง และเด็กไทยสามารถปล่อยของโชว์ผลงานสู่สายตาชาวโลกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เด็กที่เชี่ยวชาญทักษะดนตรีส่วนใหญ่ ได้เริ่มมองหาวิธีการพัฒนาทักษะด้านการบริหารที่เป็นทักษะสำคัญในยุคปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจึงจับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ผลิตบัณฑิตแบบบูรณาการทั้ง 2 ศาสตร์ เพื่อตอบรับความต้องการแบบมัลติทาส์กกิ้งในตลาดแรงงาน โดยพัฒนา“โครงการปริญญาตรีควบปริญญาโท หรือหลักสูตรนักดนตรีผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Music Entrepreneurship and Innovation : MEI)”

รศ.ดร.วิชิตากล่าวต่อไปว่า โครงการ MEI เป็นหลักสูตร 2 ปริญญาที่ให้ผู้เรียนได้ปริญญาตรีทางด้านดนตรีควบคู่กับปริญญาโททางด้านสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม ภายในระยะเวลา 4 ปีครึ่ง โดยผู้เรียนจะได้เรียนรายวิชาในสาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรมตั้งแต่ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เป็นต้นไปจนถึงภาคฤดูร้อนในปีที่ 4 บัณฑิตที่จบการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (กจ.ม.) (Master of Management) สาขาภาวะผู้ประกอบการและนวัตกรรม (Entrepreneurship and Innovation) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิต (ดศ.บ.) (Bachelor of Music) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ตั้งเป้าในการสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถแบบบูรณาการทั้ง 2 ศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กันได้

ผู้สมัครเข้าเรียนในโครงการ MEI ต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลาย และมีความสนใจทางด้านดนตรีและด้านการจัดการธุรกิจ โดยต้องผ่านการออดิชันจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และวิทยาลัยการจัดการ โดยเปิดรับ
จำนวน 30 คน ในแต่ละปีการศึกษา ผู้สนใจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.music.mahidol.ac.th/

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712383

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

วธ. ยกระดับ 16 เทศกาลประเพณีไทย สู่ระดับชาติและนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทยปัจจุบัน มีการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวผ่านการใช้เอกลักษณ์ความเป็นไทย วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม นับเป็น Soft Power ที่โดดเด่นของไทยผ่าน 5F คือ อาหาร(Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์(Film) การออกแบบแฟชั่นไทย(Fashion) ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย(Fighting) และเทศกาลประเพณีไทย (Festival) มาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

ปี 2566 การจัดงานเทศกาล เป็นหนึ่งในแผนงานที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อสร้างกระแสและดึงดูดให้ชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวไทย ได้แก่ การจัดงานด้านอาหาร “ปีแห่งอาหารไทย” (Year of Thai Gastronomy) และโปรโมท ตลาดถนนคนเดิน (Walking Street) การจัดงานเทศกาลอาหารนานาชาติ (Bangkok International Food Festival) ด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เตรียมเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว Film City Tour Package ตามรอยภาพยนตร์และซีรี่ส์ชื่อดัง ด้านศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย เน้นนำเสนอการต่อสู้มวยไทย ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา มีการจัดงานไหว้ครูมวยไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก (Amazing Muay Thai Festival 2023) บันทึกสถิติโลกโดยกินเนสส์บุ๊ก เรคคอร์ดส์
มีผู้มาร่วมงานกว่า 3,500 คน ด้านเทศกาลงานเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช ก็ได้จัดประดับไฟเป็นเวลา1 เดือนเต็ม เพื่อต้อนรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน และงานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ที่เตรียมจัดขึ้นหลายพื้นที่ สำหรับด้านเทศกาลประเพณี ปีนี้ได้มีการเตรียมจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย Limited Edition 2566”

ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมที่มีหน้าที่สำคัญในการยกระดับงานวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ในปี 2566 นี้ ได้ดำเนินการด้านส่งเสริมงานเทศกาลประเพณี ได้แต่งตั้งคณะทำงานยกระดับเทศกาลและประเพณีไปสู่ระดับชาติและนานาชาติของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เป็นผู้คัดเลือก โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการพิจารณาคัดเลือกคือ ต้องเป็นเทศกาลประเพณีที่มีศักยภาพ มีความโดดเด่น เพื่อส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้แก่ชุมชน และประเทศชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศผลการคัดเลือกงานเทศกาลประเพณี จำนวน 16 เทศกาลประเพณี ได้แก่ 1.ประเพณีกตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี 2.เทศกาลมรดกโลกบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี 3.ประเพณีหกเป็งนมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน 4.ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก “มาฆบูชา อารยธรรมอีสาน” จังหวัดยโสธร 5.ประเพณีแห่ผ้าพระบฏพระราชทานถวายพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 6.เทศกาลโคราชเมืองศิลปะ KORAT Street Art จังหวัดนครราชสีมา 7.เทศกาลตามรอยอารยธรรมขอมโบราณ ปราสาทศิลา “สด๊กก๊อกธม” จังหวัดสระแก้ว 8.เทศกาลเมืองคราม สกลนคร (KRAM & CRAFT SAKON FESTIVAL) นครหัตถศิลป์โลก เจ้าแห่งครามธรรมชาติ จังหวัดสกลนคร 9.เทศกาลอาหารอร่อย เมืองภูเก็ต เมืองสร้างสรรค์ แห่งวิทยาการอาหาร จังหวัดภูเก็ต10.ประเพณีบุญกลางบ้าน สืบสานตำนานเมืองพนัส จังหวัดชลบุรี 11.เทศกาล “นาฏยแห่งศรัทธากิ่งกะหร่า น้อมบูชา วิสาขปุรณมี” จังหวัดแม่ฮ่องสอน 12.ประเพณีตักบาตรดอกไม้เข้าพรรษา จังหวัดสระบุรี 13.ประเพณีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช เลาะตลาดคนเมืองไทนคร จังหวัดนครพนม 14.เทศกาลไทลื้อ “โฮ่มฮีต โตยฮอย ร้อยใจไทลื้อ” จังหวัดพะเยา 15.เทศกาลอาหารผสานศิลป์ เมืองเพชร เมืองสร้างสรรค์ จังหวัดเพชรบุรี และ 16.เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จะดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเทศกาลประเพณี โดยให้นำไปบูรณาการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อยกระดับเทศกาลประเพณีให้มีความพร้อม และสามารถแข่งขันกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดอื่นๆในไทย และประเทศอื่นๆ ได้ เมื่อพัฒนาได้ก็จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว อาหาร ที่พัก การเดินทาง ผลิตภัณฑ์และบริการทางวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ตามที่ประเทศชาติได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน

‘คุณหญิงกัลยา’หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712441

'คุณหญิงกัลยา'หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

‘คุณหญิงกัลยา’หารือปรับกลยุทธ์ยกระดับการศึกษาไทยสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2566 ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา 9 คณะ เพื่อวางแผนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลกเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในปี 2565 IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา ประเทศไทย มีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 53 มีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564 และอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น คณะกรรมการสภาการศึกษา จึงเร่งศึกษาแนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาของไทย โดยได้กำหนดกรอบแนวคิดไว้ 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ยกระดับผลการประเมิน PISA เป้าหมายคือ เด็กไทยสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษามาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพได้ 2) ยกระดับผลการจัด IMD เพื่อให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลง และการจัดการศึกษามีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น 3) ยกระดับผลการจัดอันดับ WEF โดยจัดการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และเด็กไทยทุกคนมีงานทำ มีทักษะที่ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสภาการศึกษา จะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้จุดเน้นในการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กลุ่มเป้าหมายและสร้าง Dash Board เพื่อการติดตามและปรับปรุงการดำเนินงานดังกล่าว

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสภาการศึกษา ได้จัดตั้งอนุกรรมการจำนวน 9 คณะ ได้แก่ 1) ด้านนโยบายและแผน 2) ด้านประเมินผลการจัดการศึกษา 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านมาตรฐานการศึกษา 5) ด้านเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 6) ด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา 7) ด้านคุณธรรมจริยธรรม จิตอาสาและสำนึกสาธารณะ 8) ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาพิเศษ และ 9) ด้านอำนวยการ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามนโยบายของคณะกรรมการสภาการศึกษา โดยในปี 2566 นี้ มีโครงการน่าสนใจ เช่น การขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านการศึกษาด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การพัฒนาครูและผู้ทำหน้าที่ครูทุกช่วงวัย การจัดประชุมสมัชชาการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับชาติ ปูทางสานพลังเครือข่ายร่วมก่อนถึงเวที “Educational Policy of Political Party for All : นโยบายการศึกษาที่ประเทศต้องการ” เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่และทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) มาเป็นปัจจัยเร่งความสำเร็จของการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริงต่อไป

– 006

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712393

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

สกสว.จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว.

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.13 น.

สกสว. จัดประชุมสรุปผลจากการระดมสมอง 12 หน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ก่อนยื่นข้อเสนอโครงการ เพื่อยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุมคณะทำงานผู้แทนหน่วยงานด้านกลยุทธ์และพัฒนาองค์กรในการขับเคลื่อนเพื่อการยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ครั้งที่ 1/2566 โดยเชิญผู้บริหาร/ผู้แทนหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจำนวน 12 หน่วยงานที่สังกัดกระทรวง อว. ร่วมรับฟังผลสรุปและความเห็นจากการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันในหัวข้อ“การขับเคลื่อนเพื่อการยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ครั้งที่ 2”รวมถึงนโยบายและแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยของ บพค. ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์  2566ณ โรงแรมแมนดารินกรุงเทพ (สามย่าน)

รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ กล่าวว่า หน่วยงานวิจัยถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทาง สกสว. จึงได้เชิญผู้แทนหน่วยงานด้านกลยุทธ์และพัฒนาองค์กรจากสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังกัดกระทรวง อว.รวมถึงหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม(บพค.)ร่วมเป็นคณะทำงานชุดนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนาและสนับสนุนข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนา ทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ กำลังคนและความเชี่ยวชาญ ตลอดจนทำความเข้าใจและมีข้อตกลงร่วมกันในบทบาทหน้าที่และเป้าหมายสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแต่ละแห่งผ่าน 3 กลไกคือ (1) การทำงานร่วมกันในระดับผู้บริหาร (2) ความร่วมมือและสนับสนุนข้อมูลในการออกแบบและพัฒนากลไกให้สถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถยกระดับให้เทียบเคียงกับระดับนานาชาติ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและ (3) การยกระดับองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณเชิงกลยุทธ์(Strategic Fund; SF)และการสนับสนุนงานมูลฐาน(Fundamental Fund; FF) ซึ่งจะทำให้หน่วยงานสามารถยกระดับให้เกิดการพัฒนาประเทศได้ โดยการประชุมนี้จะเน้นการนำเสนอผลสรุปและรับฟังความเห็นจากที่ประชุมที่นำไปสู่เป้าหมายการยกระดับหน่วยงานให้เทียบเคียงกับหน่วยงานคู่เทียบในต่างประเทศให้หน่วยงานเห็นช่องว่างของการพัฒนา(Room of improvement)และสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการของหน่วยงานต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.เริงชัย ตันสุชาติ หัวหน้าโครงการวิจัย“โครงการขับเคลื่อนการรยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ”ได้สรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการระดมสมองร่วมกับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยจำนวน 12 แห่งที่สังกัดกระทรวง อว.พบว่าการจัดกลุ่มหน่วยงานแต่ละกลุ่มมีลำดับความสำคัญไปในแนวทางเดียวกันและได้นำแนวทางการพัฒนาที่ได้มาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อให้ตรงตามกรอบแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับสถาบันฯ ที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์(Key result)ของแผนงานพัฒนาและยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศอย่างชัดเจนและสามารถเทียบเคียงนานาชาติ (P22)ตัวอย่างเช่น แนวทางการยกระดับในกลุ่มหน่วยงานเฉพาะทางสารสนเทศและองค์การส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือ การจัดตั้ง Academy Center ด้านการบริหารและจัดการน้ำที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้ในระดับพื้นที่กลุ่มหน่วยงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครบวงจรเน้นแนวทางการยกระดับเพื่อปรับปรุงข้อมูลการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. แบบ open scienceการเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการและสถานีวิจัยเพื่อการวิเคราะห์สำหรับงานวิจัยขั้นสูงและการยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากการทำงานวิจัยร่วมกับองค์กรในต่างประเทศ การเตรียมความพร้อมในการยกระดับเป็นผู้ผลิตสารอ้างอิงมาตรฐานเพื่อให้ได้การรับรองตามมาตรฐาน ISO 17034 และการพัฒนามาตรฐานการวัดปฐมภูมิดิจิทัลเป็นต้น

เช่นเดียวกับ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณที่ปรึกษากลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.พสุโลหารชุน ที่ปรึกษาคณะทำงานฯให้ข้อคิดเห็นว่า การยกระดับหน่วยงานให้เทียบเคียงกับหน่วยงานที่เป็นคู่เทียบ จำเป็นต้องเดินให้ถูกทาง ต้องปรับความต้องการ(need) ตามพันธกิจหน่วยงานให้ตรงกับความต้องการของประเทศให้ได้  ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต และ การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมต่อกับการทำงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการไทยเข้าถึงในด้านการทดสอบมาตรฐานโดยมีกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ให้ภาคเอกชนสามารถขยับผลิตภาพการผลิตจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 40 GDP ของประเทศรวมถึงการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในเรื่องconnectingskill setเพื่อให้เข้าใจ pain point ของผู้ประกอบการ

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรจิตต์  เศรษฐพรรค์  รองผู้อำนวยการบพค. กล่าวถึงนโยบายและแนวทางการสนับสนุนแผนงานพัฒนาและยกระดับสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์เป้าหมายของประเทศอย่างชัดเจนและสามารถเทียบเคียงระดับนานาชาติ ว่าภายใต้แผนงานย่อยมีเป้าหมายเพื่อการยกระดับระบบนิเวศ ววน. สู่สากล (reinventing to excellence)  การเข้าถึงบริการ ววน. (Utilization)และกลไกภาคีเครือข่าย ววน. (Strengthen Network) ซึ่งการเข้าถึงบริการ ววน. จะเชื่อมให้เกิดการเข้าถึงของผู้ประกอบการได้อย่างไร บพค. จึงจะแบ่งการทำงานเป็น 4 ระยะด้วยกัน โดยในระยะแรกนี้จะเน้นการจัดลำดับความสำคัญโดยการวางแผนร่วมกัน การสร้างเครือข่ายร่วมกัน หลังจากนี้จะเน้นการสร้าง Strategic Pilot โดยการใช้งานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การให้บริการระดับชาติ (National facility)ที่นำไปสู่ Global facilityโดยสร้าง Global excellence ในรูปแบบการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น

ในส่วนนี้ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. กล่าวเสริมและย้ำว่าการพัฒนาข้อเสนอโครงการที่แต่ละหน่วยงานเสนอในการประชุมระดมสมองในครั้งนี้ ขอให้หน่วยงานนำไปพัฒนาเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจนก่อนและเน้นย้ำว่าข้อเสนอโครงการที่หน่วยงานนำส่งมายัง บพค. นั้นจะต้องเป็นงานที่มีกลยุทธ์ที่สามารถส่งมอบผลลัพธ์สำคัญโดยใช้ตัวชี้วัด (Key result) ของแผนด้าน ววน. ปี พ.ศ.2566-2570 ในโปรแกรมที่ 22 เป็นตัวตั้งเพื่อให้ได้ผลในระยะ 5 ปีเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712330

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.45 น.

เลขาธิการ กพฐ.ย้ำผอ.สพท.ต้องบอกได้โรงเรียนในพื้นที่มีกี่แห่ง-พัฒนาผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ

20 กุมภาพันธ์ 2566 ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ  นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำนวน 245 เขต ทั่วประเทศ ว่า ขอเน้นย้ำผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคน ให้ความสำคัญเรื่องการจัดการเรียนการสอน แม้ปัจจุบันเราสอนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งในหลักสูตรนั้น กำหนดให้ผู้เรียนมี 5 สมรรถนะ ดังนี้ ความสามารถในการสื่อสาร, ความสามารถในการคิด ,ความสามารถในการแก้ปัญหา , ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ สามารถบอกได้หรือไม่ ว่า โรงเรียนในพื้นที่ของตนมีกี่แห่ง ที่มีหลักสูตรที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะทั้ง 5 นี้ได้แล้ว  และมีการบูรณาการจัดการเรียนการสอนอย่างไร หรือพูดกันแค่ในเอกสาร  แต่ในความจริงการจัดการเรียนการสอนยังเหมือนเดิม  ยังไม่เป็นรูปธรรม และครูมีความรู้ความเข้าใจ สามารถจัดการเรียนการสอนให้เด็กมีสมรรถนะได้กี่คน  ซึ่งตนมองว่า ถ้าเรากำหนดแผนการจัดการเรียนการสอนไม่ได้  เราก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเขตพื้นที่ฯ ได้ ดังนั้น เขตพื้นที่ฯ จะต้องจัดทำแผนการขับเคลื่อนและยกระดับการศึกษาในพื้นที่ของตน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในยุคหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss)

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการบริหารงานบุคคล ขณะนี้เรามีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศแล้ว  จึงมอบหมายให้ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการสำรวจอัตรากำลังในเขตพื้นที่ของตน ว่ามีโรงเรียนขาดแคลนครูกี่แห่ง  เกินอัตรากี่แห่ง และวางแผนจัดอัตรากำลัง เพื่อให้มีอัตรากำลังเพียงพอและตอบโจทย์การศึกษาในพื้นที่  โดยผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯจะต้องทำการสำรวจและจัดสรรข้อมูลอัตรากำลังคนให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม นี้

“สิ่งที่ผมห่วงใย คือ จะบริหารงาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ อย่างไรถึงจะประทับใจครู บริหารงานอย่างไรไม่ให้เกิดคำครหา เพราะวันนี้มีคนจ้อง  ทำดีแค่อยู่ตัว ทำผิดพลาดได้ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแน่นอน  อำนาจการบริหารงานบุคคลเคยไปอยู่ที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เพราะเหตุผลใด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้ว  ดังนั้น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จึงอยากให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ  ทำความเข้าใจกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้ดี ทุกวันนี้เราจะเห็นข่าวเกี่ยวข้องกับครูและนักเรียนเป็นประจำเกือบทุกวัน  ที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ จะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผมทราบหลังจากเป็นข่าวแล้วเสมอ  ไม่มีเขตพื้นที่ไหนรับรู้ปัญหาก่อนที่จะเป็นข่าวแม้แต่ครั้งเดียว  ซึ่งภัยต่างๆ เราห้ามไม่ได้  แต่เราสามารถบริหารจัดการได้ คือ ต้องมีมาตรการป้องกันให้เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว เข้าถึงปัญหาให้ไว และจะระงับเหตุอย่างไร  รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างรวดเร็ว ทำความเข้าใจและดูแลผู้ปกครอง” นายอัมพร กล่าว