FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

FWD ร่วมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอนาคตให้เยาวชนผ่านศูนย์ฝึกพิมาลี

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในจังหวัดหนองคาย มีศูนย์ฝึกวิชาชีพด้านการโรงแรมและงานบริการชื่อว่า “พิมาลี”  ที่นี่มุ่งสร้างการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะอาชีพ เป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่แม้จะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความพร้อม แต่มีใจที่อยากก้าวไปข้างหน้า  

ศูนย์ฝึกแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิพิมาลี ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสในภาคอีสาน รวมถึงอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผ่านการฝึกทักษะอาชีพอย่างเป็นรูปธรรมด้วยแนวคิด “Learning by Doing” นักเรียนจะได้ฝึกปฏิบัติงานจริงตลอด 12 เดือนเต็ม ในมูลนิธิฯ ที่ได้สร้างเป็นโรงแรมขนาด 4 ห้องนอน ที่มีแขกเข้าพักจริง โดยรับผิดชอบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เช็คอิน เตรียมอาหาร เสิร์ฟ ทำความสะอาด ไปจนถึงเช็คเอาท์ ทุกวันคือการเรียนรู้ผ่านความรับผิดชอบจากสถานการณ์จริง ที่หล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตในเส้นทางอาชีพได้อย่างมั่นใจ

กว่า 80% ของนักเรียนที่จบจากศูนย์ฝึกพิมาลีได้รับโอกาสทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาวทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเลื่อมล้ำทางสังคม และความเชื่อมั่นในศักยภาพของมูลนิธิพิมาลี ตลอดจนความตั้งใจของเยาวชนเหล่านี้ FWD ประกันชีวิต จึงร่วมสนับสนุนมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562  โดยมอบทุนการศึกษา ประกันสุขภาพและประกันชีวิต รวมถึงอบรมด้านการเงินเพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตที่สามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ค้นพบตัวตน กล้าฝัน และกล้าก้าวออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เลือกเอง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการทำงานเพื่อสังคมของ FWD ที่ยึดสองเสาหลักสำคัญ คือ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Reduce Inequality) ผ่านการเปิดโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ และ การส่งเสริมความรู้พื้นฐานด้านการเงิน (Financial Literacy) ที่ช่วยให้เยาวชนมีพื้นฐานการวางแผนทางการเงินที่ดี

“เพราะการสนับสนุนด้านการศึกษา คือการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” เดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทยและกัมพูชา บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต หรือ FWD ประกันชีวิต กล่าว “เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสให้กับเยาวชนเหล่านี้ ให้พวกเขามีรากฐานที่มั่นคงในอนาคต ก้าวไปสู่ความสำเร็จ พร้อมดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน สามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ตาม Brand promise ‘Celebrate living’ ที่สนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบที่ชอบได้อย่างไร้กังวล เมื่อเยาวชนได้รับโอกาสอย่างเหมาะสม จะช่วยให้พวกเขาสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆต่อไป”

เนย ภัณฑิรา พิมเสน จากนครพนม เป็นหนึ่งในเยาวชนที่ได้รับโอกาสนี้ เธอเล่าย้อนไปในเช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังปูผ้าปูที่นอน เตรียมห้องสำหรับแขกเช็คอิน “วันนั้นตื่นเต้นมาก เพราะแขกที่จะมาพักเป็นแขกจริง เราต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการบริการจริงๆ ไม่ใช่การฝึก” เธอเล่าด้วยแววตาแน่วแน่ เนยเติบโตมาในครอบครัวที่แม่ต้องทำงานหนักทั้งทำนาและดูแลลูกๆ รายได้แต่ละวันจึงมีความหมายมากสำหรับครอบครัว การได้มาเรียนที่พิมาลี ได้รับทุนจาก FWD ทำให้เธอค้นพบว่าตัวเองทำอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด และเริ่มมองเห็นเส้นทางชีวิตที่เธอสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง

ด้าน จ๊ะจ๋า จินดามณี พรมวาศ จากหมู่บ้านเด็กโสสะ หนองคาย เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุ้นเคยกับการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และจำได้ดีถึงวันแรกที่ก้าวเข้าสู่พิมาลี “รู้สึกได้เลยว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้และพิสูจน์ตัวเอง เป็นความรู้สึกดีมากค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่ามีสิทธิ์จะกล้าฝัน กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เลือก

ทั้งคู่มีจุดร่วมเดียวกัน คือเคยลังเล ยังไม่กล้าวางแผนให้กับอนาคต แต่ที่นี่ทำให้พวกเธอเห็นศักยภาพของตัวเอง กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย “สิ่งสำคัญคือการเปิดใจ” จ๊ะจ๋าย้ำด้วยรอยยิ้ม “เพราะถ้าเปิดใจ เราจะเห็นว่าโลกภายนอกเต็มไปด้วยโอกาส” เป็นช่วงเวลาที่เธอเริ่มกล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

ตลอดระยะเวลาของการเรียนที่พิมาลี เด็กๆ ต้องเผชิญสถานการณ์จริงทุกวัน เนยเลือกงานด้านแม่บ้าน ได้ฝึกความอดทนและความละเอียด ส่วนจ๊ะจ๋าเลือกงานครัว ได้ทำในสิ่งที่เธอรัก การได้ทำอาหารทุกวันทำให้เธอเข้าใจว่า “ความสุขบางครั้งก็อยู่ในกลิ่นหอมของข้าวผัดธรรมดาๆ” น้องๆ เล่าต่อด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า นอกจากการเรียนรู้ทักษะอาชีพแล้ว FWD ยังมอบทุนการศึกษา และสอนทักษะชีวิตผ่านเวิร์กช็อปด้านการเงินที่ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุก ยิ่งทำให้ได้ประสบการณ์สมบูรณ์มากขึ้น

ซึ่งการให้ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน เป็นเครื่องมือช่วยให้เยาวชนสามารถบริหารจัดการชีวิตได้อย่างมั่นคง เวิร์กช็อปครอบคลุมตั้งแต่การวางเป้าหมายทางการเงิน จดบันทึกรายรับรายจ่าย การออมเงิน ไปจนถึงการลงทุน ผ่านรูปแบบ Game-based learning โดยใช้บอร์ดเกมเรื่องเงิน ที่พี่ๆ ทีมอาสาสมัครจาก FWD นำมาสอน ช่วยให้น้องๆ เข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินผ่านการเล่นที่สนุกสนาน อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เล่นบอร์ดเกมแล้ว เปิดโลกความเข้าใจขึ้นเลยค่ะ” จ๊ะจ๋าเล่าพร้อมหัวเราะ “ก่อนหน้านี้หนูคิดว่าเรื่องเงินง่าย มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด แต่พอเล่นเกมแล้ว รู้เลยว่า ถ้าวางแผนดีๆ เราจะมีชีวิตที่มั่นคงกว่า” เนยเสริมว่า “ทุนการศึกษาครั้งนี้เปลี่ยนชีวิตหนูมาก หนูได้โอกาสใหม่ ได้ลองคิดเรื่องอนาคต ได้วางแผนชีวิตของตัวเอง” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ หนูได้รับทุน ได้ความรู้เรื่องเงินที่เอาไปใช้ได้จริง และยังมีประกันชีวิตกับสวัสดิการรักษาพยาบาล ทำให้รู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังมีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง หนูอุ่นใจมากค่ะ

หลังเรียนจบจากพิมาลี ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่โลกการทำงานด้วยความมั่นใจ การตัดสินใจรับโอกาสในวันนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตจริงๆจ๊ะจ๋า ทำงานในตำแหน่งพนักงานผู้ช่วยในส่วนของครัว ดูแลไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่ โรงแรมพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ “ภูมิใจที่กล้าออกมาเผชิญโลกกว้าง ได้เรียนรู้การปรับตัว และเอาความรู้จากพิมาลีมาใช้จริงในการทำงานด้วย” เธอพูดด้วยความมั่นใจ พร้อมยิ้มกว้าง “หนูยังใช้วิชาการเงินที่พี่ๆ สอนอยู่เลยค่ะ ได้เงินมาจะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามที่เรียนในเวิร์กช็อป ส่วนใช้จ่าย ส่งกลับบ้าน แล้วก็เก็บออม อีกเป้าหมายของหนูคืออยากมีเงินพอที่จะช่วยดูแลเด็กๆ คนอื่นในสถานเลี้ยงเด็กเหมือนที่เคยได้รับมา”

เนย ทำงานในแผนกแม่บ้าน ดูแลเรื่องลินิน ยูนิฟอร์ม ตั้งแต่วัดตัวไปจนถึงซ่อมแซมชุดยูนิฟอร์มของพนักงานที่ โรงแรมสุโขทัย “รู้สึกดีที่ได้เป็นตัวเองได้มากกว่าเดิม” เธอเล่า “ตอนนี้ส่งเงินให้แม่ทุกเดือนเลยค่ะ แม่บอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว หนูเองก็เก็บเงินได้ด้วย” เธอพูดต่อ น้ำเสียงมุ่งมั่น “ความฝันของหนูคืออยากเก็บเงินสร้างบ้านให้เสร็จตามความตั้งใจของแม่ อยากให้แม่ได้มีบ้านเป็นของเราเอง”

“อีก 3 ปีข้างหน้า อยากกลับไปเล่าประสบการณ์ให้รุ่นน้องที่พิมาลีฟัง” เนยพูด “อยากให้เขารู้ว่า ถ้าเราทำได้ เขาก็ทำได้เหมือนกัน อยากสอนเรื่องความรับผิดชอบในการทำงาน เพราะตอนนี้รู้แล้วว่ามันสำคัญแค่ไหนในความเป็นจริง” ด้านจ๊ะจ๋าเองก็ “อยากสอนทักษะการทำอาหารให้เด็กๆ ในชุมชน สอนให้เขารู้ว่า การทำงานเป็นทีมสำคัญมาก เพราะทักษะเหล่านี้จะช่วยให้ปรับตัวได้ดีขึ้นเมื่อออกไปทำงานจริง”

จากจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน ทั้งเนยและจ๊ะจ๋าเข้าใจแล้วว่า จุดเริ่มต้นไม่สำคัญเท่ากับการเลือกที่จะเดินต่อไป การตัดสินใจคว้าโอกาสและลงมือทำ สามารถสร้างความแตกต่างที่เปลี่ยนอนาคตได้  เรื่องราวของพวกเธอเป็นเครื่องยืนยันว่า โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนอนาคตได้จริง ขณะเดียวกันการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการเปิดโอกาส ตลอดจนพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริง นี่คือเหตุผลที่ FWD ประกันชีวิตร่วมสนับสนุนเยาวชนผ่านมูลนิธิพิมาลีอย่างต่อเนื่อง

ที่ศูนย์ฝึกพิมาลี ยังมีเด็กๆ อีกหลายคนกำลังยืนหน้าเตาในตอนเช้า เตรียมอาหารให้แขกที่เข้าพัก ขึงผ้าปูที่นอนให้เรียบตึง จัดเตรียมห้องสำหรับการเช็คอิน ทุกขั้นตอนที่พวกเขาลงมือทำ คือก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงของตัวเอง วันข้างหน้า พวกเขาจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ต่อไป

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’ รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’  รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

สมาคมภริยาอัยการ ต้อนรับ ‘เกษร แก้วทิพย์’ รับตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนที่ 20 อย่างเป็นทางการ

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมภริยาอัยการ จัดพิธีบวงสรวงและพิธีเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมภริยาอัยการอย่างเป็นทางการให้กับ เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  พร้อมเป็นประธานในพิธีด้วยฤกษ์อันเป็นมงคล จุดธูปเทียนบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่การเริ่มต้นภารกิจในตำแหน่งใหม่ จากนั้นพราหมณ์ได้ประกอบพิธีบวงสรวงตามลำดับจนเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ ณ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2568

อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมภริยาอัยการ,ที่ปรึกษาสมาคมฯ ร่วมแสดงความยินดีกับ เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ คนที่ 20  

โอกาสนี้ อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ให้เกียรติเข้าร่วมงานและมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับนายกสมาคมภริยาอัยการคนใหม่  พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมภริยาอัยการ,ที่ปรึกษาสมาคมฯ ร่วมแสดงความยินดีท่ามกลางบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น อบอุ่นและเป็นกันเอง

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียนบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด นำดอกไม้มาเซอร์ไพรส์ให้กับมาดามเกษร นายกสมาคมภริยาอัยการที่รับไปอย่างชื่นมื่น

เกษร แก้วทิพย์ นายกสมาคมภริยาอัยการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกนัดแรก เตรียมพร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และกิจกรรมงานกาชาด ปี 2568 ระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568

นอกจากนี้ ภายในงาน นายกสมาคมภริยาอัยการคนใหม่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมีคณะทำงานสมาชิกสมาคมฯ และที่ปรึกษาเข้าร่วมเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนงานของสมาคมฯ การแก้ไขข้อบังคับการประชุม และการเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา รวมทั้งการประชุมในครั้งนี้ยังหารือเรื่องการจัดกิจกรรมภายในงานกาชาด ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 รวม 11 วัน 11 คืน ที่สวนลุมพินี โดยในปีนี้ ทางสมาคมภริยาอัยการจะจัดเฉพาะกิจกรรมสอยดาวกาชาด เพื่อแจกรางวัลใหญ่ให้กับประชาชนที่มาร่วมบุญกับบูธสมาคมภริยาอัยการ

อดีตนายกสมาคมภริยาอัยการ มาร่วมงาน

ทีมประชาสัมพันธ์สมาคมภริยาอัยการ

ทีมประชาสัมพันธ์สมาคมภริยาอัยการ

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน – ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน - ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

FITFLOP จับมือศิลปินไทย ยูน – ปัณพัท เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘Waltz of the Meadow’

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

FITFLOP แบรนด์รองเท้าชั้นนำระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านความสบายและดีไซน์อันโดดเด่น ประกาศความร่วมมือครั้งแรกกับศิลปินไทยชื่อดัง ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล จัดงาน “Phannapast x FITFLOP” เปิดตัวรองเท้าคอลเลกชันพิเศษ “Waltz of the Meadow”  ที่ Bar Sathorn โดยมีคณะผู้บริหารจากเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG พร้อมด้วยศิลปินไทยชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ ร่วมเล่าถึงที่มาและความพิเศษของคอลเลกชันนี้

ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล  และ จิตรฤดี พนิตพล

จิตรฤดี พนิตพล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “โปรเจกต์ PHANNAPAST X FITFLOP เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ FITFLOP ที่อยากสร้างคอลเลกชันที่ไม่เพียงมอบความสบายในการสวมใส่ แต่ยังผสานความสนุกสนานกับศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยความต้องการให้รองเท้าเป็นมากกว่าสิ่งที่ใช้สวมใส่ แต่เป็นชิ้นงานที่สะท้อนตัวตนและแรงบันดาลใจได้ด้วย จึงได้ร่วมงานกับศิลปินไทยระดับโลก อย่าง ยูน-ปัณพัท ผู้มีผลงานโดดเด่น เต็มไปด้วยจินตนาการ บอกเล่าเรื่องผ่านศิลปะอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านคอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” ที่ถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นรองเท้าที่งดงามและยังคงเอกลักษณ์ของ FITFLOP ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยากให้ทุกคนได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงรองเท้า แต่นี่คือ ศิลปะที่สวมใส่ได้”

ยูน – ปัณพัท กล่าวถึงรองเท้าคอลเลกชันนี้ว่า “ยูนเชื่อว่ารองเท้าดีๆ สามารถพาเราไปสู่สถานที่อันสวยงาม คอลเลกชันนี้จึงเปรียบเสมือนการพกพาความพิเศษ ความสดใส และแรงบันดาลใจไปกับคุณในทุกที่ พร้อมช่วยเติมความสบายและความสุขในทุกการเดินทาง ด้วยการพาทุกคนเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ โดยเปรียบรองเท้า FITFLOP เสมือนผืนผ้าใบที่แต่งแต้มลวดลายและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก “สวนขวดแก้ว” ที่รายล้อมด้วยฝูงผีเสื้อที่กำลังโบยบินอย่างอิสระและหมู่มวลดอกไม้ที่ผลิบานอย่างงดงาม ช่วยทำให้วันธรรมดากลายเป็นวันแสนพิเศษในทุกย่างก้าวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เอกลักษณ์ และความมหัศจรรย์”

ภายในงานยังมีนักแสดงสาวชื่อดัง อย่าง จูเน่ – เพลินพิชญา โกมลารชุน และ จีน่า – ญีนา ซาลาส ที่มิกซ์แอนด์แมตช์ลุคสุดชิคกับรองเท้า FITFLOP จากคอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” เป็นไอเดียให้กับสาวๆ ในการแต่งตัว พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและเหล่าศิลปินชื่อดัง อาทิ ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล ภาสินี คงเดชะกุล เปี่ยมรัก หัตถกิจโกศล และสิริมา ไชยปรีชาวิทย์ มาร่วมชมความพิเศษคอลเลกชันในครั้งนี้

คอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีแห่งความสบายในการสวมใส่รองเท้า อันเป็นเอกลักษณ์ของ FITFLOP เข้ากับงานศิลปะสุดจินตนาการของ ยูน – ปัณพัท ทำให้คอลเลกชันนี้มีดีไซน์ที่โดดเด่น ใช้งานได้จริง และเต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนหลงใหล โดยรองเท้าทุกคู่ถูกออกแบบมาให้สวมใส่สบายตลอดวัน พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นตัวเองและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านรองเท้า 3 รุ่น ได้แก่ Lulu X Phannapast Fairy Bouquet Toe-Post Sandals, Lulu X Phannapast Pansy Paradiso Toe-Post Sandals  และ Rally X Phannapast Meadow Melody Strap Sneakers

การร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ FITFLOP ในระดับภูมิภาค ที่สะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการสนับสนุนงานศิลปะท้องถิ่นสู่ระดับสากล ด้วยการจับมือกับ ยูน – ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่กำลังเป็นที่จับตามองและมีผลงานจัดแสดงในเวทีนานาชาติ โดย FITFLOP ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์ที่เชื่อมโยงแฟชั่น ฟังก์ชันการใช้งาน และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

คอลเลกชัน “Waltz of the Meadow” พร้อมวางจำหน่ายแล้ว ที่ร้าน FITFLOP ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ www.FITFLOP.co.th

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025  ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

MOO Bangkok เปิดตัวคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ‘Mountain Club’ แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา

วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

MOO Bangkok นำโดย หมู – พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การผจญภัยบนภูเขา ผ่านสไตล์ urban casual และ street อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสมผสานกับรายละเอียดจากเสื้อผ้าแนว camping และกลิ่นอายของความสปอร์ต ในคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 ที่เชื่อมโยงระหว่างชีวิตในเมืองใหญ่ กับสีสันของธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 หมู – พลพัฒน์ อัศวะประภา

ในคอลเลกชั่น Autumn-Winter 2025 นี้ MOO Bangkok ได้หยิบเอารายละเอียดของเสื้อผ้าสไตล์ Camping  เข้ามาผสมผสานกับซิลลูเอทอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อาทิ การเลือกใช้ผ้าไนลอนร่วมกับเทคนิคการตัดต่อและการปะกระเป๋า บนไอเทมของ MOO Bangkok ทั้งเสื้อเชิ้ตผ้าลาย Camo และผ้าเดนิมลายทาง รวมถึงเสื้อเจอร์ซี่ตัดต่อชายเสื้อ แต่งกระเป๋าผ้าไนลอน เพื่อเพิ่มฟังก์ชันและความเคลื่อนไหวให้กับลุคแบบเอาท์ดอร์ นอกจากนี้ยังนำเสนอไอเทมประจำฤดูกาล อย่าง เสื้อกั๊กตัดเย็บจากผ้า Workwear ที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการตัดต่อผ้าในโทนสีเดียวกัน ตกแต่งกระเป๋าปะ, กางเกงขายาวทรงบอลลูน (Barrel Pants) ไอเทมใหม่ล่าสุดของแบรนด์ และแจ็กเก็ตที่ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อฮู้ดพาร์กา (Parka Jacket) ซึ่งเป็นแจ็กเก็ตทรง Workwear ของ MOO Bangkok พร้อมฮู้ดที่สามารถถอดออกได้ โดยมีกระเป๋าปะผ้าไนลอน และดีเทลรูดจั๊มเอว เป็นไอเทมที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ และไลฟ์ไตล์ Camping ได้อย่างลงตัว

แรงบันดาลใจจากการปีนผา (Climbing) และการเดินป่าสำรวจ (Trekking) ยังถูกนำมาตีความ และสร้างสรรค์ในคอลเลกชั่นนี้ โดยได้ดึงจุดเด่นของชุด Trekking และ Climbing มาใช้ในการออกแบบ อาทิ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นผ้าไนลอนตัดต่อคู่สีที่ตกแต่งดีเทลห่วงและตัวรูด Stopper ที่ชายเสื้อ, เสื้อเชิ้ตผ้าฟอก ดีเทลเดินเส้นแบบสปอร์ต พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของการออกสำรวจธรรมชาติ, แจ็กเก็ตและกางเกงเข้าชุดลวดลายสัตว์ ด้วยเทคนิคการวาดเส้นคอนทัวร์ (Contour Drawing) และแจ็กเก็ตที่ต่อยอดจาก FFA Jacket อันเป็นแจ็กเก็ตผ้าวินเทจ สัญลักษณ์ของ “Future Farmers of America” (FFA) ซึ่งตกแต่งลายปักพิเศษของคอลเลกชั่น นอกจากนี้ยังมีไอเทมชิ้นเบสิก ทั้งเสื้อยืดสกรีนลวดลายและปักอาร์ม ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน รวมถึงหมวกแก๊ปดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบในแบบฉบับของ Mountain Club

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าดารานักแสดงชื่อดัง อาทิ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, มาร์ค-ภาคิน คุณาอนุวิทย์, ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ, เอม-สรรเพชญ์ คุณากร, เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ, ชาร์เลท-วาศิตา แฮเมเนา, พิมมา-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ  PiXXiE, โทนี่-อันโทนี่ บุยเซอเรท์, จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ, กร วรรณไพโรจน์ PROXIE, อองรี-ออสการ์ เอ็ดเวิร์ด วัตราเศรษฐ์ PROXIE, คิม-ปัณณธร จิรศาสตร์ PROXIE, จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ PERSES, เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ PERSES, ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ PERSES, เบน-บัญญพนต์ ลิขิตอำนวยพร, หมีพูห์-วิน สกุลแสงประภา และดี-พอดี-สถิตพันธุ์เวชา มาร่วมงาน

ตามไปอัพเดทคอลเลกชั่น MOO Bangkok Autumn-Winter 2025 ได้แล้ววันนี้ที่ MOO Bangkok Flagship Store ชั้น 1 โซน Comma And  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 2 โซน wearever ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 2 โซน The Urban ศูนย์การค้าเกสรอัมรินทร์, ชั้น 2 โซน Comma And ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค และช่องทางออนไลน์ที่ Website: http://www.moobangkok.com, Line Official: @moobangkok, Line Shopping: https://shop.line.me/@moobangkok, Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/moobangkok และ Central Online: https://www.central.co.th/th/moo

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

‘พินิจ จารุสมบัติ’ นำคณะร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ณ แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 23.03 น.

เมื่อวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้มีการจัดงาน การแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา ประจำปี 2568 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามและส่งเสริมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ไทย–ลาว

ในการนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย–จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ นำคณะผู้แทนจากประเทศไทย ประกอบด้วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ประธานบริษัท ชไนเดอร์ลิฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ,นายคมกฤษ วัชรพินธ์ ,นายอนันต์ จงเกษมสุข

โดยในช่วงค่ำของวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ท่านบัวสอน บุบผาวัน อดีตนายกรัฐมนตรีลาวคนที่ 5 ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะผู้แทนไทย ณ โรงแรม Dokchampa ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง มีการแสดงแลกเปลี่ยนร้องเพลงระหว่างคณะจากทั้งสองประเทศอย่างครึกครื้น สะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีงาม ก่อนที่คณะจะเข้าพัก ณ Sokbounma Garden House

และช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันเรือพายประเพณีออกพรรษา โดยมี ท่านคำแหวน ปัญญานุวงศ์ รองเจ้าแขวงบอลิคำไซ เป็นประธานในพิธี  ซึ่งแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ได้เชิญผู้แทนจากไทย ประกอบด้วย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับชมกรแข่งขัน

ซึ่งการแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นในประเภท เรือพาย 25–30 ฝีพาย(ชาย) มีผู้เข้าร่วมจากหลายพื้นที่ของ สปป.ลาว และมีประชาชนร่วมชมกันอย่างคึกคัก

กิจกรรมภายในงานยังมี ตลาดวัฒนธรรมและการแสดงสินค้าท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้ นายพินิจ จารุสมบัติ ยังได้มอบเงินสนับสนุนการจัดงานจำนวน 200,000 บาท เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสืบสานมิตรภาพระหว่าง ราชอาณาจักรไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มั่นคงยิ่งขึ้น

-(016)

SSVIT จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรม AI เพื่อความยั่งยืนของโลก

SSVIT จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรม AI เพื่อความยั่งยืนของโลก

SSVIT จัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนงานวิจัย-นวัตกรรม AI เพื่อความยั่งยืนของโลก

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.44 น.

สถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศและต่างประเทศ จัดงาน การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งที่ 1 (The 1st International Academic Conference 2025) ภายใต้แนวคิด “Advancing AI Research and Innovation for Global Sustainability” หรือ “ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อความยั่งยืนของโลก” โดยมี นายพิสุทธิ์ ยงค์กมล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน (APSEP) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.อนุสรณ์ นามประดิษฐ์ อธิการบดี สถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ และ ดร.วริศนันท์ เดชปานประสงค์ พร้อมนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักศึกษา จากหลากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ณ หอประชุมพิบูลย์สุวรรณภูมิ 

นายพิสุทธิ์ ยงค์กมล ได้กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาทั่วโลกคือ “หัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การศึกษาสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมและมนุษยชาติได้อย่างแท้จริง “การศึกษาที่แท้จริง คือพลังแห่งการสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานของความยั่งยืนในอนาคต” นายพิสุทธิ์ กล่าวในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์เปิดงาน

ด้าน ดร.อนุสรณ์ นามประดิษฐ์ อธิการบดี สถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ กล่าวว่า สำหรับการจัดงานวิชาการนานาชาติ ครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการจาก จีน อินเดีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ ประเทศไทย ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในประเด็นด้านการศึกษา เทคโนโลยี และวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “ความร่วมมือไร้พรมแดน” ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษาสู่อนาคตใหม่ 

“การประชุมในครั้งนี้คือก้าวสำคัญของสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ ในการประกาศศักยภาพของไทยบนเวทีโลก เราจะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการศึกษาอย่างมีนวัตกรรม และใช้ AI เป็นพลังสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นให้กับมนุษยชาติ” ดร.อนุสรณ์ กล่าวปิดท้าย 

ดร.วริศนันท์ เดชปานประสงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย สถาบันสารสาสน์เทคโนโลยีแห่งสุวรรณภูมิ กล่าวว่า “การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งการบูรณาการความรู้ระดับโลก เปิดโอกาสให้ครู อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล” โดยการจัดประชุมในครั้งนี้เน้น 4 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่ กลุ่มการศึกษา (Educational) กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology) กลุ่มบริหารธุรกิจ (Business Administration) และกลุ่มงานวิจัยในโรงเรียน (School Research) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาองค์ความรู้ที่ครอบคลุมทั้งด้านนวัตกรรม การบริหาร และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และแสดงถึงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยสู่ระดับสากล

ทั้งนี้ งานประชุมได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. John Erni จาก The Education University of Hong Kong บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Artificial Intelligence and Cultural Authenticity: An Unavoidable Clash?” และศาสตราจารย์ ดร. Angel Mei Yi Lin บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Critical Generative AI Literacy: The Why, What, and How” ซึ่งการบรรยายทั้งสองหัวข้อนี้ได้จุดประกายแนวคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้าง “ความรู้เท่าทัน AI” (AI Literacy) เพื่อให้การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีจริยธรรมและตระหนักถึงมิติทางวัฒนธรรม พร้อมเชิญชวนให้ครูและนักเรียนทั่วโลกมอง AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็น “คู่คิดในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืน” และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “บทบาทของ AI ในการศึกษาโลกอนาคต” ว่า ไม่เพียงเป็นเครื่องมือแห่งนวัตกรรม แต่คือ “พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่ช่วยให้ครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพเฉพาะบุคคลได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทั่วโลกเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียมอีกด้วย

-(016)

น้อมรำลึก ‘วันนวมินทรมหาราช’ วันคล้ายวันสวรรคต ๑๓ ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึก ‘วันนวมินทรมหาราช’ วันคล้ายวันสวรรคต ๑๓ ตุลาคม  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

น้อมรำลึก ‘วันนวมินทรมหาราช’ วันคล้ายวันสวรรคต ๑๓ ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.05 น.

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ร่วมรําลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ตลอดรัชสมัย

ตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชาชนชาวไทยใต้ร่มพระบารมีต่างมีความผาสุกร่มเย็น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณและน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อก่อเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนโดยมิทรงย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง ทรงอุทิศเวลาในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องถิ่นทุรกันดารในภูมิภาคต่างๆ เพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ดังที่เคยพระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้แทนนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก

“…เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าราชอาณาจักรนั้นเปรียบเสมือนพีระมิด มีพระมหากษัตริย์อยู่บนยอดและมีประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่สำหรับประเทศไทยแล้วดูเหมือนทุกอย่างจะตรงกันข้าม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปวดคอและบริเวณไหล่อยู่เสมอ…”

หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทยเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๔ และประทับในพระราชอาณาจักรเป็นการถาวรแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร แม้ว่าในช่วงเวลานั้นเส้นทางการคมนาคมยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรอย่างเป็นทางการครั้งแรก เริ่มต้นขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๘ เป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคกลาง ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ และวันที่ ๒๗-๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ ลำดับถัดมา คือ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๒-๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ เป็นเวลา วัน การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคเหนือระหว่างวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์-๑๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ เป็นเวลา ๑๙ วัน และการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ ระหว่างวันที่ ๖-๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๒ เป็นเวลา ๒๐ วัน ตามลำดับ นับแต่นั้นเป็นต้นมาทรงถือเป็นธรรมเนียมที่จะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักในแต่ละภูมิภาค ภาคเหนือภูพิงคราชนิเวศน์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภูพานราชนิเวศน์ ภาคใต้ ทักษิณราชนิเวศน์ รวมทั้ง พระราชวังไกลกังวลอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทรงงานช่วยเหลือพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารเป็นประจำทุกปี

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ ทำให้ทรงรับรู้ถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎร ดังเช่นเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงได้รับทราบถึงปัญหาและความยากลำบากในการเดินทางสัญจรของราษฎร จึงเป็น ที่มาของโครงการสร้างถนนสายห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการพระราชดำริด้านพัฒนาชนบทโครงการแรก ที่มุ่งช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่าขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้มีน้ำจืดไว้สำหรับบริโภคและอุปโภคได้ตลอดทั้งปี นับเป็นโครงการพระราชดำริด้านชลประทานโครงการแรก หลังจากนั้น ทรงริเริ่มโครงการด้านการพัฒนาชนบทอีกหลากหลายโครงการ ทั้งโครงการที่เกี่ยวกับดิน น้ำ ป่าไม้ การประมง และการปศุสัตว์ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมและยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   และ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเคียงคู่กันมาตลอด พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงดำเนินการทุกวิถีทางด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงรักและห่วงใยราษฎรของพระองค์ เหมือน พ่อและแม่ ที่รักและห่วงใยลูกอยู่ตลอดเวลา” โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในทุกหนแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นป่าลึก ขุนเขา หรือต้องทรงพระดำเนินฝ่าหนองน้ำและลำธารอันยากลำบาก เพื่อช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนในทุกๆ เรื่องของราษฎร โดยเฉพาะผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและตรากตรำพระวรกายอย่างไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก จนอาจกล่าวได้ว่า ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน” อย่างแท้จริง เพื่อนำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความผาสุก ร่มเย็น ดั่งพระราชปณิธานที่พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ความว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการนี้มีความหมายลึกซึ้ง แสดงถึงพระราชปณิธานตั้งมั่นที่จะทรงอุทิศบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขทั่วแผ่นดิน ทรงศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และคิดค้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเหล่าพสกนิกรให้พ้นจากความยากจน ไปสู่ความพออยู่พอกินและมีความสุข ขณะเดียวกันทรงอนุรักษ์ พิทักษ์รักษา และแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินตั้งแต่ท้องฟ้า ผืนดิน จรดใต้ท้องทะเล เพื่อความสมดุลของสรรพชีวิตให้มีความยั่งยืน อีกทั้ง ทรงพระวิริยะอุตสาหะทุ่มเทกำลังพระวรกายและพระราชทรัพย์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ดังพระราชดำรัสว่า “…ขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain)…” ซึ่งทรงขยายความว่า การลงทุนทำโครงการเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ สิ่งที่ได้คือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและประเทศชาติได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลทำให้ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีแห่งการครองราชย์ ประเทศไทยจึงมีโครงการพระราชดำริ/โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการส่วนพระองค์ โครงการตามพระราชประสงค์ จำนวนกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ และมีศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๖ แห่ง ในทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชกรณียกิจที่ยังประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์มากมายเหลือคณานับ ได้แก่ พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรดิน พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา พระราชกรณียกิจด้านการคมนาคม พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และการสาธารณสุข พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา พระราชกรณียกิจด้านการศาสนา พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย พระราชกรณียกิจด้านการเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระราชดำริว่า การพัฒนาก็คือการทำสงครามกับความยากจน หากสามารถช่วยให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีได้ จึงจะถือได้ว่าประสบความสำเร็จ เป็น ชัยชนะของการพัฒนา” อย่างแท้จริง พระองค์จึงทรงงานอย่างหนักในการต่อสู้กับความยากจน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ให้สามารถพึ่งตนเองได้ อันจะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

พระราชทาน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เส้นทางสู่ความยั่งยืน จุดหมายของการพัฒนาที่มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีความ “กินดีอยู่ดี” หรือ “พออยู่พอกิน” นั้น เป็นพระราชดำรัสที่ทรงชี้แนะให้ประชาชนนำมาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว และต่อมาพระราชทานให้ใช้คำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยในปัจจุบันได้มีภาคส่วนต่างๆ น้อมนำไปปฏิบัติเป็นจำนวนมาก

การพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั้น คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตลอดจนใช้หลักวิชาความรู้ มีคุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อย่างรอบคอบ ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและในการกระทำ ทำงานอย่างมีความสุข รู้ รัก สามัคคี ก็จะนำไปสู่ความก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ภาพพระราชกรณียกิจที่ปรากฏแก่สายตาประชาชนทั้งในและนอกประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า ๗๐ ปี ที่ทรงครองราชย์ ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเป็นคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงเป็นพระมิ่งขวัญและหลักยึดเหนี่ยวของพสกนิกรชาวไทย แม้เสด็จสวรรคตล่วงมาจนปัจจุบัน เหล่าพสกนิกรยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย

เพื่อให้วันคล้ายวันสวรรคต ๑๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันแห่งการร่วมรำลึกและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคต ครบ ๗ ปี หรือ “สัตตมวรรษ” รัฐบาลจึงได้นำความกราบบังคมทูลพระมหากรุณาขอพระราชทานชื่อวันคล้ายวันสวรรคต และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ   สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำริประทานชื่อวันดังกล่าว ประกอบพระบรมราชวินิจฉัยว่า วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งแปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราช รัชกาลที่ ๙ ผู้ยิ่งใหญ่

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดชื่อวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามที่รัฐบาลได้ขอพระราชทานพระมหากรุณา อีกทั้ง  รัฐบาลยังได้กำหนดให้วันที่ ๑๓ ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันนวมินทรมหาราช” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดินไทยตลอดรัชสมัย

‘JASPAL Women Breast’s Friend’ แคมเปญรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม กับคอลเลกชั่นพิเศษ Pinktober รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิศูนย์สิริกิติ์ฯ

‘JASPAL Women Breast’s Friend’ แคมเปญรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม กับคอลเลกชั่นพิเศษ Pinktober รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิศูนย์สิริกิติ์ฯ

‘JASPAL Women Breast’s Friend’ แคมเปญรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม กับคอลเลกชั่นพิเศษ Pinktober รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้มูลนิธิศูนย์สิริกิติ์ฯ

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

JASPAL (ยัสปาล) เปิดตัวแคมเปญ “JASPAL Women Breast’s Friend” เพื่อตอกย้ำความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและสร้างการตระหนักรู้ถึงโรคมะเร็งเต้านม ภายใต้แคมเปญนี้ยังได้ออกแบบคอลเลกชั่นพิเศษ Pinktober ที่ทางแบรนด์ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยใช้สีชมพูซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลแสดงความหวัง ความเมตตา พลังของความแข็งแกร่งและกล้าหาญของผู้หญิงที่กำลังและเคยเผชิญกับโรคนี้ มาออกแบบเป็นแฟชั่นไอเทม อาทิ เสื้อยืด เสื้อกล้าม เสื้อโปโล คาร์ดิแกน และกางเกง เพื่อจำหน่ายตลอดเดือนตุลาคม 2568 โดยรายได้จากการจำหน่ายส่วนหนึ่งมอบให้กับ มูลนิธิศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม (Queen Sirikit Centre for Breast Cancer Foundation) เพื่อสนับสนุนการรักษา การดูแลผู้ป่วยและการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทย

3 อินฟลูเอนเซอร์สาวรักสุขภาพกับกิจกรรม PINK PARK RUN 2025

แคร์ – ปาณิสรา ริกุลสุรกาน

มัดหมี่ – กันต์ชนิต กิตติรัตนไพบูลย์

พร้อมได้ชวน 3 อินฟลูเอนเซอร์สาวรักสุขภาพ ตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่ มัดหมี่ – กันต์ชนิต กิตติรัตนไพบูลย์,แคร์ – ปาณิสรา ริกุลสุรกาน และ โบว์ – ชนาพร เจริญสุข เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Pink Park Run 2025 เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อโรคมะเร็งเต้านม โดยจัดขึ้น ณ สเตเดียม วัน สปอร์ต คอมมูนิตี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โบว์ – ชนาพร เจริญสุข

นอกจากการจำหน่ายเสื้อผ้าในคอลเลกชั่น Pinktober แล้ว แบรนด์ JASPAL ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม เมื่อวันที่ 11- 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ หน้าร้าน JASPAL สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เชิญชวนทุกคนถ่ายรูปตัวเองแล้วแชร์ลงบนโซเชียลมีเดียโดยใช้ Template “Add Yours” ใน IG Story แลกรับ Voucher เพื่อรับส่วนลดพิเศษเพื่อใช้ช้อปสินค้า และเมื่อซื้อสินค้าในคอลเลกชั่นรับเครื่องดื่มสมูทตี้  พร้อมร่วมเขียนข้อความให้กำลังใจถึงผู้ป่วยลงบนกระดาษโพสต์อิทสีชมพู ซึ่งจะถูกส่งมอบต่อไปยังผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อเป็นแรงใจและความอบอุ่นในช่วงเวลาสำคัญของพวกเขา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจถึงผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในแคมเปญ “JASPAL Women Breast’s Friend” เพียงช้อปสินค้าในคอลเลกชั่น Pinktober ตลอดเดือนตุลาคมนี้ โดยรายได้จากการจำหน่ายส่วนหนึ่งมอบให้กับ มูลนิธิศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เพื่อสนับสนุนการรักษา การดูแลผู้ป่วย และการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทยต่อไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : นกเขาไม่ขัน หย่อนสมรรถภาพทางเพศ แก้ไขได้

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของเหล่าชายชาตรีคือ “นกเขาไม่ขัน” หรือ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างมากเท่าและยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจตัวเอง รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมด้วย ปัญหานี้ละเอียดอ่อนมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุให้ชัด เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาให้ถูกต้อง 

การที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือไม่สามารถคงความแข็งตัวไว้ได้นานพอ อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลโดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชายที่อายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลต่อหลอดเลือด เนื่องจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายต้องอาศัยการไหลเวียนของเลือดที่ดีเยี่ยม แต่หากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศไม่แข็งแรง หรือตีบแคบลงจากโรคต่าง ๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี 

ดังนั้น คุณที่มีโรคดังกล่าวจะต้องเอาใจใส่ดูแลรักษา และรับประทานยารักษาโรคเรื้อรังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ควบคุมโรคต่าง ๆ ได้ดี เพื่อให้คุณภาพของหลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดดี

แต่ในบางรายอาจมีปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ปัญหาจากระบบประสาท เนื่องจากระบบประสาทมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการแข็งตัวของอวัยวะเพศ หากระบบประสาทถูกทำลาย ซึ่งอาจมาจากโรคเบาหวาน การผ่าตัดต่อมลูกหมาก หรือโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการแข็งตัวได้ และยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการแข็งตัว หรืออาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป แล้วยังสูบบุหรี่จัด สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบบุหรี่จัด มีผลโดยตรงต่อหลอดเลือด และระบบประสาทที่สัมพันธ์กับการหดและขยายหลอดเลือด

นอกจากนี้อาจมีสาเหตุทางจิตใจ โดยเกิดจากภาวะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความตื่นเต้นจนเกินไป การหมกมุ่นอยู่กับ “ความล้มเหลว” ในครั้งก่อน ๆ ก็อาจสร้างความกังวลและทำให้เกิดปัญหาได้

ปัญหาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างทันกาล

ถ้าพูดถึงการใช้ยา ในปัจจุบันมียาหลายชนิดใช้ในแก้ปัญหานี้ เช่น ยาช่วยคลายกล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดช่วยทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนเข้าไปในอวัยวะเพศได้มากขึ้น แต่ก่อนใช้ยา ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อดูว่ามีข้อจำกัดการใช้ยา หรือมีความเสี่ยงได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากยาหรือไม่ 

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ หรือผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายไม่ควรใช้ยารักษาสมรรถภาพทางเพศบางชนิด เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ใช้ยายาไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerin) เพราะยาเหล่านี้จะไปทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

เนื่องจากยาที่ใช้รักษาสมรรถภาพทางเพศอาจทำให้บางคนได้รับอันตราย จึงจำเป็นต้องได้รับการสั่งจ่ายยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมีการขายยาเหล่านี้โดยผิดกฎหมาย และยังพบว่ามียาปลอม หรือยาไม่ได้มาตราฐาน ที่ทำให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้ยา 

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพแก้ปัญหาการแข็งตัวของเพศชายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกฎหมาย และพบด้วยว่าส่วนใหญ่มีการปนปลอม และผสมยาเคมีลงไป ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดอันตรายจากสารเคมีหรือยาที่ใส่ลงไป อีกทั้งยาที่ผสมนั้นมักเป็นยาไม่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพต่ำ และผสมในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อีกไม่น้อยที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย แต่แอบใส่สารเคมีที่ผิดกฎหมายลงไป 

นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบันที่ผู้ป่วยใช้อยู่ และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นถ้าคุณจำเป็นต้องใช้ยา ต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้รับยาที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพดี และย้ำว่าต้องไม่หาซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายมาใช้เป็นอันขาด โปรดอย่าเอาตัวเองไปเสี่ยง เพราะอันตรายถึงชีวิต

แต่มีสิ่งสำคัญเพื่อการดูแลตัวเองคือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะ เพราะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศให้ดีขึ้นได้ในเบื้องต้น โดยต้องกระำเรื่องดังต่อไปนี้

· ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย รวมทั้งอวัยวะเพศ การเดินเร็ว วิ่ง หรือว่ายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้ได้ นอกจากนี้ การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก็สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแข็งตัวได้

· รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดยเพิ่มอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำตาล และโซเดียม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงของภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัว

· เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ย้ำว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ไม่เพียงพอ ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ก็ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงได้

● จัดการกับความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาทางเพศ การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ การอ่านหนังสือ หรือการใช้เวลากับธรรมชาติ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด

● นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ และยังเป็นผลดีต่อระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

● พูดคุยกับคู่รักแบบเปิดอก เพราะการสื่อสารอย่างเปิดอกกับคู่รักเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การแบ่งปันความรู้สึกระหว่างกัน ช่วยคลายความกังวล ลดแรงกดดัน และช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน คู่รักสามารถช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา และหาวิธีการช่วยให้ทั้งสองรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายในเรื่องเพศได้

ท้ายนี้ ขอย้ำว่าปัจจุบัน มีการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหลากหลายวิธี มียาแผนปัจจุบันที่ประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย แต่ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

และขอเตือนว่า มีผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการปนปลอม ใส่สารเคมีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต และยังเสี่ยงกับการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่นที่ผู้ป่วยกำลังใช้ แต่ที่สำคัญคือต้องดูแลรักษาโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ให้ดี กินยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัว และต้องย้ำเหมือนเดิมว่า เมื่อประสบปัญหาด้านสุขภาพ ต้องไปปรึกษาแพทย์ หรือพบเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย และเพื่อการรักษาที่ดีที่สุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

PAUL Thailand สานต่อแคมเปญ ‘Pink October’ ปีที่ 3 ร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ให้ทุกคำแห่งความละมุน คือโอกาสใหม่ เพื่อผู้หญิงไทยได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

PAUL Thailand สานต่อแคมเปญ ‘Pink October’ ปีที่ 3 ร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ให้ทุกคำแห่งความละมุน คือโอกาสใหม่ เพื่อผู้หญิงไทยได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

PAUL Thailand สานต่อแคมเปญ ‘Pink October’ ปีที่ 3 ร่วมกับมูลนิธิถันยรักษ์ฯ ให้ทุกคำแห่งความละมุน คือโอกาสใหม่ เพื่อผู้หญิงไทยได้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดือนตุลาคมของทุกปี ได้รับการยกให้เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Awareness Month) เพื่อสร้างการตระหนักรู้และป้องกันภัยเงียบที่คุกคามผู้หญิงทั่วโลก ในปีนี้ มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดย บุษดี เจียรวนนท์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิถันยรักษ์ฯ  จับมือ PAUL Thailand โดย อัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยงาน กลุ่มฟู้ดเชน แอนด์ คอฟฟี่เฮาส์ ร่วมกันรังสรรค์ความหอมหวานจากขนมฝรั่งเศสแท้ หลอมรวมเข้ากับพลังแห่งการให้ได้อย่างงดงามและทรงคุณค่า ผ่านแคมเปญ “Pink October” ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 

แคมเปญครั้งนี้ไม่เพียงเชิญชวนผู้หญิงไทยให้หันมาโอบกอดสุขภาพของตนเอง ด้วยการหมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำและเข้ารับการตรวจคัดกรองทุกปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การป้องกันที่ดีที่สุด คือการค้นพบให้เร็วที่สุด” แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสร้างความหมายพิเศษ ผ่านการเลือกซื้อ Grand Macaron สุดพรีเมียม กรอบนอกนุ่มใน รสชาตินุ่มลึก มีให้เลือก 5 รสชาติ ได้แก่ วานิลลา, ราสเบอร์รี, ช็อกโกแลต, พิตาชิโอ และกาแฟ หรือจะเลือกสะท้อนตัวตนในแบบของคุณผ่าน Mini Macarons Boxed 6 รสชาติ ได้แก่ มะพร้าว, ราสเบอร์รี, ช็อกโกแลต, พิตาชิโอ, มะนาว และคาราเมล ทุกการซื้อ 1 ชิ้น = การบริจาค 30 บาท สมทบทุนมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อนำไปสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ และช่วยขยายโอกาสให้ผู้หญิงไทยที่ด้อยโอกาสได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น ณ ศูนย์ถันยรักษ์ โรงพยาบาลศิริราช รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2411-5657-9

ร่วมสนับสนุนแคมเปญ “Pink October” ได้ตั้งแต่วันที่ 1–31 ตุลาคม 2568 ที่ร้าน PAUL ทุกสาขา ได้แก่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เซ็นทรัลเวิลด์, เอ็มโพเรียม, ท็อปส์ ชิดลม, ทองหล่อ, ไอคอนสยาม,ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และโรงพยาบาลกรุงเทพ รวมถึงช่องทางเดลิเวอรี Grab, LINE MAN เพิ่มเติม https://www.paulthailand.com