ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ ‘ศธ.พังงา’ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712305

ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ 'ศธ.พังงา' สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

ย้ายครูตบหน้าเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบ ‘ศธ.พังงา’ สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.14 น.

ศึกษาธิการจังหวัดพังงา สั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดพังงา ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีเด็กหญิง 7 ขวบถูกครูตบหน้า เบื้องต้นสั่งย้ายครูมาช่วยราชการที่เขตพื้นที่ก่อน ยืนยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายจีรวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) พ่อของเด็กนักเรียนหญิง 7 ขวบที่ได้นำข้อมูลไปโพสต์ในโลกโซเชียลว่า ลูกสาวอายุ 7 ขวบอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอตะกั่วป่าถูกครูสาวคนหนึ่งตบใบหน้าจนเป็นรอยนิ้วมือบนใบหน้า ซึ่งทางพ่อได้พาไปตรวจร่างการที่โรงพยาบาลตะกั่วป่าและได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ตะกั่วป่า เพื่อลงโทษกับครูคนดังกล่าวตามขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมาย หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกสาวไม่กล้าไปโรงเรียน เหตการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา 

ล่าสุดเช้าวันนี้ (20 ก.พ.66) ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงา มีรายงานว่า นายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดพังงาได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเดินทางลงพื้นที่โรงเรียนดังกล่าวเพื่อไปสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งทางศึกษาธิการจังหวัดพังงา บอกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นตามข่าวดังกล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงาก็ได้ประสานกับทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดพังงา ก็ทราบว่าขณะนี้ได้ดำเนินการสอบสวนอยู่ และในวันนี้ทางผู้อำนวยการเขตพื้นที่ได้แจ้งว่าจะให้ครูท่านนี้มาช่วยราชการที่เขตก่อน และจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง 

“สำหรับวันนี้ทางเขตพื้นที่ได้ส่งรองผู้อำนวยการเขตลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งสหวิชาชีพ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย หากคุณครูทำผิดก็จะมีมาตรการลงโทษต่อไป” นายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดพังงา – 003

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712158

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

‘กสม.‘นับถอยหลังติดตามเป้าหมาย ‘ขจัดการไร้รัฐ’ในประเทศไทยปี2567

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา นายชนินทร์ เกตุปราชญ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการไร้รัฐ ไร้สัญชาติ มาอย่างต่อเนื่อง โดย กสม. ชุดปัจจุบัน กำหนดให้สถานะบุคคล เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนและสร้างผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานของ กสม.

ซึ่งจากการติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2548 รัฐบาลไทยใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการดำเนินการต่างๆ เพื่อขจัดหรือลดการไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีพัฒนาการเชิงบวกทั้งการรับแจ้งเกิดและออกสูติบัตรแบบถ้วนทั่ว (Universal Birth Registration) การพิจารณากำหนดสถานะบุคคลและให้สัญชาติกับบุตรของบุคคลที่เดินทางเข้าเมืองและมีความผสมกลมกลืนกับสังคมไทยในลักษณะต่างๆ และการอนุญาตให้สิทธิในการอยู่อาศัยและการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการศึกษาและสุขภาพ

โดยในปี 2557 รัฐบาลไทยได้ประกาศเป็นหุ้นส่วนที่ดีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) โดยได้รับการหยิบยกเป็นตัวอย่างของภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดปัญหาบุคคลไร้รัฐในประเทศ พร้อมกับเข้าเป็นประเทศร่วมก่อตั้งและเป็นผู้นำในกลุ่ม Group of Friends (GoF) ของโครงการ Global Campaign to End Statelessness by 2024 (#IBelong Campaign) ของ UNHCR ซึ่งมีเป้าหมายขจัดปัญหาการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี คือ ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) ด้วย

ในการประชุมสมัชชาสิทธิมนุษยชนครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ย. 2565 กสม. และภาคีเครือข่ายด้านสถานะบุคคล ได้ร่วมกันติดตามและประเมินสถานการณ์สถานะบุคคล และพบข้อจำกัดหลัก 2 ส่วน ได้แก่ 1.ปัญหาต้นน้ำ จากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการขอพิสูจน์หรือแก้ไขสถานะบุคคล รวมถึงทัศนคติและความเข้าใจที่ผิดพลาดทั้งของประชาชนผู้ทรงสิทธิที่ยื่นคำขอพิสูจน์สถานะบุคคลและหน่วยปฏิบัติงานโดยตรง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้บางครั้ง มีการใช้ดุลพินิจ หรือสร้างภาระการพิสูจน์สถานะบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

2.ปัญหาความล่าช้าของการตรวจพิสูจน์และการกำหนดสถานะบุคคล ทั้งจากขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่คล่องตัว จำนวนบุคลากรผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ รวมถึงการสับเปลี่ยนโยกย้ายบุคลากรผู้ปฏิบัติงานที่ทำให้ระบบการทำงานสะดุดและขาดการฝึกฝนความเชี่ยวชาญต่อเนื่อง ทั้งนี้ กสม. ภาคีเครือข่ายด้านสถานะบุคคล ได้มีมติขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยติดตามเป้าหมายการขจัดการไร้รัฐ ในปี 2567 ผ่านการประสานพลังภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล

เช่น การประสานความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการพิจารณาสถานะให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติ การเสริมสร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาสำหรับกลุ่มชายขอบ (อาทิ กลุ่มเด็กนักเรียนกลุ่ม G กลุ่มบุตรหลานติดตามแรงงาน กลุ่มภิกษุและสามเณรและกลุ่มผู้เฒ่าไร้รัฐไร้สัญชาติ) เพื่อให้เข้าถึงสิทธิทางสุขภาพ การเดินทาง และสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งมีแผนการสร้างเสริมศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทย

อาทิ การเร่งรัดกระบวนการกำหนดสถานะบุคคล การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิทธิในสถานะบุคคลและสัญชาติรวมถึงขั้นตอนการยื่นคำขอพิสูจน์สถานะบุคคลการนำเสนอการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการงานทะเบียนและงานสถานะบุคคลที่กรมการปกครองรับผิดชอบ และการนำเทคโนโลยีเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสถานะบุคคลมาปรับใช้ในการขับเคลื่อนงานด้านสถานะบุคคล

นายชนินทร์ กล่าวต่อไปว่า ภายหลังจากการออกมติดังกล่าว ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2565 กสม. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานขับเคลื่อนมติในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.การตรวจสอบกรณีร้องเรียนและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานะและสิทธิของกลุ่มประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติ 2.การจัดทำคลินิกงานสถานะบุคคลในลักษณะกิจกรรมเคลื่อนที่และเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ และสามจังหวัดชายแดนใต้

3.การศึกษาวิจัยปัญหาและประชากรกลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาเฉพาะ อาทิ กรณีคนไทยพลัดถิ่น และกรณีพระสงฆ์และสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติ 4.การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างหลากหลายของประชากร กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงสิทธิในสถานะบุคคล และ 5.การประชุมหารือเชิงนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและระหว่างประเทศ

“ในโอกาสที่ปี 2567 เป็นปีเป้าหมายขจัดปัญหาการไร้รัฐให้หมดไปภายใน 10 ปี ตามโครงการ Global Campaign to End Statelessness by 2024 หรือ #IBelong แคมเปญ กสม. จะได้ร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงในการขับเคลื่อนและติดตามความคืบหน้าการดำเนินการเรื่องดังกล่าวของประเทศไทย ซึ่งในการจัดงานสมัชชาสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 2 ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนกรกฎาคม 2566 จะมีการติดตามสถานการณ์ และนำเสนอตัวเลขของการแก้ไขปัญหาการไร้รัฐไร้สัญชาติในภาพรวมของประเทศไทย นำเสนอต่อสาธารณะชนต่อไป” รองเลขาธิการ กสม. กล่าว

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712165

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

‘ทรู ดิจิทัล อคาเดมี’จับมือ‘ม.ธรรมศาสตร์’ พัฒนาหลักสูตร‘TU x TDA Co-Certificate’

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร TU x TDA Co-Certificate ยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้คนไทยมีความรู้ความสามารถพร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ประเดิมเปิด คอร์สด้าน Business Data Analytics หลักสูตรระยะสั้นที่จะเสริมทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เรียนรู้หลักการแนวคิด และทฤษฎี ตลอดจนเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ สร้างบุคลากรที่สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล เพื่อสร้างประโยชน์และความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า บนโลกของเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศในปัจจุบัน เป็นที่ทราบดีถึงความสำคัญของศาสตร์ด้านข้อมูล (Data Science) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ หรือการนำไปใช้งาน ทั้งในเชิงธุรกิจการตลาด การศึกษา รวมไปถึงในทุกๆ วงการ ทำให้มีแนวโน้มความต้องการบุคลากรที่มีทักษะในด้านนี้มากยิ่งขึ้น อันนำมาซึ่งการขาดแคลนบุคลากรกลุ่มดังกล่าว มธ.ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำที่ผลิตบัณฑิตเพื่อตอบโจทย์สังคมและประเทศ

มีเป้าหมายที่จะพัฒนาขีดความสามารถให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทุกคนเพื่อสร้างโอกาสและลดช่องว่างของทักษะที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการ โดยร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี พัฒนาหลักสูตร “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกที่เปิดตัวในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้นที่มีความทันสมัย ผสมผสานการเรียนรู้จากบทเรียนที่น่าสนใจ และมุ่งเน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น

ทั้งยังจะได้รับใบรับรองที่เป็น Co-Certification ซึ่งเป็นเสมือนตราประทับที่จะช่วยรับรองความรู้ความสามารถของบุคลากรที่มีทักษะในด้านนี้ เชื่อว่าจุดแข็งด้านวิชาการของมธ. เมื่อรวมกับประสบการณ์ของ ทรู ดิจิทัล อคาเดมีจะช่วยเติมเต็มช่องว่างกันได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น ภายใน 1 ปี จะเปิดหลักสูตร mini MBAProgram หรือคอร์สเรียนรวม 200 ชั่วโมง ที่จะเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการพัฒนาหลักสูตร TU x TDA Co-Certificate เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ทรู ดิจิทัล ได้มีโอกาสนำความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปปรับใช้ในโลกธุรกิจ ผสานกับองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย

โดย ทรู ดิจิทัล อคาเดมี สถาบันการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล ได้นำประสบการณ์จากการจัดหลักสูตรเสริมทักษะที่ทันสมัยและหลากหลาย ร่วมออกแบบคอร์สระยะสั้นด้าน Business Data Analytics ที่มีจุดเด่นในการพัฒนาหลักสูตรแบบครบองค์ ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิด ทฤษฎี รวมถึงกรณีศึกษาต่างๆ ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้โดยตรงจากคณาจารย์และนักวิชาการที่ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตร

รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรชั้นนำ ซึ่งจะช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของหลักสูตรได้เป็นอย่างดี เชื่อมั่นว่า คอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะด้านการวิเคราะห์ และนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตและแข่งขันในกับนานาประเทศทั่วโลก

คอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” มีระยะเวลาเรียนรวม 49 ชั่วโมง เรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ระหว่างวันที่ 4-26 มี.ค. 2566 ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ตลอดจนเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ สอนโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาการและเฉพาะด้านที่มากด้วยประสบการณ์การทำงานจริงในองค์กรชั้นนำ

เรียนจบรับใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี โดยหลักสูตรครอบคลุมหัวข้อต่างๆ อาทิ Introduction to Data Science and its Application, Real Case Studies, Basic Statistics and Foundation of Business and Marketing, Data Acquisition and Cleaning with SQL, Data Analysis and Interpretation with Excel, Data Mining and Visualization in Tableau, Basic Text Analytics with Python, Project Consulting and Project Presentation

สำหรับคนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไป ที่สนใจ Big Data สมัครเรียนคอร์ส “TU x TDA Co-Certificate Program in Business Data Analytics” ผ่านช่องทางของศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ CONC ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 มี.ค. 2566 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://conc.tbs.tu.ac.th/index.php/program/detailenrollment/701

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712164

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

ทีมวิจัยแพทย์รามาฯ ม.มหิดล วิจัยปรับสมดุลจุลชีพในทารกเกิดก่อนกำหนด

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยสมมุติฐานที่มักพบว่า “ทารกเกิดก่อนกำหนด” มีโอกาสติดเชื้อ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังเกิดได้ง่ายกว่าทารกเกิดครบกำหนด ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหาร (gut dysbiosis) จึงนำไปสู่การวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการปรับสมดุลทางจุลชีพในทางเดินอาหารที่เป็นสิ่งท้าท้ายศักยภาพวงการสาธารณสุขของประเทศไทย โดย รศ.นพ.พรเทพ ตั่นเผ่าพงษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคทางเดินอาหาร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีฯ พยายามพิสูจน์สมมุติฐานดังกล่าวข้างต้นว่าอาจสัมพันธ์กับการเสียสมดุลของจุลชีพในทางเดินอาหาร

จึงนำไปสู่การวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการปรับสมดุลทางจุลชีพในทางเดินอาหารที่เป็นสิ่งท้าท้ายศักยภาพวงการสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากทารกเกิดก่อนกำหนดมีรูปแบบของสมดุลจุลชีพในทางเดินอาหารที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทีมวิจัยจึงได้ทดลองปรับสมดุลจุลชีพให้กลับมาใกล้เคียงปกติได้ด้วยโพรไบโอติกส์ (probiotics) หรือจุลชีพเพื่อสุขภาพบางชนิดมาทำหน้าที่ปรับสมดุลดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสที่จะทำให้สมดุลของจุลชีพกลับมาใกล้เคียงปกติ

ซึ่งจุลชีพในโพรไบโอติกส์ที่นำมาใช้ในการทดลองปรับสมดุลร่างกายของทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มโพรไบโอติกส์จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ Bifidobacterium bifidum ร่วมกับ Lactobacillus acidophilus ปัจจุบันโครงการวิจัยดังกล่าวอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล และลงทะเบียนผู้ป่วย ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 9 เดือนข้างหน้า ก่อนเตรียมส่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ เพื่อขยายผลการศึกษาวิจัยให้เป็นที่ประจักษ์ในปีต่อไป

มหาวิทยาลัยมหิดล

เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712162

เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

เทศบาลลาดสวาย-ม.ธรรมศาสตร์’ใช้งบ กปท. ตรวจคัดกรองสุขภาพ‘ผู้สูงอายุ-คนวัยทำงาน’

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เทศบาลเมืองลาดสวาย จ.ปทุมธานี โดยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ดำเนินโครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุประจำปี 2566 พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงการตรวจคัดกรองสุขภาพกลุ่มเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ โดยตรวจหาสารปรอท ตะกั่ว สารหนู ในกลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เทศบาลเมืองลาดสวาย รวมทั้งหมด 752 คน เมื่อช่วงกลางเดือนม.ค. 2566 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานเทศบาลเมืองลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

นางจีรนันท์ ปิติฤกษ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองลาดสวาย เปิดเผยว่า โครงการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุประจำปีพบว่าประชากรผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองลาดสวาย มีจำนวน 9,907 คนคิดเป็น 14% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งวัยสูงอายุ เป็นวัยที่อวัยวะต่างๆ มีความเสื่อมถอย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่มาทราบถึงความเจ็บป่วยเมื่อมีอาการในระยะที่รุนแรง

ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้สูงวัย เพื่อประคับประคองสุขภาพให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและยังเฝ้าระวังไม่ให้โรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันในพื้นที่ยังมีผู้ประกอบอาชีพที่หลากหลาย และพบว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานร่วมกันกับสารเคมี ทั้งการทำความสะอาดที่ต้องฉีดพ่นฆ่าเชื้อ การสัมผัสสิ่งปนเปื้อน-สารเคมี หรือแม้แต่โลหะหนัก เช่น สารตะกั่ว ปรอท ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีอาการเจ็บป่วยตามมา

“เทศบาลได้ร่วมกับทีมแพทย์จากคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) และทีมพยาบาลวิชาชีพ จากเทศบาลเมืองลาดสวายตรวจสุขภาพผู้สูงอายุและตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง พร้อมกับให้ความรู้ คำแนะนำและให้บริการปรึกษาสุขภาพ ซึ่งหากเป็นกรณีที่พบความผิดปกติ จะมีการแนะนำการปฏิบัติตัว และการไปรักษาต่อตามสิทธิการรักษา โดยจะส่งต่อข้อมูลผลตรวจสุขภาพไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่”นางจีรนันท์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์ คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการกระจายบุคลากรและจำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณความต้องการทางสุขภาพ ทำให้เป็นเรื่องยากหากจะพึ่งพาสถานพยาบาลเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นการดูแลรักษาที่บ้านหรือในชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ดีและเป็นทางออกของประเทศ ซึ่งหลักการสร้างนำซ่อม หรือการดูแลไม่ให้เจ็บป่วยจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน นำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ

“สหวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจะมีส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระดับชุมชนทุกช่วงวัยให้มีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย ซึ่ง มธ. สนับสนุนให้บุคลากรและนักศึกษาได้มีส่วนลงไปปฏิบัติงานในสายวิชาชีพของตนเพื่อร่วมดูแลคนในชุมชน ในแต่ละหลักสูตรของคณะฯ ของเรามีข้อกำหนดให้นักศึกษามีการฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ มีการส่งนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ทุกระดับทั้งขนาดขนาดใหญ่ และเล็กระดับชุมชน” รศ.ดร.ไพลวรรณ กล่าว

สำหรับโครงการของเทศบาลเมืองลาดสวาย ดำเนินการโดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ซึ่งเป็นงบประมาณจากการสมทบร่วม 2 ฝ่าย คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำหรับส่งเสริม ป้องกันโรค และดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพในทุกพื้นที่ ซึ่ง นพ.สาธิต ทิมขำผู้อำนวยการ สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดปริมณฑลที่มีลักษณะพิเศษเป็นส่วนต่อขยายของเมืองหลวง และมีประชากรหนาแน่น

โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิมีหน่วยบริการที่หลากหลาย ทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างไรก็ตามอปท. ที่ปัจจุบันได้มีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิให้กับประชาชนหลังจากที่หลายจังหวัดมีการถ่ายโอน รพ.สต. จาก กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มายัง อปท. เนื่องจากท้องถิ่นจะมีความใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่จ.ปทุมธานี อปท. อย่างเทศบาลเมืองลาดสวาย มีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างออกไป และมุ่งหาความร่วมมือจากเครือข่ายต่างๆโดยรอบพื้นที่

เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมไปถึงโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย หน่วยบริการของภาคเอกชน ในการร่วมจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวอย่างกับท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีบริบทของพื้นที่คล้ายกันได้ อนึ่ง ในเขตปริมณฑลประชาชนมักจะเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิอย่างที่ควรเป็นเหมือนกับต่างจังหวัด ซึ่งการที่ท้องถิ่นแสวงหาความร่วมมือในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ ตามชุดสิทธิประโยชน์จากสปสช. ก็จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงบริการสำหรับเขตเมืองที่เพิ่มมากขึ้น

“สปสช.เข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสุขภาพให้กับประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค การดูแลผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง รวมไปถึงการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ท้องถิ่นได้สามารถดำเนินการในฐานะผู้จัดบริการสุขภาพได้อย่างดี และให้ระบบบริการสุขภาพมีความยั่งยืน”ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 4 สระบุรี กล่าว

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712221

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

ศธ.ลงนามปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ใช้การสอนแบบจัดกิจกรรมรับแผนปฏิรูป

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.48 น.

15 ก.พ. 2566 ศาสตราจารย์กิตติคุณ   ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการกับทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  เพื่อปรับเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบสนองแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยมี ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เป็นผู้ร่วมลงนามทางด้านสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบสนองแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนจากการสอนแบบ Passive Learning มาเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

แบบ Active Learning โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่ออกแบบตามแนว Backward Design ตามที่หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Competency-based Curriculum) กำหนด

“สมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ถักทอสร้างความรู้ สร้างผลผลิตในระดับนวัตกรรมด้วยตนเองทั้งในระดับกลุ่ม และระดับแต่ละบุคคล เป็นการปรับปรุงเพิ่มความเข้มข้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่โรงเรียนส่วนใหญ่สอนแบบ Active Learning ใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง มาต่อยอดให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ และผลผลิตในระดับที่ลุ่มลึกให้เกิดผลเป็นนวัตกรรม เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นนวัตกรได้ในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และเป็นของขวัญให้กับนักเรียนและผู้ปกครองทุกคน ว่านักเรียนทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม และเกิดความรู้อย่างแท้จริง”

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า นับเป็นการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน โดยมีข้อตกลงในหลักการร่วมกันเพื่อพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทางวิชาการและวิชาชีพ การร่วมพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งสอดคล้องกับการวัดและประเมินผลเพื่อการพัฒนาผู้เรียนที่เป็นไปตามสภาพจริง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัยและการบริหารวิชาการ ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมของบุคลากรร่วมกันทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นจะกำหนดให้มีกิจกรรมจัดสรรทรัพยากรและดำเนินการตามกรอบแนวทางปฏิบัติร่วมกันด้วยการบันทึกความร่วมมือนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712216

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.39 น.

กรมคุ้มครองสิทธิฯ-ม.นอร์ทกรุงเทพ อบรมหลักสูตรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขัดแย้งทางสังคม

19 กุมภาพันธ์ 2566 นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดปัญหาความขัดแย้งทางสังคม กล่าวว่า การจัดฝึกอบรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกันจัดการฝึกอบรม หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 รุ่นที่ 1 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยมีประชาชนให้ความสนใจ สมัครเข้าฝึกอบรมเต็มจำนวนการรับต่อรุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้ไกล่เกลี่ยในการยุติข้อพิพาท ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งสามารถช่วยลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐได้เป็นจำนวนมาก และนำมาซึ่งการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมต่อไป

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวได้มีการเชิญวิทยากรผู้บรรยายซึ่งมีชื่อเสียงระดับชาติ เฉพาะด้านมาให้ความรู้กับผูึกกอบรมและได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.ดร.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานปิดการฝึกอบรมและให้ความรู้ ด้วย โดยในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 50 ราย ได้รับวุฒิบัตรจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดี มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ

มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าว เป็นรุ่นที่ 2 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ท่านที่สนใจสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ โทรศัพท์หมายเลข 080-7352096 หรือสมัครโดยตรงได้ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต : เลขที่ 59 ม.2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12130 โทร. 02-5331000 ต่อ 401

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712124

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 09.00 น.

รัฐบาลออกประกาศ‘เด็กท้องต้องได้เรียน’ แม่วัยรุ่นต้องได้โอกาสทางการศึกษา

19 กุมภาพันธ์ 2566 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ราชกิจจานุเบกษา (18 กุมภาพันธ์ 2566) ได้เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 โดยมีความว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 7 แห่งกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษา และการดำเนินการของสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

ข้อ 7 สถานศึกษาตามข้อ 2 ที่มีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ในสถานศึกษา ต้องไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษานั้นออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษา ตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น

ทั้งนี้ ในท้ายกฎกระทรวง ได้ระบุเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงเอาไว้ด้วยว่า…

ปัจจุบันพบว่ามีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ถูกสถานศึกษาให้ย้ายสถานศึกษาโดยมิได้สมัครใจสมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การดำเนินการของสถานศึกษาเพื่อเป็นการคุ้มครองวัยรุ่นชึ่งตั้งครรภ์ขณะที่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาให้มีสิทธิได้รับการศึกษาในสถานศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่องตามความประสงค์ของนักเรียนหรือนักศึกษานั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตชาติ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงให้สถานศึกษาทุกระดับที่มีเด็กตั้งครรภ์ ต้องไม่ให้เด็กออกจากสถานศึกษา โดยต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสมและต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า การให้เด็กตั้งครรภ์เรียนร่วมกับเด็กทั่วไป เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ แต่ผลการศึกษาในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่า เด็กคนอื่นๆ จะเกิดความตื่นตัวมากขึ้นในการดูแลป้องกันตนเองไม่ให้ตั้งครรภ์ ขณะเดียวกันจะเกิดความรู้สึกเห็นใจเพื่อนที่กำลังท้อง และให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีในขณะที่เรียนร่วมกัน

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูผู้สอนเป็นเรื่องสำคัญมาก ครูต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ต้องไม่ปฏิบัติใดๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองเด็กให้ได้เรียนต่อเนื่องโดยไร้ความกังวล

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712061

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 17.15 น.

ผู้ใหญ่ใจดีมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษาให้โรงเรียนบ้านปากน้ำ สพป.อุบลราชธานีเขต 1

วันที่ 18 ก.พ.65 ที่โรงเรียนบ้านปากน้ำ สพป.อุบลราชธานีเขต 1 นางเยาวณี แสงหิรัญ ประธานชมรมบานเย็น ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร นายสมศักดิ์ สมหวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง และคณะ จัดโครงการสำนึกรักบ้านเกิด “พี่ปันน้อง” ด้วยการมอบสนามเด็กเล่น อุปกรณ์การกีฬาและทุนการศึกษาให้กับนักเรียน พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านที่มาร่วมงานอีกด้วย

ขณะเดียวกัน พ.ท.สมชาติ มุขธรรม รองหัวหน้ากองยุทธการ มณฑลทหารบากที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ประธานชมรม Bravo – 26 พร้อมนาวาอากาศโทเก่ง โพนสุวรรณ หัวหน้าแผนกการข่าว กองบังคับการกองบิน 21 รองประธานชมรมฯและคณะ ยังได้มอบทุนการศึกษาและเงินพัฒนาโรงเรียนอีก 43,000 บาท

นอกจากนั้น นายสุรศักดิ์ โทสวัสดิ์ ตัวแทนนายชนะ รุ่งแสง คณะกรรมการน้ำแห่งชาติและคณะทำงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้มอบทุนเพื่อพัฒนาการเรียนให้กับทางโรงเรียนอีกจำนวน 10,000 บาท

ในงานยังมี “น้องเปียโน” น.ส.มุทิตา โทสวัสดิ์ นักร้องตัวแทนวงดนตรีลูกทุ่งจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กทม.ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รายการลูกทุ่งเมืองน้ำดำ ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร้องเพลงโชว์ให้ฟังอีกด้วย เป็นการสร้างความสุข สร้างความประทับใจ ให้กับแขกที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนายประเสริฐ วงศ์เสนา ผอ.โรงเรียนบ้านปากน้ำ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดทั้งชาวบ้านและคณะกรรมการสถานศึกษา มาร่วมต้อนรับกันเป็นจำนวนมาก – 003

‘ตรีนุช’ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712023

'ตรีนุช'ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

‘ตรีนุช’ลุยหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์

วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.35 น.

“ตรีนุช” เดินหน้าแก้หนี้ครู 5 ภูมิภาค Kick-off มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหนี้-ลูกหนี้ร่วมไกล่เกลี่ยแน่นงาน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องประชุมนิลปัทม์ โรงเรียนกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน
มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่มได้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายใต้เงื่อนไขพิเศษของสถาบันการเงิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหาร ศธ. ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และสถาบันการเงินต่าง ๆเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจังเต็มที่ เพราะการเป็นหนี้ ทำให้ครูและครอบครัวมีความเดือดร้อนต่อการดำเนินชีวิต ส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการเรียนการสอนที่อาจทำได้ไม่เต็มที่ สำหรับภายในงานวันนี้มีกิจกรรมให้คำปรึกษาปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ ส่งเสริมการออมและการลงทุน และให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน จากหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงยุติธรรม, กรมส่งเสริมสหกรณ์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย, สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารกรุงไทย, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, สกสค, สคบศ. และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาฬสินธุ์และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมงาน

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมในระดับภูมิภาคจะช่วยเปิดโอกาสให้ครูทุกพื้นที่ได้เข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายใต้เงื่อนไขพิเศษของสถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมากยิ่งขึ้น “ในปีงบประมาณ 2566 กระทรวงศึกษาธิการ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในการกำหนดรูปแบบแนวทางในการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯเป็นฐาน เปิดช่องทาง หรือกิจกรรมการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้ร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ลงถึงพื้นที่ ทั้งการไก่ล่เกลี้ย เจรจา ปรึกษา ปรับโครงสร้างหนี้ หาข้อยุติ การบังคับคดีและแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกัน ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษภายในงาน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มและทิศทางที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ และผู้ที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมีจำนวนกว่า 85,000 รายทั่วประเทศ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือ ไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สินให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีเงินเดือนเพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ใด้ ซึ่งไม่เพียงเป็นการลดภาระหนี้สินครู แต่ยังส่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

“รัฐบาลและกระทรวงศึกษาฯตั้งใจที่จะช่วยลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เดือดร้อนเพื่อให้มีกำลังใจในการทำงานด้านการศึกษาต่อไป จึงได้จัดมหกรรมแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ขึ้นใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ศธ.ตั้งเป้าว่าจะสามารถแก้หนี้สินครูที่เป็นหนี้วิกฤติได้จำนวน 16,500 คน ยอดหนี้ 28,000 ล้านบาท จากยอดหนี้ที่ครูมีทั้งหมดกว่า 31,000 ล้านบาท จึงเปิดโอกาศให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนไกล่เกลี่ยเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ การลดดอกเบี้ย หรือการยืดหนี้หรือผ่อนผันกรณีมีคดีความต่างๆโดยมีกระทรวงยุติธรรมเข้ามาร่วมโครงการด้วย และในวันนี้จากที่ได้สอบถามคุณครูที่มาเข้าร่วมโครงการฯ ครูก็ดีใจที่ศธ.จัดมหกรรมนี้ขึ้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ขณะที่ นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงภาพรวมของ “โครงการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better ife” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า ในครั้งนี้ว่า เป็นครั้งแรกของการนำร่องในที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินฯ รวมจังหวัดใกล้เคียง โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ กว่า 5,000 คน หนี้รวมกว่า 8,000 ล้านบาท การแก้ไขปัญหาหนี้ของ ศธ.ครั้งนี้ จะทำให้ครูทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคม ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับ โครงการ มหกรรมการเงินเพื่อครูไทย “Unlock a better life” สร้างโอกาสใหม่ เพื่อชีวิตครูไทยที่ดีกว่า จัดขึ้นทั้งหมด 4 ภูมิภาค 5 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก, ภาคเหนือ, ภาคใต้ โดยครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2566 ณ หอประชุมโรงเรียนกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ครั้งที่ 2 วันที่ 4-5 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ครั้งที่ 3 วันที่ 11-12 มีนาคม 2566 ณ จังหวัดสระแก้ว ครั้งที่ 4 วันที่ 18-19 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 5 วันที่ 25-26 มีนาคม 2566 ณ หอประชุมสุราษฎธานีวชิราลงกรณ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับข้าราชการครู ฯและผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์ได้ ทาง unlock.moe.go.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย