วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วงการบันเทิงสั่นสะเทือน? เอ ศุภชัย ทาบทามลุงป้อมเล่นละคร เจ้าตัวรีบตอบ เป็นนักชิมดีกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.50 น.

“ลุงป้อม ชวนชิม”เข้าตา “พี่เอ ศุภชัย”ชวนถ่ายคลิปขายาว  พร้อมทาบทามเข้าวงการบันเทิง ล่าสุด บุกย่านบรรทัดทอง ชิมอาหารร้าน “ครัวบ้านเอ” ชมเปาะ รสชาติอาหารกลมกล่อม อร่อยทุกเมนู

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.69 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยทีมผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค พากันมารับประทานอาหารที่ร้าน “ครัวบ้านเอ” ย่านบรรทัดทอง 

โดยมี “เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” ผู้จัดการดาราชื่อดัง ในฐานะเจ้าของร้าน ให้การต้อนรับอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมเมนูอาหารหลากหลายมาให้ชิม ซึ่งลุงป้อม ชิมทุกเมนู และเอ่ยปากชมในรสชาติ ระหว่างรับประทานอาหารด้วย ทั้งนี้เอ ศุภชัย ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาชวนลุงป้อมถ่ายคลิป “ขายาว” พร้อมโชว์ผลงานคลิปวิดีโอ ทำให้ ลุงป้อม หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ไม่รอดจริง ๆ”

พล.อ.ประวิตร เปิดเผยว่า ที่เลือกมาร้านนี้เพราะเห็นรีวิวในสื่อสังคมออนไลน์ และเมื่อได้มาชิมด้วยตนเองก็ชอบทุกเมนู โดยเฉพาะเมนูหมูฮ้องรสเข้มข้น พะโล้ไข่เป็ดที่มีรสชาติกลมกล่อม รวมถึงชอบการนำผลไม้ตามฤดูกาล อย่างมะยงชิดมาทำยำได้อร่อยมาก

ด้าน เอ ศุภชัย กล่าวทาบทามด้วยว่า หากลุงป้อม สนใจร่วมงานในวงการบันเทิง ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ทันที โดยลุงป้อมหัวเราะก่อนตอบว่า “ จะให้เล่นบทอะไร เล่นละครไม่ไหวแล้ว เป็นนักชิมดีกว่า“

ขณะที่ผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรคระบุว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมรับประทานอาหารกับลุงป้อม และยอมรับว่าร้านอาหารที่ลุงป้อมแนะนำล้วนอร่อย พร้อมเปิดเผยว่า ได้รับกำลังใจ และคำแนะนำจากลุงป้อมให้ยึดมั่นในความจริงใจและความซื่อสัตย์ โดยเมื่อได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว ต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

พรรควิชชั่นใหม่ ชูนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย ปลดล็อกหนี้ประชาชน ชี้เป็นทางออกเศรษฐกิจยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.45 น.

สับไม่ยั้ง! “วิชชั่นใหม่” ชี้การเมืองเก่าใช้เงินซื้ออำนาจ 50 ล้านต่อเก้าอี้ เปิดทางทุนผูกขาดโกยกำไร ทิ้งประชาชนจมหนี้ ย้ำ “การเงินไร้ดอกเบี้ย” พรรควิชชั่นใหม่คือคำตอบ

5 ก.พ.2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นยังสะท้อนการเมืองแบบเดิมที่หมุนวนอยู่กับ “อำนาจและผลประโยชน์” มากกว่าการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน

นายพิเชษฐ กล่าวถึง กระแสวิพากษ์ในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับการกว้านซื้อตัว สส.ด้วยเม็ดเงินสูงถึงหัวละ 50 ล้านบาท รวมถึงการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งเตะถ่วงสถานการณ์และช่วงชิงความได้เปรียบทางอำนาจ มากกว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างแท้จริง

“การเมืองที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับการเข้าสู่อำนาจ คือรากเหง้าของความบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ เพราะเมื่ออำนาจทางการเมืองถูกซื้อขายด้วยเงิน การบริหารประเทศย่อมถูกบังคับให้ถอนทุนคืนให้กลุ่มทุน ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรม จนหนี้สินกลายเป็นกับดักถาวรของคนไทย” นายพิเชษฐกล่าว

นายพิเชษฐย้ำว่า เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ในเกมการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่สะท้อนถึงระบบการเงินที่เอื้อให้ทุนผูกขาดสะสมกำไร ขณะที่ประชาชนฐานรากต้องจมอยู่กับหนี้สิน พร้อมชี้ว่า พรรควิชชั่นใหม่จึงเสนอแนวคิด “การเงินไร้ดอกเบี้ย” เพื่อทำลายวงจรอำนาจ–ทุน–หนี้ และเตือนว่าการแข่งขันแจกเงินโดยไม่คำนึงถึงฐานะการคลัง อาจนำประเทศไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว

สำหรับกรณีการยื่นฟ้องเพื่อขอระงับการออกเสียงประชามติ นายพิเชษฐมองว่าเป็นการชิงจังหวะทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาส พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่หลายพรรคการเมืองแข่งขันกันเสนอนโยบายแจกเงิน ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 และสร้างความกังวลให้ภาคเอกชน พรรควิชชั่นใหม่กลับเลือกเสนอแนวทางที่ไม่เพิ่มภาระการคลังของประเทศในระยะยาว

“บางพรรคคุยเรื่องกติกาอำนาจ บางพรรคคุยเรื่องกู้เงินมาแจกเพื่อคะแนนนิยม แต่พรรคเราคุยเรื่อง ‘การเงินที่ยั่งยืน’ การเข้าถึงแหล่งทุนแบบไร้ดอกเบี้ยคือการเสริมพลังให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้จริง โดยไม่ผลักภาระหนี้ไปให้ประเทศในอนาคต”นายพิเชษฐกล่าว

นายพิเชษฐ ยังแสดงความห่วงใยต่อบรรยากาศการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย รวมถึงปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันรักษาความโปร่งใส เพื่อให้ทุกคะแนนเสียง โดยเฉพาะของประชาชนฐานราก มีความหมายอย่างแท้จริง

“วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อย่าให้ละครการเมืองหรือความผิดพลาดของระบบมาทำให้ประชาชนเสียสมาธิ พรรควิชชั่นใหม่พร้อมเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนตัวเล็ก เปลี่ยนคะแนนเสียงของท่านให้เป็นกฎหมายที่ปลดเปลื้องหนี้ และสร้างระบบการเงินที่ไม่มีใครต้องตกเป็นทาสดอกเบี้ยอีกต่อไป” นายพิเชษฐ กล่าว

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

นายกฯแถลงเอง จับบุหรี่เถื่อนหาดใหญ่ เลี่ยงภาษีพันล้าน โยงผู้สมัครส.ส.พรรคดังร่วมแก๊ง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.35 น.

“นายกฯ” ลงหาดใหญ่ ด่วน  แถลงข่าว จับบุหรี่เถื่อน 20 ล้านมวน ชี้ทำรัฐสูญรายได้กว่าพันล้าน  อึ้ง! โยงผู้สมัคร สส. จากพรรคดัง

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมการปกครอง ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ในพื้นที่ จ.สงขลา ทั้งหมด 4 จุด ตามหมายค้นศาลจังหวัดสงขลา ณ ที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 พนักงานฝ่ายปกครองได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดสงขลา เพื่อเข้าตรวจสอบสถานที่เป้าหมายในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งผลการปฏิบัติการพบของกลางเป็นบุหรี่หนีภาษี จำนวนกว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20,000,000 มวน (ยี่สิบล้านมวน) และสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย

ทั้งนี้จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้น พบว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 67 ล้านบาท และค่าปรับทางภาษีมากกว่า 1,000 ล้านบาท  โดยได้ยึดรถที่ใช้ในการกระทำความผิดจำนวน 11 คัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา ดังนี้

1. มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 203 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

2. ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 204 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560

3. นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ตามมาตรา 242 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560

4. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด ตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560
และได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ สภ.ทุ่งลุง และ สภ.คลองหอยโข่ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม การจับกุมบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ครั้งนี้ มีผู้ต้องหา 14 รายอยู่ในเครือข่าย “เจ๊แมว” และมีหุ้นส่วนเป็นผู้สมัคร สส. ในจังหวัดสงขลา ซึ่งมีอักษรย่อ “บ.”  จากพรรคการเมืองดังด้วย
 

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

ผบ.ฉก.อรัญฯ สั่งเข้มชายแดน! พร้อมรับมือทุกสถานการณ์-ตอบโต้ขั้นสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.02 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อดูผลการปฎิบัติการทางทหารในการทวงคืนอธิปไตยไทย โดยได้ไปดูพื้นที่ ซึ่งเดิมทีชาวกัมพูชาเคยสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย แต่ภายหลังการปฎิบัติการทางทหาร ฝ่ายทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชาจนหมดสิ้น จำนวน 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง

พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้ คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตร เพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากจะถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงมีการขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาของการหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราก็สามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันได้มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมกับวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และมีการขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งมีการก่อสร้างถนนเพิ่มเติม

“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้ว ที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ ยังกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามของชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถควบคุมตัวได้ โดยอ้างว่าจะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้มีการจับกุมตัว ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี

พ.อ.ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่ชาวกัมพูชานำรถทหารไทยไปทำคอนเทนต์ เนื่องจากว่า ในวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวได้นำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งจากนี้เราจะใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา

ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาขณะนี้ ก็มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความแข็งแรง เทียบเท่ากับถนน K5 และมีการขุดคูเลตที่มีลักษณะซิกแซ็ก ซึ่งคาดว่า เกิดจากความกังวลว่า ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่

ทั้งนี้ ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเราค่อนข้างยาก เพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง และมีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาท ได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เรามีความเตรียมพร้อม

จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมไปถึงไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะ ซึ่งเป็นบ้านที่เพิ่งก่อสร้างได้ไม่นาน ที่เตรียมสร้างไว้เพื่อให้ลูกอยู่ เพราะลูกเพิ่งเกิดได้เพียง 10 เดือน แต่ก็ได้รับความเสียหาย

ด้าน นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง กล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า สำหรับบ้านที่ได้รับความเสียหายไม่เกิน 49,500 บาท ทางอำเภอได้ดำเนินการจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 ส่วนหลังที่เกิน 49,500 บาท ทางกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินมาแล้ว พรุ่งนี้จะเชิญผู้ที่ได้รับความเสียหายเกินจาก 49,500 บาท มาร่วมประชุมที่อำเภอ แล้วจะแจ้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และพร้อมจ่ายเงินตามที่ได้ประเมินไว้

พร้อมยืนยันว่า จ่ายตามความเสียหายจริงที่ได้รับการประเมินไว้ สำหรับบ้านหลังที่เกิน 230,000 บาท มีด้วยกัน 10 หลัง ซึ่งก็มีงบประมาณจากเหล่ากาชาดจังหวัด และในส่วนที่ทางจังหวัดขอเพิ่มเติมไป ก็ได้รับการจัดสรรมาตามนั้น

ส่วนพรุ่งนี้เรียกประชาชนมาพูดคุยรายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์ คาดว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า ถ้าพูดคุยเรื่องหลักเกณฑ์เสร็จ คาดว่าสัปดาห์หน้าก็จ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบได้ ส่วนจ่ายเป็นก้อน หรือจ่ายเป็นงวด ให้รอฟังจาก ปภ.จังหวัด

สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายเรื่องที่อยู่อาศัย ตอนนี้จัดสรรให้เขาอยู่อย่างไร ให้อย่างไร นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบเขาอยู่กับญาติพี่น้อง และรอที่จะทำบ้านหลังใหม่ ถ้าเงินมาก็จะรีบดำเนินการ

ส่วนที่ทางการจีนบริจาคสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ของเหล่านั้นมาถึงพื้นที่แล้วหรือไม่ นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจาก ปภ.จังหวัด

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

ส่องบรรยากาศการหาเสียง 4 ภาควันนี้ แกนนำพรรคประชาชน ลงพื้นที่รัวๆ ก่อนวันปราศรัยใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.00 น.

ปชน. กระจายกำลังทั่วไทยส่งท้ายคาราวานประชาชน “ศิริกัญญา-พิธา-ปิยบุตร-วิโรจน์” แท็กทีมใหญ่ปราศรัยขอนแก่น “ธนาธร” เคลื่อนไปฉะเชิงเทรา “พิจารณ์-ช่อ” ปราศรัยสมุทรสงครามเย็นนี้ “โรม” ลุยหาเสียงแม่ฮ่องสอน   

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คาราวานรถแห่เลือกอนาคตของพรรคประชาชนเดินหน้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 หลังจากคาราวานสายภาคใต้และสายภาคเหนือสิ้นสุดลง คงเหลือจำนวน 4 สายในวันนี้ ทุกสายได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนโบกมือทักทาย นำอาหารและเครื่องดื่มมาให้เพื่อเป็นกำลังใจ

สำหรับคาราวานสายอีสานใต้ “คมแฝก” เดินทางไปที่จังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ก่อนที่ช่วงเย็นจะมารวมกับคาราวานสายอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ” ที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อปราศรัยใหญ่ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 ของพรรคประชาชน, นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียง

ด้านคาราวานภาคตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม” นำโดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง เดินทางไปที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. ช่วงหนึ่ง นายธนาธรได้พบประชาชนหลากหลายกลุ่มที่นำอาหารมามอบให้เป็นกำลังใจ ประชาชนคนหนึ่งกล่าวกับนายธนาธรด้วยความตื้นตันว่า ติดตามมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้ขอให้ไปได้ไกล 

ขณะที่คาราวานภาคกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง” นำโดย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ช่วงเช้าเดินทางไปที่จังหวัดสมุทรสาครเพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. โดย นายพิจารณ์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง 2566 ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกลมาแล้ว ครั้งนี้ขอความไว้วางใจอีกครั้ง เลือกพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบให้ถล่มทลายเพื่อให้เรามีเสียงมากเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ทั้งนี้ ช่วงเย็นจะมีการปราศรัยที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นำโดย นายพิจารณ์, นายกรุณพล และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ผู้ช่วยหาเสียง  

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคทั้ง 2 เขต ช่วงเช้าไปที่ อ.เมือง และช่วงบ่ายไปที่ อ.แม่สะเรียง โดยขึ้นรถแห่รอบเมือง มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปอย่างคึกคัก ทำให้คาราวานของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้สามารถเดินทางไปครบ 77 จังหวัดก่อนปิดท้ายที่เวทีปราศรัยใหญ่ ณ ศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานครในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 
 

จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

จับตา ข้อเรียกร้องเลื่อนเลือกตั้ง 8 กพ หลัง สนธิญา ยื่น กกต สอบปมพิรุธงบ 450 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.55 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ออกไป 1-2 เดือน  พร้อมระบุเหตุผลว่าส่วนตัวรู้สึกไม่สบายใจเพราะการเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. โดยบางพื้นที่เจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ว่า ผู้สมัครถูกถอนชื่อ และยังมีการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดพลาด สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริต 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะมีการออกเสียงลงประชามติด้วย ทำไมถึงไม่ให้บัตร 3 ใบพร้อมกัน เพราะเกรงว่าผู้มีสิทธิออกเสียง โดยเฉพาะสูงอายุจะสับสน เกิดความวุ่นวาย และรัฐธรรมนูญก็ได้ระบุไว้ว่า การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยลับ แต่หากในหน่วยเลือกตั้งมีการเดินสวนกันไปมาระหว่างผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สส. กับผู้ออกเสียงประชามติ ก็จะส่งผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ และไม่สุจริต เที่ยงธรรม 

สนธิญา

ขณะเดียวกัน กกต. ได้ยื่นคำร้องศาลฎีกา ให้ตัดสิทธิ์ผู้สมัคร สส. รวมประมาณ 28-30 ราย ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้ตัดสิทธิ์จริง ในส่วนนี้หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรค ที่เป็นผู้ลงนามให้สมัคร สส. ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะใช้เอกสารเท็จ และประมาทเลินเล่อ ทำให้ระบบราชการเสียหาย เป็นการทำผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองและฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ดังนั้นหัวหน้าพรรคที่ผู้สมัคร สส.ถูกศาลพิพากษาสิทธิ ต้องถูกยื่นตรวจสอบจริยธรรม   เพราะหากเข้าไปเป็นรัฐบาล ก็จะกลายเป็นรัฐบาลสีเทา สีดำ 

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เกี่ยวกับการเบิกเงินสดผิดปกติ 2 ครั้ง รวม 450 ล้านบาท โดยเน้นเป็นธนบัตรย่อย ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ และส่วนตัวได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้ร่วมตรวจสอบกับ ธปท. แล้ว ว่า มีการถอนเงินมากี่ครั้ง แล้วนำไปใช้ทำอะไรเกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางการเมืองหรือไม่ แต่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า สามารถเตรียมเงินได้ แต่อย่าซื้อเสียงนั้น ถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้ว และขาดคุณธรรมจริยธรรม 

สนธิญา

นายสนธิญา ระบุว่าส่วนตัวอยากให้ กกต. ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง และตรวจสอบทุกเรื่องข้างต้นโดยละเอียด เพราะเชื่อว่า หาก กกต. ไม่ดำเนินการ พรรคการเมืองและบุคคลที่เสียสิทธิ์ รวมถึงตนเองก็จะดำเนินการฟ้องร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และอาจเป็นจนทำให้การเลือกตั้งล่าช้า และเสียงบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาทไปโดยใช่เหตุ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นแล้วใครจะรับผิดชอบ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ออกไปก่อน พร้อมยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีอคติกับ กกต. แต่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม ซึ่งการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอาจจะเป็นการเสียเงินงบประมาณเพิ่มเติมก็เสียน้อยมาก เพราะ กกต. สามารถประกาศได้เลย ว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนมีนาคมหรือเมษายน 

นายสนธิญา ยังเปิดเผยข้อมูลการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร  โดยอ้างว่า มีการจดชื่อประชาชนในพื้นที่ไป แต่ยังไม่ได้แจกเงิน เพราะส่วนตัวได้ไปแจ้งข้อมูลกับ กกต.ฝ่ายสอบสวนในเขตพื้นที่แล้ว ทำให้เกิดการป้องปราม จึงยังไม่กล้าแจก แต่ยอมรับว่าส่วนตัวมีความกังวลว่าก่อนถึงวันเลือกตั้ง 1 วัน หรือในช่วงเช้าของวันเลือกตั้ง จะมีการตระเวนแจกเงิน ซึ่งขณะนี้มีข้อมูลแล้วไม่ต่ำกว่า 2 พรรค ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยซื้อเสียงหัวละตั้งแต่ 200-500 บาทต่อหัว 

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

ศาลฎีกา เพิกถอนสิทธิ ก้องเกียรติ ผู้สมัคร สส.กล้าธรรม ชี้ขาดคุณสมบัติ เหตุเคยโดนคดีลักทรัพย์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.42 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิ์ บิ๊กโอ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีฯ กธ. อีกรายชี้เคยต้องโทษจำคุกขาดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง  สนามหลวงศาลได้มีคำวินิจฉัยคดีดำที่ ลต.สขข. 16/2569 คดีแดงที่ ลต.สขข. 20/2569 คดีที่คณะกรรมการเลือกตั้งถอนชื่อ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ หรือโอ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 พรรคกล้าธรรม (กธ.)  ออกจากการประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จากกรณีที่นายก้องเกียรติ เคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีความผิดฐานลักทรัพย์ คดีถึงที่สุด นายก้องเกียรติจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ตามรายชื่อที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศ ต่อมานายสมคิด หวานเหลือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะเหตุที่ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ความผิดฐานลักทรัพย์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12)

ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากหนังสือของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ขัดแย้งกับหนังสือของกรมคุมประพฤติ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองประวัติการคุมประพฤติ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ระบุว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 65/2552 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เพียงเท่านั้น พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านรับฟังมาไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 257/2569 ลงวันที่ 20 มกราคม 2569 และขอให้เพิ่มชื่อผู้ร้องในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.นครศรีธรรมราชด้วย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3677/2542 ของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว คำวินิจฉัยของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกคำร้อง

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (10) และพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (12) ซึ่งบัญญัติห้ามบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา สมัครรับเลือกตั้ง

จากการพิจารณาคำร้อง คำคัดค้าน เอกสารประกอบ และการไต่สวนพยาน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องคือ นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เคยถูกดำเนินคดีอาญาที่ 1462/54 ในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และต่อมาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542 ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท โดยรอการลงโทษจำคุก 2 ปี และให้คุมความประพฤติ ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าตนเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดังกล่าว เนื่องจากเอกสารบางส่วนถูกทำลาย และมีหนังสือของกรมคุมประพฤติที่ปรากฏเพียงประวัติคดีอื่น แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสถานีตำรวจ ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งข้อมูลทะเบียนราษฎร เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และคำเบิกความของผู้ร้องเองแล้ว เห็นว่าข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องต้องตรงกันว่า ผู้ร้องเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3673/2542

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงมีคำวินิจฉัยให้ถอนชื่อผู้ร้องออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช หมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม โดยชอบด้วยกฎหมาย

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส. กล้าธรรม เขต 13 โคราช เคยต้องโทษจำคุก พ.ร.บ.ป่าไม้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสั่งถอนชื่อ ฉลอง ผู้สมัคร สส.กธ.เขต13 โคราชออกจากผู้สมัคร สส.เคยต้องโทษจำคุก3ปีเศษปี60 ผิดพ.ร.บ.ป่าไม้

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 256ผู้สื่อข่าวรายงายงานว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลได้อ่านคำสั่งคดีหมายเลขคดีดำ ลต สสข10/2569คดีแดงลต สสข12/2569ระหว่างผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมาผูู้ร้อง กับนายฉลอง เเสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้สมัคร สส.เขต13 พรรคกล้าธรรม(กธ) จ.นครราชสีมา ผู้คัดค้าน เรื่องขอให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยผ้ร้องยื่นคําร้องและแก้ไขคําร้องว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตัง ต่อมาผู้ร้องตรวจสอบแล้วเห็นว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจ๋าคุกในคดีความผิดต่อพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ฯตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1821/2558ของศาลจังหวัดสีคิ้ว พ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560ซึ่งยังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง  

ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42(9)

จึงขอให้ศาลถอนชื่อผู้คัดค้านออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 13 จ.นครราชสีมา 

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคําคัดค้านโดยในวันนัดพร้อม ผู้คัดค้านแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านได้กระทําความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้ ได้รับโทษจําคุก 3 ปี4เดือน 15 วัน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2764/2558 ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560โดยไม่คัดค้านคําร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาคําร้อง  และคําแถลงของผู้คัดค้านในวันนัดพร้อมแล้ว เห็นว่าคดีไม่จําเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานให้งดการไต่สวน

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องได้ประกาศรายชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้ค้ดค้านเป็น ผู้สมัครรับเลือกตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที 13จ.นครราชสีมา ของพรรคกล้าธรรม แต่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุก3 ปี 4 เดือน 15 วัน  ในความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติและความผิดต่อพ.ร.บ.ป่าไม้  ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2560

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42บัญญัติทํานองเดียวกันว่า “บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษาฎร โดย เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษ  มายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” 

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านได้รับโทษจําคุก 3 ปี 4เดือน 15 วัน ในความผิด ต่อพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และความผิดต่อ พ ร.บ.ป่าไม้ ตามคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้คัดค้านพ้นโทษเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 จึงเป็นกรณี ที่ผู้คัดค้านเคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมีให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (7) และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 42 (9)

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงมีคําสั่งให้ถอนชื่อนายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ ผู้คัดค้าน ออกจากประกาศรายชือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตังที 13 จ.นครราชสีมาของพรรคกล้าธรรม

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

รัฐไม่ใช่ที่ทดลอง ส่องฉากทัศน์ พรรคส้ม ในมุมมอง ดร.สุวินัย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.20 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2669 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียน และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : ฉากทัศน์ของรัฐไทยภายใต้อัตวิสัยนิยมทางการเมือง

ให้โอกาสผมนะครับ
ผมไม่เคยขับเครื่องบินมาก่อนในชีวิต
พี่ให้โอกาส ผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี พี่ค่อยไล่ผมลง
ผมไม่เคยผ่าตัดมาก่อนในชีวิต
พี่เป็นรายแรก ลองดูนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าผมจะไม่ผ่าอีก
ผมไม่เคยเป็นรัฐบาลมาก่อน
ให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ
ถ้าไม่ดี คราวหน้าไม่ต้องเลือกผม

บทนำ : คำถามที่ไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบพรรคส้ม
คำถามเดียวที่บทความนี้ตั้งคือ
ถ้ากรอบคิดแบบพรรคส้มได้อำนาจรัฐ
โครงสร้างของประเทศจะตอบสนองอย่างไร?
เพราะรัฐ
ไม่ใช่เวทีแสดงเจตนาดี
และไม่ใช่พื้นที่ทดลองความถูกต้องทางศีลธรรม
รัฐคือระบบ
และทุกระบบตอบสนองต่อ “โครงสร้างอำนาจ” ไม่ใช่ “ความตั้งใจ”

1. จุดตั้งต้นของหายนะ : เมื่อกรอบคิดของพรรคส้มไม่รับรู้ข้อจำกัดของระบบ
กรอบคิดหลักของพรรคส้ม
ไม่ได้ตั้งอยู่บนตรรกะการจัดการระบบ
แต่ตั้งอยู่บน 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) หรืออัตวิสัยนิยมทางการเมือง
ซึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าเราอยู่ข้างประชาชน
ถ้าเราท้าทายอำนาจเก่า
การตัดสินใจของเราย่อมชอบธรรมโดยนิยาม”
ปัญหาไม่ใช่ศีลธรรม
แต่คือ ญาณวิทยา
เพราะรัฐ
ไม่เคยถามว่าผู้ปกครอง “ตั้งใจดีแค่ไหน”
รัฐถามเพียงว่า
การตัดสินใจนั้นทำให้ระบบเดินต่อหรือไม่?

2. วันแรกที่พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล : เงินยังไม่หนี แต่ ‘ความเชื่อมั่น’ เริ่มรั่ว
ในช่วงแรก
จะไม่มีวิกฤตทันที
ตลาดไม่พังในหนึ่งสัปดาห์
เงินไม่ไหลออกในหนึ่งเดือน
แต่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นทันทีคือ
ผู้มีอำนาจเชิงโครงสร้าง “หยุดรอดู”
– ทุนใหญ่ชะลอการลงทุน
– ข้าราชการระดับบนเข้าสู่โหมดป้องกันตัว
– หน่วยงานความมั่นคงเริ่มประเมินความเสี่ยงเชิงอุดมการณ์
ไม่ใช่เพราะ “ต่อต้านประชาธิปไตย”
แต่เพราะ ไม่สามารถล่วงรู้เจตนาของรัฐบาลพรรคส้มที่ชูธงอัตวิสัยนิยมทางการเมืองได้
รัฐไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
แต่รัฐกลัวการเปลี่ยนแปลงที่ “ไม่มีกรอบหยุด”

3. ระบบราชการเกียร์ว่าง : ความเงียบที่ทำลายประเทศ
พรรคส้มเชื่อว่า
ระบบราชการคือ “อำนาจเก่า”
แต่ความจริงคือ
ระบบราชการคือ ระบบประสาทของรัฐ
เมื่อข้าราชการรับรู้ว่า
การโต้แย้งเชิงเทคนิค = ไม่ยืนข้างประชาชน
การชะลอ = สมรู้ร่วมคิด
ความระมัดระวัง = ขวางการปฏิรูป
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างเดียว
ไม่ทำอะไรเลย คือทางรอดที่ปลอดภัยที่สุด
รัฐไม่ล่ม
แต่รัฐ “หยุดทำงาน”
นี่คือจุดเริ่มต้นของ Lost Decade
ไม่ใช่ด้วยเสียงปืน
แต่ด้วยความเงียบ

4. ทุนหนีไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะอ่านเกมออก
ทุนไม่รักใคร
ทุนอ่านโครงสร้าง
เมื่อเห็นว่า
นโยบายขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ทางศีลธรรม
กติกาเปลี่ยนตามกระแสโซเชียล
ความผิดพลาดไม่เคยถูกยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด
ทุนจะไม่เผชิญหน้า
แต่จะ ค่อย ๆ ถอนตัว
ไม่ใช่การหนีแบบแตกตื่น
แต่เป็นการ “ไม่กลับมา”
ประเทศจึงไม่พังทันที
แต่กลวงจากข้างใน

5. รัฐสูญเสียการผูกขาดการรับรู้
พรรคส้มเชี่ยวชาญการเมืองแบบอัลกอริทึม
การสร้างอารมณ์ 
การจัดเฟรมศีลธรรม 
การแบ่งโลกเป็น “ฝ่ายถูก–ฝ่ายผิด”
เมื่อได้อำนาจรัฐ
เครื่องมือเดียวกันนี้จะย้อนกลับมาทำลายรัฐเอง
เพราะ
รัฐต้องการความซับซ้อน
อัลกอริทึมต้องการความง่าย
นโยบายต้องการความอดทน
โซเชียลต้องการความโกรธ
รัฐจะถูกบังคับให้ตัดสินใจ
เพื่อเอาใจ “เสียงดัง” ไม่ใช่ “ความจริง”
นี่คือจุดที่ อำนาจรัฐ ละลายลงในอารมณ์มวลชน

6. ทุนเทา : ผู้ชนะที่แท้จริงของรัฐศีลธรรม
ในรัฐที่ศีลธรรมถูกใช้เป็นอาวุธ
ทุนโปร่งใสจะถอย
ทุนที่ต้องการกติกาจะหาย
เหลือเพียงทุนที่ “ไม่สนกติกา”
ทุนเทา
ไม่ต้องการความมั่นคงเชิงนโยบาย
ไม่ต้องการระบบ
และไม่แคร์ภาพลักษณ์
รัฐที่อ่อนแอทางโครงสร้าง
แต่มั่นใจทางศีลธรรม
คือสวรรค์ของทุนเทา
นี่คือความย้อนแย้งที่จะเกิดขึ้นแน่
เพราะทุนเทาจะยิ่งโตอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคส้ม

7. ความมั่นคง : รัฐที่ไม่สามารถคาดเดาตนเองได้
ในสายตาภายนอก
รัฐบาลพรรคส้มจะถูกมองว่า
คาดเดายาก
เปลี่ยนจุดยืนเร็ว
ขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันภายใน
ประเทศแบบนี้
ไม่ใช่เป้าหมายการรุกราน
แต่เป็น พื้นที่ให้มหาอำนาจทดลองอิทธิพล
รัฐไม่ได้เสียเอกราช
แต่เสีย “น้ำหนัก” ในการยืนหยัดเรื่องอธิปไตย

8. Point of No Return : สิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้
ปัญหาที่อันตรายที่สุดคือ
ความเสียหายเชิงโครงสร้าง ที่ไม่สามารถย้อนกลับด้วยการเลือกตั้ง
เมื่อ
ระบบราชการเรียนรู้ว่า “อย่าคิด”
ทุนเรียนรู้ว่า “อย่ากลับมา”
คนรุ่นใหม่เรียนรู้ว่า “ความถูกต้องสำคัญกว่าผลลัพธ์”
ประเทศจะไม่พังในรัฐบาลพรรคส้มรัฐบาลเดียว
แต่จะ “ติดหล่ม” ยาวนานเป็นสิบปี
เหมือนหลายประเทศที่ฟื้นไม่ได้
แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ตาม

○ บทสรุป : นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่คือสมการ
บทความนี้
ไม่ใช่คำทำนาย
ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ
และไม่ใช่คำขู่ให้กลัว
แต่มันคือ ตรรกะของระบบ
ประเทศไทย
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลที่ทุจริต
อาจอยู่รอดจากรัฐบาลไร้วิสัยทัศน์
แต่ อาจไม่รอดจากรัฐบาลที่มั่นใจในตนเอง
จนไม่ยอมให้โลกจริงมีสิทธิ์เถียง
ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล
สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เผด็จการ
แต่คือ รัฐที่ค่อย ๆ หมดความสามารถในการปกครองตนเอง
และเมื่อถึงจุดนั้น
ประวัติศาสตร์จะไม่ย้อนกลับมาให้เลือกใหม่อีกครั้ง

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

ไตรศุลี ยันไม่มีการปะทะ! ชี้ไฟไหม้ทำระเบิดเขมรลั่นเอง จี้จัดการด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.27 น.

5 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า เกิดเหตุฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม.จำนวน 1 ลูก ตกลงในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน โดยกระสุนตกบริเวณด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อกำลังพลหรือยุทโธปกรณ์ โดยกำลังพลทุกนายปลอดภัย ขณะที่หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไฟไหม้ แล้วไปโดน ระเบิดที่วางไว้ อยู่หน้าแนว ไม่มีการปะทะกัน ค่ะ # กัมพูชาต้องจัดการระเบิดตัวเองด้วย”