สมศ.กางผลประเมิน‘จุดเด่น-ข้อเสนอแนะ’คุณภาพการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699998

สมศ.กางผลประเมิน‘จุดเด่น-ข้อเสนอแนะ’คุณภาพการศึกษา

สมศ.กางผลประเมิน‘จุดเด่น-ข้อเสนอแนะ’คุณภาพการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.28 น.

สมศ.กางผลประเมิน‘จุดเด่น-ข้อเสนอแนะ’คุณภาพการศึกษา

22 ธันวาคม 2565 สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ “สมศ.” สรุปผล การดำเนินงานประเมินคุณภาพภายนอกประจำปี 2565 พบว่า มีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินฯ กว่า 19,558 แห่ง เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งหลังจากประเมินฯ พบจุดที่ควรเร่งส่งเสริมและพัฒนาของสถานศึกษา ทั้ง 3 ประเภท ดังนี้ 1) การสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เรียนและเล่นอย่างมีความสุข 2) การสร้างนวัตกรรมของสถานศึกษา และการประเมินพัฒนาการก่อนและหลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ 3) การส่งเสริมให้ผู้สอนพัฒนางานวิจัยและขยายผลไปสู่ชุมชน

ด้านรูปแบบการประเมินฯ ปี 2566 สมศ. ยังคงใช้รูปแบบการประเมิน 2 ระยะ คือ การประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) และ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐาน พร้อมทั้งยังคงเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดจำนวน 27 หน่วยงาน ในการพัฒนาและใช้งานระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองของสถานศึกษา (e-SAR) เพื่อเป็นการลดภาระให้กับสถานศึกษา

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์  รักษาการประธานกรรมการ สมศ. กล่าวว่า การประเมินคุณภาพภายนอก ภายใต้สถานการณ์โควิด19 มีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินฯ ในปีงบประมาณ 2565 จำนวน 19,558 แห่ง ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จากเดิม จำนวน 18,000 แห่ง โดยแบ่งออกเป็น ศูนย์พัฒนาเด็ก 7,009 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน 11,341 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ 317 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีวัตถุประสงค์พิเศษโรงเรียนนานาชาติ 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 415 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 384 แห่ง และ ระดับอุดมศึกษา 42 แห่ง ซึ่งจำนวนของสถานศึกษาทั่วประเทศที่ได้รับการประเมินในปีงบประมาณ 2564 – 2565 รวมทั้งสิ้น 40,835 แห่ง จากจำนวนสถานศึกษาทั้งหมด 60,335 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 67.68 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถานศึกษาต่อ สมศ. ถึงการดำเนินงาน และการประเมินรูปแบบใหม่ที่ไม่สร้างภาระให้กับสถานศึกษา รวมถึงสถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากผู้ประเมินภายนอกนำไปปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพได้จริง

หลังจากที่ได้ประเมินฯ พบว่า แต่ละประเภทสถานศึกษามีจุดเด่นแตกต่างกัน ด้านจุดเด่นได้ส่งเสริมให้สถานศึกษาดำเนินการต่อยอดเพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation) และแบบอย่างที่ดี (Best Practice) ส่วนข้อเสนอแนะที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อการพัฒนา สมศ.ได้ให้ข้อเสนอแนะ โดยแบ่งตามประเภทของสถานศึกษา ดังนี้

+ การศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) จุดเด่น คือการมีส่วนร่วมของ ชุมชน ผู้ปกครอง  การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ มีการจัดบรรยากาศการเรียนที่ดี ครูและผู้ดูแลเด็กมีความรู้ในการจัดประสบการณ์ เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษาและท้องถิ่น โดยข้อเสนอแนะที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อการพัฒนา คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เรียนและเล่นอย่างมีความสุข พัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ รวมถึงสื่อในรูปแบบ Online เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานให้ชัดเจนตามกระบวนการคุณภาพ PDCA

+ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จุดเด่น คือผู้เรียนได้รับการส่งเสริมและพัฒนาที่เหมาะสมตามวัย มีความสุขกับการเรียนรู้ และมีการส่งเสริมทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดี มีการบริหารงานมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม เน้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยข้อเสนอแนะที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อการพัฒนา คือสถานศึกษาควรส่งเสริมให้มีการสร้างนวัตกรรม และสื่อ Online เพิ่มมากขึ้น และควรมีการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนก่อนและหลังการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

+ ด้านการอาชีวศึกษา จุดเด่น คือผู้เรียนมีทักษะด้านวิชาการ วิชาชีพและการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ หลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และตลาดแรงงาน โดยข้อเสนอแนะที่ควรได้รับการส่งเสริมเพื่อการพัฒนา คือการพัฒนาการสอนในระบบทวิภาคีให้มีความต่อเนื่อง ส่งเสริมให้ครูพัฒนางานวิจัยและขยายผลไปสู่ชุมชนให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

“สำหรับสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมินแล้ว พบว่าหลายสถานศึกษามีการนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ ส่งผลให้เกิดการพัฒนา ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์และตรงกับวัตถุประสงค์หลักของ สมศ. อีกทั้งอยากสร้างความเข้าใจให้กับสถานศึกษาว่า การประเมินฯ นั้นไม่ได้เป็นการสร้างภาระ แต่เป็นการ “ประเมินเพื่อพัฒนา” ให้สถานศึกษาทราบจุดเด่นเพื่อต่อยอด ทราบจุดบกพร่องเพื่อพัฒนา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมศ.ได้ปรับแนวทางการประเมิน และพัฒนาผู้ประเมินอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนของการประเมินตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ เพื่อให้การดำเนินงานรวดเร็ว และก้าวทันสถานการณ์โลก ที่สำคัญอยากให้ตระหนักว่าการประเมินฯ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ” ศ.ดร.สมคิด กล่าว

ด้าน ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สมศ. ยังคงมุ่งเน้นเดินหน้าในการสร้างคุณภาพการศึกษา ให้มีคุณภาพเทียบเท่าในระดับนานาชาติ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุนในการการประเมินอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่ประชุมเครือข่ายการประกันคุณภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APQN) ที่ทุกประเทศสมาชิกมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอก ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและออนไลน์มาใช้ รวมถึงรูปแบบการตรวจเยี่ยมเสมือนจริง (Virtual Assessment) โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สมศ. ตั้งเป้าหมายสถานศึกษาเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจำนวน 13,212 แห่ง ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่เหลืออยู่ทั้งหมดและยังไม่ได้รับการประเมินในช่วงปี 2563 – 2565 ที่ผ่านมา

โดยแบ่งการประเมินฯ ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 เป็นการประเมินและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ซึ่งเป็นการประเมินตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 49 และการประเมินระยะที่ 2 เป็นการประเมินตามความสมัครใจของสถานศึกษาในรูปแบบการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการประเมินทั้ง 2 ระยะ เป็นการประเมินที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับสถานศึกษา

สมศ. ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้สนับสนุนการประเมิน เพื่อลดขั้นตอนการทำงาน และมีการพัฒนาระบบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดย สมศ.ได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดจำนวน 27 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ / กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย / กรุงเทพมหานคร ฯลฯ ในการพัฒนาเชื่อมต่อและใช้งานระบบบริหารจัดการรายงานประเมินตนเองของสถานศึกษา (e-SAR) ร่วมกันโดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน คือ สถานศึกษาจะจัดส่งรายงานประเมินตนเอง (SAR) ให้กับหน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นหน่วยงานต้นสังกัดจะรวบรวมไฟล์ SAR ของสถานศึกษาจัดส่งเข้าสู่ระบบ e-SAR เพื่อจัดเก็บรายงานผลการดำเนินงาน ส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัดสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ และประหยัดเวลาตั้งแต่เริ่มการประเมินไปจนสิ้นสุดการประเมิน ตลอดจนพัฒนาระบบการออกใบรับรอง (e-Certificate) ให้กับสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินและรับรองรายงานผลการประเมินเรียบร้อยแล้ว

“ทั้งนี้การประเมินคุณภาพของ สมศ.ในช่วงนี้จะเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา ให้สถานศึกษาได้ทราบระดับคุณภาพสถานศึกษาของตนเองในปัจจุบัน โดยเทียบกับการประเมินในรอบที่ผ่านมา เพื่อที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาที่อยู่ในกระบวนการประเมินนั้น สมศ. ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องกังวลว่าการประเมินคุณภาพภายนอกจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้ เพราะการประเมินจะดำเนินการตามบริบทของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด และในส่วนของสถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกไปแล้วนั้น ขอให้นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก สมศ. ในด้านต่าง ๆ ไปปรับใช้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและต่อยอดพัฒนาไปสู่ระดับสากล ต่อไป” ดร.นันทา กล่าว

‘ทูตอินโด’ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699928

'ทูตอินโด'ถวายพระพร 'สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา'ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

‘ทูตอินโด’ถวายพระพร ‘สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา’ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.39 น.

“ทูตอินโด” ถวายพระพร “สมเด็จเจ้าฟ้าฯพัชรกิติยาภา”ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร

22 ธันวาคม 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง นายพิสูตร ยังเขียวสด ผู้บริหารนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์ ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นายระหมัด บูคีมัน เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย, นายพิสูตร ยังเขียวสด ผู้บริหารนาฏยศาลา หุ่นละครเล็ก  โจหลุยส์ ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน  -009

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699847

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

คนไทยเชื้อสายจีนในเบตงทำพิธีไหว้ขนมบัวลอยขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.12 น.

ชาวไทยเชื้อสายจีนเบตง สืบทอดประเพณีไหวขนมบัวลอยหรือ “เทศกาลตังโจ่ย” เพื่อขอบคุณฟ้าดินที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งปี และขอให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

วันที่ 22 ธ.ค.65 ซึ่งเป็นเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาล ตังโจ่ย คือ วันเปลี่ยนเทศกาลเป็นฤดูหนาว มีลักษณะเป็นวันที่พระอาทิตย์จะส่องแสงสั้นที่สุด หรือวันที่เป็นจุดสูงสุดในฤดูหนาว โดยเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย ถือเป็นเทศกาลสุดท้ายของชาวไทยเชื้อสายจีนในรอบหนึ่งปีปฏิทิน ซึ่งในเทศกาลนี้จะมีการทำขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ มาไหว้ฟ้าดิน ปึงเถ่ากง ตี่จู๋เอี๊ย (เจ้าที่) เพื่อขอบคุณที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว สามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดปีที่ผ่านมา และเพื่อขอพรให้พระองค์ภาทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน และช่วยคุ้มครองคนในครอบครัวด้วย

อำเภอเบตง เป็นเมืองที่มีความเป็น “สังคมพหุลักษณ์” เป็นเมืองที่ประชากรที่มีความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม อาศัยอยู่ในภายการปกครอง และเศรษฐกิจเดียวกัน โดยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ โดยที่ไม่มีความขัดแย้งในพื้นที่ ต่างจากเมืองอื่นๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยสภาพสังคมส่วนใหญ่ของเมืองเบตง ประกอบด้วย 3 กลุ่มใหญ่คือ คนไทยพุทธ ไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งคนไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีนจะมีสัดส่วนค่อนข้างมากกว่าคนไทยพุทธ และเป็นคนกลุ่มใหญ่ในอำเภอเบตง

แม้อำเภอเบตง จะมีความเป็นสังคมพหุลักษณ์ ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีหลายแซ่ ในเมืองเบตงยังคงมีวิถีชีวิต ประเพณีของผู้คนที่แสดงถึงความเป็นจีนไว้เกือบทุกอย่าง รวมถึงภาษาที่ผู้คนใช้สื่อสารกันส่วนใหญ่ยังคงเป็นภาษาจีน โดยคนจีนในเบตงส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากหลายมณฑลในประเทศจีนกว่า 100 ปีที่ผ่านมา และกลุ่มคนจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายาจากประเทศมาเลเซีย ที่หนีเข้ามาอาศัยในอำเภอเบตง

ปัจจุบันคนไทยเชื้อสายจีนในอำเภอเบตงมีการรวมตัวกันก่อตั้งเป็นมูลนิธิ หรือสมาคมแล้วถึง 5 องค์กร ประกอบด้วย บำเพ็ญบุญ มูลนิธิ (กวางไส) สมาคมกว๋องสิ่ว เบตง สมาคมบำรุงราษฎร์ (แต้จิ๋ว) เบตง สมาคมฮากกา และสมาคมฮกเกี้ยน และทั้ง 5 สมาคมจีนนี้ได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ชื่อของมูลนิธิอำเภอเบตง ซึ่งในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีคนไทยเชื้อสายจีน เช่น กวางไส ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และจีนแคะ

โดยเทศกาลไหว้ขนมบัวลอย หรือเทศกาลตังโจ่ย หนึ่งในเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน เพื่อขอบคุณฟ้าดินที่ได้ช่วยให้การดำรงชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวสามารถดำรงมาได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งปี ขนมบัวลอย หรือขนมอี๋ ก็คือ บัวลอยในน้ำเชื่อมนั่นเอง คนจีนฮกเกี้ยนเรียกวันนี้ว่า “ไหว้ตั่งเจะ” หรือภาษาจีนกลางเรียกว่า “ต๊งจรื้อ” ซึ่งเป็นวันในฤดูหนาวที่กลางวันจะมีเวลาน้อยที่สุดในรอบปี ซึ่งเป็นประเพณีของมนุษยชาติแทบจะทุกเผ่าพันธุ์จะเกี่ยวเนื่องกับฤดูกาล เพราะฤดูกาลเป็นตัวกำหนดวิถีแห่งการเพาะปลูก การไหว้บรรพบุรุษของคนจีนจะเกี่ยวเนื่องกับฤดูกาลทั้งสิ้น ซึ่งในเช้าวันนี้เริ่มต้นกับการไหว้ขนมอี๋และตามด้วยการไหว้อาหารคาวหวานในตอนสาย ปิดท้ายด้วยการกินอาหารมื้อเที่ยง ซึ่งก็คืออาหารจากการไหว้นั่นเอง – 003 

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699669

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วธ.ร่วมกับ 5 องค์การศาสนา ถวายพระพรแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำ 5 องค์การคริสต์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาเข้าร่วม ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฎ์ กระทรวงวัฒนธรรมวันที่ 19 ธันวาคม 2565

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวร ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2565 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รับทราบแถลงการณ์ต่างห่วงใยและปรารถนาร่วมถวายพระพรให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับ 5 องค์การทางศาสนา จึงได้จัดพิธีทางศาสนาถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้หายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์โดยเร็ว ประกอบด้วยองค์การทางศาสนาพุทธ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนา องค์การทางศาสนาอิสลาม จัดพิธีดุอาอ์ขอพร องค์การทางศาสนาคริสต์ จัดพิธีบูชาขอบพระคุณ พิธีนมัสการพระเจ้า สวดภาวนาและอธิษฐานถวายพระพร องค์การทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพร และองค์การทางศาสนาซิกข์ จัดพิธีสวดอัรดาสขอพรจากพระศาสดาและถวายพระพร ณ ศาสนสถานตามหลักศาสนบัญญัติของศาสนานั้นๆ ในสังกัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

นายอิทธิพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานสังกัด ทั้งในส่วนกลาง และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในส่วนภูมิภาคได้จัดโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระรูปของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ สถานที่ตั้งให้มีความงดงามและเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร และจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดี และถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน

จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนทุกศาสนา และทุกภาคส่วนทั่วประเทศได้ร้อยรวมใจ ร้อยรวมพลังร่วมกันประกอบพิธีณ ศาสนสถานตามหลักบัญญัติของศาสนานั้นๆทั่วประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699659

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

ผู้บริหาร ม.ศรีปทุม บรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.สุบิน ยุระรัช ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยและ ผศ.ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษที่สำนักศาลยุติธรรม ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนานักวิจัยของศาลยุติธรรม : นักวิจัยต้นแบบสู่การพัฒนางานวิจัยศาลยุติธรรม” เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุคลากร ได้มีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนากฎหมายพร้อมเพิ่มศักยภาพระบบการอำนวยความยุติธรรม และระบบงานที่เกี่ยวข้องจัดโดยสถาบันวิจัยและพัฒนารพีพัฒนศักดิ์

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699663

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง  บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

หัวเว่ย จับมือ สกมช. ร่วมสร้าง บุคลากรไอซีทีหญิง ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT) และบริษัท สยามถนัดแฮกจัดการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับสตรี (Women : Thailand Cyber Top Talent 2022) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า200,000 บาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และผลักดันกลุ่มบุคลากรไอซีทีเพศหญิงในประเทศไทย ตอบโจทย์ความต้องการทรัพยากรบุคคลสำหรับงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวถึงโครงการการแข่งขัน Women : Thailand Cyber Top Talent 2022 ในครั้งนี้ว่า การแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สำหรับผู้หญิง มีทีมเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 132 ทีม แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ นักเรียน จำนวน 83 ทีม และประชาชนทั่วไป จำนวน 49 ทีม มีทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 30 ทีม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนและบุคคลทั่วไปที่เป็นผู้หญิงหรือมีเพศสภาพเป็นหญิง ได้เรียนรู้ เพิ่มทักษะ และพัฒนาประสบการณ์ เพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่ประเทศไทย เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรไซเบอร์ในระดับองค์กร ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนมีสิทธิและแสดงออกถึงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่

สกมช.มีแผนจะผลักดันการสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องด้วยไทยขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถทางดิจิทัลอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงหรือมีเพศสภาพหญิง เพราะจากสถิติของโลกจะมีผู้หญิงเข้ามาทำงานสายไซเบอร์ซีเคียวริตี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ขณะที่ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 3% เท่านั้น ดังนั้น โครงการแข่งขันในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งเสริมเรื่องความทัดเทียมทางเพศ ให้เข้ามาทำงานในด้านนี้

นางสาวแอ็กเนส เซี่ย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนในการมอบรางวัลให้ผู้ชนะในโครงการการแข่งขัน หัวเว่ยจะยังคงสนับสนุนการจัดกิจกรรมในการพัฒนาบทบาทสตรี การสร้างภาวะผู้นำ การพัฒนาองค์ความรู้ต่อไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านสังคมให้แก่สตรีและองค์กรสตรี ตามพันธกิจของหัวเว่ยในด้านการ “เติบโตในประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคอัจฉริยะที่ทุกคนมีบทบาทและเชื่อมถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้ ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699662

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้  ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

ผู้เชี่ยวชาญแนะสอนประวัตศาสตร์ยุคนี้ ต้องกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ และหาคำตอบเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายขานรับจากทางภาครัฐให้แยกออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจากกลุ่มสาระสังคมฯ และล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้เห็นชอบร่างประกาศฯในเรื่องนี้ไปเรียบร้อยแล้ว และ ศธ. กำลังจะลงนามประกาศใช้ โดยมีกำหนดจะเริ่มต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป แม้ว่าจะมีฝ่ายที่สนับสนุน แต่ก็ยังมีฝ่ายที่ยังคงมีคำถามในใจ อักษร เอ็ดดูเคชั่น จึงได้จัดเสวนา “สอนวิชาประวัติศาสตร์อย่างไร ในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” ขึ้น โดยมี นายตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกมาร่วมเสวนา

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ทำให้เด็กไม่สนุก คือไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลก การเรียนรู้ก็จะสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อาจมีการผสมปนเปกันระหว่างความจริงและเรื่องเล่า เด็กบางส่วนรู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าหลัง แต่หนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะว่า ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และยังเป็นหนึ่งในสมรรถนะของเด็กยุคใหม่อีกด้วย

นายตะวัน เทวอักษร กล่าวว่า การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้ จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้ แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองมากกว่า ครูต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาจะไปหาคำตอบด้วยตนเอง เมื่อเด็กมีแรงบันดาลใจที่จะค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เขาจะสร้างทักษะในการดำรงชีวิตจากกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการหาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง แล้วสรุปผล

“แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดอย่างชำนาญ จนก่อให้เกิดทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อักษร ได้ออกแบบวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกระบวนการคิดของผู้เรียนในรูปแบบที่เรียกว่า 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ (Engage) สำรวจค้นหา (Explore) อธิบายความรู้ (Explain) ขยายความเข้าใจ (Expand) และ ตรวจสอบผล (Evaluate) เป็นรูปแบบที่เน้นกระบวนการพัฒนาศักยภาพการคิด และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง”

“สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วผู้เรียนจะต้องสามารถนำหลักคิดไปบูรณาการข้ามศาสตร์
ให้ได้ สิ่งสำคัญคือครูต้องทำให้เด็กคิดเป็น วิพากษ์เป็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เป็น มันเป็นพื้นฐานของทุกวิชา และเป็นวิชาที่สร้างทักษะแห่งโลกยุคใหม่” คุณตะวันกล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.วิทย์ให้ความเห็นว่า “ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตึก ถึงจะวิวัฒนาการไปขนาดไหน แต่ฐานรากมันเหมือนเดิม คือ มีความเชย เป็นคอนกรีตแท่งซีเมนต์แต่ถ้าไม่มีตึกก็อยู่ไม่ได้ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่มันเป็นระบบคิด”

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699739

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง  พระองค์ภา  พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครอง พระองค์ภา พสกนิกรหลั่งไหลถวายพระพรเนืองแน่นโรงพยาบาลจุฬาฯ ทูตไทยทั่วโลกจัดสวดมนต์ขอให้หายพระอาการประชวร

“ในหลวง-พระราชินี” ทรงขอบใจคณะแพทย์ รพ.จุฬาฯ ถวายการรักษาสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ด้านพสกนิกรเนืองแน่น ลงนามถวายพระพร “ม.ล.สราลี”สวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครองให้พระองค์ท่านแข็งแรง ขณะที่ สถานทูต -สถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้เผยแพร่เอกสารราชการของหน่วยราชการในพระองค์ 904 ที่ พว 0202.2/22056 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระราชกระแสทรงขอบใจ เรียนถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ลงนามโดย พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยมีข้อความระบุว่า ทรงซาบซึ้งพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง และทรงขอบใจที่คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ถวายการรักษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งขอให้ทุกท่านมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนสืบไป

ถวายพระพรแน่นรพ.จุฬา

ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

โดยตลอดวันนี้ได้มีบุคคลสำคัญ คณะบุคคลและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนจากทั่วทุกสารทิศได้นำแจกันดอกไม้พวงมาลัยและสิ่งของต่างๆมาทูลเกล้าถวาย พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ ม.ล.สราลี กิติยากร นางสาวมูนา อับบาส มะฮ์มูด รอฎี เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรน ประจำประเทศไทย,นายอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี เอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมาน ประจำประเทศไทย,นายชัยยิด เรซ่า โนบัคตี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำประเทศไทย,ท่านผู้หญิงวิลาวัณย์ วีรานุวัตติ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จ.สมุทรสงคราม (อุทยาน ร.2) , สมาชิกราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2), เทศาบาลเมืองหนองปรือ จ.ชลบุรี, โรงเรียนสิงห์บุรี, กาญนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง, อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,มหาวิทยาลัยเทโนโลนีปทุมวัน,กรมพลาธิกาาทหารเรือ, ทีมถวายการรักษาพระองค์ คณะทันตแพทย์ศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,ข้าราชการและพลทหาร กรมสารวัตรทหารเรือ, โรงเรียนเพชรรัชต์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี,อธิบดีกรมศิลปากร, สมาคมไทย-ญี่ปุ่น, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,สมาคมพัฒนาสถานรับเลี้ยงเด็กไทย, ผู้บริหารคณะกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครูสาธิปทุมวัน และคณะกรรมการสมาคม

“ม.ล.สราลี”สวดมนต์ขอพร

นอกจากนี้ ยังมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่, สมาคมการค้าไทยไฮหลำ และสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย, นายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน,คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน, การรถไฟแห่งประเทศ, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน),มูลนิธิขาเทียมในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, กรมการทหารสื่อสาร, โรงเรียนในเครือทรงวิทย์,โรงพยาบาลตำรวจ,บริษัทไทยรุ่งยูเนี่บนคาร์ จำกัด (มหาชน)มูลนิธิคนตาบอด ในพระบรมราชินูปถัมภ์, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี, ม.ล. สราลี กิติยากร

ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครอง

คุณน้ำผึ้ง ม.ล.สราลี กิติยากรกล่าวว่าได้ขอพรจากสิ่งศักดิ์คุ้มครองให้ท่านแข็งแรง ตอนนี้ยึดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพรให้ท่านแข็งแรง และขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่เป็นกำลังใจ และถวายกำลังใจให้กับพระองค์ท่าน เมื่อวานก็เดินทางไปขอพรจากเทพเจ้า “ไท้ส่วยเอี้ย” ซึ่งเป็นเทพแห่งการคุ้มครองดวงชะตาตามความเชื่อของชาวจีน ส่วนวันนี้จะเดินทางไปขอพรที่วัดพระแก้ว เพื่อขอพรถวายท่าน

ด้าน นายอักษร น้อยสว่าง ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชน ต. บึงชำอ้อ จังหวัดปทุมธานี พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ชุมชนคลองรังสิต จังหวัดปทุมธานี อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชทานความช่วยเหลือชุมชนชาวคลองรังสิต ตั้งแต่ปี 2555 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนแนวทางการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเกษตร โดยพระราชทานเงินบริจาคของวิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมเพื่อสถาบันสารสนเทศทรัพย์กรน้ำและการเกษตรในการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและพัฒนาพื้นที่คลองรังสิต เป็นแก้มลิงแบบเพิ่มรายได้และพระราชทานต้นกล้าปาล์มน้ำมัน จำนวน 13,000 ต้นให้กับประชาชนเพื่อปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งพัฒนาร่องสวนปาล์มน้ำมัน เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำและหน่วยน้ำในช่วงฤดูฝน ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทุกวันนี้ทำให้ชาวบ้านชุมชนคลองรังสิต สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ปีละ 24 ครั้งจนมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว แม้กระทั่งช่วงโควิด 19 ระบาดหนัก ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถนำเงินกองทุนสำรองจากการขายปาล์มน้ำมันมาใช้จ่ายได้โดยไม่ลำบาก” นายอักษร กล่าว

ทูตไทยทั่วโลกเจริญพระพุทธมนต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ร่วมกับชุมชนไทย และวัดไทยในต่างประเทศ พร้อมใจกันจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และ เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ววัน อาทิ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา – สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (ร่วมกับชุมชนไทย จัดกิจกรรมขึ้น ที่ วัดพุทธชินวงศ์ เมือง Kristiansand วัดพุทธบารมี เมือง Stavanger วัดพุทธภาสแชนนิส เมือง Stavanger และวัดนาร์วิก เมือง Narvik) ,สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตาประเทศอินเดีย ,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ,สถานกงสุลใหญ่ ณ นครมิวนิค เยอรมนี, สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์, สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี, สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญกัมพูชา, สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสฝรั่งเศส , สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนิเซีย เป็นต้น

ราชินีฏานจะเสด็จฯลงนามถวายพระพร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน จะเสด็จฯ มาลงพระนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699658

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

เปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 70 ปีการศึกษา 2565 ระดับเขตพื้นที่การศึกษา สพป.พิษณุโลก เขต 2 โดยมี นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ นางนุชสรา ทองดอนคำ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้อำนวยการกลุ่ม ข้าราชการครู และนักเรียน ร่วมพิธีเปิด จากนั้นเยี่ยมชม ให้กำลังใจแก่คณะกรรมการ ครู นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ณ สนามแข่งขันโรงเรียนพิณพลราษฎร์ตั้งตรงจิตร

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699661

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว  อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

มมส ได้รับการจัดอันดับ ม.สีเขียว อันดับที่ 5 ของไทย ที่ 101 ของโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับที่ 5 ของประเทศ และอันดับที่ 101 ของโลก จากการจัดอันดับของ UI Green Metric World University Rankings 2022 ซึ่งเป็นการจัดอันดับการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวของมหาวิทยาลัยทั่วโลก

UI Green Metric World University Rankings 2022 ได้ประกาศผลการจัดลำดับมหาวิทยาลัยสีเขียวประจำปี 2022 เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ติดอันดับที่ 5 จาก 47 มหาวิทยาลัยไทย และได้อันดับที่ 101 จาก 1,050 มหาวิทยาลัยทั่วโลกโดยในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้คะแนนรวมทั้งหมด 8,200 คะแนนตามเกณฑ์การประเมินทั้ง 6 ด้าน ดังนี้ ที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน (Setting and Infrastructure) 1,300 คะแนนการจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Energy and Climate Change) 1,525 คะแนน การจัดการของเสีย (Waste) 1,275 คะแนน การจัดการน้ำ (Water) 800 คะแนน การขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Transportation) 1,550 คะแนน และ ความสามารถในการให้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education) 1,750 คะแนน