‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

'ศุภมาส' เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ 'Smart Consumer' รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

‘ศุภมาส’ เปิดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569 ดันสังคมสู่ ‘Smart Consumer’ รับมือยุคดิจิทัล ปกป้องสิทธิของตนเองได้

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ภายใต้แนวคิด “THE SMART CONSUMER CITY” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อมุ่งยกระดับประชาชนสู่การเป็น “ผู้บริโภคอัจฉริยะ” ที่รู้เท่าทันและสามารถปกป้องสิทธิของตนเองในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในมีกิจกรรม 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนแรก “Legal Clinic” ให้คำปรึกษากฎหมายฟรีโดยผู้เชี่ยวชาญ โซนที่สอง “Business Clinic” ให้คำแนะนำผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม และโซนที่สาม “Market Street” รวมสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการกว่า 40 ร้านค้า ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงสินค้าและบริการสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ทางด้านความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของข้อมูล ดังนั้น สคบ. จึงต้องปรับตัวเข้าหาประชาชน ดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดแข่งขันจัดทำคลิปวิดีโอสั้น “GEN SMART CONTENT CREATOR” จำนวน 5 รางวัล ก่อนจะเยี่ยมชมบูธนิทรรศการต่างๆ ภายในงาน

ภายในงาน “วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2569” ยังมีการเสวนาหัวข้อ “การคุ้มครองผู้บริโภคยุคใหม่ : พลิกความท้าทายสู่การคุ้มครองที่เข้าถึงได้จริง” โดยมีรองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นวิทยากร รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “พลังเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค : เสียงประชาชนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” โดยมีเลขานุการที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนและเลขานุการคณะกรรมการดำเนินการระดับชาติตลอดจนผู้อำนวยการเครือข่ายเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร เป็นวิทยากร

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

คุยกัน 7 วันหน : ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยามย่างเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องต้นเดือนพฤษภาคม ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

เรือขนส่งทุเรียนด่วน 3 ลำ ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์รวม 356 ตู้ บรรจุทุเรียนสดกว่า 6,300 ตัน ทยอยเทียบท่าเรือหนานซาในเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุเรียนสดจากไทยชุดนี้สะท้อนความคึกคักของการขนส่งทุเรียนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และจะแบ่งกระจายสู่ตลาดทั่วจีนเพื่อเสิร์ฟผู้บริโภคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ขณะที่ท่าเรือหนานซา ซึ่งเป็นท่าเรือทะเลสำหรับนำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของจีน จะรับรองการนำเข้าทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของแหล่งเพาะปลูกทุเรียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าฤดูทุเรียน ปี 2026 อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน โดยข้อมูลสถิติระบุว่าศุลกากรหนานซาได้ตรวจสอบการนำเข้าทุเรียนสดในช่วงวันที่ 15-26 เม.ย. มากกว่า 9,500 ตันแล้ว

โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าจีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่า จำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยนิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่า ผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง “ราคา” เป็นเรื่อง “คุณภาพ” โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น หลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่า ความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหง เล็งจะทดลองโมเดล “ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง “สินค้าเฉพาะกลุ่ม” เป็น “สินค้ากระแสหลัก” ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

>>>> ขอบคุณภาพและข้อมูล จากสำนักข่าวซินหัวไทย <<<<

โดย ดาโน โทนาลี

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม้อัตราการเข้าเรียนของเด็กไทยอยู่ในระดับสูง แต่ผลการประเมิน PISA ล่าสุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยมากกว่าครึ่งยังมีผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐานขั้นต่ำ  และ ผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า คะแนนความรู้ทางการเงินของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 71 โดยกลุ่มเยาวชนมีระดับความรู้และพฤติกรรมการวางแผนการเงินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนความท้าทายด้าน “ความพร้อม” ของคนรุ่นใหม่ในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยทั้งทักษะดิจิทัล วินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัว ยูโอบีฯจึงพัฒนาแนวทางสนับสนุนเยาวชนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคง และความพร้อมตั้งแต่ระดับพื้นฐานการเรียนรู้ ไปจนถึงการส่งเสริมศักยภาพในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน

วางรากฐานความพร้อมทางการเรียนรู้ ผ่านโครงการห้องเรียนดิจิทัล UOB My Digital Space (MDS) โดยธนาคารร่วมมือกับโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ขาดโอกาส ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พร้อมอบรมครูให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยี เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันโครงการครอบคลุมโรงเรียน 10 แห่งใน 10 จังหวัด สนับสนุนนักเรียนและครูมากกว่า 5,500 คน มีการใช้งานหลักสูตรดิจิทัลสะสมกว่า 10,000 ผู้ใช้งาน และพัฒนาศักยภาพครูแล้ว 144 คน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเข้าถึงอุปกรณ์ สู่ความสามารถและความมั่นใจในการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

สร้างภูมิคุ้มกัน เสริมความมั่้นคงทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน โครงการ UOB Money 101 : Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน มุ่งปลูกฝังวินัยทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ ผ่านทัศนคติและการเรียนรู้เรื่องการจัดทำงบประมาณ การออม และการวางแผนทางการเงิน

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โครงการเข้าถึงเยาวชนแล้วกว่า 8,214 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน สะท้อนการเปลี่ยนจากความรู้ทางการเงิน สู่พฤติกรรมทางการเงินที่มั่นคงและรอบคอบมากขึ้น

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ UOB Wonder Lab ธนาคารเปิดพื้นที่ให้เยาวชนระดับมัธยมปลายถึงมหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปัญหาจริงในชุมชน และพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เสริมสร้างความคิดเชิงระบบ การทำงานร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการมุ่งเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นคงให้สังคมในระยะยาว

น.ส.ธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า “เรามองว่าความพร้อมของคนรุ่นใหม่ เป็นรากฐานสำคัญของสังคม เราจึงมุ่งยกระดับพื้นฐาน การ เรียนรู้ เสริมวินัยทางการเงิน และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่มีความมั่นใจและดูแลชีวิตตนเองได้ สังคมก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การอวกาศรัสเซีย หรือรอสคอสมอส (Roscosmos) ประสบความสำเร็จในการทดสอบปล่อยจรวด โซยุซ-5 (Soyuz-5) หรือชื่อในคาซัคสถานคือ ซุนการ์ (Sunkar) ซึ่งเป็นจรวดรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์นี้ จากฐานปล่อยที่ศูนย์ปล่อยอวกาศไบโคนูร์ ประเทศคาซัคสถาน เป็นการบินทดสอบวิถีโค้งต่ำกว่าวงโคจร โดยบรรทุกหุ่นจำลองน้ำหนัก ซึ่งทั้งส่วนฐานจรวดขั้นที่ 1 และ 2 ทำงานได้ตามปกติก่อนตกลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิกในพื้นที่ที่กำหนด

จรวดรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ RD-171MV ซึ่งองค์การอวกาศรัสเซียระบุว่า เป็นเครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลวที่ทรงพลังที่สุดในโลก สามารถบรรทุกน้ำหนักไปยังวงโคจรต่ำของโลกได้สูงสุดถึง 17 ตัน ใช้เชื้อเพลิงกลุ่ม Kerolox หรือน้ำมันก๊าดและออกซิเจนเหลว ซึ่งสะอาดและเป็นพิษน้อยกว่าเชื้อเพลิงไฮเปอร์โกลิกที่ใช้ในจรวดรุ่นก่อน ถือเป็นจรวดรุ่นใหม่ลำแรกที่รัสเซียพัฒนาขึ้นเองนับตั้งแต่ปี 2014 ตั้งเป้าเพื่อลดต้นทุนการปล่อยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอวกาศโลก

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความมั่นคงด้านอวกาศของรัสเซีย แต่ยังช่วยผลักดันให้คาซัคสถานก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพด้านอวกาศระดับโลกผ่านโครงการ Baiterek เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญภายใต้โครงการร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถาน เพื่อทดแทนจรวดรุ่นเก่าอย่าง Zenit และ Proton และเป็นความสำเร็จของการทดสอบที่เกิดขึ้นหลังจากต้องเผชิญกับความล่าช้าหลายครั้งจากปัญหาด้านงบประมาณ และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Health News : ฝรั่งเศสพบไข้หวัดนกระบาด

Health News : ฝรั่งเศสพบไข้หวัดนกระบาด

Health News : ฝรั่งเศสพบไข้หวัดนกระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยงานด้านสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) รายงานในสัปดาห์นี้ว่า พบการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีก 2 แห่งในพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ โดยพบเชื้อในฝูงไก่และเป็ดที่ผ่านการฉีดวัคซีนแล้ว มีสัตว์ปีกตายรวม 270 ตัว จากจำนวนสัตว์ทั้งหมด 5,062 ตัวในฟาร์มดังกล่าว สัตว์ปีกที่เหลือทั้งหมดในฟาร์มถูกกำจัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อตามมาตรการป้องกันล่วงหน้า

การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่งประกาศปรับลดระดับความเสี่ยงและผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคลง เนื่องจากสถานการณ์ในฟาร์มและนกป่าดูเหมือนจะดีขึ้น ฝรั่งเศสเริ่มโครงการฉีดวัคซีนให้เป็ดตั้งแต่ปี 2023 แม้วัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์

ไข้หวัดนกมักระบาดตามฤดูกาล โดยเริ่มพบในช่วงฤดูใบไม้ร่วงพร้อมกับการอพยพของนกป่า และมักจะลดน้อยลงในช่วงฤดูใบไม้ผลิ การระบาดอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนสินค้าปศุสัตว์ ราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่คน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

ตะลอนเที่ยว : งานวันนริศฯ ณ ตำหนักปลายเนิน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันที่ 28 เมษายนของทุกปี คือวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระนามเดิมคือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เคยทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี นักปราชญ์ราชบัญฑิต นักการทหาร และพหูสูต พระองค์ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม ทรงมีพระปรีชาสามารถในงานช่างสารพัดแขนง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ศิลปกรรม และด้านคีตศิลป์ 

ในปี พ.ศ. 2506 เนื่องในโอกาส ฉลองวันประสูติครบ 100 ปีของพระองค์ท่าน องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ประกาศยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งนับเป็นคนไทยรายที่ 2 ที่ได้รับการยกย่อง โดยคนไทยคนแรกที่ทรงได้รับการยกย่องคือ สมเด็จพระพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย 

งานวันนริศฯ ประจำปี 2569 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 และ 29 เมษายน ณ ตำหนักปลายเนิน หรือวังคลองเตย เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนุวงศ์ ในวันงานได้มีการจัดระบำรำฟ้อน และละครดึกดำบรรพ์ การบรรเลงดนตรีไทย รวมทั้งการแสดงนิทรรศการศิลปะ จากผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์

ในงานนี้ เปิดให้เข้าชมตำหนักของพระองค์ท่าน โดยจะได้ชมศิลปะวัตถุที่ทรงคุณค่าซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ของพระองค์ และยังได้ชมรวมถึงสัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนร่มรื่นด้วยพรรณพฤกษานานาชนิดในสวนของตำหนัก 

ตำหนักปลายเนินเป็นที่ประทับสุดท้ายของพระองค์ท่าน โดยทรงให้ซื้อเรือนไทยโบราณ แล้วสร้างเป็นตำหนัก ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2457 ส่วนวังท่าพระ ซึ่งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวัง เป็นวังที่ประทับทางการ แต่จะเสด็จไปประทับเฉพาะช่วงฤดูหนาว หรือในช่วงมีงานพระราชพิธีเท่านั้น

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทับ ณ วังคลองเตย จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2490

ตำหนักปลายเนินในปัจจุบัน เป็นที่ประทับและที่อยู่อาศัยของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ ภายในเขตตำหนักมีอาคารต่างๆ ดังนี้ ตำหนัดตึก เคยเป็นที่ประทับของพระองค์ท่าน 

ตำหนักประเสบัน เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงสองยุโรป ต่อมารื้อลงเป็นเรือนสองชั้น สองหลัง 

เรือนไม้ริมบ่อและศาลาริมน้ำ สร้างสมัยยังมีคลองอยู่หน้าวัง แต่ปัจจุบันรื้อย้ายไปปลูกเป็นศาลาทรงไทยอยู่กลางสวน

ตำหนักหม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ และยังมีเรือนอื่นๆภายในเขตตำหนักด้วย ซึ่งเป็นของเหล่าทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

Photo of the week : ดินเนอร์ที่แสนโกลาหล

Photo of the week : ดินเนอร์ที่แสนโกลาหล

Photo of the week : ดินเนอร์ที่แสนโกลาหล

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายความโกลาหลชุลมุนวุ่นวาย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ในห้องจัดเลี้ยงภายในโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว (25 เม.ย.) หลังจากมือปืนบุกเข้าไปในงานหวังที่จะสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่เข้าร่วมงานเลี้ยง ทำให้เจ้าหน้าที่อารักขาต้องเร่งคุ้มกันและอพยพเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสตรีหมายเลขหนึ่ง รวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาล ออกจากงานอย่างทุลักทุเล แต่ทุกคนปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับอันตราย ส่วนมือปืนไม่รอดถุกเจ้าหน้าที่สกัดและรวบตัวได้

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

สกู๊ปพิเศษ : จากลุ่มน้ำโขงสู่ใจกลางกรุง ‘พช.-นครพนม’ ปักหมุด DNA เมืองพักผ่อน ที่สามย่านมิตรทาวน์

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ร่วมกับ จังหวัดนครพนม สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เศรษฐกิจฐานราก ด้วยการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าผ้าและเครื่องแต่งกายที่ผ่านการดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัยจนมียอดจำหน่ายสูงถึง 1.2 ล้านบาท ความสำเร็จนี้เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียว” สำคัญที่ พช. จะนำมาขยายผลสู่คนเมืองและนักท่องเที่ยว ณ สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อตอกย้ำว่าสินค้าชุมชนไทยมีดีไซน์ที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่าไม่แพ้แบรนด์ระดับโลก

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า จากความสำเร็จในการเปิดตัว “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)และจังหวัดนครพนม เตรียมสร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้    “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ บริเวณเวทีกลาง ลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยชูจุดขายเมืองแห่งการพักผ่อนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมย้ำภาพลักษณ์ “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่ไม่ได้มีดีแค่ ‘ไหว้พระธาตุ’

“DNA นครพนม” มากกว่าความสวยงาม แต่คือจิตวิญญาณ สัมผัสประสบการณ์ 5 Must ครบจบในงานเดียว 

นายสยาม กล่าวย้ำด้วยว่า หัวใจสำคัญของงานนี้คือการนำเสนอ “Identity System” หรือระบบอัตลักษณ์ที่ผ่านการถอดรหัสทางวัฒนธรรมจากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม โดยเน้นลวดลายเครื่องประดับจากองค์พระธาตุพนมและสายน้ำโขง มาลดทอนรูปทรงเป็น “ดอกบัว 6 ดอก” สื่อถึงทิศทั้ง 6  และความศรัทธาที่บริสุทธิ์ ผสมผสานกับ Graphic Elements ที่ดูสากลแต่ยังคงกลิ่นอายท้องถิ่น ซึ่งลวดลายเหล่านี้ถูกนำไปปรับใช้ในบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ OTOP จนเกิดเป็นสินค้าพรีเมียมที่หาจากที่อื่นไม่ได้

ภายในงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน (Restination) ตามกลยุทธ์ 5 Must เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์นครพนมอย่างรอบด้าน ได้แก่ Visit : เที่ยวชมความงามของนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองและการแสดงที่วิจิตรตระการตา , Eat : ชิมอาหารถิ่นรสชาติดั้งเดิมที่หาทานยากในกรุงเทพฯ , Shop : ช้อปงานคราฟต์ดีไซน์ใหม่ สินค้า OTOP ระดับ 1-5 ดาวที่ถูกคัดสรรมาเป็นพิเศษ , Mu : สัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคลตามวิถีชาวลุ่มน้ำโขง และ Rest : สัมผัสบรรยากาศความผ่อนคลายในสไตล์ “Nakhon Phanom Restination”

“กรมการพัฒนาชุมชน เชื่อมั่นว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับคนเมืองหลวง ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นการประกาศศักดาความพร้อมของ “นครพนม” ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักกาย พักใจ และพักความวุ่นวายอย่างแท้จริง” อธิบดี พช. กล่าว 

สำหรับ “โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must” พิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. ภายในงานจะมีการแสดงชุดพิเศษ “อัตลักษณ์นครพนม เปิดประตูสู่ 5 Must” ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสานศิลปวัฒนธรรมอีสานเข้ากับรูปแบบร่วมสมัย พร้อมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่จะมาร่วมเผยเคล็ดลับการปั้นแบรนด์ชุมชนให้ปังในระดับสากล

เพราะนครพนมไม่ใช่เพียงเมืองรอง แต่คือที่หนึ่งในใจของทุกคน

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ห้องภาพประจำสวีเดนย่อมมีผลงานของศิลปินสวีเดนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผลงานของศิลปินสวีเดนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของประเทศไม่มีใครเกินก็คือ Carl Olof Larsson เขาเกิดวันที่ 28 พฤษภาคม 1853 ที่ Gamla Stan ใกล้กับกรุงสต็อคโฮม เมืองหลวงของสวีเดน ครอบครัวของเขายากจนมาก บิดาของเขาเป็นคนจุดไฟในเรือกลไฟที่ล่องในสแกนดิเนเวีย ก่อนจะสูญเสียทุกอย่างแล้วกลายเป็นกรรมกรแบกหาม มารดาของเขาถูกไล่ออกจากบ้านพร้อมกับตัวเขาและต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ก่อนจะได้เข้าไปอยู่ในชุมชนแออัดที่บ้านหนึ่งหลังต้องอยู่กันถึง 3 ครอบครัว แม่ของเขาต้องทำงานซักรีดหลายกะเพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัว ความแออัดและสกปรกส่งผลให้คนในครอบครัวของเขาเป็นอหิวาห์บ่อย ๆ โชคดีที่ครูสอนศิลปะของเขาได้สนับสนุนให้เขาสมัครเข้าเรียนที่ Royal Swedish Academy of Arts ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี และเขาก็สอบเข้าได้

ระหว่างปีแรกในโรงเรียน เขารู้สึกต่ำต้อย และสับสนจึงมักแยกตัว แต่เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้รับการส่งเสริมให้เป็นศิษย์ดีเด่นซึ่งทำให้เขาเกิดความมั่นใจมากขึ้นและกลายเป็นตัวอย่างนักเรียน เขาได้มีโอกาสวาดภาพการ์ตูนล้อเลียนให้กับหนังสือ Kasper และกลายเป็นศิลปินวาดภาพประจำหนังสือพิมพ์ Ny Illustrerad Tidning จนมีเงินมากพอที่จะสนับสนุนการเรียนของตัวเองและมีส่วนในการช่วยเหลือพ่อแม่ หลังจากทำงานการพิมพ์หลายปี เขาก็ย้ายไปอยู่ปารีสในปี 1877 แม้เขาจะทำงานหนัก แต่การที่เขาไม่คบค้ากับกลุ่ม Impressionist ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ ซ้ำยังถูกตัดขาดออกจากกลุ่มศิลปินสวีเดนด้วย

หลังวาดภาพกลางแจ้งอยู่ในปารีส 2 ปี ในปี 1882 เขาก็ได้เข้ากลุ่มกับศิลปินสแกนดิเนเวียใน Grez-sur-Loing และได้พบกับ Karin Bergoo ซึ่งต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน เขาได้รังสรรค์งานที่มีความสำคัญนั่นคือ ภาพสีน้ำซึ่งต่อมาเขาพัฒนาเทคนิคจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำมัน หลังแต่งงาน เขาได้ซื้อบ้านที่ชื่อ Lilla Hyttnas ที่ Sundborn ใกล้กับบ้านของพ่อตา เขาตกแต่งบ้านตามรสนิยมของเขาและภรรยาจนบ้านนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นบ้านที่โด่งดังที่สุดของศิลปิน ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เขามีบุตรมากถึง 8 คน และเขามักใช้ลูกและภรรยาเป็นแบบในการรังสรรค์งาน

ผลงานของเขาเป็นที่นิยมอย่างมากเมื่อมีเทคโนโลยีการผลิตสีในทศวรรษที่ 1890 เมื่อสำนักพิมพ์ Bonnier ได้พิมพ์หนังสือที่เขาวาดด้วยสีน้ำที่ชื่อ A Home ส่งผลให้เขาโด่งดังในชั่วข้ามคืน แม้หนังสือจะมีราคาค่อนข้างสูงก็ตาม แต่เมื่อสำนักพิมพ์ของ Karl Robert Langewiesche ชาวเยอรมันได้นำภาพสีน้ำของเขามาตีพิมพ์ซ้ำทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามากถึง 4 หมื่นเล่มใน 3 เดือน แม้เขาจะประสบความสำเร็จจากการเขียนภาพประกอบในนิตยสาร แต่เขากลับรู้สึกว่า ตัวเองประสบความสำเร็จมากจากการรังสรรค์งานปูนเปียกตามโรงเรียน มิวเซียม และสถานที่ราชการมากกว่า แม้บางงานที่เขาทำจนเสร็จ แต่กลับถูกปฏิเสธให้ติดตั้งก็ตาม บั้นปลายชีวิตเขามีปัญหาโรคตา ปวดศีรษะ ซ้ำยังมีซึมเศร้าอีกต่างหากก่อนที่จะมีอาการโรคเส้นเลือดสมองตีบในเดือนมกราคม 1919 เขาเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของ Larsson จะเห็นว่า แม้เขาจะมีประสบการณ์ที่ขาดความสุข ซ้ำยังป่วยด้วยโรคซึมเศร้า แต่ผลงานสีน้ำของเขาที่ใช้สีสันสดใสอ่อนโยนนั้นกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สวยงามมากมายที่นำความสุขมาให้ผู้ชมได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว