บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่ง ที่ทวีปแอฟริกา ในสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดของบ้านหลังหนึ่ง มี ดอกกุหลาบสีแดง ดอกใหญ่ในกระถาง ชูดอก อวดกลีบที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีต ทุกเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนใบ กุหลาบจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นราชินีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก แต่ข้างๆ กระถางของกุหลาบ มี ต้นกระบองเพชร ต้นเตี้ยม่อต้อ ผิวสีเขียวเข้มขรุขระ แถมยังมีหนามแหลมคมดูน่ากลัวตั้งอยู่

                     ทุกๆ วัน ดอกกุหลาบมักจะบ่นพึมพำให้ดอกไม้อื่นๆ ฟังว่า “โอ๊ย… ทำไมเจ้าของบ้านถึงเอาต้นไม้น่าเกลียดแบบกระบองเพชรนี้มาวางข้างๆ ฉันนะ ดูสิ ผิวก็ขรุขระ หนามก็เยอะแยะไปหมด ใครมาเห็นเข้าจะพลอยทำให้ฉันดูแย่ไปด้วย!”

                     ต้นกระบองเพชรได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเงียบๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสุภาพว่า “พี่กุหลาบจ๋า ธรรมชาติให้ฉันมีรูปร่างแบบนี้ ก็เพื่อให้ทนความแห้งแล้งได้ยังไงล่ะ”

                     กุหลาบสะบัดหน้าหนีแล้วพูดว่า “หึ! ข้ออ้างของพวกสกปรกน่ะสิ ฉันน่ะสวยและมีกลิ่นหอม ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนนายหรอก!”

                     วันเวลาผ่านไป เข้าสู่ “ฤดูร้อน” แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นดินแห้งผาก ฝนไม่ตก และเจ้าของบ้านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ไม่มีใครมารดน้ำต้นไม้เลย

                     ดอกกุหลาบ ที่เคยสวยงาม เริ่มคอตก กลีบดอกสีแดงสดเริ่มแห้งเหี่ยวและร่วงโรย รู้สึกหิวน้ำจนแทบจะยืนต้นไม่ไหว

                     แต่ต้นกระบองเพชร กลับยังคงดูแข็งแรงและสดชื่นเหมือนเดิม เพราะได้สะสมเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นที่อวบอิ่ม

                     วันหนึ่ง กุหลาบมองเห็น นกกระจอก บินมาเกาะที่ต้นกระบองเพชร แล้วใช้ปากจิกเข้าไปในลำต้นเบาๆ เพื่อดื่มน้ำคลายร้อน กุหลาบรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งต้นนั้น

                     ด้วยความหิวน้ำจนทนไม่ไหว กุหลาบจึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องกระบองเพชร… พี่ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับเธอนะ ตอนนี้พี่หิวน้ำมากจนจะตายอยู่แล้ว เธอพอจะแบ่งน้ำให้พี่บ้างได้ไหม?”

                     กระบองเพชรไม่ได้นึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างใจดีว่า “ได้สิครับพี่กุหลาบ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา พี่เอารากของพี่ มาแตะที่รากของผมนะ ผมจะแบ่งความชุ่มชื้นไปให้”

                     กระบองเพชรแบ่งปันน้ำที่เขาสะสมไว้ให้กุหลาบ จนกุหลาบเริ่มกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันนับตั้งแต่นั้นมา และกุหลาบก็ไม่เคยดูถูกใครที่รูปภายนอกไม่สวยงามอีกเลย

                     นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ภาวนามัย ในการขัดเกลาใจให้สะอาด ตรงที่ แต่เดิมนั้น ดอกกุหลาบมีความหลงตน ถือตัวและอคติ คิดแต่ความงามภายนอกและดูแคลนผู้อื่น แต่เมื่อกุหลาบเผชิญวิกฤติ และได้รับความเมตตาจากกระบองเพชรแบ่งน้ำไปให้ จึงเกิดปัญญาความรู้แจ้ง ด้วยการการตื่นรู้ ยอมรับผิดขอโทษ กุหลาบได้รู้ความจริงว่าความสวยงามภายนอกนั้นเปราะบาง คุณค่าแท้จริงอยู่ที่น้ำใจภายใน และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                    นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “น้ำใจจะทำให้เรามีเพื่อนที่ดี คนที่เราคิดว่าไม่สวยไม่หล่อ อาจจะเป็นคนที่มีน้ำใจและเก่งที่สุดในยามคับขันก็ได้”

                    เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน เรื่อง ดอกกุหลาบกับกระบองเพชร (The Rose and the Cactus) สอนเรื่องการพึ่งพาอาศัย และให้อภัยต่อกัน

อาทร  จันทวิมล

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

‘ธรรมจารินีวิทยาโมเดล’ ต้นแบบทรานสฟอร์มการเรียนรู้ด้วย ‘AI – วิถีพุทธ’

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวเข้ามาพลิกโฉมโลกของเราอย่างรวดเร็ว การยกระดับการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กๆ ก้าวทันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแบบประจำสำหรับเด็กหญิงแห่งเดียวในประเทศไทยที่บริหารจัดการโดยยึดหลักวิถีพุทธ และไม่แสวงผลกำไร เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาบูรณาการการเรียนการสอนและการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เพื่อบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคตและเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับเด็กๆอย่างเท่าเทียม

ดร.แม่ชีอรรณอัมไพ ภาสศักดิ์ชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมจารินีวิทยา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรานับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือการสร้าง ‘สะพาน’ แห่งโอกาสให้กับเด็กๆที่ขาดแคลน ได้เข้าถึงการศึกษาและความรู้โดยไม่ถูกจำกัด การเข้ามามีส่วนสนับสนุนของไมโครซอฟท์ในด้าน AI ซึ่งทรงพลังและมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการพัฒนานักเรียนและบุคลากรของเรา นับเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มปณิธานอันทรงคุณค่าที่เราตั้งใจ คือการมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆอย่างเท่าเทียม เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

“โรงเรียนฯได้นำ AI เข้ามาบูรณาการในการเรียนการสอน รวมถึงยกระดับการดำเนินงานของโรงเรียนอย่างรอบด้าน โดยบูรณาการเข้ากับหลักสูตรในหลากหลายมิติ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เข้าใจเนื้อหาเป็นรายบุคคล สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงปลูกฝังความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ไม่เพียงเท่านั้น AI ยังเสริมประสิทธิภาพการทำงานของครู ลดภาระงานเอกสาร ทำให้ครูมีเวลามากขึ้นในการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของนักเรียนที่แตกต่างกัน และมีเวลาดูแลนักเรียนแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมจารินีวิทยา ระบุ

ดร.แม่ชีอรรณอัมไพ กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในหลักสูตรที่หลากหลายและครอบคลุม เช่น ในวิชา Cover Dance นักเรียนได้ใช้ Copilot มาช่วยแปลความหมายของเนื้อเพลงสากลให้เข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถสื่อสารอารมณ์ผ่านการเต้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงนำมาใช้ในการระดมสมองสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่ผสานเอกลักษณ์ท้องถิ่นของราชบุรี ดัดแปลงลวดลายผ้าขาวม้ามาประยุกต์ใช้ ส่วนในวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนสามารถเรียนรู้เรื่องเซลล์ได้อย่างเห็นภาพชัดเจน โดยป้อนคำสั่งผ่าน Copilot เพื่อสร้างภาพที่ละเอียดและมีสีสัน เกิดเป็นภาพจำลอง 3 มิติ ก่อนนำไปปั้นเป็นโมเดลดินน้ำมัน ช่วยเปลี่ยนเรื่องซับซ้อน ให้เข้าใจได้ง่ายและเห็นเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ วิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งนักเรียนได้ใช้ Copilot เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการอธิบายแนวคิดยากๆอย่างมุมแย้ง ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเอง โดยน้องๆ ใช้ AI สร้างสรรค์เพลง นิทาน หรือคำกลอนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ทำให้บทเรียนคณิตศาสตร์ไม่เพียงเข้าใจง่าย แต่ยังเต็มไปด้วยจินตนาการและความสนุกสนาน ส่วนในวิชาคอมพิวเตอร์ นอกจากครูจะสอนความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังเน้นย้ำถึงหนึ่งในหัวใจสำคัญ นั่นคือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมติเพื่อจำลองสถานการณ์การใช้ AI ในทางที่ถูกและผิด เพื่อปลูกฝังให้ตระหนักถึงผลที่อาจจะตามมา และบ่มเพาะนิสัยในการแยกแยะ ตรวจสอบข้อมูล และการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่ที่มีคุณภาพ

สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนธรรมจารินีวิทยาคือหนึ่งในแบบอย่างความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยี AI แห่งอนาคตมาเปิดประตูสู่โอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเยาวชนไทยได้อย่างเท่าเทียม และยกระดับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการ Microsoft Elevate จะเดินหน้าดำเนินงานตามพันธกิจเพื่อเสริมพลัง AI ให้คนไทยก้าวข้ามขีดจำกัด และบรรลุผลสำเร็จที่ดียิ่งกว่า พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งในโลกยุคดิจิทัล

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

Photo of the week : คิวบาลำบาก หลังสหรัฐฯ กดดันหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวคิวบากว่า 11 ล้านคนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ต้องเข้าสู่ ‘โหมดเอาตัวรอด’ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ทั่วทั้งเกาะคิวบาขาดแคลนกระแสไฟฟ้ายาวนานวันละ 10-18 ชั่วโมง ผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเติมเครื่องบินโดยสารและยวดยานทั่วไป ระบบขนส่งมวลชนหยุดนิ่ง โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดต้องยุติการผลิต รัฐบาลคิวบาต้องหันมาใช้มาตรการปันส่วนทุกสิ่งอย่าง ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่า จะสามารถช่วยชีวิตชาวคิวบาได้อีกนานแค่ไหน

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

Health News : อาหารสำหรับเด็กส่อเป็นอาหารแปรรูป

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับพ่อแม่ทั่วสหรัฐฯ  เมื่อพบว่าอาหารสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก อายุ 6-36 เดือนส่วนใหญ่ในท้องตลาด เข้าข่ายอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed Foods – UPFs) ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กกว่า 651 รายการจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 10 แห่งในสหรัฐฯ และพบข้อมูลที่น่าตกใจ คือประมาณ 71% ของอาหารเด็กที่วางขายจัดเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) โดยเฉพาะกลุ่มขนมขบเคี้ยวและอาหารที่หยิบกินง่าย ซึ่งเกือบทั้งหมด (94%) เป็น UPF และมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าอาหารแปรรูปน้อยถึง 2 เท่า และมีโซเดียมสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด พบสารเติมแต่งกว่า 105 ชนิดในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ โดยที่พบบ่อยที่สุดคือ สารเพิ่มรสชาติ สารทำให้คงตัว/ข้นหนืด และสีสังเคราะห์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ช่วงอายุ 6-36 เดือนเป็นช่วง “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างพฤติกรรมการกิน การให้เด็กกินอาหารที่หวานหรือเค็มจัดตั้งแต่เล็กจะทำให้เด็กติดรสชาติ และปฏิเสธอาหารธรรมชาติ เช่น ผักหรือผลไม้สด เมื่อโตขึ้น ส่วนการบริโภค UPF ในปริมาณมากตั้งแต่วัยเด็กมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโรคอ้วน โรคหัวใจ และปัญหาระบบเผาผลาญในอนาคต ขณะที่สารเติมแต่งบางชนิด เช่น สีสังเคราะห์ มีงานวิจัยบ่งชี้ว่าอาจส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมในเด็กที่ไวต่อสารเคมี รวมถึงอาจรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                ที่ประเทศเยอรมนีอันกว้างใหญ่ น้องหมีน้ำผึ้งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอ วันหนึ่งพี่ชายพี่สาวหมีทั้ง 7 ของเธอ ซึ่งรักการผจญภัยและชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ครูนกฮูกบอกว่าพี่ๆ ของเธอถูกสาปโดยแม่มดไวรัส ให้กลายเป็นตัวการ์ตูน และจับตัวไปขังไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกมาไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยพี่ๆ ให้กลับคืนร่างเดิม

               น้องหมีน้ำผึ้งเริ่มต้นการเดินทางด้วยการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ สุดรักของเธอ ได้แก่ ช้างก้านกล้วย ฮิปโปหมูเด้ง และหมีแพนด้าหลินฮุ่ย เพื่อนทั้งสามตกลงที่จะร่วมเดินทางไปกับน้องหมีน้ำผึ้ง เพื่อต่อสู้กับแม่มดไวรัส และช่วยพี่ของเธอ          

                การเดินทางไปที่ “ป่าแห่งข้อมูล” มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโจรคอมพิวเตอร์ เช่น มัลแวร์และฟิชชิ่งที่คอยดักจับข้อมูลส่วนตัว และปล่อยข่าวลวง แต่ด้วยความฉลาดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา ของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ที่ระวังการคลิกลิ้งค์แปลกปลอม และการให้ข้อมูลส่วนตัวในอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

                เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง “ปราสาทเกม” ซึ่งเป็นที่อยู่ของแม่มดไวรัส พวกเขาได้พบกับพี่ชายพี่สาวของหมีน้อยที่ถูกแม่มดสาปให้กลายร่างเป็นตัวการ์ตูน ได้แก่ มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ ดั๊ก หมาพลูโต สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า เงือกน้อย และคนแคระ โดยบางตัวถูกขังอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พี่ ๆ ของน้องหมีน้ำผึ้งจำน้องสาวของตนไม่ได้ แต่ด้วยความผูกพัน น้องหมีน้ำผึ้งพยายามทำให้พี่ๆ ของเธอจำเธอได้อีกครั้ง

                ในที่สุด น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ได้ต่อสู้กับแม่มดไวรัส ที่มีพลังอำนาจมาก แต่ด้วยความกล้าหาญและความสามัคคีของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะแม่มดไวรัสได้ และช่วยให้พี่ๆของหมีน้ำผึ้งให้กลับคืนร่างเดิมได้สำเร็จ

               หลังจากนั้น น้องหมีน้ำผึ้งและพี่ๆของเธอได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในดินแดนดิจิทัล พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

             นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 3 ภาวนามัย โดย น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนได้ฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจมั่น  เพียรพยายาม อดทน ใช้สติปัญญา ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ไม่หลงเชื่อข้อมูลลวง  เอาชนะมัลแวร์ ฟิชชิ่งและแม่มดไวรัส รู้เท่าทันการหลอกลวงและอุปสรรคที่เข้ามาทางอินเทอร์เน็ต เกมและสื่อออนไลน์ มีสติ ความกล้าหาญ สามัคคีรวมพลัง (ช้างก้านกล้วย หมูเด้ง หลินฮุ่ย) จนทำให้สามารถเปลี่ยนโลกดิจิตัลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และความสุข    

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความกล้าหาญและสามัคคีเอาชนะอุปสรรคได้”

           เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง อีกาเจ็ดตัว The Seven Ravens เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้เรื่อง ความผูกพันในครอบครัว การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาโดยใช้สติปัญญาและความร่วมมือ

อาทร  จันทวิมล

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

นักรณรงค์เพื่อสัตว์ FACT จัดกิจกรรมสร้างสรรค์กลางเชียงใหม่ ชวนสังคมตระหนักถึงความสำคัญ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในเอเชีย

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มนักรณรงค์และอาสาสมัครเพื่อสัตว์จาก Farmed Animal Compliance Thailand หรือ FACT จัดกิจกรรมรณรงค์เชิงสัญลักษณ์อย่างสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองเชียงใหม่ เพื่อสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ พร้อมส่งเสริมความเข้าใจถึงความสำคัญของการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Eggs) และบทบาทของภาคธุรกิจบริการระดับโลกในการยกระดับมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร รวมถึงการติดตามความคืบหน้าของคำมั่นสัญญาดังกล่าวตามที่เคยประกาศไว้

กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสื่อสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาไข่ไก่ปลอดกรงของภาคธุรกิจระดับนานาชาติ พร้อมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมอาหารและบริการที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของแม่ไก่ในระบบกรงตับ ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ

สีสันการรณรงค์กลางเมืองเชียงใหม่

กลุ่มอาสาสมัครเพื่อสัตว์จาก FACT สวมหน้ากากไก่และจัดกิจกรรมรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ในหลายพื้นที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ อาทิ บริเวณถนนช้างคลาน หน้าพื้นที่โรงแรม การรณรงค์ผ่านรถตุ๊กตุ๊กในช่วงเวลาเร่งด่วน และการลงพื้นที่ย่านตลาดไนท์บาซ่า โดยกิจกรรมไฮไลต์ได้แก่ แฟลชม็อบหน้ากากไก่: บริเวณถนนช้างคลาน หน้าโรงแรมแมริออท เพื่อสื่อสารไปยังเครือโรงแรมถึงเป้าหมายการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง 100% ภายในปี 2025 ที่เครือโรงแรมได้ประกาศไว้

ตุ๊กตุ๊กสะท้อนภาพจริง: กลุ่มม๊อบหน้ากากไก่นั่งเบียดเสียดกันบนรถตุ๊กตุ๊กที่แล่นไปทั่วเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อสะท้อนสภาพความแออัดและข้อจำกัดของแม่ไก่ในระบบกรงตับ (Battery Cages) ซึ่งจำกัดการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การขยับปีกหรือการเกาะคอน

การมีส่วนร่วมของชุมชน: กลุ่มอาสาสมัครและม๊อบหน้ากากไก่ร่วมแจกใบปลิวข้อมูลหลายภาษาแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในย่านตลาดไนท์บาซ่า เพื่อชวนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตที่มีมนุษยธรรมมากขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับในเชิงบวกจากผู้สัญจรไปมา“กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ในอุตสาหกรรมเท่านั้นแต่เราต้องการชี้ให้เห็นบทบาทของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ในระดับภูมิภาคที่ดีขึ้นได้” สุภาภรณ์ คิดกล้า ผู้อำนวยการ FACT ประเทศไทย กล่าว

กิจกรรมรณรงค์ในเชียงใหม่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีเครือข่ายองค์กรพันธมิตรจากหลายประเทศร่วมกันผลักดันความโปร่งใสและการดำเนินการตามคำมั่นสัญญาไข่ไก่ปลอดกรง อาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

FACT มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่สากลยอมรับ ท่านสามารถร่วมสนับสนุนและติดตามความเคลื่อนไหวได้ผ่านแฮชแท็ก #HelpMarriottFindAsia บนโซเชียลมีเดีย หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.helpmarriottfindasia.com/home

คุณแหน : 14 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 14 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 14 กุมภาพันธ์ 2569

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • การแสดงผลงานศิลปนิพนธ์ ระดับปริญญาโท ของนักศึกษาจีนที่มาเรียนนาฏศิลป์ในเมืองไทย เมื่อบ่ายวันวาน(13 ก.พ.) ที่โรงละครวังหลัง (อยู่ภายในบริเวณวิทยาลัยนาฏศิลป์) มีการแสดงระบำขี่ม้ามงโกลด้วย หลังจากนั้น มีการพาไปดูศาลเจ้าเทียนอังกง สร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยผู้สร้างที่เป็นต้นตระกูล “สิมะเสถียร” เจ้าของบ้านนำชมเอง บริเวณที่ตั้งของศาลเจ้า มีโบสถ์ซางตาครูส วัดกัลยาฯ และบ้านหมอบรัดเลย์ สถานที่ปรับปรุงใหม่ให้เป็น tourist walk way น่าเที่ยว น่าชมมาก…
  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ขอแสดงความยินดีกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น อนุกรรมาธิการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ตั้งแต่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา…
  • เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.บรรดา ลูกช้าง มช. ตั้งแต่รุ่นแรกรหัส 07- รหัส 12 จำนวน 6 รุ่น จัด รียูเนียน ที่ เชียงใหม่ ผู้ร่วมงาน อาทิ นักการเมืองใหญ่ สุเทพ เทือกสุบรรณ , อดีตท่านทูตฯ อิสินทร สอนไว พร้อมศิษย์เก่าคนดังมากมายไปย้อนรำลึกความรัก-ความหลังกัน แบบคุยเรื่องเก่าเล่าความหลังเป็นที่ประทับใจ…
  • งานเลี้ยงปีใหม่ สมาคมสื่อสารมวลชน มช. เสร็จสิ้นไปด้วย ความสุข สนุกสนานถ้วนหน้า โดยคนนั่งหัวโต๊ะ ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม ผู้มีคำขวัญประจำตัว “อ่อนโยนและโอนไว” นั้น มีภารกิจติดตามอย่างต่อเนื่อง ตีสี่วันรุ่งขึ้นต้องไปขึ้นเครื่อง เพื่อไปบรรยายที่หาดใหญ่ แล้วกลับมาที่ราชบุรี และในที่สุดวันนี้ได้บินไปทำงานที่ มัลดีฟ เป็นที่เรียบร้อย…
  • ส่วน น้อย-สัตตกมล วรกุล มาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์กับรุ่นพี่-รุ่นน้องด้วยความเร่งรีบ แม้เข้างานเป็นคนสุดท้าย “ช้าแต่มา” แต่จับสลากของขวัญได้ของรุ่นพี่ ธนิต วิจิตรพันธุ์ (ผู้ดูแลการกินเพื่อสุขภาพอย่างมีวินัยเสมอ) ซึ่งผู้รับบอกว่า ถูกใจเป็นที่สุด เพราะดูแลออกกำลังกายเพื่อสุขภาพประจำอยู่แล้วนั่นเอง…
  • ขณะที่หลายเขตในประเทศไทย มีเรื่อง ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานไปมากมาย แม้จะสวมแมส ก็ไม่อาจป้องกันได้100 % อย่างไรก็ตาม ให้สวมแมส ไว้ยามออกนอกบ้าน ก็จะเซฟได้บ้าง…ขอให้ดูแลกันให้จงดี…ชัดเจนแล้วว่า ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อระบบประสาท และพัฒนาการด้านสมองของเด็ก…ข่าวจริง ยืนยันโดย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่า PM 2.5 จัดเป็น สารพิษต่อระบบประสาท ในเด็กที่สัมผัส PM2.5 เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางจุลภาคของเนื้อเยื่อสมองสีขาว ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อและส่งสัญญาณระหว่างสมองส่วนต่าง ๆ ด้านอารมณ์ ความจำ และการเรียนรู้ แม้งานวิจัยยังมีข้อจำกัดแต่หลักฐานปัจจุบันสะท้อนชัดว่า คุณภาพอากาศมีผลต่อสมองและปัญหาสุขภาพอื่นด้วยเช่นกัน…นับเป็นข่าวที่น่าตกใจมาก !!…

บารอนเนส

‘อธิบดีกรมการปกครอง’ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ’คุณแม่ลลิตา ลิ่วเจริญ’ ณ วัดธาตุทอง

'อธิบดีกรมการปกครอง'ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ'คุณแม่ลลิตา ลิ่วเจริญ' ณ วัดธาตุทอง

‘อธิบดีกรมการปกครอง’ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ’คุณแม่ลลิตา ลิ่วเจริญ’ ณ วัดธาตุทอง

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.12 น.

นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, ชาญ บูลกุล, ปริญญา ธรรมวัฒนะ, ปริม จิตจรุงพร, ธนวัฒน์ วิญญรัตน์, อนุพล ลิขิตพฤกษ์ไพศาล, จีนาภักดิ์ เพ็ชร์ลือชัย, แก้วใจ เผอิญโชค แมคโดนัลด์, อัมพร กาญจนกําเนิด, ศรินธร อุนยโกวิท, ปรินทร์ธรณ์ อภิธนาศรีวงศ์, นิพนธ์ ลีละศิธร, มนต์ชัย โชคไพบูลย์กิจ, สุขกาญจน์ วัธนเวคิน, ชวลิต เตชะไพบูลย์, สุเวทย์ ธีรวชิรกุล, วินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง, สมพงษ์ เผอิญโชค ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ลลิตา ลิ่วเจริญ โดยมี นาถ ลิ่วเจริญ (บุตร) และ มัลลิกา หริตวร (ธิดา) คอยต้อนรับ ณ วัดธาตุทอง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (พิธีฌาปนกิจศพ ในวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ เมรุหน้า)

‘ไดกิ้น’ ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘THANK YOU THAI TEAM’ แสดงความยินดี ขอบคุณทัพนักกีฬาไทย

‘ไดกิ้น’ ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘THANK YOU THAI TEAM’ แสดงความยินดี ขอบคุณทัพนักกีฬาไทย

‘ไดกิ้น’ ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘THANK YOU THAI TEAM’ แสดงความยินดี ขอบคุณทัพนักกีฬาไทย

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.29 น.

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันอากาศ ด้วยการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา SEA Games ครั้งที่ 33 และ ASEAN Para Games ครั้งที่ 13 ในฐานะ Gold Sponsor ภายใต้พันธกิจ “Perfecting the Air” ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพอากาศที่ดี ควบคู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและสมรรถนะของมนุษย์ในทุกมิติ สอดรับกับแนวคิด Green SEA Games และSustainable Paralympics ที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ภายใต้แนวคิด “Breathe as One – หายใจเป็นหนึ่งเดียว” ไดกิ้นเชื่อมั่นว่า อากาศที่มีคุณภาพคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของนักกีฬา และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ชมการแข่งขัน โดยตลอดระยะเวลาการแข่งขัน ไดกิ้นได้มีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ของนักกีฬา รวมถึงการเชื่อมโยงพลังใจของผู้คนทั่วภูมิภาคอาเซียน

สนับสนุน “THANK YOU THAI TEAM” แสดงความขอบคุณทัพนักกีฬาไทยในโอกาสนี้ ไดกิ้นได้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุน กิจกรรม “THANK YOU THAI TEAM” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีและขอบคุณนักกีฬาไทย สมาคมกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสร้างผลงานอันโดดเด่นให้กับประเทศ ในการแข่งขัน SEA Games ครั้งที่ 33 และ ASEAN Para Games ครั้งที่ 13

กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ณ อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมกีฬา นักกีฬา ผู้สนับสนุน และตัวแทนไดกิ้น นำโดย ฮุนจัง คิม  ผู้จัดการฝ่ายบริหารแบรนด์องค์กรณ์ บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ประเทศไทย จำกัด โดยไดกิ้นในฐานะพันธมิตร  ที่ร่วมสนับสนุนตลอดการแข่งขัน

ได้มีการมอบเครื่องฟอกอากาศให้แก่นักกีฬา 15 คน ที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ นักกีฬาไทยอายุน้อยที่สุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์จากสเก็ตบอร์ด, ภูริพล บุญสอน นักกีฬากรีฑาที่ทำลายสถิติซีเกมส์และประเทศไทย และ สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ เป็นต้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยพลังแห่งความภาคภูมิใจ เสียงปรบมือ และรอยยิ้ม สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันวงการกีฬาไทยให้ก้าวไกลในเวทีอาเซียน

ก้าวต่อไปของไดกิ้น

ไดกิ้นขอร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขัน SEA Games ครั้งที่ 33 และ ASEAN Para Games ครั้งที่ 13 พร้อมขอบคุณประชาชนและแฟนกีฬาทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลัง Breathe as One จากสนามกีฬา สู่ชีวิตประจำวัน ไดกิ้นยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันอากาศสะอาดที่ล้ำสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของสังคมไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมื่อเราหายใจเป็นหนึ่งเดียว เราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันอากาศที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเดินหน้าเคียงข้างสังคมไทยในทุกลมหายใจแห่งความสำเร็จ

ชวนชมนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”

ชวนชมนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”

ชวนชมนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย”

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.54 น.

บริเวณวงเวียนรอบสระน้ำหน้าอาคารสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พื้นที่ที่บรรยากาศร่มรื่นและมีผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัญจรผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย ณ เวลานี้ ได้มีการจัดนิทรรศการตั้งตระหง่านเต็มพื้นที่โดยรอบ ที่บอกเล่าเรื่องราวและภาพถ่ายแห่งความทรงจำของพระผู้ทรงเป็นดวงใจแห่งสภากาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ซึ่งนิทรรศการสุดประทับใจครั้งนี้ มีรายละเอียดมากมายที่รอให้ผู้ที่มาชมได้ติดตาม

จิราพร ศรีสอ้าน ผู้อำนวยการสำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร สภากาชาดไทย เผยถึงจุดเริ่มต้นในการจัดทำนิทรรศการในครั้งนี้ กล่าวว่า ในฐานะที่เราเป็นคนทำงานด้านการสื่อสารองค์กร เราอยากให้ทุกคนได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่มากมายเหลือเกิน ในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทยตลอด 69 ปีที่ผ่านมา เราจึงร้อยเรียงเรื่องราวของพระองค์ท่าน สื่อสารผ่านนิทรรศการกลางแจ้งแห่งนี้

“เนื้อหาของนิทรรศการเราเน้นที่ภาพถ่ายที่เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านอาจยังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ก็จะได้เห็นกันที่นี่ ซึ่งแต่ละภาพล้วนเล่าเรื่องราวพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงวางรากฐานให้สภากาชาดไทย ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ คือ พระบรมฉายาลักษณ์บริเวณด้านหน้านิทรรศการ ภาพนี้ภาพเดียว สื่อถึงความหมายที่พวกเราสภากาชาดไทยล้วนซาบซึ้งในพระมาหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้”

เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณนิทรรศการ จะได้พบกับพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ขององค์สภานายิกาสภากาชาดไทย ที่ทรงพระสิริโฉมงดงาม และพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ซึ่งเบื้องหลังภาพนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวอันทรงคุณค่าต่อสภากาชาดไทย จากการที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและอุทิศพระองค์ เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมผู้อพยพชาวกัมพูชาเป็นการฉุกเฉินที่เขาล้าน จ.ตราด ด้วยพระองค์เอง ทรงมีพระเสาวนีย์ให้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ชั่วคราวเพื่อเป็นที่พักพิงของผู้อพยพ และกลายเป็นศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ในปัจจุบัน

ท่านผู้หญิงที่เคยตามเสด็จฯ ในครั้งนั้นเล่าให้ฟังว่า “พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า ต้องช่วยเหลือโดยทันที ถ้ายังไม่ได้ดำเนินการให้เรียบร้อย พระองค์ท่านก็จะไม่เสด็จกลับ” ผู้อำนวยการจิราพร เล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ผ่านพระราชกรณียกิจ ณ เขาล้าน เมื่อปี พ.ศ. 2522 “พระองค์ท่านเตรียมการอย่างละเอียดมากเพื่อช่วยเหลือทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ และในทุกวันนี้ ทุกคนยังรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่านอยู่ ภาพนี้จึงเป็นภาพที่ติดอยู่ในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน ซึ่งพระเมตตาในครั้งนั้นล้วนเกิดจากพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชน โดยไม่เลือก ชนชั้น วรรณะ ศาสนา หรือเชื้อชาติ ตามหลักกาชาดสากล เรารู้สึกว่าภาพสามารถเล่าเรื่องได้จริง ๆ จึงได้เลือกภาพนี้เป็นภาพแรกของนิทรรศการที่ทุกคนจะได้เห็น”

เนื้อหาในนิทรรศการจะดำเนินเรื่องราวผ่านพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจขององค์กรกาชาดและสภากาชาดไทยทั้ง 4 ด้าน ทั้งในด้านการแพทย์และสุขภาพอนามัย ด้านการบรรเทาทุกข์ ด้านการบริการโลหิต และด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังรวมไปถึงพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ ด้านสิ่งแวดล้อม และการรวบรวมพระราชปณิธานผ่านพระราชดำรัสที่พระองค์เคยพระราชทานไว้ในโอกาสต่าง ๆ และอีกมากมายบรรจุไว้ในนิทรรศการแห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีความพิเศษที่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สอดแทรกอยู่ เช่น ลวดลายที่ประดับโดยรอบนิทรรศการได้รับแรงบันดาลใจของลายผ้าไทย จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ที่พระองค์ทรงจัดตั้งขึ้นส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ชนบทอันห่างไกล รวมถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่รอให้ทุกท่านได้มารับชม และค้นหาถึงความหมายที่ซ่อนอยู่รอบวงเวียนหน้าอาคารสถานเสาวภาแห่งนี้

แม้พื้นที่จัดแสดงรอบสระน้ำหน้าอาคารเสาวภา จะมีระยะทางที่ทอดยาวเพื่อบรรจุเรื่องราวแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านได้จำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงได้ทั้งหมด เพราะตลอดทั้ง 69 ปี ในฐานะที่ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย ทรงมีพระราชกรณียกิจของพระองค์นับไม่ถ้วน อันเป็นคุณูปการแก่สภากาชาดไทยและพสกนิกรไทยใต้ร่มพระบารมี

จิราพร ศรีสอ้าน

“นี่เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสภากาชาดไทย เราอยากให้ทุกคนได้รับรู้เหมือนกับที่เรารู้ รวมถึงอยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง ๆ แม้จะไม่ได้เห็นพระองค์ทรงงานจริงด้วยตา แต่ว่าเราสามารถที่จะนำพระราชกรณียกิจ พระราชปณิธาน พระราชดำรัสต่าง ๆ มากมายของพระองค์ท่าน มาเป็นแบบอย่าง มาเป็นแนวปฏิบัติ ทั้งต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม เชื่อว่าสิ่งที่พระองค์ทรงให้ไว้จะสามารถทำให้พวกเรามีชีวิตที่ดีได้ และทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนที่สามารถทำอะไรให้กับสังคมได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการจิราพร กล่าวทิ้งท้ายถึงแรงบันดาลใจในการจัดทำนิทรรศการนี้

นิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 69 ปี องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” จัดแสดงบริเวรรอบสระน้ำ หน้าอาคารสถานเสาวภา สภากาชาดไทย และจะตั้งอยู่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามารับชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับรองได้ว่านิทรรศการแห่งนี้จะค่อย ๆ นำพาทุกท่านไปพบกับเรื่องราวอันทรงคุณค่า อย่างต่อเนื่อง เต็มอิ่ม และประทับใจ ที่พระองค์ทรงเป็นผู้ให้แก่ประชาชนใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ ในฐานะองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย