แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง 'สมชัย' อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ 'พนิดา' ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ - อนุ กมธ.บานปลาย

แต่งตั้ง ‘สมชัย’ อนุ กมธ.มิชอบ พ่นพิษ ‘พนิดา’ ปชน.ยอมรับ ซัดทอด มัด กมธ.กิจการศาลฯ – อนุ กมธ.บานปลาย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

แต่งตั้ง‘สมชัย’อนุกมธ.มิชอบพ่นพิษ ‘พนิดา’ปชน. แถลงยอมรับ ซัดทอดมัดคณะ กมธ.กิจการศาลฯ และคณะอนุกมธ. บานปลาย ถูกดำเนินคดีอาญา-จริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่งโดนทั้งคณะ

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569  สืบเนื่องจากมีบุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.)ได้ไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา ในความผิดอาญา หลายข้อหา ภายในอายุความ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง กกต.โดยปฏิบัติหน้าเป็นกรรมการในองค์กรอิสระโดยจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบหน้าที่ โดยกระทำโดยจงใจใช้อำนาจเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมการในองค์กรอิสะร เจ้าพนักงานของรัฐ โดยจงใจฝ่าฝืนเข้าไปมีส่วนได้เสียในขณะตนเองเป็นกรรมกสารในองค์กรอิสระ เจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจเหนือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยไม่ได้ลาออกและสมัครเป็นเลขาธิการ กกต.โดยตนเองใช้อำนาจ อิทธิพลในตำแหน่งเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเลขาธิการ กกต.โดยไม่เป็นธรรม ขาดความโปร่งใสและส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมโดยจงใจฝ่าฝืน พรป.ปปช.มาตรา 126(4) ต่อมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจยับยั้งเพื่อมิให้เกิดควาเมสียหายแก่รัฐและงบประมาณแผ่นดิน จึงได้ออกคำสั่งให้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ยุติปฏิบัติหน้าที่และพ้นจากตำแหน่ง โดยคดีอาญามีอายุความ 10 ปีโดยจะครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2571 ส่วนการดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรง ไม่มีอายุความตามกฎหมายนั้น โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 755/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 แล้วนั้น

ขณะเดียวกันได้รับรายงานว่า นางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ปัจจุบันดำรงตแหน่ง สส.จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 1 พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน โดยพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้รับคำกล่าวโทษในคดีเลขรับแจ้งคดีอาญาที่ 756/2569 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ข้อหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตกาอก่อให้เกิดความเสียแก่รัฐ และในความผิดฐานเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยกระทำการโดยจงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน.มาตรา 219,235 วรรคหนึ่ง(1),วรรคสี่ ,มาตรฐานจริยธรรมฯ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 27

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พบความเคลื่อนไหวของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก สังคมโซเชี่ยล โดยแถลงการณ์ยอมรับข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร จริง โดยให้คำแถลงพาดพิง ชี้ช่อง หรือ “ซัดทอด” ว่า “การแต่งตั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากรฯ เป็นมติของคณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ส่วนตำแหน่งรองประธาน อนุ กมธ.เป็นมติคณะอนุ กมธ.ทั้งคณะ” เท่ากับเป็นการโยนความรับผิดให้ตนเองพ้นผิด ทำให้กระแสลุกลามบานปลาย ส่อถูกสอยคดีอาญาและคดีจริยธรรมร้ายแรง เหมาเข่ง ทั้งคณะ 

ผู้สื่อข่าว รายงานเพิ่มเติมว่า ข้อโต้แย้งของนางสาวพนิดาหรือผึ้ง ฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แม้นายสมชัยฯ ยังไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่คำสั่ง คสช.ที่ 4/2561 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2561 คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยับยั้งความเสียหายแก่รัฐ และคำสั่งเป็นที่สุด ทั้งคำสั่งคณะรัฐประหาร(คสช.) ถือเป็นกฎหาย เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นการทั่วไปแล้ว นางสาวพนิดาฯคณะ กมธ.และหรือคณะอนุ กมธ.ย่อมสามารถตรวจสอบได้ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง ทั้ง หากสงสัยในคุณสมบัตินายสมชัยฯ ต้องเสนอให้ เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ ก่อนเสนอรายชื่อและแต่งตั้ง โดยนายสมชัย ฯ ได้กระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงและเป็นความผิดในตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 

ส่วนการดำเนินคดีอาญาและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหา เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ต้องมีบุคคลกล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายภายในอายุความ พร้อมกับความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมมอย่างร้ายแรงเพื่อเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งตามกฎหมายเท่านั้น 

ผู้สื่อขาวได้รับรายงานว่า บุคคล(ปกปิดชื่อสกุล ตาม พรป.ปปช.) จะมีการกล่าวโทษกับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมและกล่าวโทษต่อ ปปช.เพิ่มเติม ภายในสัปดาห์นี้ กับบุคคลใน คณะ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎรและ คณะ อนุ กมธ.ที่เกี่ยวข้องทั้งคณะ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ถือเป็นคดีแรก ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในการแต่งตั้งอนุ กมธ.โดยมิชอบ ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ใช้บังคับ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

ภัทราภรณ์ นั่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ‘เนติภูมิ-นริสสร’ นั่งรองประธาน คนที่ 1-2 ตามโผ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.07 น.

“ภัทราภรณ์” ชนะโหวต นั่งประธานสภากทม.หญิงคนแรก “เนติภูมิ” รองประธานฯคนที่1 “นริสสร” รองประธานฯคนที่2 

วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ครั้งแรก วาระการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และคนที่ 2 โดยมี ส.ก.ที่อาวุโสสูงสุด คือ นางเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน ทำหน้าที่เป็น ประธานชั่วคราว ที่ประชุมได้มีการเสนอ ส.ก. 2 ท่าน คือ นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน และ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภากทม. 

ซึ่งที่ประชุมได้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการลงคะแนน ระหว่างการลงคะแนนแบบเปิดเผยและการลงคะแนนโดยลับ เพื่อเลือกประธานสภากทม. และรองประธาน สภากทม. นายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.บางแค พรรคประชาชน เสนอให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย 

นายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย เสนอการลงคะแนนแบบเปิดเผยทำให้สมาชิกไม่มีเอกสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระในการลงคะแนนแต่ละครั้ง ฉะนั้นในการลงคะแนนขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528 ดังนั้นการลงคะแนนด้วยวิธีลับ จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสภาใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ 

นายสมชาย เสสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่าข้อบังคับการเลือกประธานและรองประธานสภากทม. เขียนไว้ชัดเจน หากทำผิดระเบียบเดี๋ยวจะมีการฟ้องร้อง ดังนั้นจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ตนเองเป็นนักกฎหมาย เรียนกฎหมายมาตั้งแต่ปริญญาตรี กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแต่ตีความนอกกรอบ สภากทม.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติแต่ทำผิดกฎหมายเองจะดำเนินการอย่างไร ประธานในที่ประชุมต้องคิดใหม่ เป็นประธานเพียงประธานชั่วคราว เชื่อว่านางสาวภัทราภรณ์ ได้เป็นอยู่แล้ว แต่เสนอชื่อนายวิรัช มาให้เป็นสีสัน

นางสาวเมธาวี จึงกล่าวว่า คุณน่าจะคิดเยอะไปเพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบ ตนเองอยากทำหน้าที่ของให้ดีที่สุด ระเบียบมีชัดทุกคนก็รู้ แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างก็จะต้องโหวต 

ท้ายที่สุดที่ประชุม มีมติโหวตให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยวิธีการยกมือ 

เวลา 11.30 น. ส.ก.ได้ยกมือลงคะแนน เลือกนางสาวภัทรภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน เป็นประธานสภากทม. ด้วยคะแนน 39 ขณะที่นายวิรัช คงคาเขต ได้ 7 เสียง 

นางสาวภัทราภรณ์  ขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานสภากทม. โดยกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มอบความไว้บ้างใจให้ตนเอง เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระเมืองผ่านสภากทม.ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภากทม.ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของประชาชนจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกันกับเพื่อนสมาชิก เชื่อว่า พวกเราจะยกระดับสภากทม. และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นต่อไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน 

จากนั้นนายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา พรรคประชาชนได้เสนอให้มีรองประธานสภากทม.จำนวน 2 คน โดยเสนอให้นายเนติภูมิ มิ่งรุ่งจิราลัย ส.ก.บึงกุ่ม จากกลุ่มคนทำงาน เป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 1 และ นายเอกกวิน โชคประสพรวย ส.ก.เขตราชเทวี พรรคประชาชน เสนอให้นายนริสสร แสงแก้ว ส.ก.บางเขน กลุ่มอิสระ เป็นรองประธานสภากทม.คนที่ 2 โดยไม่มีผู้คัดค้าน 

สำหรับประวัติ  นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประวัติการศึกษา  ปริญญาโท Master of Supply Chain Management, มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศ ออสเตรเลีย ประกาศนียบัตรเฉพาะทางด้านกลยุทธ์การตลาด หลักสูตรผู้บริหาร, มหาวิทยาลัยแห่งเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนแลกเปลี่ยน Grade 10 ประเทศสหรัฐอเมริกา มัธยมศึกษาภาคภาษาอังกฤษ รร.โยธินบูรณะรุ่น 71

ประวัติการทำงาน กรรมการผู้จัดการ บจก.ลูกอัดและเศษเหล็กไทย Founder ธุรกิจบ้านเช่าเหมาหลัง ส.ก.เขตบางซื่อ 1 สมัย

ผลงาน4ปีในการผลักดันงบประมาณแก้ไขและพัฒนาพื้นที่เขตบางซื่อ อาทิ ผลักดันงบเขตสูงขึ้น 8 เท่า , แก้ปัญหาทั่วไปแล้วกว่า 1,559 เรื่อง โดยรับเรื่องร้องเรียนทั่วไป 1,745 เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการ 1 186 เครื่อง(ไม่รวมปัญหาใหญ่ที่ใช้งบประมาณแก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว) ติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ริมคลอง 8 คลอง 394 จุด, ติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ในชุมชน 14 ชุมชน 167 ดวง ,ผลักดันให้มีการเปิดใช้อุโมงค์บางซื่อ-จตุจักร,ผลักดันโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะริมคลองประปาจากความเห็นของชาวบางซื่อเฟสแรกระยะทาง 2.8 กม.ตั้งแต่หน้าโลตัสประชาชื่นไปจนถึงทางรถไฟบางซ่อน ,ผลักดันให้ปรับปรุงทางเท้าถนนประชาราษฎร์สาย 2 ตลอดแนวทั้งสองฝั่ง

ขณะที่งานในสภากทม. มีผลงานโดดเด่นเช่น อภิปรายให้คืนงบประมาณเรื่องโครงการจ้างที่ปรึกษาประเมินกำลังต้านทานแรงแผ่นดินไหวอาคารสูงในสังกัดกรุงเทพมหานคร ,ตรวจสอบและติดตามกรณีเทศกิจคุกคามทางเพศประชาชนให้มีการลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรง,ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณกทมให้ตัดและปรับลดงบซ่อมสภากทม 4 โครงการรวม 194,430,000 บาททำให้ประหยัดภาษีประชาชนไปได้กว่า 90,000,000 บาท เป็นต้น

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

อนุทิน เผยลงพื้นที่เอง พบจุดอับหลายจุด ขอรอตำรวจสอบข้อเท็จจริง ไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

นายกฯ ชี้เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว พบจุดอับหลายจุด ไม่ขอชี้นำ รอตำรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์หลักฐานก่อนสรุปสาเหตุ สั่งดูแลเยียวยาผู้เจ็บ-ตายเต็มที่

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึง เหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่พร้อมนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เห็นสภาพที่เกิดขึ้น ดูการกู้ภัย ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุรอดชีวิตก็ได้นำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล กระจายตัวไปตามที่โรงพยาบาลต่างๆ เบื้องต้นผู้บาดเจ็บมีจำนวน 34 ราย ซึ่งขอให้ญาติไม่ต้องมีความกังวลเรื่องการดูแลรักษา ขอเรียนให้เกิดความมั่นใจว่า การรักษาพยาบาลดูแลในกรณีนี้เป็นไปตามพ.ร.บ.คุ้มครองของรัฐ ตามกฎระเบียบปกติที่มีอยู่แล้ว และจะทำให้ดีที่สุด
     
เมื่อถามว่า จากการลงพื้นที่มีผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาเล่าเหตุการณ์ว่าประตูทางหนีไฟถูกล็อกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้ในรายละเอียดทางกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และชุดสืบสวนลงพื้นที่เก็บรายละเอียดตรวจสอบก่อนจะสรุป อยากจะให้รอผลรายงานอย่างเป็นทางการ แต่จากที่ตนเข้าไปในที่เกิดเหตุเห็นว่ามีจุดที่เป็นจุดอับหลายจุด ซึ่งเป็นจุดที่หากเกิดไฟลุกโชนขึ้นมา มันไม่เห็นทางหนีไฟ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ร้านอาหารนี้มีใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร สามารถมีวงดนตรีสดได้ถึงเที่ยงคืนตามกฎหมาย ซึ่งช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงประมาณ 5 ทุ่มกว่า
    
เมื่อถามว่า เรื่องโครงสร้างอาคารพื้นที่อยู่นอกโซนนิ่งหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า อย่างที่พูดไปแล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ขอเป็นสถานบันเทิง ซึ่งหากเป็นสถานบันเทิงจะเปิดตรงจุดนี้ไม่ได้ เพราะอยู่นอกโซนนิ่งจึงประกอบกิจการประเภทขายอาหาร ไม่ใช่ผับบาร์หรือคลับ
    
เมื่อถามว่า กรณีที่ร้านประเภทนี้มีในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมากที่ขอใบอนุญาตเป็นร้านอาหาร และดัดแปลงเป็นกึ่งผับ หลังจากนี้จะตรวจเข้มสแกนให้มากขึ้นอย่างไร นายกฯ ย้ำว่า ในแต่ละพื้นที่ก็ต้องทำตามกฎระเบียบ ซึ่งตอนนี้เป็นร้านที่ใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร อนุญาตให้มีการแสดงดนตรี แต่เปิดได้ถึงเที่ยงคืน ดังนั้น เราต้องดูหลายประเด็นในเรื่องของอาคาร เชื่อว่าทุกปีต้องมีการตรวจสอบ เพราะต่อให้มีการขอใบอนุญาตก็ไปตรวจสอบการต่อใบอนุญาตร้านอาหาร ตรงนี้เชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเร่งสืบสวนสอบสวน ว่าก็มีการตรวจสอบอย่างไร ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีเกณฑ์ตรวจสอบอย่างไร
    
เมื่อถามว่า ที่มีกระแสข่าวออกมาว่ามีการปิดทางหนีไฟ เนื่องจากเกรงว่าลูกค้าจะไม่จ่ายเงินนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล เราไปพูดตรงนี้ก่อนจะเป็นการชี้นำ และเป็นเรื่องที่ตำรวจดำเนินการอยู่ ไม่มีการละเว้นอยู่แล้ว ถ้าตรงไหนมีการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย
    
สำหรับเรื่องการเยียวยา นายกฯ  กล่าวว่า ตอนนี้เราก็ดูแลผู้ป่วย ผู้ที่บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ส่วนผู้เสียชีวิตมีกองทุนต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว
    
ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีรายงานว่าเพิ่มขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ที่ได้อัพเดทจากผู้ว่าฯกทม. ที่เกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 27 ราย ซึ่งได้เห็นการนับและการชันสูตรพลิกศพ ณ ที่เกิดเหตุ  27 ราย แต่เมื่อนำส่งไปโรงพยาบาล มีทั้งเคสแดง คือ อาการหนัก ต้องเร่งรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
    
เมื่อถามถึงกรณีสปริงเกอร์ไม่ทำงาน ไม่มีน้ำออกมาขณะเกิดเหตุ นายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ไปดูในที่เกิดเหตุเห็นมีน้ำท่วมอยู่ข้างใน แต่อาจเป็นน้ำจากรถดับเพลิง ยังไม่ได้ไปถามรายละเอียดว่าสปริงเกอร์เป็นอย่างไร เพราะเข้าไปไฟก็ดับแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ใช้เวลานานเกินไป และไม่ได้มีผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร
    
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่พบว่าสถานที่ และบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นบรรยากาศที่ไม่น่าเอามาพูด เป็นบรรยากาศที่ไม่ดีเลย

ชัชชาติ เผยเหตุไฟไหม้ โรงเบียร์ พบตั้งโต๊ะขายลูกอมขวางทางออก จ่อรื้อโซนนิ่งสถานบันเทิงทั่วกรุง

ชัชชาติ เผยเหตุไฟไหม้ โรงเบียร์ พบตั้งโต๊ะขายลูกอมขวางทางออก จ่อรื้อโซนนิ่งสถานบันเทิงทั่วกรุง

ชัชชาติ เผยเหตุไฟไหม้ โรงเบียร์ พบตั้งโต๊ะขายลูกอมขวางทางออก จ่อรื้อโซนนิ่งสถานบันเทิงทั่วกรุง

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

“ชัชชาติ” เผยเหตุไฟไหม้มีของขวางอุปสรรคหนีไฟ! สั่งยกเครื่องกฎหมายคุมสถานบันเทิง-วัสดุลามไฟ พร้อมหารือรื้อโซนนิ่งคุมความเสี่ยงทั่วกรุง ย้ำ! เขตตรวจเข้มขึ้น

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.35 น. ที่ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุเพลิงไหม้ภายในสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ (ร้านอาหาร/โรงเบียร์) ย่านลาดพร้าว เขตจตุจักร ว่า กทม. ยังคงตั้งจุดประสาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ เพราะเชื่อว่ายังมีญาติพี่น้องที่ยังหาญาติไม่พบ ทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ร่างถูกส่งไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรอพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (ดีเอ็นเอ)

สำหรับจุดเกิดเหตุ ไม่ใช่สถานที่บริการ แต่  เป็นสถานคล้ายบริการ ซึ่งขออนุญาตเป็นร้านอาหาร พร้อมมีเครื่องดนตรี ถูกต้องตามกฎหมาย 

จากการตรวจสอบพบเหตุไฟไหม้ เกิดบริเวณหน้าเวที โดยมีเปลวไฟลุกลามเพดานอย่างรวดเร็ว พร้อมกลุ่มควันจำนวนมาก ทั้งนี้สถานีดับเพลิงสุทธิสาร ได้รับแจ้งเหตุและไปถึงที่เกิดเหตุ ภายใน 5 นาที พบไฟไหม้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นพบผู้หมดสติจำนวนหลายคน ที่บริเวณทางหนีไฟ โดยเฉพาะด้านซ้ายเป็นห้องน้ำ พบมีบางรายหลงไปห้องน้ำ ส่วนด้านขวาทางหนีไฟ เป็นห้องครัว ทั้ง 2 ทาง มีสิ่งกีดขวางอยู่ ด้านซ้าย ตั้งโต๊ะขายลูกอม ด้านขวา มีกล่องเครื่องดื่มวางอยู่ อีกทั้งป้ายเตือนทางหนีไฟ ไม่พบ เพราะอาจถูกเพลิงไหม้ไปแล้ว

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ในส่วนการตรวจสอบความปลอดภัย เขตจตุจักร เข้าไปตรวจสอบความปลอดภัย เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ทั้ง ทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน ป้ายบอกทาง ซึ่งไม่พบปัญหาแต่อย่างใด แต่ระหว่างเปิดร้านอาจ มีการนำสิ่งของไปตั้งวาง เป็นสาเหตุที่เป็นอุปสรรคในการหนีไฟ คือไฟลามอย่างรวดเร็ว และทางหนีไฟมีสิ่งกีดขวาง

ปัญหาหลักคาดว่าควันไฟจำนวนมาก ที่ทำให้หลายคนหมดสติ จากเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับ กทม. กำหนดมาตรฐานในการตรวจสอบแต่ละรายการ และต้องให้มีการตรวจสอบเป็นระยะ อย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงเปิดร้าน อาจมีสิ่งกีดขวางไปตั้งวาง และคนที่เข้ามาใช้บริการ อาจมีความสนุกสนาน

เรื่องนี้ต้องดูกฎหมายในภาพรวมด้วย กฎหมายสถานบริการมีกำหนดไว้ชัดเจน ทั้งวัสดุที่ใช้ การลามไฟ ปัจจุบันสถานบริการ มีจำกัดโซนนิ่งอยู่เพียง 3 โซน ได้แก่ พัฒนพงษ์ อาร์ซีเอ และสีลม ต้องหารือร่วมกันในการขยายโซนให้เหมาะสมกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันกฎหมายต้องเข้มข้น เพื่อให้ครอบคลุมสถานคล้ายบริการด้วย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลเจ้าของร้านดังกล่าว เคยเปิดให้บริการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการปรับปรุงร้าน และเคยเกิดเหตุลักษณะเช่นนี้ก่อนย้ายมาเปิดในพื้นที่กรุงเทพฯ นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล จากนี้จะตรวจสอบ แม้ว่าปัจจุบันจะทำดี แต่ถ้าที่ผ่านมา ทำไม่ถูกกฎหมาย ก็ไม่ได้ ซึ่งหากมีข้อมูลจะสามารถพิจารณารายละเอียดได้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการสุ่มตรวจให้เข้มข้นมากขึ้นด้วย

เปิดฉากประชุมสภากทม.นัดแรก ‘อนุทิน’ นั่งประธานเปิดงาน จับตาเลือกประธานสภาฯ คนใหม่

เปิดฉากประชุมสภากทม.นัดแรก 'อนุทิน' นั่งประธานเปิดงาน จับตาเลือกประธานสภาฯ คนใหม่

เปิดฉากประชุมสภากทม.นัดแรก ‘อนุทิน’ นั่งประธานเปิดงาน จับตาเลือกประธานสภาฯ คนใหม่

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.12 น.

ส.ก.มารอประชุมสภากทม.นัดแรก ตั้งแต่เช้า รอ “อนุทิน” มาเปิดการประชุม พร้อมเตรียมเลือกประธานสภาฯ 

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.00 น. ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง สภากรุงเทพมหานคร จัดการประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรก โดยเวลา 09.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะกล่าวเปิดประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรก โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต พร้อมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุม

ในการประชุมครั้งแรก จะมีวาระการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร และรองประธานสภากรุงเทพมหานครคนที่ 1 และรองประธานสภากรุงเทพมหานครคนที่ 2

บรรยากาศภายในห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มี ส.ก.ทยอยเดินทางมาเซ็นชื่อเข้าร่วมการประชุม อาทิ นายสารัช ม่วงศิริ ส.ก.เขตบางขุนเทียน นางเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน นายวิรัช คงคาเขต ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับขั้นตอนการเลือกประธานสภาฯนั้น ในการเปิดประชุมสภากทม. นัดแรก สมาชิกที่อาวุโสสูงสุดในที่ประชุมจะทำหน้าที่เป็น ประธานชั่วคราว จากนั้นจะมีการเสนอชื่อ ส.ก.แต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นประธานสภาได้ 1 ชื่อ โดยต้องมี ส.ก. คนอื่นรับรองไม่น้อยกว่า 5 คน

กรณีมีชื่อเดียว หากมีการเสนอชื่อผู้รับตำแหน่งเพียงชื่อเดียว จะถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกโดยปริยาย กรณีมีการเสนอหลายชื่อ จะทำการลงคะแนนด้วย วิธีการลงคะแนนลับ โดยการแจกบัตรและเขียนชื่อผู้ที่ต้องการเลือกในคูหา แล้วจึงนำมาหย่อนลงหีบ ส่วนประกาศผล ประธานชั่วคราวจะดำเนินการนับคะแนน ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง

ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว นายกฯ สั่งเร่งหาสาเหตุ บูรณาการช่วยเหยื่อเต็มที่

ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว นายกฯ สั่งเร่งหาสาเหตุ บูรณาการช่วยเหยื่อเต็มที่

ลงพื้นที่ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว นายกฯ สั่งเร่งหาสาเหตุ บูรณาการช่วยเหยื่อเต็มที่

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

นายกฯแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารและโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว สั่งการเร่งตรวจสอบสาเหตุ กำชับบูรณาการทุกหน่วยงานให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ภายในสถานประกอบการลักษณะร้านอาหารและโรงเบียร์ย่านลาดพร้าวเมื่อคืนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ทันทีเมื่อทราบข่าว พร้อมแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างละเอียด พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเร่งตรวจสอบจุดต้นเพลิง สาเหตุของการเกิดเหตุ และอำนวยความสะดวกแก่ญาติของผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบ บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

อนุทิน ชาญวีรกูล

นางสาวรัชดา กล่าวว่า เบื้องต้นจากข้อมูลสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ราย แบ่งเป็นชาย 9 ราย และหญิง 18 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 รายประกอบด้วยผู้บาดเจ็บอาการสาหัส 8 ราย อาการปานกลาง 7 ราย และอาการเล็กน้อย 3 ราย โดยทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์นิติเวช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ขอให้ญาติผู้ประสบเหตุใช้ช่องทางของศูนย์ประสานงานที่กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้น เพื่อติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ ลดความสับสนและป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน 

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
ไฟไหม้
ไฟไหม้

‘เสธ.หิ’ สะท้อนเคสจับทหารพรานกลับจาก 3 จว.ชายแดนใต้ พกปืน วอนตำรวจใช้ดุลพินิจ

'เสธ.หิ' สะท้อนเคสจับทหารพรานกลับจาก 3 จว.ชายแดนใต้ พกปืน วอนตำรวจใช้ดุลพินิจ

‘เสธ.หิ’ สะท้อนเคสจับทหารพรานกลับจาก 3 จว.ชายแดนใต้ พกปืน วอนตำรวจใช้ดุลพินิจ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.37 น.

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง ระบุว่า “รอดตายจากชายแดน เพื่อมาเป็นผู้ต้องหา”

ข่าวการจับกุมทหารพรานในข้อหาพกพาอาวุธที่เดินทางกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยหนึ่งซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในเขตพื้นที่ปลอดภัย ข่าวในลักษณะเช่นนี้มีเกิดขึ้นหลายครั้ง ในอดีตผู้ที่ถูกจับกุมมีทั้งทหารและแม้แต่ตำรวจด้วยกันเอง ถ้าจำไม่ผิด เคยมีข่าวดังในอดีตที่ผู้ถูกจับกุมเป็นตำรวจ ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยู่ในระหว่างการลาพักเพื่อกลับมาเยี่ยมบ้านเช่นกัน

ผมมีความเข้าใจและเห็นใจผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงลักษณะนี้ อยากจะให้ท่านผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตเมืองได้โปรดใช้ดุลพินิจพิจารณาให้รอบคอบ ผมไม่ได้ตำหนิพวกท่านนะครับ เพราะพวกท่านหลายคนอาจมองไม่ออกหรอกครับว่า หากต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างสามจังหวัดชายแดนใต้ มันต้องระมัดระวังตัวขนาดไหน ความกลัวตายมีด้วยกันทุกคนครับ นอกจากหลวงพ่อหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือแล้ว สิ่งที่เชื่อถือได้ดีที่สุดก็คืออาวุธปืนพกประจำกายนี่แหละครับ แล้วเวลากลับจากปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่พอออกเวรแล้วโจรมันจะไม่ยิงนะครับ ในระหว่างเดินทางกลับมาบ้าน ไม่ใช่ช่วงเวลาพักครึ่งในสนามฟุตบอลที่จะเดินทางได้อย่างปลอดภัย ทุกคนก็ต้องระวังตัวครับ

หากท่านใช้ดุลพินิจพิจารณาสักหน่อย ก็จะเป็นการให้ความยุติธรรมกับผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งมีอันตรายตลอดเวลา ถ้าเขาพกอาวุธสงคราม เช่น ปืนเอ็ม 16 ปืนเอสเค ปืนอาร์ก้า หรือพกระเบิดสังหาร เดินทางกลับมาพักบ้าน อันนี้ก็สมควรโดนจับกุมนะครับ แต่ถ้าเขาพกอาวุธปืนพกประจำกายเพื่อใช้ป้องกันตัวเอง แล้วโดนจับกุม ผมว่ามันโหดร้ายเกินไปสำหรับคนทำงานนะครับ และตามข่าวเท่าที่ติดตามดู ผู้ที่ถูกจับกุมก็ชี้แจง และมีกิริยาที่เป็นสุภาพชน การที่หน่วยงานของท่านจับกุมนั้นก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะหน่วยของท่านมีอำนาจตามกฎหมาย

ผมก็ได้แต่เห็นใจทหารพรานผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี คงได้แต่ให้กำลังใจนะครับ ขอให้ท่านทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป คิดในทางดี อโหสิกรรมกันไปครับ ขอให้บุญกุศลที่ท่านเอาชีวิตของท่านเข้าแลกเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ได้โปรดดลบันดาลให้ผู้มีอำนาจในการตัดสิน ได้เข้าใจและเห็นใจในความจำเป็นของการพกพาอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง และได้โปรดให้ความยุติธรรม ให้ท่านพ้นภัยในครั้งนี้ สาธุ

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน ซักฟอกอนุทิน เปิดสภาเดือดแน่

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน  ซักฟอกอนุทิน  เปิดสภาเดือดแน่

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน ซักฟอกอนุทิน เปิดสภาเดือดแน่

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปชป.ฮึ่มล่าชื่อฝ่ายค้าน ซักฟอกอนุทิน เปิดสภาเดือดแน่ ปชน.ขยี้คดีฮั้วสว. ลาก4พยานแฉเละ โยงพรรคสีน้ำเงิน จ่อฮุบองค์กรอิสระ

ฝ่ายค้านสบช่องจัดหนักเปิดตัว 4 พยานปากเอกแฉยิบกระบวนการฮั้วคดีสว.เชื่อมโยงเครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน แฉญาติรัฐมนตรีบงการแจกโพยหวังส่งคนฮุบ องค์กรอิสระทั้งหมด พร้อมปูดยื่นข้อเสนอเงินหลักล้านบาทแลกปิดปาก ด้าน’ปริญญา’เตือนกกต.โหวตสวนสำนวนหลักฐานสังเวยไม่กี่คนเสี่ยงโดนฟ้องอาญาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้านปชป.ถกสส.นอกสถานที่ระดมความเห็นเตรียมรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ตบหน้ารัฐบาล ‘อภิสิทธิ์’ลั่นวางยุทธศาสตร์ ประกาศเตรียมล่าชื่อฝ่ายค้านเปิดซักฟอกนายกฯ

เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักหลักฐานคดีฮั้ว สว.” โดยมีนายพริษฐ์  วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม ที่เคยทำคดีฮั้ว สว.เข้าร่วมการเสวนา

เปิดตัว4พยานแฉปมคดีฮั้ว สว.

ทั้งนี้ ในงานมีกิจกรรมวิเคราะห์โพยเลือก สว. แ ละบัตรเลือกตั้ง พร้อมย้อนสังเกตการณ์การนับคะแนนจากวันเลือกจริง และเปิดหลักฐานคดี ฮั้ว สว. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนัดหมาย และว่าจ้างโดยไฮไลท์ภายในงานได้พาพยาน 4 คนจาก 4 จังหวัดคือ มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และ นครศรีธรรมราช มาร่วมเสวนาด้วย

พร้อมมีการแลกเปลี่ยนความเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ อาทิ รองศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. รองศาสตราจารย์ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายพริษฐ์วัชรสินธุ

แจกโพยจำลองเหตุการณ์จุดเริ่มฮั้ว

นายพริษฐ์ กล่าวเปิดงานพร้อมวิเคราะห์ในเรื่องของการจัดทำโพยหมายเลข สว. เพื่อเป็นการอธิบายการทำงานของโพย พร้อมจำลองเหตุการณ์ โดยแจกกระดาษโพยให้กับผู้เข้าร่วมงาน เพื่อยกตัวอย่างการทำโพยที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้นของการฮั้ว สว. หลังจากที่มีการนัดหมายว่าจ้าง เพื่อให้ผู้ร่วมงานเห็นการไขว้เลือกระหว่างกลุ่ม ซึ่งคดีนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะผู้สมัครสว. และ สว.สำรอง แต่สำคัญต่ออนาคตระบบการเมืองของไทย ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.หากข้อกล่าวหาเป็นจริงและกลุ่มบุคคลที่เข้าสู่อำนาจรัฐจะมีแนวโน้มสูงที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบ

ซัดทำกลไกตรวจสอบอ่อนแอ

“ดังนั้นหากมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเข้าสู่อำนาจรัฐโดยการเป็น สว.จึงเกิดคำถามว่าการเข้าสู่อำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่ และ2.เมื่อดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นว่าการโกงหรือการฮั้ว สว.เป็นหนทางสำคัญของการพยายามสร้างระบบการเมืองที่สามารถฮั้วกันได้ทั้งกระดานทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง”นายพริษฐ์ กล่าว

แฉพฤติการณ์กระบวนการโกง

ขณะที่พยานตัวแทนของ 4 จังหวัด พูดถึงกระบวนการการนัดหมายเพื่อที่จะโกงการเลือก สว. โดยมีการอ้างถึงเครือข่ายนักการเมืองร่วมในกระบวนการ ซึ่งพยานคนแรก ระบุว่า มีการจองโรงแรมย่านจังหวัดปทุมธานี ให้หาคนมาพักมีการจัดเตรียมห้องและสั่งอาหารไว้รอโดยอ้างว่ามีสส. พรรคสีน้ำเงิน บอกให้หาคนมาให้ได้มากที่สุด และจะมีค่าสมนาคุณให้รายบุคคลพร้อมดูแลค่าเดินทางทั้งหมดและอธิบายรายละเอียดตามโพยที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยวันเลือกทุกอย่างเป็นไปตามโพย ตัวเลขทุกอย่างตรงกันหมด ไม่มีการสลับลำดับกัน

อ้างหวังส่งคนฮุบองค์กรอิสระ

ทั้งนี้คนที่นัดหมายกับตนยังพูดไปถึงเรื่อง การเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีพรรคการเมืองกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ กลุ่มยังเติร์ก ยื่นข้อเสนอว่าหากร่วมมือทำให้พรรคเขาให้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล โดยให้หาดึงคนจากบ้านใหญ่มาสมัครเข้าพรรค และต้องควบคุมองค์กรอิสระให้ได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ

มีการนัดแนะเจอกันที่รร.อยุธยา

พยานคนที่ 2 กล่าวว่า คนที่นัดหมายบอกออกค่าสมัครให้ โดยกลุ่มของตนเป็นกลุ่มของการท่องเที่ยวและการโรงแรม และได้ผ่านการคัดเลือกระดับจังหวัด โดยตนตัดสินใจลงสมัครมุ่งหวังว่าจะผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว ยอมรับว่าพอรู้ว่าจะมีกลุ่มที่พยายามจะฮั้วการเลือก สว. แต่ตนไม่เข้าร่วม แต่เป็นเป้าเพราะมีคะแนนสูงสุดในกลุ่ม โดยมี สว. เป็นคนที่พยายามจะดึงเข้าไปในกลุ่ม

“หลังจากนั้นมีการนัดหมายไปเจอกันที่โรงแรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อไปถึงได้เจอคณะของกลุ่มผู้จัดงานอ้าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลสำคัญเดินทางมาเข้าร่วม แต่ตนเดินทางกลับก่อน จนมีคนโทรมาตามให้รีบกลับไปแต่เมื่อกลับไปถึงตนก็ไม่เจอกับคณะแล้ว เพราะเป็นช่วงท้ายของการประชุม

อ้างจะจ่าย5แสนแต่สุดท้ายเบี้ยว

ขณะพยานคนที่ 3 และ 4อ้างว่าได้มีการรับเงินแลกกับหาคนเข้าร่วมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 คน โดยมีการนัดหมายกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งและยังยื่นข้อเสนอว่าถ้าเกิดเสร็จสิ้นกระบวนการจะจ่ายอีก 5 แสนบาท

โดยต้องมีการลงทะเบียน ซึ่งมีการตกลงคนอื่นด้วย

“ผมไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ผมตอบรับ และลงทะเบียน ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง มีการอธิบายให้จดโพย ยึดใบ สว.3 แต่พอเลือกเสร็จ ผมไม่ได้รับเงินตามสัญญา โดยเขาบอกว่าที่ไม่จ่ายเพราะไม่ลงคะแนนตามโพย แต่เขาได้ตั้งผมเป็นผู้ช่วย เมื่อปี 2567 เพื่อให้เงินเดือนมาจ่ายให้คนอื่น ได้รับค่าตอบ 15,000 บาทต่อเดือน ต้องโอนคืนเขาผ่านทางภรรยา 10,000 บาท ผมได้ 5,000 บาท แต่เป็นได้เพียง 2 เดือน ก็ปรับออกแต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้เงิน”พยานรายนี้ระบุ

โยงญาติรมช.เป็นคนแจกโพย

พยานที่4 ยังยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดได้ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)แล้วโดยสาระสำคัญต้องรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีการนัดหมายและเปิดห้องที่โรงแรม และอธิบายกระบวนการ พร้อมมีการเปิดหลักฐานที่เป็นธนบัตร 1,000 บาทจำนวน 20 ใบ ที่ได้รับมา และยังมีการกล่าวอ้างถึงญาติของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่งว่า เป็นคนเข้ามานัดแนะกระบวนการฮั้วทั้งหมด โดยพยานคนสุดท้ายยังได้มีการโชว์เสื้อที่ได้รับแจกมาด้วย

ปูดถูกเสนอเงินหลักล้านแลกหยุดแฉ

ทั้งนี้ก่อนที่จะเข้าไปให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเคยมีคนของกลุ่มสีน้ำเงินโทรมาให้หยุดออกมาแฉกระบวนการฮั้ว สว. แลกกับเงินจำนวนหลักล้านบาท ก่อนย้ำว่าอิทธิพลมีจริง ความจริงคือความจริง วันนี้ขอให้คนเบื้องบนที่เป็นคนสั่งน้ำเงินสกัดส้มมาสอบ จากนั้นพยานคนสุดท้าย จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มอบเอกสารรวบรวมรายชื่อกระบวนการทั้งหมดให้กับนายพริษฐ์ด้วย

ทวีคุยลั่นถ้ายังอยู่จะจัดการให้หมด

ส่วนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า หากตนอยู่ต่อจะจัดการให้หมด เพราะพบการสมคบกันทั้งหมดหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้ให้คนศึกษาระเบียบ กกต. เพื่อหาวิธีฮั้ว แม้ว่ากฎหมายประกอบจะระบุให้เป็นการลงคะแนนลับ แต่ระเบียบของ กกต. กำหนดให้ใช้หมายเลขตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

นอกจากนั้นยังพบว่ากกต.ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว.ปี2567 ใช้เงิน 206 ล้านบาท แต่ในการเลือกสส. ปี 2566 พบเงินสนับสนุน 1.3 ล้านบาท ซึ่งงบการเงินเป็นจุดที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ยังพบการขนคนมาสมัคร มาเป็นผู้เลือก

จี้กกต.เปิดหีบตรวจสอบคะแนน

“การสอบสวนหลักฐานอยู่ใน กกต. มีภาพกว่า 200 ล้านภาพ ที่สำคัญ คือ กกต. ต้องเปิดหีบ เพื่อตรวจบัตรลงคะแนน เพื่อพิสูจน์การเลือกที่ไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้กลุ่มที่มีโพยคะแนนจะกระโดนไป 50-70 คะแนน แต่กลุ่มที่ไม่มีโพยคะแนนห่างกันมา ดังนั้นกกต.ต้องทำความสะอาดประเทศ ทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เปิดหีบเพื่อตรวจการลงคะแนนหากพบตัวเลขซ้ำกัน ต้องเอาคนพวกนั้นออกไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่ถึง 2สัปดาห์ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลยุติธรรม เพราะองค์กรศาลยังไม่ถูกกินรวบ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

ปริญญาเตือนกกต.โดนละเว้นฯ

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า

ตามกฎหมายแล้ว เลขาธิการ กกต.ต้องส่งสำนวนสืบสวนไต่สวนให้กับคณะกรรมการ กกต. ภายในเวลา 1 ปี ซึ่งเลยมาแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกต.ต้องสรุปสำนวนให้เสร็จภายใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายระบุว่า หากมีเหตุแห่งความล่าช้า ต้องแจ้งผู้เสียหาย ผู้ร้อง หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่การที่ กกต.ไม่เคยแจ้ง ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายปริญญา กล่าวอีกว่า ตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ไม่เหมือนกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ระบุว่าต้องมีเจตนาพิเศษ จึงจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่มาตรา 69 ระบุเพียงว่า แค่ไม่ทำตามระเบียบก็ถือว่าไม่ชอบด้วยหน้าที่และมีความผิดทางอาญาแล้ว ซึ่งปัญหาคือในคณะกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.ที่ไต่สวนเรื่องนี้ ระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ 229 คน แต่พอถึงคณะกรรมการชุดที่ 36 กลับเป็นคนละทางว่าไม่มีมูล และขอให้ยกคำร้องทั้งหมด

ชี้ช่องปชช.ใช้กม.ข้อมูลข่าวสาร

“ดังนั้นตนจึงอยากเชิญชวนให้ประชาชน ใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไปขอสำนวนจากคณะคณะกรรมการชุดที่ 26 เพื่อให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลการสืบสวน ทั้งนี้ เมื่อถึงวันที่ กกต.ลงมติ แล้วไม่ลงมติตามหลักฐานที่ปรากฏ เช่นยกคำร้องทั้งหมด หรือส่งให้ศาลฎีกาเพียงจำนวนน้อยมากจนน่าตกใจและขัดกับหลักฐานที่มี ก็จะเข้าองค์ประกอบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และผู้เสียหายก็จะมีสิทธิฟ้องร้องได้”นายปริญญา กล่าว

สมชัยเตือนกกต.ระวังไม่มีที่ยืน

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวว่า สิ่งที่พยานเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. มาพูดแต่ละคนตนเคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่ละเอียดเท่านี้และไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นข้อมูลวันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกให้ กกต.ชุดปัจจุบันรู้ว่า หากตัดสินอย่างตรงไปตรงมาวินิจฉัยโดยไม่สุจริตเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่มีที่ยืนในสังคม

“วันนี้ทำให้เห็นเส้นเรื่องซึ่งมีความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นในการออกแบบของ กกต. การระดมคนไปสมัคร การเลือกไขว้ การจัดหาค่าเดินทาง ค่าที่พักการจัดเลี้ยง การทำโพย การนัดประชุม ทั้งหมดเป็นภาพของเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบเลือก สว.”นายสมชัย กล่าว

ชี้ความผิด 8 กรณีเตรียมย้ายที่อยู่

และว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีต กกต. เห็นความผิด ทั้งหมด 8 กรณี และหาก กกต. เห็นว่ามีหลักฐานเหล่านี้อยู่แล้ว กกต. ยังบอกไม่ผิด กกต. ก็เตรียมย้ายที่อยู่ด้วย กรณีแรก คือ การจ้างสมัครหรือออกค่าสมัคร เพราะเป็นการให้ประโยชน์ให้คนคนนั้นมาโหวตหรือให้คะแนน

กรณีที่สอง การจัดเลี้ยง การจัดหาที่พักจัด ค่าเดินทาง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าผิดทั้งหมดเพราะเป็นการสัญญาว่าจะให้ เพราะทั้งหมดถือว่าเป็นเงินแม้แต่กาแฟแก้วเดียวก็ยังเลี้ยงไม่ได้กรณีที่สาม คือ การพูดว่าจะมีการแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่น่าจะผิด แต่ศาลฎีกาชี้แล้วว่าผิด

สส.มีเอี่ยวอาจถึงขั้นยุบพรรค

นายสมชัย กล่าวอีกว่า กรณีที่สี่ เสนอประโยชน์ เช่นเป็นโหวตเตอร์ แล้วจะให้ตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งผู้ช่วย สส. ส.ว. ซึ่งถือว่าเป็นการสัญญาว่าจะให้กรณีที่ห้า จัดตั้งเป็นคณะบุคคล วางแผนดำเนินการ มีกระบวนการการจัดการเพื่อให้เกิดคะแนนเสียงกรณีที่หก การมีโพย ถ้าจดว่าจะเข้าไปเลือกใครเบอร์อะไร จริงๆแล้วสามารถทำได้เพราะคงไม่มีใครจะไปจดจำได้ทั้งหมด ซึ่งอาจจะเรียกอีกอย่างว่าโน้ต แต่หากเป็นโพยสำเร็จรูปมีการเตรียมพร้อมมาก่อน เท่ากับมีกระบวนการจัดการเกิดขึ้น แบบนี้ถือว่าผิด

กรณีที่เจ็ด คนที่ได้คะแนนตามโพยผิดหรือไม่ ตนมองว่าไม่ผิดตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ แต่หากพิสูจน์ได้ก็ถือว่ามีความผิดกรณีที่แปด สส. พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว. ถือว่ามีความผิด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระบวนการที่เซาะก่อนบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็จะถึงขั้นยุบพรรค

เจิมศักดิ์ซัดนี่คือซื้อโหวตเตอร์

ด้านนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า เราเป็นคนที่รู้สึกอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปได้ด้วยดี เชื่อว่า กกต.ที่ดูอยู่ หรือที่ดูย้อนหลังควรจะมีจิตสำนึกตนที่อายุมากกว่าก็อยากจะเตือนแบบตรงไปตรงมา วันนี้เห็นชัดเจนมากตั้งแต่เรื่องโพย ตนเป็น สว.มาจากการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2543 ที่เข้ามาทำงานด้วยความเป็นอิสระแต่สุดท้ายก็ถูกแทรกซึมและแทรกซื้อ จึงมีโพยคล้ายๆกันในการเลือกองค์กรอิสระ ทั้ง กกต.ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นพยานบุคคลยังชัดเจนซึ่งตอนแรกเข้าใจว่ามีการจ้างมาโหวต แต่สืบไปสืบมีการเก็บเกี่ยวระหว่างทาง ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งนี้ไม่รวมถึงเรื่องของการหลอกให้ลงคะแนนยิ่งกว่าสแกมเมอร์ ที่หลอกกันหลายชั้น การที่จะได้อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรใช้วิธีซื้อเสียง แต่นี่คือการซื้อโหวตเตอร์ ซึ่งเรื่องนี้การซื้อตัวระหว่างโหวต ในสภาก็เป็นการซื้องูเห่า และซื้อแต่ละโหวต

จับตากกต.ส่งศาลฏีกาหรือไม่

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า มูลเหตุจูงใจในการทำเรื่องนี้ชัดเจน เพราะเมื่อได้ สว.สว.จะกลับมาด้วยองค์กรอิสระ และไปซื้อบ้านใหญ่ ซื้อกลุ่มการเมืองเพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาล ในการเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และต้องอย่าลืมว่า สว.ยังให้การรับรองบุคคลสำคัญทั้งอัยการสูง ประธานศาลปกครอง คิดว่าเรื่องนี้เป็นการกินรวบที่มีมูลเหตุจูงใจชัดเจนว่าต้องการที่จะผูกขาดอำนาจรัฐโดยระบบทุน

“ถ้ากกต.ทำได้ ถ้าตรงไปตรงมาบ้านเมืองจะดีขึ้น เพราะถ้า กกต. ส่งรายชื่อทั้ง 229 คนถึงศาลฎีกา สว.ทั้ง 229 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และตัวรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ถูกส่งไปด้วยมีแน่”นายเจิมศักดิ์ กล่าว

ปชป.สัมมนาหาดใหญ่รับมือน้ำท่วม

วันเดียวกันที่โรงแรมบุรีศรีภู อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน «ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต» นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำและสมาชิกพรรค

ทั้งนี้ มีการเปิดเวทีระดมความเห็นจากภาคประชาชน และภาคธรุกิจใน จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่อาทิ สมาคมโรงแรม, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว,สมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่, สภาเศรษฐกิจ, สมาพันธ์ SMEsรวมถึง นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ นายกแป้น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เพื่อร่วมกันวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ก่อนเข้าสูช่วงความเสี่ยงการเกิดอุทกภัย

สุดแสบเปิดวิดีโอทวงเงินเยียวยา

โดยก่อนเริ่มสัมมนาได้เปิดวีดีโอน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 และการทำงานในสภาฯ ที่ สส.ของพรรคฯ มีการทวงถามการเยียวยา ชดเชย และการซ่อมแซมระบบต่างๆ ในการรับมือน้ำท่วมที่จะมาอีกครั้งในปลายปี 2569 ซึ่งเป็นการระดมความเห็นถึงแผนฟื้นฟูการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

‘อภิสิทธิ์’ตั้งคำถาม4ประเด็นร้อน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้จะพูด 4 ประเด็น คือ 1.เราอยากตรวจสอบเรื่องการเยียวยาการฟื้นฟูว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการช่วยเหลือเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือน เรื่องสินเชื่อต่างๆ สถานะขณะนี้เป็นอย่างไรเพราะจากการติดตามก็ได้รับคำชี้แจงว่า บางเรื่องรัฐบาลดำเนินการเสร็จแล้ว 2.การเตรียมตัวป้องกันในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่สนใจว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องใช้ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับอุทกภัย สถานะเป็นอย่างไร 3.การเตรียมตัวเมือง เพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการสำคัญๆ ที่เคยมีการพูดกัน คืออะไร มีเรื่องไหนที่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะไปเรียกร้องผลักดันได้เพิ่มเติมมากขึ้น และ 4.ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเมืองในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติบวกกับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องหาดใหญ่และคนใต้

‘จูรี’ซัดกว่าพันคนไม่ได้เงินเยียวยา

จากนั้น นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการฟื้นฟูเยียวยาหาดใหญ่ ว่า เราสู้มาตั้งแต่ต้น ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีคนที่ยังไม่ได้เงินเยียวยาประมาณไม่เกิน 1 พันคนจะมีปัญหาตกหล่นอยู่ ที่เดิมมีความพยายามรออุทธรณ์ แต่หน่วยงานยังไม่ตอบมาว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่อย่างไร ชาวบ้านยังคอยเรื่องนี้อยู่ แต่โดยส่วนใหญ่ของพื้นที่ทั้งจังหวัดสงขลาได้รับเงินเยียวยาแล้ว ซึ่งกรณีการอุทธรณ์เป็นเรื่องการตีความกฎหมายว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่

ด้าน นายอดิศักดิ์ รัตนะ ในนามภาคประชาชน และเคยทำหน้าที่ในท้องถิ่น กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันเงินเยียวยา เนื่องจาก เงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอ แต่เงินช่วยเหลือภัยพิบัติส่วนใหญ่ ท้องถิ่นจะไม่จ่ายตั้งแต่ปี 2567 โดยอ้างว่า ไม่มีการเรียกร้อง ซึ่งขณะนี้ภาพรวมจังหวัดสงขลา น่าจะยังมีประชาชนที่ไม่ได้รับเงินจำนวน 4,000 คน

นักธุรกิจจี้ลดหย่อนเกณฑ์สินเชื่อ

ขณะที่ นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ กล่าวถึงปัญหาของภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อ ที่ภาครัฐได้จัดเตรียมไว้ ว่า สินเชื่อที่ภาครัฐอนุมัตินั้น มีการพักดอกเบี้ย 6 เดือน พักเงินต้น 1 ปี แต่สภาพคล่องใหม่ๆ ก็มีนโยบาย และโครงการให้กับธนาคารที่เกี่ยวข้อง แต่การเข้าถึงและอนุมัติยังยากลำบาก เพราะธนาคารก็ยังต้องตรวจสอบเครดิตบูโรของผู้ประกอบการ

“จึงเสนอว่า ควรลดหย่อนเกณฑ์ และตรวจสอบอัตราความสำเร็จของโครงการย้อนกลับไปที่ธนาคารพาณิชย์ว่า สามารถอนุมัติได้เท่าไร มิเช่นนั้นจะเป็นเสมือนระเบิดเวลา เพราะขณะนี้ ครบเวลาการพักดอกเบี้ย 6 เดือนแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจในสงขลา และหาดใหญ่ยังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มกลับมาชำระดอกเบี้ย ”นายสมพลกล่าว

นักวิชาการแนะทำหาดใหญ่โมเดล

ด้านนักวิชาการ และนักศึกษา อาทิ อาจารย์พัตรธีรา สุวรรณวศ์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยาหาดใหญ่ และนายนวพล เพ็ชรทูล ผู้แทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยากให้ผู้นำท้องถิ่น หรือรัฐบาล สำรวจพื้นที่หาดใหญ่ว่า จุดใดเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือจุดพื้นที่สูงน้ำไม่ท่วม เพื่อใช้เป็นพื้นที่อพยพ และเตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของ เพื่อลดความเสียหาย

พร้อมเรียกร้องให้เร่งความชัดเจน «หาดใหญ่โมเดล» เพื่อให้ประชาชนในหาดใหญ่ทราบว่า จะต้องอพยพไปที่จุดใด และข่าวที่ออกไปจะต้องเป็นความจริง เพราะผู้ปกครองของนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล รวมถึงการสอน และการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา เพราะนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ยังไม่รับทราบมาก่อนว่า จะต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง รวมถึงยังประสานงานกับภาครัฐยาก นักศึกษาและสถานศึกษาต้องจัดการกันเอง

นายกฯแป้นโอดเงินสะสมหมดแล้ว

ขณะที่ นายกแป้น ชี้แจงว่า ขณะนี้ในพื้นที่ต้องการขยายแก้มลิงให้สูงขึ้น จากนั้นก็ลอกคู ซึ่งที่หาดใหญ่ มีขนาด 430 กิโลเมตร ตอนนี้เราลอกได้แค่ 200 กว่ากิโลเมตร จึงตั้งงบฯ และโอนมาอีก 50 ล้านบาท เพื่อลอกได้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีก 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเราจะต้องหาทางทำให้เสร็จก่อนน้ำมา โดยตอนนี้ก็พยายามลอกทุกวัน รวมแล้วตอนนี้เราทำได้ประมาณ 220 กิโลเมตร และกำลังจะ e-bidding จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อจะลอกให้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร

นายกแป้น กล่าวว่า ถ้าไม่ลอกน้ำจะล้นเข้าบ้านหมดเหมือนที่ภูเก็ต น้ำรอระบาย ส่วนรถ 150 คัน และอุปกรณ์อะไรต่างๆ ก็จมน้ำหมด แต่ตอนนี้เงินสะสมเราก็หมดแล้ว ทั้งยังไม่ได้งบอะไรจากงบกลางเลย แต่ประมาณการเงินจากงบกลางที่จะใช้ซ่อมรถประมาณ 200 ล้านบาท แล้วลอกคูประมาณ 60 – 70 ล้านบาท

“สำหรับโคลนที่อยู่หน้าบ้านประชาชน ไม่มีทางที่จะล้างลงคูได้ ต้องใช้รถดูดโคลเพื่อเอาไปทิ้งนอกเมืองระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งยากลำบากมาก เพราะรถดูดโคลนที่เรามีก็จมน้ำหมด ตอนนี้ใช้ได้เพียง 2 – 3 คัน และเราก็พยายามทำอยู่ทุกวัน ซึ่งระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร มันทำยากมาก”นายกแป้นระบุ

ชวนอัดซ้ำมท.คิดแต่เรื่องเลือกตั้ง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฯ กล่าวตอนหนึ่งในช่วงท้ายของการพูดคุยแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ว่า จ.สงขลา เป็นจังหวัดที่ถือว่ามีความพร้อม ที่สุดในภาคใต้เนื่องจากมีชลประทานในพื้นที่ แต่ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพิ่งจะย้ายมาจากจังหวัดกระบี่ ทั้งหมดเกิดจากการบริหารของกระทรวงมหาดไทยที่ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้สนใจเรื่องการทำงาน แค่จะย้ายไปอยู่จังหวัดนั้นเพื่อช่วยการเลือกตั้งได้

“ถ้าพูดถึงความพร้อมแล้วไม่มีที่ไหนพร้อมเท่ากับที่นี่ จึงอยู่ที่ผู้บริหารที่จะประสานให้ได้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ชลประทาน มาใช้ประโยชน์ทั้งอุปกรณ์ต่างๆก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นการบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องการแก้ปัญหาเพราะหัวหน้าทีมในการแก้ปัญหาในพื้นที่คือผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับผลการระดมความเห็นของทุกฝ่ายใน จ.สงขลา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้”นายชวน กล่าว

เตรียมรวบรวมข้อเสนอให้รัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ จะรวบรวม และนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ภาวนาว่าจะให้มีน้ำท่วมขึ้นมาอีก และอย่าให้มีการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวจะมีการโยกย้ายผู้ว่าฯอีก

โดยนายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากการสัมมนาพรรคฯ ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาล ดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมา ที่ขณะนี้ ยังมีประชาชนอุทธรณ์คำร้องการเยียวยา จึงอยากให้รัฐบาลเร่งรัด และในการช่วยเหลือภาคธุรกิจโดยเฉพาะสินเชื่อ ก็อยากให้รัฐบาล ไปพิจารณาผ่อนปรนการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และนโยบายงดการจ่ายดอกเบี้ย ที่กำหนดจะหมดอายุ และการพักเงินต้นที่จะหยุดอายุในอีก 6 เดือน จึงอยากให้รัฐบาลนำข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ไปติดตามการช่วยเหลือ

จี้เร่งประชาสัมพันธ์แผนอพยพ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอในวงสัมมนาฯ ในเตรียมการป้องกันน้ำท่วม ที่ในพื้นที่ยังต้องการงบประมาณในการขุดลอกคูคลอง รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ทดแทนที่เสียหายราว 200-300 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องอนุมัตินอกเหนือจาก 99.5 ล้าน ซึ่งรัฐบาลควรเตรียมความพร้อม และประชาสัมพันธ์ถึงแผนการอพยพ สถานที่พักพิงต่าง ๆ ซึ่งท้องถิ่นและภาคเอกชน มีความพยายามดำเนินการแล้ว แต่ยังขาดเจ้าภาพดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลควรให้จังหวัดเป็นเจ้าภาพ และสร้างความมั่นใจ สร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่

ยันไม่มีการเมืองแต่ช่วยเหลือปชช.

นายอภิสิทธิ์ ย์กล่าวว่า ภาคส่วนในสงขลา และหาดใหญ่ ได้เสนอทั้งการยกระดับถนน ทางรถไฟ รวมทั้งการซ่อมแซมและเสริมแก้มลิง รวมถึงการพัฒนาทะเลสาบสงขลา ที่รอแผนที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมถึงยังมีข้อเสนอการพัฒนาตัวเมืองที่มีศักยภาพใหม่ ๆ โดยเฉพาะพื้นที่สูง ที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่สำหรับธุรกิจ Wellness, อาหาร หรืออุตสาหกรมเทคโนโลยี รวมถึงการบังคับใช้ผังน้ำ และผังเมืองที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคฯ จะนำเสนอและติดตามเพื่อแก้ปัญหาต่อไป พร้อมย้ำว่า ไม่มีเรื่องการเมือง แต่จะต้องทำให้ประชาชนมีความสบายใจว่า สิ่งที่ประชาชนเผชิญจะไม่ซ้ำรอย

ประกาศสมัยหน้ายื่นซักฟอกรบ.หนู

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า การสัมมนาสส.นอกสถานที่ครั้งนี้ ยังสรุปการทำงานสมัยที่ผ่านมา เพื่อวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรคฯและงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร และการเสนอร่างกฎหมายของพรรคฯ ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 นี้ เพราะโอกาสที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลมีสูง ก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการอภิปรายฯ

“มีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะเข้าชื่อกัน เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ดังนั้นแพล็ตฟอร์มส่องรัฐ ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรคฯ ในการเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐ ทั้งงบประมาณรายจ่ายปกติ และการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ลั่น21เสียงปชป.ยังเหนียวแน่น

ด้าน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคฯ กล่าวว่า ขอบคุณ สส.ของพรรคฯ ในสมัยประชุมที่ผ่านมาแม้จะมี ส.ส.เพียง 21 คน แต่ก็ทำงานอย่างหนัก ทั้งในสภาและนอกสภา และที่สำคัญครั้งนี้ สส.ของพรรคฯ เหมือนครอบครัวเดียวกัน อยู่กันอย่างครอบครัว มีความใกล้ชิดสนิทสนม ใกล้ชิดกันพึ่งพาอาศรัยกัน ให้เกียรติกัน ไม่แยกตำแหน่ง รายชื่อ หรือเขต ทำให้หน้าที่การเป็นฝ่ายค้านของพรรคฯ มีน้ำหนักมากกว่าอีกหลายพรรค

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ศึกข้างหน้า ในสมัยประชุมสามัญ ครั้งที่ 2 คาดว่าจะต้องทำงานหนักขึ้นเนื่องจากกำลัังพลเราน้อย เพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน จากปัญหาของรัฐบาล ดังนั้นเป้าหมายของเราต้องชัดเจนขึ้น โดยพรรคฯ จะเพิ่มยุทธศาสตร์พื้นที่ของพรรคฯ ให้มากขึ้น ทั้ง Air War, Ground War และ Underground War

“วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราประชุมสส.นอกสถานที่ครั้งแรก เราคงจะมีเช่นนี้ไปเรื่อยๆ หลายพรรคฯไม่มีความรู้สึกแบบนี้ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์เรามีความรู้สึกเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ขอให้รักษาจุดนี้ ผมยืนยันอีกครั้งว่าพร้อมสู้ทุกรูปแบบ และพร้อมดูแล สส.ให้ดีที่สุด” เลขาธิการพรรคฯกล่าว

ลุยแพลตฟอร์มส่องรัฐบาลถลุงงบฯ

ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงแพลตฟอร์ม ”ส่องรัฐ ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ใช้สำหรับติดตามงบประมาณของภาครัฐ ทั้งงบแผ่นดิน, งบรายกระทรวง หรืองบวาระต่าง ๆ สามารถดึงข้อมูลข้ามกระทรวงมาวิเคราะห์ได้ ทำให้การตรวจสอบการทำงานรัฐบาลเป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การใช้ภาษีของประชาชนเป็นประโยน์สูงสุด

นางการดี กล่าวอีกว่า หลักจากนี้ จะมีการพัฒนาเป็นบัญชีนวัตกรรมใหม่ๆ และรายงานนวัตกรรม เพื่อติดตามการจัดซื้อ จัดจ้าง ของภาครัฐ ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ไม่มีการประมูล ทำให้ราคาแพง และมีบริษัทใด ที่เป็นมาเฟียนวัตกรรม หรือเร่งผลิตนวัตกรรม แอบอ้างชื่อหลายๆ บริษัท ทำให้เสมือนมีการแข่งขันในตลาด ซึ่งจะช่วยให้พรรคฯ ติดตามข้อมูลได้ โดยเฉพาะนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโซลาร์เซลล์ และที่เกี่ยวข้องกับการใช้พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 4 แสนล้านบาท ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โพลหนุนโละผลสอบ ฟันรายตัว มีหลักฐานการทุจริต

โพลหนุนโละผลสอบ  ฟันรายตัว  มีหลักฐานการทุจริต

โพลหนุนโละผลสอบ ฟันรายตัว มีหลักฐานการทุจริต

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โพลหนุนโละผลสอบ ฟันรายตัว มีหลักฐานการทุจริต มาร์คเสนอตั้งคนนอก สอบสวนโกงท้องถิ่น หวั่นสาวไม่ถึงตัวใหญ่

นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ โกงสอบท้องถิ่น เจาะกลุ่มขรก.-ลูกจ้างรัฐ75% หนุนโละผลสอบ เฉพาะที่มีหลักฐานทุจริตชัดเจน ด้าน“อภิสิทธิ์” มองตั้งกรรมการสอบทุจริต ควรใช้คนนอก หวั่นใช้คนในทำระบบมีปัญหา สาวไม่ถึงผู้มีอำนาจ จบที่เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับแทน

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 70.69 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 23.05 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง ร้อยละ 6.26 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม)

ด้านการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ เกี่ยวกับการทุจริตการสอบ เพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในส่วนราชการอื่นๆ นอกจากส่วนท้องถิ่น พบว่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 62.06 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 31.37 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 6.57 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม)

สำหรับความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการกับขั้นตอนในการสอบเพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจจะมีการทุจริตได้มากที่สุด พบว่าตัวอย่าง ร้อยละ 35.73 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ รองลงมาร้อยละ 30.61 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบข้อเขียนหรือความรู้เฉพาะตำแหน่ง

ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ขั้นตอนการจัดลำดับเพื่อขึ้นบัญชี ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ขั้นตอนการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการต่อการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับผลการสอบครั้งที่พบว่ามีปัญหาการทุจริต พบว่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 75.04 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต รองลงมา ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ยกเลิกผลการสอบไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 6.41 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 19.69 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 19.54 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 27.87 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 26.49 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.81 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.66 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.53 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 35.88 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.21 สมรส และร้อยละ 1.91 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 12.67 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.62 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 58.32 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 19.39 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่าง ร้อยละ 69.31 ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ ร้อยละ 7.56 ประกอบอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ และร้อยละ 23.13 เกษียณอายุราชการ

ตัวอย่าง ร้อยละ 3.83 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 36.56 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 23.59 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 14.73 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 8.47 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 3.74 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 1.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.26 ไม่ระบุรายได้

ที่อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่นขึ้นมาหลายคณะ จนมีการตั้งคำถามอาจสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ ว่า ตนมีความเป็นห่วงอยู่ เพราะกรรมการชุดที่ตรวจสอบใหญ่สุด หากดูจากประธานกรรมการ คือชุดของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แต่เรากังวลว่าควรจะใช้บุคลากรที่เป็นคนนอก ที่จะสามารถดำเนินการได้อย่างจริงๆ เพราะหากเป็นคนที่อยู่ในระบบส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหา ว่าในที่สุดแล้วจะสาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจ แท้จริงมากน้อยแค่ไหน จะกลายเป็นการจบลงที่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง

ราชทัณฑ์ แจง ศุภชัย เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมร่วมมือคณะกรรมการชันสูตรตามขั้นตอน

ราชทัณฑ์ แจง ศุภชัย เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมร่วมมือคณะกรรมการชันสูตรตามขั้นตอน

ราชทัณฑ์ แจง ศุภชัย เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมร่วมมือคณะกรรมการชันสูตรตามขั้นตอน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.14 น.

ราชทัณฑ์ แจง ศุภชัย ผู้ต้องขังคดีฉ้อโกงสหกรณ์คลองจั่น เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว พร้อมร่วมมือคณะกรรมการชันสูตรตามขั้นตอน 

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2569 กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ตามที่กรมราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัว นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนฯ กำหนดโทษจำคุก 23 ปี 6 เดือน 20 วัน วันพ้นโทษจำคุก 19 ตุลาคม 2581 ถูกคุมขังอยู ่เรือนจำกลางบางขวางตั ้งแต่วันที ่ 11 มีนาคม 2559 จากบันทึกข้อมูลทะเบียนประวัติผู้ต้องขัง การตรวจคัดกรองสุขภาพร่างกายแรกเข้าพบว่า มีโรคประจำตัวเป็นโรค ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคภูมิแพ้ แพทย์และพยาบาลประจำเรือนจำดูแลรักษาตลอดจนส่งตรวจอาการ ตรวจผลเลือดทางห้องปฏิบัติการ ตรวจติดตามอาการที่เกี่ยวข้องยังโรงพยาบาลภายนอกอย่างต่อเนื่อง 

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เกิดอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วจึงนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า วันที่ 26 มิถุนายน 2569 แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้ามีความเห็นให้ส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่สถาบันโรคทรวงอก ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งนายศุภชัยฯ ได้เสียชีวิตด้วยสภาวะหัวใจล้มเหลว จากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ณ สถาบันโรคทรวงอก ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 06.17 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่เรือนจำได้ดำเนินการทางกฎหมายประสานแจ้งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ พร้อมเจ้าพนักงาน ชันสูตรพลิกศพเข้าตรวจสอบ

ในการนี้ เรือนจำกลางบางขวางได้แจ้งประสานให้ญาติของนายศุภชัยฯ ได้รับทราบถึงลำดับเหตุการณ์ ดังกล่าวเป็นที ่เรียบร้อยแล้ว โดยทางหน่วยงานพร้อมอำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ ซึ่งคณะกรรมการชันสูตรพลิกศพ ประกอบด้วยพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการฝ่ายปกครอง และแพทย์นิติเวช จากสถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ ได้ร่วมกันเข้าดำเนินการชันสูตรพลิกศพตามขั ้นตอนกฎหมายเมื่อเวลา 09.21 น. วันเดียวกัน (12 กรกฎาคม 2569) โดยผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นสอดคล้องกับอาการป่วยวิกฤตดังกล่าว ซึ่งทางญาติ ได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดและไม่ติดใจสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่างใด 

กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังทุกราย โดยเฉพาะผู้ต้องขังสูงอายุและผู ้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งจะได้รับการตรวจคัดกรอง ติดตามอาการ และรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพทาง การแพทย์อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีของนายศุภชัยฯ เรือนจำได้ดำเนินการดูแลรักษาตามแนวทางของแพทย์มาโดยตลอด เมื่อเกิดเหตุได้ดำเนินการแจ้งพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานชันสูตรพลิกศพตามที่กฎหมายกำหนดโดยทันที ผลการชันสูตรยืนยันว่าเป็นการเสียชีวิตจากโรคตามธรรมชาติ กรมราชทัณฑ์พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือ กับทุกหน่วยงานเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมต่อไป