​นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

​นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

​นิสิต มศว. จัดนิทรรศการ ‘Axis to Exit’ โชว์ผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดอนาคตเพื่อความยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดนิทรรศการโชว์ผลงานนิพนธ์ของกลุ่มนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ ภายใต้ชื่อ “Axis to Exit” ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์การเดินทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายและการค้นพบสิ่งใหม่ โดยมุ่งเน้นสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านการใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นิทรรศการครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานออกแบบไว้ทั้งหมด 17 ชิ้น ถ่ายทอดผ่านแนวคิด “อดีต – ปัจุบัน – อนาคต” โดยใช้ไพ่ทาโรต์เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงการเดินทางของไอเดียสร้างสรรค์ในแต่ละชิ้นงาน  เริ่มต้นจากกลุ่มอดีต (Previous) นำเสนอการออกแบบที่เชื่อมโยงถึงมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงการใช้วัสดุจากภูมิภาคต่างๆในประเทศไทยและวิธีการผลิตดั้งเดิม ต่อเนื่องสู่กลุ่มปัจจุบัน (Present) ที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในช่วงเวลานี้ และก้าวไปสู่กลุ่มอนาคต (Pioneer) ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การออกแบบที่ล้ำสมัย ด้วยแนวคิดเชิงนิเวศน์ วัสดุยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อคาดการณ์ทิศทางของโลกในวันข้างหน้า

โดยได้รับเกียรติจากผู้สนับสนุนหลัก รักษิณา มุตธิกุลโจนส์ ผู้ก่อตั้งกรรมการและประธานบริหาร บริษัท เทรลเบลซ มิสชั่น และ ผศ.เมธี พันธุ์วราทร รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผนคณะศิลปกรรมศาสตร์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “Axis to Exit” ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก มาย การุณงามพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และพิรดารา จิตรพันธ์ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ จากแบรนด์ Upcyde และธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกเเบบและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ จากแบรนด์ Qualy ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาแนวคิดธุรกิจที่เปลี่ยนขยะทางเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ร่วมเสวนาในหัวข้อ “อนาคตออกแบบได้ : จุดประกายความคิดสร้างสรรค์สู่นวัตกรรมการออกแบบ” ตอบโจทย์ธุรกิจได้ทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คน พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงาน และการต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์สู่ธุรกิจ และการขับเคลื่อนวงการออกแบบอย่างยั่งยืน เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้กับนิสิตและศิลปินรุ่นใหม่ในก้าวแรกสู่สายอาชีพ

รักษิณา มุตธิกุลโจนส์ กล่าวว่า เรารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการเปิดพื้นที่ให้นิสิตได้แสดงศักยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการออกแบบที่เชื่อมโยงกับประเด็นร่วมสมัยอย่างความยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เราเชื่อว่าการสนับสนุนเยาวชนในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า

“ในฐานะศิษย์เก่าคณะศิลปกรรมศาสตร์และผู้สนับสนุน ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมาก ที่ได้เห็นผลงานของน้องๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และมุมมองที่ลึกซึ้งต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการได้กลับมาสนับสนุนผลงานวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ คือการส่งต่อแรงผลักดันให้กับรุ่นน้องที่กำลังก้าวเดินตามเส้นทางสายออกแบบได้อย่างที่ตั้งใจ” ชมะนันท์ จารุนันทลักษณ์ จาก Take off to Trader

ด้าน มาย การุณงามพรรณ กล่าวว่า การออกแบบไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสวยงามหรือฟังก์ชันเท่านั้น แต่คือกระบวนการที่สะท้อนถึงความเข้าใจและเห็นคุณค่าในสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาที่มักถูกมองข้าม แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ๆ ที่ยั่งยืนและสร้างสรรค์ การได้เห็นผลงานของนิสิตในนิทรรศการนิพนธ์ ‘Axis to Exit’ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่เพียงมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ กล่าวว่า ผลงานของน้องๆแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสำหรับเด็กพิเศษ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบางในสังคม ทำให้การออกแบบตอบโจทย์ความต้องการของโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน

ผศ.เมธี พันธุ์วราทร รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผนคณะศิลปกรรมศาสตร์ กล่าวว่า นิทรรศการ Axis to Exit เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการบูรณาการองค์ความรู้เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของนิสิต เพื่อสร้างผลงานที่ไม่เพียงแค่สวยงามหรือใช้งานได้จริง แต่ยังสะท้อนคุณค่าทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างลึกซึ้ง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒให้ความสำคัญกับการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง และเราภูมิใจที่ได้เห็นความพยายามและความมุ่งมั่นของนิสิตผ่านผลงานอันทรงคุณค่าเหล่านี้

นิทรรศการ “Axis to Exit” โดยนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบทัศนศิลป์ เปิดให้เข้าชมฟรี พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. – 6 ก.ค.68 ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ อินสตาแกรม: axistoexit.fofa

Science Update : นักบินอวกาศอินเดียไปถึง ISS

Science Update : นักบินอวกาศอินเดียไปถึง ISS

Science Update : นักบินอวกาศอินเดียไปถึง ISS

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชูภานชู ชุคลา หัวหน้าทีมนักบินอวกาศในภารกิจ แอคเซียม โฟร์ (Axiom-4) กลายเป็นนักบินอวกาศชาวอินเดียคนแรกที่ได้ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือไอเอสเอส หลังจากยาน สเปซ ดรากอน ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่ทะยานออกจากฐานปล่อยศูนย์อวกาศเคนเนดี ขององค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือนาซา ที่แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ด้วยจรวดฟอลคอน 9 บล็อค 5 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เข้าเทียบท่าที่ฐานจอดของไอเอสเอส เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาในสหรัฐฯ ตรงกับค่ำวันศุกร์ตามเวลาบ้านเรา หลังใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 26 ชั่วโมง

ชูภานชู ชุคลา ยังถือเป็นนักบินอวกาศชาวอินเดียคนแรกในรอบ 41 ปี ที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ สร้างความปลาบปลื้มดีอกดีใจต่อชาวอินเดียทั้งประเทศ ที่เฝ้ารอชมการถ่ายทอดสดวินาทีที่ยาน สเปซ ดรากอน ทะยานออกจากฐานปล่อย สำหรับภารกิจ แอคเซียม โฟร์ (Axiom-4) นอกจากมี ชูภานชู ชุคลา เป็นหัวหน้าทีมแล้ว ยังประกอบไปด้วยนักบินอวกาศอีก 3 คน คือ เพ็กกี วินสตัน นักบินอวกาศมากประสบการณ์ชาวอเมริกัน, สลาวอซ อุซนันสกี-วิสเนียฟสกี ชาวโปแลนด์ และ ทิบอร์ คาปู จากฮังการี

การมีส่วนร่วมของชุคลา ซึ่งเป็นนักบินของกองทัพอากาศอินเดีย ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจอวกาศที่มีมนุษย์ร่วมบินของยานอวกาศกากันยาน (Gaganyaan) ซึ่งวางแผนไว้ในปี 2570 ตามโครงการอวกาศของอินเดีย

ก้าวสู่ปีที่ 23 กับโครงการ BLS Intern Camp

ก้าวสู่ปีที่ 23 กับโครงการ BLS Intern Camp

ก้าวสู่ปีที่ 23 กับโครงการ BLS Intern Camp

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก้าวสู่ปีที่ 23 กับโครงการ BLS Intern Camp ที่ พิเชษฐ สิทธิอำนวย บอสใหญ่ใจดี จากค่ายหลักทรัพย์บัวหลวง เปิดโอกาสให้น้องๆ นักศึกษาจากหลากหลายสถาบันได้เข้าฝึกงานในองค์กร เพื่อเรียนรู้การทำงานในธุรกิจหลักทรัพย์ การได้มีประสบ การณ์ทำงานจริงจากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ พร้อมสอดแทรกความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงคุณค่าของจิตสาธารณะและการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยโจทย์ที่ให้น้องๆ คิดแก้ปัญหา ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม สร้างสรรค์กิจกรรม CSR ที่สามารถทำได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกเพียง 1 กิจกรรมที่จะมีโอกาสลงมือทำจริง ทำให้มั่นใจได้ว่าใครที่ผ่านการฝึกงานจากหลักทรัพย์บัวหลวงไป นอกจากจะได้ความรู้ด้านธุรกิจแล้ว ยังได้ฝึกฝนการคิดและทำความดีเพื่อสังคมอีกด้วย

NEPS ผนึกพลัง Huawei – LONGi เปิดตัว SOLAR SOLUTIONS by NEPS สาขาแรก ณ Power Mall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค

NEPS ผนึกพลัง Huawei - LONGi เปิดตัว SOLAR SOLUTIONS by NEPS สาขาแรก  ณ Power Mall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค

NEPS ผนึกพลัง Huawei – LONGi เปิดตัว SOLAR SOLUTIONS by NEPS สาขาแรก ณ Power Mall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สาขาแรก – บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด ภายใต้การบริหารงานโดย นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กับสาขาแรกของ “SOLAR SOLUTIONS by NEPS” ภายใต้คอนเซปต์ “LET THE REAL EXPERTS DO IT” สะท้อนความเป็นตัวจริงด้านการติดตั้งโซลาร์สำหรับบ้านพักอาศัยด้วยมาตรฐาน Big Project ณ Power Mall เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คิม จอง-อึน เปิดเขตท่องเที่ยวชายทะเล ‘วอนซาน’

คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ พร้อมบุตรสาว เปิดตัวเขตท่องเที่ยวขนาดใหญ่แห่งใหม่ที่เมืองวอนซาน (Wonsan) ริมชายฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากถึง 20,000 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง และสวนน้ำ บนแนวชายหาดทอดยาวกว่า 4 กิโลเมตร พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป ถือเป็นโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ที่เขาพยายามผลักดันมานานหลายปี เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเกาหลีเหนือ

คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : 'กัมพูชา' ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

คุยกัน 7 วันหน : ‘กัมพูชา’ ศูนย์ลวงออนไลน์ สะท้อนล้มเหลวปราบสแกมเมอร์?

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายงานขององค์การระหว่างประเทศหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ขณะนี้ “กัมพูชา” กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ สร้างเม็ดเงินผิดกฎหมายให้กับประเทศปีละมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จุดนี้อาจสะท้อนได้ว่าทางการกัมพูชาล้มเหลวในการจัดการกับปัญหานี้

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สื่อหลายสำนัก รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ รายงานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุตสาหกรรมหลอกหลวงออนไลน์ในกัมพูชา แต่รายงานของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล (Amnesty International) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชี้ว่า ความล้มเหลวของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดการปัญหานี้ ไม่ต่างอะไรกับการรู้เห็นเป็นใจให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้น

รายงานความยาวกว่า 240 หน้าฉบับนี้มีชื่อว่า I was Someone Else’s Property หรือ “ฉันคือทรัพย์สินของคนอื่น” ซึ่งแอมเนสตีสัมภาษณ์ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ 58 คน จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 31 แห่งใน 16 เมืองทั่วกัมพูชา ระหว่างเดือน ก.ย.2023 ถึงเดือน พ.ค.2025 พบว่า การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การทรมานและการปฏิบัติที่ไม่ดีอื่นๆ ไปจนถึงการพรากเสรีภาพและการเป็นทาส เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากภายในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่เปิดกระจายในหลายๆ จุดของประเทศ

แอมเนสตีฯ เก็บข้อมูลและระบุตำแหน่งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์อย่างน้อย 53 แห่งในหลายจังหวัดทั่วกัมพูชา ซึ่งพบมากที่สุดอยู่ในสีหนุวิลล์ ถึง 22 แห่ง ตามมาด้วยในบาเวต 6 แห่ง และปอยเปต 5 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะพบตามเมืองตะเข็บชายแดน

ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับเรือนจำ มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ มีชายติดอาวุธคอยเฝ้า ด้านในมีเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงผู้คนทั่วโลก หากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทรมานด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งการช็อตด้วยกระบองไฟฟ้า การขังในห้องมืด และถูกทุบตี

แอมแนสตีฯ กล่าวในรายงานว่า สิ่งที่พบเหล่านี้เผยให้เห็น ‘รูปแบบของรัฐที่ล้มเหลว’ ที่ปล่อยให้ธุรกิจผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาลนี้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งรวมถึงความล้มเหลวในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเหยื่อ ตลอดจนการกำกับดูแลบริษัทรักษาความปลอดภัยและเครื่องมือในการทรมานเหยื่อ ทั้งที่ตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

รายงานของแอมเนสตีฯ ระบุต่อไปว่า เวลานี้ กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมหลอกลวงระดับโลก เนื่องจากกลุ่มอาชญากรซึ่งนำโดยชาวจีนส่วนใหญ่ได้นำเอาบ่อนกาสิโนและโรงแรมที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาใช้เป็นศูนย์หลอกลวง ข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ตามศูนย์เหล่านี้มีคนอยู่นับแสนคน มีลักษณะคล้ายกับศูนย์สแกมเมอร์ในฝั่งเมียนมาและ สปป.ลาว

ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันสันติภาพสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมฉ้อโกงในกัมพูชาสร้างรายได้มากกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี (กว่า 400,500 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ของกัมพูชา

แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นข้อมูลที่ตรงกับรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ก่อนหน้านี้ คือ ขณะนี้พบว่าศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขยายตัวเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ไกลจากพรมแดน อย่างในกรุงพนมเปญ โดยจากรายงานของแอมเนสตีฯ พบถึง 4 แห่ง รวมทั้งยังพบสถานที่ต้องสงสัยที่เข้าข่ายเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์อีก 45 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย

เมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว กิจกรรมการพนันออนไลน์ในกัมพูชาเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลักๆ เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนจากจีน โดยในช่วงนั้นธุรกิจกาสิโน โรงแรมและรีสอร์ท ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในหลายเมืองของประเทศ เช่น ที่สีหนุวิลล์ ซึ่งตามด้วยการไหลทะลักของเครือข่ายอาชญากรรมจีนที่เข้ามาโลดแล่นในอุตสาหกรรมการพนัน แต่ด้วยการกดดันจากจีน ทำให้กัมพูชาตัดสินใจสั่งห้ามการพนันออนไลน์ในปี 2019

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ขบวนการอาชญากรรมต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการหาเงิน ด้วยการหันไปทำธุรกิจหลอกลวงออนไลน์แทน เปลี่ยนโรงแรมและกาสิโนให้กลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ข้อมูลจาก UNODC ชี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธุรกิจดังกล่าวในกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายที่หละหลวม การขาดการตรวจสอบทางการเงิน ปัญหาการไร้ธรรมาภิบาลและการทุจริต

จากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทั้งหมด 53 แห่ง ตามรายงานของแอมเนสตีฯ พบว่าในจำนวนนี้ 20 แห่งเป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ยังดำเนินการต่อ ทั้งที่เคยถูกตำรวจหรือทหารเข้าไปจัดการหรือดำเนินการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อ เจ้าหน้าที่เข้าไปสอบสวนหรือบุกจับกุมผู้เกี่ยวข้อง โดย 9 แห่งเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป

ขณะที่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ 18 แห่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของทางการกัมพูชา ส่วนอีก 13 แห่งพบว่าเจ้าหน้าที่เคยเข้าดำเนินการหรือเคยเข้าไปสอบสวนแล้ว แต่แอมเนสตีไม่สามารถยืนยันได้ว่าศูนย์เหล่านี้ยังคงเปิดดำเนินการอยู่อีกหรือไม่ และที่น่าตกใจคือ มีเพียงแค่ 2 แห่งเท่านั้นที่ปิดดำเนินการหลังถูกเจ้าหน้าที่รัฐจัดการ

มอนต์เซ เฟอร์เรอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของ แอมเนสตี อินเตอร์แนชนัล ระบุว่า แม้จะมีการบุกทลายเครือข่ายคอลเซนเตอร์ของเจ้าหน้าที่ แต่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชากลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งเธอมองว่ารัฐบาลกัมพูชาคือตัวแปรสำคัญที่เปิดทางให้ธุรกิจเหล่านี้เฟื่องฟู

โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาตระหนักดีว่าตนเองเป็นเหยื่อของอาชญากรที่มาใช้ประเทศนี้ก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ แต่กัมพูชาก็ดำเนินมาตรการแข็งกร้าวในการจัดการกับปัญหานี้เช่นกัน ขณะที่รายงานวิจัยหลายฉบับชี้ว่า รัฐบาลกัมพูชาอาจยังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะหยุดยั้งกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

โดย ดาโน โทนาลี

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล ‘อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต’

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 จัดงานการกุศล “อลังการ ล้านนา แสงศรัทธาสู่สายธารแห่งชีวิต” ระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจจำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่า 1 ล้านบาท มอบให้โรงพยาบาลเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำไปใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤตสำหรับทารกแรกเกิดและคุณแม่หลังคลอด นำโดย อำไพ หาญไกรวิไลย์ ประธานจัดงานและประธานก่อตั้งสโมสร),ญาณรักษ์ มานิธิคุณ นายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 และ ดร.ธนพร ฟักเขียว รองประธานการจัดงานและนายกก่อตั้งฯ โดยมี ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศและอดีต Zonta International Director Nominating Committee Member (At-Large) สโมสรซอนต้าสากล เป็นประธานในงาน

โอกาสนี้ ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม กล่าวถึงนโยบาย ของการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างคุณค่าคุ้มครองสิทธิ์สร้างความเท่าเทียมในสังคมว่า “ที่ผ่านมาดิฉันยังคงทำงานโดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก สตรี และผู้ขาดโอกาสทางสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งมั่นและมุ่งมั่นสนับสนุนงานของสโมสรซอนต้ามาอย่างต่อเนื่อง และยอมรับว่าการสร้างเครือข่ายการทำงานเพื่อสังคมนั้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ขาดโอกาสทางสังคมเริ่มจากระดับหมู่บ้าน สู่ระดับอำเภอ จังหวัด และสู่ระดับประเทศ การรวมกลุ่ม ในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมจะส่งผลในระดับมหภาคและช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น ”

ด้าน ญาณรักษ์ มานิธิคุณ นายกสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 11 กล่าวว่า “ งานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมล้านนาอันงดงาม หากยังเป็นเวทีที่จุดประกายให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน”

บรรยากาศภายในงานแขกเหรื่อได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งอาณาจักรล้านนาอันรุ่งเรือง ผ่านขบวนแห่เสลี่ยงอันวิจิตรตระการตาที่บอกเล่าเรื่องราวของสตรีผู้ทรงอิทธิพลและบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นดั่งดวงดาวที่ส่องสว่างในแต่ละยุคสมัยแห่งล้านนา ผู้สร้างสรรค์และปกปักษ์วัฒนธรรมอันวิจิตรตระการตาจวบจนปัจจุบัน  ผ่านผืนผ้าและเครื่องแต่งกายอันวิจิตร ซึ่งได้รับการออกแบบและรังสรรค์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความประณีต และความเคารพต่อมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น และอีกไฮไลต์ของงานคือ Charity Concert โชว์สุดพิเศษจาก กระแต, กระต่าย และกฤษ พร้อมทีมแดนเซอร์ล้นเวที ปิดท้ายด้วยความประทับใจที่สร้างความสุขให้กับทุกคน

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : Multi-style Chairs in Goulandris Museum Athens

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในทุกยุคสมัย งานเฟอร์นิเจอร์หนึ่งที่มีการออกแบบกันอย่างครึกโครมและสามารถสร้างความหลากหลายได้นั่นคือ เก้าอี้ เก้าอี้เป็นที่นั่งที่มักถูกออกแบบให้ประกอบด้วยขา และที่นั่งเป็นหลักโดยจะมีพนักพิง และที่วางแขนหรือไม่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ เก้าอี้ไม่เพียงใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์แก้เมื่อย ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมีรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของด้วย เก้าอี้มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ต้นจักรวรรดิอียิปต์ราว 3100 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลานั้นเก้าอี้ถูกสร้างและตกแต่งอย่างหรูหราให้มีขนาดใหญ่โตด้วยไม้แกะสลัก งาช้างและปกคลุมด้วยผ้าหรือหนัง เก้าอี้ของเจ้าที่มีศักดิ์สูงจะยิ่งมีความสูงมาก ในอดีตก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้นเก้าอี้มีไว้สำหรับกษัตริย์ เจ้าผู้ครองนคร หรือขุนนางเท่านั้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 18 เก้าอี้จึงกลายเป็นสมบัติของคหบดี และกลายเป็นของที่มีเกือบทุกบ้านในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันการผลิตเก้าอี้ได้เพิ่มการใช้เทคโนโลยีให้มีความซับซ้อนมากขึ้น เก้าอี้จึงไม่เพียงเป็นของหรูหรา แต่ยังมีแตกแขนงประโยชน์ใช้สอยไปได้อีกมากมายด้วย

มิวเซียมเกือบทุกแห่งที่มีงานศิลปะซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบจึงมักมีเก้าอี้ของศิลปินต่าง ๆ มาจัดแสดงด้วย ใน Goulandris Museum ก็มีผลงาน Chair of Practical Function ของ Jean Dubuffet มาจัดแสดง Jean Philip Arthur Dubuffet จิตรกร และนักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสนี้เกิดที่ Le Havre ในครอบครัวคหบดีที่มีบิดาเป็นพ่อค้าขายส่งไวน์ เขาย้ายมาที่ปารีสในปี 1918 เพื่อเข้าเรียนที่ Academie Julian แต่เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายจึงลาออกและไปเที่ยวอิตาลีกับบราซิลก่อนย้ายกลับมาทำธุรกิจไวน์กับครอบครัว ปี 1942 เขาตัดสินใจให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังและเริ่มงานจิตรกรรมด้วยงานตามแนวทางศิลปะแบบ Fauvism ผลงานของเขาเริ่มได้รับความนิยมเมื่อเขาสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวในเดือนตุลาคม 1944 ที่ Galerie Rene Drouin ปารีส ต่อมาเขาเริ่มหันมาใช้โคลน ทราย ถ่าน เศษแก้ว เชือก ซีเมนต์ หิน โพลีเอสเตอร์ เรซินผสมเข้าไปในสีเพื่อผลิตงานจนแปลกแยกกว่าผลงานของศิลปินอื่นในช่วงเวลาเดียวกันส่งผลให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักและสามารถจัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งที่สองได้ในปี 1946  สำหรับ Chair of Practical Function นี้เขารังสรรค์ขึ้นเสร็จภายในวันเดียวคือวันที่ 29 มีนาคม 1969 โดยอยู่ในชุด L’ Hourloupe อันมีชื่อเสียงของเขา นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงานชิ้นนี้แม้จะชื่อว่า Practical Function แต่แท้ที่จริงแล้วคงทำหน้าที่ได้เพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับโดยไม่สามารถนั่งได้จริง เพราะคงนั่งไม่สบายนั่นเอง

นอกจากผลงานของ Dubuffet แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานที่ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของ Friedensreich Hundertwasser ที่น่าสนใจ เขาเกิดที่เวียนนาในเดือนธันวาคมปี 1928 ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกร และมีมารดาเป็นชาวยิว หลังจากเขาเกิดไม่นาน บิดาของเขาก็เสียชีวิตจากไส้ติ่งอักเสบ มารดาจึงต้องเลี้ยงเขาเพียงลำพัง เมื่อเขาเข้าเรียนหนังสือที่เวียนนาเมื่ออายุได้ 7 ปี ครูสอนศิลปะของเขาเห็นแววความสามารถในการใช้สีของเขา แม้เขาจะมีเชื้อสายยิว แต่เขาก็สามารถหลุดรอดความตายมาได้ เขาสามารถเข้าเรียน Academy of Fine Arts ในปี 1948 แต่เขากลับเลิกเรียนและเดินทางไปอิตาลี และปารีสในปีต่อมา ปี 1951 เขาเดินทางไป Tunisia และได้สัมผัสกับงานของ Egon Schiele, Paul Klee และ Walter Kampmann และเริ่มสร้างแนวทางศิลปะที่มีอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้นจนสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวในปี 1952 ผลงาน ชื่อ Chair Painted on All sides with a Goblin Head on the Chair Seat ของมิวเซียมนี้เป็นผลงานที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการผลงานเดี่ยวที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 10-30 มกราคม 1953 ที่สามารถเรียกคำชมได้อย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมจากการที่เขาสามารถเปลี่ยนเก้าอี้ธรรมดา ๆ ให้มีความแปลกใหม่ด้วยการใช้สีสดใสรังสรรค์งานจนมีเนื้อหา

เก้าอี้อีกตัวที่น่าสนใจในมิวเซียมคือ Expansion Chair ของ Cesar หรือ Cesare Baldaccini นักประติมากรรมชาวฝรั่งเศสยุค Nouveau Realisme เขาเกิดจากครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนเจ้าของบาร์ที่อาศัยอยู่ที่ Marseille ฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาจาก Ecole des Beaux-Arts Marseille เขาก็ย้ายไปเรียนต่อที่ Ecole des Beaux-Arts ในปารีสก่อนเริ่มงานเป็นนักประติมากรรมที่ใช้โลหะเหลือใช้เป็นวัสดุ เขาสามารถสร้างสรรค์งานจนมีชื่อเสียงโดยเฉพาะรูปสัตว์และภาพนู้ด และจัดงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่ Galerie Lucien Durand กรุงปารีสในปี 1954 งานสร้างชื่อที่สุดของเขาก็คือรถที่ถูกบดอัด นับจากนั้นมาเขาก็เข้าร่วมกลุ่ม Nouveaux Realisties และหันมาใช้พลาสติกเป็นวัสดุรังสรรค์งานก่อนหันเข้าหาโพลียูรีเทน สำหรับ Expansion Chair นี้เป็นหนึ่งในชุดเก้าอี้ที่เขารังสรรค์มาจากเก้าอี้ธรรมดาที่ทำส่วนของที่นั่งด้วยโพลียูรีเทนให้มีรูปทรงและปริมาตรมากกว่าปกติ ผู้ชมที่ชมห่าง ๆ อาจคิดว่าตัวเก้าอี้ทำจากไม้ธรรมดาแล้วปกคลุมส่วนนั่งด้วยโลหะมีค่า แต่แท้ที่จริงแล้วตัวเก้าอี้ทำจากเหล็กกล้าและปกคลุมส่วนของเก้าอี้ด้วยทองแดงเลยทีเดียว

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

XPG ร่วมแคมเปญ #BLOODCONNECT ผนึกพลังองค์กรพันธมิตร ยกระดับการบริจาคโลหิตเป็นวาระแห่งชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยศกร ฟอลเล็ต  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด ในนามของ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ XPG เข้าร่วมเปิดตัวแคมเปญระดับชาติ “#BLOODCONNECT – We Are All Connected เลือดเชื่อมชีวิต…ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ  นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และ รติ พันธุ์ทวี  นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) ต้อนรับ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568      

แคมเปญดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) เพื่อผลักดันการบริจาคโลหิตให้กลายเป็น “วาระแห่ง ชาติ” พร้อมสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยมีองค์กรพันธมิตรกว่า 900 แห่งทั่วประเทศร่วมขับเคลื่อน ซึ่ง เอ็กซ์สปริงได้เป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ และพร้อมร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันการบริจาคโลหิตให้กลายเป็นวาระแห่งชาติอย่างยั่งยืน

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ Mr. Flower จัดทริปแบบกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกันเอง ไปเที่ยวเมืองปีนังอีก เพราะมีผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และเพื่อนฝูง รวมถึงญาติ ๆ ของผู้ที่ร่วมทริปปีนังเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 เรียกร้องแบบคุณขอมา 

เมื่อคุณขอมา Mr. Flower ก็ไม่ขัดศรัทธา จึงตัดสินใจพาคุณ ๆ ไปเที่ยวปีนังอีกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยไปนอนสองคืนเหมือนเดิม ทริปหน้ารับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ เพื่อให้นั่งในรถตู้ได้สบาย ๆ หลวม ๆ (นั่งรถตู้คันละ 7 คน)

ปีนังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเสน่ห์มาก มีสถานที่ท่องเที่ยวชนิด man made มากมาย โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในเมืองจอร์จทาวน์ ขอบอกว่าจอร์จทาวน์เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส แต่บ้านเก่าเหล่านี้ยังมีชีวิต เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นเมืองเก่าที่ยังมีลมหายใจตลอดเวลา 

คำจำกัดความของนักท่องเที่ยวที่มอบให้กับปีนังคือ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นพื้นที่ของการอยู่รวมกันระหว่างวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ ศาลเจ้าจีน โบสถ์แขก และสุเหร่า เป็นที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ทั้งคนที่เป็นชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงวัดพุทธตามแบบมหานิกายในปีนังก็ต้องยกให้วัดเค็คลกซี (Kek Lok Si) พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติก็ต้องไปปีนังฮิลล์ หากถามถึงเขตเมืองเก่าก็ต้องไปจอร์จทาวน์ แล้วหากจะชม street art ก็ต้องไปที่ย่านถนนถนนอาร์เมเนียน (Armenian street) และยังมีบ้านเรือนในแบบ Peranakan คือสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับมลายู หากจะดูป้อมปราการโบราณก็ไปที่ป้อมคอร์นวอล์ลีส และดูตึกโบราณในยุคอาณานิคมที่เอสพลานาด ในย่านจอร์จทาวน์ และบ้านโบราณสไตล์ Peranakan ที่ชื่อ blue mansion และอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเที่ยวชมคือชุมชนที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนน้ำ (ทะเล) ที่ชื่อ Chaw Jetty แต่หากสนใจเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรก็ต้องไป Penang Hill และ The Habitat Penang Hill แต่หากสนใจจะไปเที่ยวบริเวณชายหาดก็ต้องไปที่ Batu Ferringhi Beach ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของโรมแรมหรูริมชายหาด แต่ขอบอกว่าชายหาดเมืองปีนังไม่ยาวเท่าภูเก็ต)

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือเมื่อไปถึงเมืองปีนังก็ต้องกินอาหารจีนในร้านสุดดัง ดังสุด ๆ ของเมืองคือร้าน Tek Sen ขอย้ำว่าร้านนี้ หากคุณไม่ได้จองไปก่อน ตุณต้องรอคิวนานอย่างน้อยที่สุดคือ 1 ชั่วโมง และที่ต้องย้ำ และย้ำมาก ๆ คือการเที่ยวเมืองปีนังให้สนุกต้องเดินทอดน่องท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าจอร์จทาวน์ แล้วหาขอกินอร่อย ๆ ในย่านเมืองเก่า แล้วก็เสพงานศิลป์ street art ไปตามตรอกซอกซอยในเขตจอร์จทาวน์

สนใจร่วมทริปปีนังแสนชิล ที่รับสมาชิกเพียง 14 คน โปรดรีบติดต่อ 091 7233615 ด่วนครับ เดินทางปลายเดือนกรกฎาคม 2568

by Mr. Flower