แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในวันที่โลกพลังงานกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ไทยควรใช้ช่วงเวลานี้เร่งคิด เร่งลงทุน และเร่งเปลี่ยนผ่าน เพราะยิ่งช้า เราจะยิ่งจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเดินทัน เราอาจเปลี่ยนวิกฤตพลังงานโลกให้กลายเป็นโอกาสของประเทศได้เหมือนกัน”

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

อดีต รมว.พลังงาน

อดีต รมว.พาณิชย์

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ดังกล่าวมาคำนวณทำเงินเพิ่มร้อยละ 25 เนื่องจากเงินเพิ่มจากบำนาญปกติดังกล่าว มิใช่เงินบำนาญปกติ จึงมิได้มีหลักเกณฑ์การคำนวณอย่างบำนาญปกติเพียงแต่ให้จ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของเงินที่ควรเป็นเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2516 ไปพร้อมกับการจ่ายเงินบำนาญปกติเมื่อเกษียณอายุราชการเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2516 ได้กำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มจากบำนาญปกติหรือบำนาญพิเศษไว้เป็นการเฉพาะโดยชัดแจ้งแล้ว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้คำนวณเงินเพิ่มจากเงินบำนาญปกติ ณ วันที่ออก หรือพ้นจากราชการตามข้อ 31 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2554 จึงเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มจากบำนาญปกติตามการคำนวณในหลักเกณฑ์และวิธีการที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ย้อนหลังไปนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 26 เมษายน 2554 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในกรณีตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดทำนองเดียวกันนี้ ตามหนังสือคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่น่าสนใจ ปีพ.ศ.2564 – 2566 มีจำนวน 119 คดี ขอให้ผู้ที่สนใจติดตามค้นหาได้ครับ)

(3) คำว่า “ประจำปฏิบัติหน้าที่” หมายความประการใดและนำไปใช้เพื่อประโยชน์อันใด

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นลูกจ้างประจำสังกัดศูนย์ก่อสร้างทางลำปางของกรมทางหลวง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2555 และได้บำเหน็จรายเดือนในอัตราเดือนละ 19,135 บาท ในระหว่างรับราชการดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีได้ไปปฏิบัติงานในโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ปรับซ่อมเครื่องจักรระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งขณะนั้น คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เวลา 11.30 นาฬิกา เป็นต้นไป

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

นายกแจงไทยช่วยไทยพลัส ครั้งละพัน4ด. นำเข้าครม.พฤษภาคมนี้

นายกแจงไทยช่วยไทยพลัส ครั้งละพัน4ด. นำเข้าครม.พฤษภาคมนี้

นายกแจงไทยช่วยไทยพลัส ครั้งละพัน4ด. นำเข้าครม.พฤษภาคมนี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกแจงไทยช่วยไทยพลัส ครั้งละพัน4ด. นำเข้าครม.พฤษภาคมนี้ มาร์คแซะใช้งบตัวไหน

นายกฯ อนุทิน เผย ไทยช่วยไทยพลัส เข้า ครม.ได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ทันเริ่มโครงการมิถุนายน ด้านมาร์ค หัวหน้าปชป.ถาม เอาให้ชัดใช้งบตัวไหน ชี้มาตรการที่ผ่านมา ช่วยเหลือไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนประชาชน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 เมษายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการคนละครึ่งพลัสจะนำเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อใดว่า เขาวางไทม์ไลน์ว่าจะเดินหน้าเดือนมิ.ย. ก็ต้องเข้าคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงนี้ถึงช่วงเดือนพ.ค.

เมื่อถามว่าโครงการนี้จะถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า โอ้ย! โครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่เราใช้ตั้งแต่หาเสียง ตอนแรกต้องการให้โครงการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วง 4 เดือน ควิก บิ๊ก วิน แต่เห็นว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วมันเกิดประโยชน์มากมายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และตอนนั้นเรากำลังจะมีเฟส 2 แต่ยุบสภาฯไปก่อน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และช่วงนี้มีเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจมีผลกระทบต่อประชาชนเราก็มาพลัส โดยไม่ใช่คนละครึ่งแล้วแต่ใช่คำว่าไทยช่วยไทยพลัส รูปแบบไม่ใช่ 50-50 พยายามจัดสรรเพื่อมาแบ่งเบาภาระประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในระบบ จากเดิมโครงการ 2 เดือน ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 จำนวน 4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาท ตามที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังบอกไว้

เมื่อถามว่าวางกรอบคนลงทะเบียนไว้เท่าไหร่ นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องถามนายเอกนิติ ขอทำความเข้าใจว่าจะมาถามรายละเอียดกับตัวผม ผมว่าไปถามผู้ปฏิบัติและผู้รับผิดชอบจะดีกว่า เพราะพอผมพูดไปคนอื่นเลยไม่กล้าพูดต่อ ตัวผมยินดีให้การสนับสนุนโครงการหรือการดำเนินการต่างๆ ของรัฐมนตรีทุกกระทรวงทุกพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าจะถามผมให้ถามว่าโอเค ผมเห็นชอบในหลักการหรือยังคุยกับเราหรือยังพร้อมสนับสนุนไหมแต่รายละเอียดขอความกรุณาถ้าผมตอบไปคนอื่นไม่กล้าทำงานพอดี”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้ว่า อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พยายามถึงขั้นตอนต่างๆ ว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะทำอย่างไร ร่าง พ.ร.บ. รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เริ่มชัดขึ้นแล้วเพื่อไปสู่คำตอบว่าในที่สุดจำเป็นจะต้องกู้เงินหรือไม่ รวมถึงที่ท่านจะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง โครงการรายละเอียดเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าจะต้องทำอย่างแม่นยำ แต่ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังยืนยันว่าจริงๆ แล้วการช่วยเหลือที่ดีที่สุดในขณะนี้ รัฐบาลยังใช้เครื่องมือได้อีกทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่นที่สามารถลดได้อีก เพื่อช่วยตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งการช่วยแบบนี้จะลดภาระของรัฐบาลที่ต้องมาช่วยปลายทาง และไม่ควรปล่อยให้สินค้าที่ขึ้นไปแล้วลดลง

เมื่อถึงถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐออก 60 ประชาชนจ่าย 40 จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้มากแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังเห็น รมว.คลังยังแบ่งอยู่ว่าจะมีทั้งกลุ่มเปราะบางและคนทั่วไป จึงอยากเห็นตัวเลขตรงนี้ให้ชัด เพราะสิ่งที่เราเสนอไปตั้งแต่ตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบายว่า การใช้เงินของรัฐในตอนนี้เป้าหมายจริงๆ คือการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่ามองเป็นการใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนโครงการนี้จะได้ผลหรือไม่ต้องขอดูรายละเอียดต่างๆ ของตัวโครงการก่อน เพราะมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นภาคขนส่ง แท็กซี่ หรือ โครงการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่าไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนคนที่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นโครงการนี้ต้องรอตัวหลักตัวนี้ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าจะทำได้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณหรือไม่ หรือต้องรองบปี 2570 หรือต้องรอเงินกู้ หรือการกู้ยืมเงินเป็นพิเศษ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งความชัดเจนตรงนี้

วันเดียวกันนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย”เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้น และปัญหาดินเสื่อมโทรม ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. อุดรธานี จำกัด

นายยศชนันกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง อว.ตระหนักดีว่าหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือพี่น้องเกษตรกร แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนของราคาปัจจัยผลิตในตลาดโลก โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายเร่งด่วนในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยลดภาระและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการปุ๋ยสั่งตัดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำองค์ความรู้มาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อสภาพดินในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40-60 และยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินกลับมามีชีวิตและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของชุมชนในการติดตั้งเครื่องผลิตปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายยศชนัน ยังกล่าวต่ออีกว่า โครงการนี้ได้เริ่มต้นนำร่องที่สหกรณ์ในจังหวัดอุดรธานีเป็นแห่งแรก และตั้งเป้าขยายไปยังสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “แม่ปุ๋ย” ที่เหมาะสมกับดินและพืชของตนเอง ผ่านเครื่องมือที่จับต้องได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจากกระทรวงเกษตรฯ หรือชุดตรวจสอบดินจาก อว.

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” ที่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่นตอซังข้าว มาแปรรูปและผสมกับแม่ปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะรักษาประสิทธิภาพของผลผลิตแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพดินในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและที่สำคัญคือการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมกันยกระดับทักษะและสร้างอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรในยามวิกฤต เป็นการสร้างรอยยิ้มและความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับพี่น้องเกษตรกรและแรงงานไทยทุกคน

ทร.ยันพร้อม รับมือยกเลิกMOU44

ทร.ยันพร้อม รับมือยกเลิกMOU44

ทร.ยันพร้อม รับมือยกเลิกMOU44

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทร.ยันพร้อม รับมือยกเลิกMOU44

รัฐบาลผนึกสภาความมั่นคงฯ ดีดนิ้ว ยกเลิก“MOU 44”ปรับใช้กฎหมายสากลคุมเข้มทะเลไทยแทน“กองทัพเรือ”ยืนยันไม่กระทบความมั่นคงทางทะเล ลั่นไม่ลดระดับความเข้มข้น พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลังไม่มีถอย

วันที่ 25 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจMOU 44 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบในการดำเนินการแทนนั้น ทางกองทัพเรือได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่าการยกเลิก MOUดังกล่าวไม่เป็นข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด

ทร.ลั่นพร้อมปกป้องอธิปไตย

นางสาวรัชดา ได้ยกคำอธิบายของ พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ มายืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า โฆษกกองทัพเรือ ได้กล่าวว่า MOU44 เป็นเพียงกลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเล ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี ถึงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

“ในเรื่องการใช้กฎหมายทางทะเลนั้น กองทัพเรือเป็นหน่วยงานสำคัญทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค และทุกอย่างตรวจสอบได้ เพื่อให้การเจรจาดำเนินการมีความชัดเจนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

‘อภิสิทธิ์’เชื่อยกเลิกไม่มีปัญหา

วันเดียวกันที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. มีมติยกเลิก MOU 2544 ว่า ในส่วนของพรรคพูดมานานแล้วว่าเป็น MOU ที่ไม่ได้ใช้งานจริง และมีปัญหาเรื่องแผนที่มาตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นการเดินหน้าหรือยกเลิกไม่มีปัญหาอะไรในเชิงหลักการ เพราะการเดินหน้าตาม MOU น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ขั้นตอนและวิธีการทางกฎหมายจะต้องรัดกุม เราต้องดูว่าทางฝั่งกัมพูชามีความเคลื่อนไหวอย่างไร แต่โดยรวมตั้งแต่การเลือกตั้งเราก็พูดชัด MOU 2544 สามารถยกเลิกได้

เมื่อถามว่าการที่ไทยและกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 1982 จะมีปัญหาในอนาคตหรือไม่ เพราะกัมพูชามักจะไม่ปฏิบัติตามนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การใช้กฎหมายถือเป็นหลักสากล แต่ในกรณีที่ต้องมีการเจรจาก็ต้องมาทำข้อตกลงกันใหม่ เพราะข้อตกลงเดิมไม่ได้เดินอยู่แล้ว เพราะมีปัญหาหลายอย่าง

ส่วนการยกเลิกจะเป็นผลดีหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนี้คงต้องดูว่าการดำเนินการจะต้องทำอย่างรัดกุมตามหลักกฎหมาย และต้องดูการเคลื่อนไหวของกัมพูชาประกอบกัน

ทหารเขมรยั่วยุรายวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีคลิปเหตุการณ์คาดว่าถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา เผยให้เห็นสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้ช่องซำแต จ.ศรีสะเกษ โดยในคลิปปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ทหารไทยตั้งแถวตรวจตราอย่างเข้มงวดบริเวณหน้าแนวพื้นที่รับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน ฝั่งกัมพูชาบริเวณแนวลวดหนามพบการเคลื่อนไหวของกำลังทหารที่ตั้งฐานในระยะกระชั้นชิดกับฝั่งไทยและมีการนำผ้าสีฟ้า ลักษณะคล้ายสแลนมากางหรือขึงไว้ในจุดที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน คล้ายการแสดงพิกัดหรือแนวเขต อีกทั้งยังมีการขยับตำแหน่งหน้าแนวจากจุดเดิม สร้างความผิดสังเกตในพื้นที่

จากสถานการณ์ดังกล่าวฝ่ายทหารไทยได้ตะโกนสื่อสารไปยังฝั่งกัมพูชาในระดับผู้บังคับบัญชา ขอความร่วมมือไม่ให้ดำเนินการใดที่อาจก่อให้เกิดความกระทบกระทั่ง หรือมีลักษณะไม่เหมาะสม ขอให้ต่างฝ่ายต่างอยู่ อย่ายั่วยุกันพร้อมขอให้ประสาน
ผู้บังคับบัญชาฝั่งกัมพูชา เพื่อนำผ้าดังกล่าวออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์ยังไม่เกิดการปะทะหรือความรุนแรง แต่บรรยากาศตามแนวชายแดนยังคงตึงเครียด และมีสัญญาณของการยั่วยุ รวมถึงความพยายามสร้างแรงกดดันเป็นระยะ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ในเขตของกัมพูชา แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเกินกว่าการตั้งฐานตามปกติ และอาจเข้าข่ายการท้าทายมากกว่าการปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนทั่วไป

รวบ7คนไทยแก๊งให้เช่าบัญชีม้า

เช้าวันเดียวกัน พ.อ.พงศกรเสืองาม ผบ.ชค.ทพ.12 ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา (ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12 หน่วยเฉพาะกิจ อรัญประเทศ กองกำลังบูรพา) สั่งการให้ พ.ท.เตชทัต เฉลิมจิตต์ ผบ.ร้อย.ทพ.1202 จัดกำลังพลร่วมกับ ชปข.2 กกล.บูรพา (ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 2 กองกำลังบูรพา) ออกทำการลาดตระเวนป้องกัน สกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ ระหว่าง จต.อ.03-จต.อ.04 พื้นที่ ม.5 บ.ภูน้ำเกลี้ยง ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้ตรวจพบ และจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายสัญชาติไทย จำนวน7 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 5 คน ขณะเดินเท้าลักลอบข้ามแดนช่องธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทยจับกุม ตรวจสอบไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตข้ามแดนแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวมาทำการซักถามที่ กองร้อยทหารพรานที่ 1202 ต.ป่าไร่อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ถูกขังไว้ที่ปอยเปต

จากการซักถามเบื้องต้นพบว่าคนไทยทั้ง 7 คน เดินทางมาจาก 6 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ชัยภูมิ, ฉะเชิงเทรา, เชียงราย, มหาสารคาม, สุพรรณบุรี และปทุมธานี โดยทั้งหมดอ้างว่าได้รับการติดต่อทางเฟซบุ๊กรับเช่าบัญชีธนาคาร บัญชีละ 25,000 บาทจึงสนใจ จากนั้นได้แอดไลน์คุยกันแล้วตกลงเดินทางมาที่ชายแดนอรัญประเทศโดยผู้ติดต่อส่งรถยนต์มารับถึงภูมิลำเนา จากนั้นพาลักลอบข้ามแดนออกไปฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาทางช่องทางธรรมชาติซึ่งเป็นไร่อ้อย เมื่อไปถึงปอยเปต ได้ถูกนำไปกักขังไว้ที่อาคารพาณิชย์ 6 ชั้น สีเทา มีประตูเหล็กสีดำ มีรั้วปูนสีขาว มียามเฝ้า 24 ชม. จากนั้นมีชายไทยมายึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์ของพวกตนไปทั้งหมด แต่พวกตนยังไม่ได้มีการสแกนใบหน้าแต่อย่างใด โดยพวกตนถูกขังอยู่ประมาณ 2 คืน จู่ๆ ได้มีคนไทยมาบอกว่าโทรศัพท์และบัตรประชาชนของพวกตนหายไปแล้วจากนั้นได้มีชาวกัมพูชามารับพวกตนไปส่งที่บริเวณชายแดนฝั่งปอยเปตแล้วบอกให้พวกตนเดินเท้าลักลอบข้ามแดนกลับประเทศไทยเองทั้งๆ ที่พวกตนยังไม่ได้รับเงินใดๆ ทำให้พวกตนต้องเดินเท้าลักลอบข้ามรั้วลวดหนามชายแดนบริเวณช่องธรรมชาติจากฝั่งกัมพูชากลับเข้าประเทศไทยและถูกทหารพรานไทยจับกุมได้ในที่สุด

ซึ่ง จนท.ชุดจับกุมคาดว่าแก๊งสแกมเมอร์ในปอยเปต กำลังถูกรัฐบาลกัมพูชากวาดล้างอย่างหนักทำให้เกิดการแตกตื่นต่างเร่งหลบหนีทำให้ต้องทิ้งทุกอย่างไว้จึงนำตัวคนไทยทั้ง 7 คนมาปล่อยทิ้งชายแดน โดยที่ยังไม่ได้สแกนใบหน้า

จากนั้น จนท.จึงควบคุมตัวคนไทยทั้ง 7 คน มาส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สีหศักดิ์แจงยกเลิกเอ็มโอยู44

ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ กรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการยกเลิก MOU44 ว่าถ้ายกเลิกแล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ โดยย้ำว่า การที่ไทยจะยกเลิก เรารู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีกรอบความร่วมมือใหม่ที่ดีกว่า เพราะว่า กรอบความร่วมมือ MOU44 มีทั้งปัญหาที่เกี่ยวกับการอ้างสิทธิ และในแง่การเมืองภายในของไทย ฉะนั้นหากเรามาเริ่มกันใหม่ก็จะดีกว่า และเจรจาในเรื่องของเขตแดนให้สุดก่อน จากนั้นก็ค่อยมาดูว่าส่วนที่ทับซ้อนมากน้อยเพียงใดแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความกังวลเกี่ยวกับข้อสังเกตของนักวิชาการในประเด็นการยกเลิก MOU44 ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไปยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่าก่อนที่เราจะตัดสินใจยกเลิก เราคุยกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ แต่ในขณะเดียวกันตนก็รับฟังนักวิชาการทุกฝ่าย และตัดสินใจบนเหตุผลที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOU44 เรามีมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีกระแสภายในประเทศด้วย ฉะนั้นในเมื่อไม่คืบหน้าเราก็ยกเลิกแล้วไปพุดคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ

ส่วนจากท่าทีของผู้นำกัมพูชาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่อยากจะให้ไทยกลับมาใช้กลไกทวิภาคี และกดดันให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC มองอย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ถ้ากัมพูชาต้องการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เขายังไปพูดเรื่องที่ไม่ดีต่อประเทศไทยในเวทีต่างๆ ตนจึงอยากจะให้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หลีกเลี่ยงการกล่าวอะไรที่กระทบกระทั่ง และ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีกดดันทั้งที่เรายังไม่พร้อม โดยนำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยไม่ให้ความร่วมมือ ฉะนั้นถ้ากัมพูชาอยากจะเจรจาจริง และทำอย่างที่พูด ตนว่าเราก็อยากจะเดินหน้า

สำหรับฝ่ายจีนได้มีการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จีนพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศได้เจอกัน แต่จีนไม่ต้องการที่จะแทรกแซง

โปรดเกล้าฯ รับโอน ‘น.อ. ธนพงศ์’ สังกัดหน่วยรักษาพระองค์ พระราชทานยศ พลอากาศตรี

โปรดเกล้าฯ รับโอน 'น.อ. ธนพงศ์' สังกัดหน่วยรักษาพระองค์ พระราชทานยศ พลอากาศตรี

โปรดเกล้าฯ รับโอน ‘น.อ. ธนพงศ์’ สังกัดหน่วยรักษาพระองค์ พระราชทานยศ พลอากาศตรี

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.47 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ให้รับโอนนายทหารสัญญาบัตรเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารและพระราชทานยศทหาร 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560

มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอน นาวาอากาศเอก ธนพงศ์ พลกนิษฐ ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย (อัตรา นาวาอากาศเอกพิเศษ) มาสังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลอากาศตรี) และพระราชทานยศเป็น พลอากาศตรี

ศุภมาส คุมเข้ม ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์ หลังพบ กับดักสัญญา กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน

ศุภมาส คุมเข้ม  ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์ หลังพบ กับดักสัญญา กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน

ศุภมาส คุมเข้ม ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์ หลังพบ กับดักสัญญา กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.22 น.

“ศุภมาส” คุมเข้ม  “ธุรกิจเงินกู้ออนไลน์” หลังพบ “กับดักสัญญา”  เอาเปรียบประชาชน พร้อมเตรียมยกเครื่องกฎหมาย สคบ.  ก้าวทันยุคดิจิทัล 

วันที่ 25 เมษายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยผู้บริโภคต่อการใช้บริการต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์  โดยเฉพาะการทำ “สัญญาดิจิทัล” ในรูปแบบการกู้ยืมเงิน ซึ่งอาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเขียนข้อสัญญาเกินสมควร ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญกับ “กับดักสัญญา” จากแอปพลิเคชันกู้เงินออนไลน์และการสมัครบริการต่าง ๆ ที่กำหนดเงื่อนไขซับซ้อน บีบให้ผู้บริโภคเสียเปรียบในระยะยาว ตนในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จึงได้สั่งการให้ สคบ. เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา และสร้างมาตรฐานสัญญาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค โดยกำชับ สคบ. ต้องเข้ามามีบทบาทในการคุมเข้ม “ธุรกิจกู้ยืมเงิน” และสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด 

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ได้กำหนดแนวทางการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม 3 แนวทางได้แก่

1. กำหนดมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมสัญญาในเชิงรุก โดยมีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อสัญญาตามที่ประกาศฯกำหนด และห้ามใช้เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น ห้ามนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อบุคคลที่สามโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้กู้ ซึ่งมาตรการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาด้วยหนังสือหรือทำสัญญาผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องปฏิบัติตามประกาศฯ ดังกล่าว 

2. ออกประกาศฯ ควบคุมสัญญา  กับธุรกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น ธุรกิจขายห้องชุด ธุรกิจเช่าซื้อรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร ธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ และธุรกิจการให้บริการเสริมความงาม ซึ่งต้องครอบคลุมถึงสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

3. บูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน  เพื่อทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขกฎหมายให้ทันต่อโลกดิจิทัลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

ทั้งนี้ สคบ. จะพิจารณาทบทวนประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2565 เพื่อกำหนดให้มีแบบสัญญามาตรฐาน สร้างความเป็นธรรมในการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาในรูปแบบเอกสารหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภายใต้แนวคิด “สคบ. ใกล้ตัว อุ่นใจผู้บริโภค”

หากท่านพบความไม่เป็นธรรมจากการทำสัญญาหรือได้รับความเดือดร้อนในกรณีต่าง ๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 และสามารถร้องทุกข์ผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือเว็บไซต์ สคบ. http://www.ocpb.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง”

ปชน.เคาะ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นั่งเลขาฯพรรค คนใหม่ เท้ง หัวหน้าตามเดิม

ปชน.เคาะ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นั่งเลขาฯพรรค คนใหม่ เท้ง หัวหน้าตามเดิม

ปชน.เคาะ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นั่งเลขาฯพรรค คนใหม่ เท้ง หัวหน้าตามเดิม

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่า คือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ส่วนผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเเม่บ้านพรรคคนใหม่ ทำหน้าที่เเทนนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนเก่าที่ลาออก คือ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) ซึ่งจะมีการเคาะเลือกอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 26 เม.ย. นี้ ในที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคปชน. ซึ่งจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเวลา 09.30 น. 

สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“สีหศักดิ์” ย้ำ เจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุ ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี และมีประเด็นการเมืองภายใน ยัน ก่อนตัดสินใจรับฟังทุกฝ่าย -ดูข้อกฎหมาย เชื่อ เริ่มต้นใหม่ดีกว่า ย้อน กัมพูชาหากต้องการแก้ไขปัญหา ต้องทำตามที่พูด ส่วนปม MOU 43 ขอทุกฝ่ายอย่าใช้อารมณ์ พร้อมมองด้วยข้อเท็จจริง 

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการพบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เรื่องนี้ทั้งสองประเทศต้องพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ 

ส่วน นายหวัง อี้ ได้มีการสอบถามเรื่อง MOU 43-44 ด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เพราะเรื่อง MOU ถือเป็นการตัดสินใจของเรา ซึ่งไทยตัดสินใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยกเลิก ฉะนั้นก็ต้องแจ้งฝ่ายกัมพูชาและดูท่าทีเขาว่าเป็นอย่างไร หากไม่เห็นด้วยก็คงต้องเจรจากันต่อไป แต่หากเขาเข้าใจในเจตนาของเราก็จะใช้กรอบอื่นในการเจรจาแทน

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการยกเลิก MOU 44 ว่าถ้ายกเลิกแล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ โดยย้ำว่า การที่ไทยจะยกเลิก เรารู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีกรอบความร่วมมือใหม่ที่ดีกว่า เพราะว่า กรอบความร่วมมือ MOU 44 มีทั้งปัญหาที่เกี่ยวกับการอ้างสิทธิ และในแง่การเมืองภายในของไทย ฉะนั้นหากเรามาเริ่มกันใหม่ก็จะดีกว่า และเจรจาในเรื่องของเขตแดนให้สุดก่อน จากนั้นก็ค่อยมาดูว่าส่วนที่ทับซ้อนมากน้อยเพียงใดแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความกังวลเกี่ยวกับข้อสังเกตของนักวิชาการในประเด็นการยกเลิก MOU 44 ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไปยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า  ก่อนที่เราจะตัดสินใจยกเลิก เราคุยกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ แต่ในขณะเดียวกันตนก็รับฟังนักวิชาการทุกฝ่าย และตัดสินใจบนเหตุผลที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOU 44 เรามีมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีกระแสภายในประเทศด้วย ฉะนั้นในเมื่อไม่คืบหน้าเราก็ยกเลิกแล้วไปพุดคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ

ส่วนจากท่าทีของผู้นำกัมพูชาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่อยากจะให้ไทยกลับมาใช้กลไกทวิภาคี และกดดันให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC มองอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ากัมพูชาต้องการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เขายังไปพูดเรื่องที่ไม่ดีต่อประเทศไทยในเวทีต่างๆ ตนจึงอยากจะให้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หลีกเลี่ยงการกล่าวอะไรที่กระทบกระทั่ง และ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีกดดันทั้งที่เรายังไม่พร้อม โดยนำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยไม่ให้ความร่วมมือ ฉะนั้นถ้ากัมพูชาอยากจะเจรจาจริง และทำอย่างที่พูด ตนว่าเราก็อยากจะเดินหน้า

สำหรับฝ่ายจีนได้มีการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จีนพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศได้เจอกัน แต่จีนไม่ต้องการที่จะแทรกแซง ซึ่งตนคิดว่าไทย-กัมพูชาสามารถพูดคุยกันได้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะพูดคุยอย่างไร ดังนั้นหากสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตนเชื่อว่าความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น

ส่วนจากสถานการณ์ตอนนี้ที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติด้านพลังงาน หากมีการยกเลิก MOU 44 จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการนำทรัพยากรในทะเลมาใช้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีหลายแหล่งทรัพยากรที่สนใจจะไปร่วมลงทุนและผลิต เช่น ในเมียนมา เป็นต้น แต่ถ้าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่นๆที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC แอฟริกา คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน และโอมาน แต่แน่นอนว่าเราก็ต้องดูราคาตลาดในขณะนั้นด้วย

ขณะที่ แผนระยะยาวหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความยืดเยื้อ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อผลกระทบก็จะไม่ใช่แค่พลังงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงค่าครองชีพ การผลิตอาหาร และการเกษตรด้วย จึงหวังว่าจะไม่ยืดเยื้อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีแผนทุกอย่าง เพราะการทูตจะต้องทำทุกอย่างที่สามารถตอบโจทย์และสนองผลประโยชน์ของประเทศ ที่ผ่านมาเราจึงพยายามทุกวิธีทางที่จะคุยกับอิหร่านทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เรือของเราสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หวังว่าทุกคนคงจะเห็นว่าสงครามมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีใครแพ้-ชนะ และต้องก้าวออกจากสงครามให้ได้

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงเรื่อง MOU 43 ว่า อยากให้การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวาง และอยากจะฟังเสียงของทุกฝ่าย แต่ไม่อยากให้มีการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ และมองกันด้วยข้อเท็จจริงว่า MOU 43 มีความคืบหน้า และมีการปักปันเขตแดนไปพอสมควรแล้ว แต่พอมีการปะทะกันการทำงาน JBC ก็ต้องหยุดชะงัก และเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา

ส่วนข้อกังวลเรื่องอัตราส่วนแผนที่ 1:200,000 นั้น ก็ต้องมาดูเนื้อหาที่เขียนในสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะนำแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 ขึ้นมาเจรจาได้ ไม่ใช่ว่าพอมี MOU 43 แล้วไทยจะเสียเปรียบ เพราะตรงไหนที่เจรจาแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย เราก็ยังไม่ต้องไปตกลงแล้วไปจุดอื่น หลังจากนั้นก็มามองในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ ตนจึงอยากให้ทุกคนมาคุยกันด้วยเหตุและผล เนื่องจากยังมีอีกหลายวิธีการที่จะเดินไปข้างหน้า

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

“สีหศักดิ์” เผย คุย “หวัง อี้” หวังดันความสัมพันธ์-การค้าการลงทุนให้ก้าวหน้า ชี้ จีนเป็นตลาดสำคัญและมีบทบาทในภูมิภาค สอดคล้องความต้องการไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังของไทย ภายหลังได้พบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า มีหลายส่วน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและการค้าการลงทุน เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือเป็นอันดับ 2 และในอีกไม่ช้าก็อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แต่ที่สำคัญคือการลงทุนของจีนเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์อีวี รวมถึงพลังงานสะอาด

ขณะที่ อีกส่วนหนึ่งคือจีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคง จึงได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะในแถบตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องในเรื่องของประชาธิปไตยและการปรองดอง ทำให้เรื่องนี้มีเป้าหมายที่ตรงกับไทย แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายในเมียนมาก็ต้องหาทางปรองดองกันให้ได้ ดังนั้นการที่ตนและนายหวัง อี้ เดินทางไป คืออยากจะให้เขาเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและกระบวนการปรองดองหลังเลือกตั้ง เพราะไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันกับรัฐบาลเมียนมา ขณะเดียวกันปัญหาชายแดนก็รอไม่ได้จึงต้องทำควบคู่กันไปด้วย เช่น ปัญหาการค้าชายแดนที่ด่านถูกปิดอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ภายใน ออนไลน์สแกม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ เป็นต้น ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับทั้งรัฐบาลเมียนมาและคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ด้วย

ส่วนกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สามฝ่าย ระหว่าง ไทย-เมียนมา- ลาว นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้กรอบความร่วมมือนี้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่แค่ในระดับทวิภาคี แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทของเราในภูมิภาคด้วย ตนจึงเรียนนายหวัง อี้ ไปว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยนิ่ง แต่คิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีเสถียรภาพที่จะสามารถดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศที่หายไปจากจอเรดาร์มานาน ให้กลับมาและมีผลประโยชน์อีกครั้ง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm  001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ว่าด้วยหลักสูตร TopForm 001

หลายวันที่ผ่านมา ชื่อของหลักสูตร TopForm และสถาบันพระปกเกล้าถูกกล่าวถึงทั้งในสื่อและโลกออนไลน์ มีทั้งความคาดหวัง ความสมหวังและผิดหวังมีทั้งความรู้สึกจากผู้สมัคร กรรมการ และการตั้งคำถามจากสังคมผมขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ ที่ยาวเกิน 8 บรรทัด แน่นอน หากเปิดใจค่อยอ่านก็ได้ครับ จะได้ไม่เสียเวลา

1.ประเด็นแรก — หลักสูตรนี้คืออะไร ?

TopForm 001 เป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดจากการตั้งคำถามกับรูปแบบเดิมของการพัฒนาผู้นำ ที่ผ่านมา เรามักนำ “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” มาอบรมแต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีอำนาจ มีภาระ และมีสถานะ ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย และประสิทธิภาพของการเรียนรู้ก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ผมจึงตัดสินใจปิดบางหลักสูตรลดจำนวนผู้เข้าอบรมในหลายหลักสูตรและปรับแนวคิดจาก “พัฒนาผู้นำ” มาเป็น “สร้างผู้นำ”แทนที่จะให้เฉพาะคนมีตำแหน่งมาเรียนเราจะเปลี่ยนมาสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” ที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบการเมืองหลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คนที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำหรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจังมาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่การสื่อสารในที่สาธารณะกฎหมายเลือกตั้งข้อบังคับการประชุมสภาการยื่นบัญชีทรัพย์สินไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้”แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม”เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคมมีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงหากใน 63 คนนี้มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่งและช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริงผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่าครับ

2.ประเด็นที่สอง — กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ

เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือกสะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง”ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเองและทราบผลทันทีในห้องเพราะในโลกจริงประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ”

คำตอบคือ

การได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่“ความสามารถในการสื่อสาร”“การเข้าถึง” และ “ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ”ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกเพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำราแต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง

ในขณะเดียวกันองค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน“ความหลากหลายของสังคมไทย”จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้วเราไม่ได้ต้องการ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย”แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย”เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การเห็นตรงกันทั้งหมดแต่คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างแน่นอนว่า ทุกความพยายามย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความคาดหวัง ความกังวลและความท้าทายของระบบการเมืองไทยและบางทีนั่นคือเหตุผลที่หลักสูตรนี้ “จำเป็น”แม้หลักสูตรยังไม่เริ่มแต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสังคมแล้วผมหวังว่า63 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายจะไม่ใช่เพียง “ผู้ผ่านการคัดเลือก”แต่จะเป็น “ผู้เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย”และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบTopForm 001อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแต่คือ “จุดเริ่มต้นของคำตอบ”

ขอบคุณครับ
อิสระ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

อ่านข่าวที่เก่ยวข้อง : สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า