กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

กิ๊ก สุวัจนี คัมแบ็กทวงบัลลังก์ตัวแม่เผยเคล็ดลับลบภาพจำร่างพังหักดิบลดน้ำหนัก 10 กิโลฯเพื่อลูกจนหมอทึ่ง

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

ตัวมารดาระดับตำนาน “กิ๊ก-สุวัจนี ไชยมุสิก” กลับมาทวงบังลังก์นางร้ายอีกครั้งในละครเรื่อง “วาดฝันวันวิวาห์” ร่วมงานกับผู้จัดคู่บุญ “ป้าแจ๋ว ยุทธนา” และสองสาวกระแสแรงอย่าง “หลิงหลิง ศิริลักษณ์” และ “ออม กรณภัสร์” แต่ที่ทำเอาแฟน ๆ และสื่อมวลชนต้องตะลึงตาค้าง คงหนีไม่พ้นรูปร่างใหม่ที่ผอมเพรียว สวยเซ้ง มีออร่ากระจายในวัยเลข 5 ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจถึงเบื้องหลังการปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องการหักดิบลดน้ำหนักและการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล กิ๊ก สุวัจนี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการหักดิบลดน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัมว่า

 “กิ๊กมาหักดิบตัวเองตอนรู้สึกว่าเวลาเลี้ยงลูก แล้วรู้สึกว่าทำไมเหนื่อยง่ายอย่างนี้ ทำไมเรี่ยวแรงไม่มี พูดกับลูก เล่นกับลูกไม่สนุกเลย ตั้งแต่วันนั้นกิ๊กดูแลสุขภาพ ซึ่งกิ๊กไม่ได้ควบเดียว 10 กิโล กิ๊กค่อย ๆ ลด… ถ้ากิ๊กทำได้ คนทั้งโลกก็ทำได้หมด เพราะกิ๊กมาช้ากว่าคนอื่นเขามาก”

นอกจากนี้เธอยังฝากกำลังใจถึงคนที่มีรูปร่างท้วมหรือใหญ่เหมือนเธอในสมัยก่อนว่าให้อดทนและสู้ต่อไป เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในวันเดียวเมื่อถามถึงเคล็ดลับการลดน้ำหนักและการสร้างออร่าความสวย กิ๊ก สุวัจนี ย้ำชัดว่าเธอเลือกที่จะ ไม่พึ่งพาเทคโนโลยี แต่เน้นการปรับพฤติกรรมตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากที่สุดควบคุมอาหาร ทานแต่พอดี (เน้นว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด)  ออกกำลังกาย เล่นเวทและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนย่อยควบคู่กันไปการพักผ่อน จัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูเต็มที่จนได้ผลลัพธ์สุดอัศจรรย์ คุณหมอยังทึ่ง เซลล์ข้างในอายุแค่ 30!จากการทุ่มเทดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ผลตอบรับที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่รูปร่างที่สวยงาม แต่คือ “สุขภาพ” ที่แข็งแรงจนแพทย์ยังต้องเอ่ยปากชม ซึ่งสร้างความดีใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก

“ไปตรวจเลือดมา ทุกอย่างดี เพอร์เฟกต์ หมอบอกว่าคุณเหมือนอายุ 30 กว่าเลยนะ (หัวเราะ) อันนี้คือดีใจมาก เพราะข้างในเซลล์เราเหมือนคนอายุ 30 กว่า แต่จริงๆ เราอายุมากกว่านั้น แสดงว่าโอเค ฉันยังอยู่กับลูกได้อีกนาน มันมีเป้าหมายที่จะทำต่อไป สุขภาพดีเพื่อลูก”

การคัมแบ็กครั้งนี้ของ “กิ๊ก สุวัจนี” ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาสร้างความสะใจให้คนดูผ่านหน้าจอด้วยพลังการแสดงระดับตำนานเท่านั้น แต่เธอยังกลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ให้กับใครหลาย ๆ คนที่กำลังริเริ่มหันมาดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักเพื่อคนที่ตัวเองรักอีกด้วย

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

ท๊อป บีม เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.44 น.

รายการ WandOland เปิดมุมลึกซึ้งที่หลายคนไม่เคยเห็นของ “ท๊อป จิรายุส” ซีอีโอ Bitkub เมื่อเจ้าตัวยอมรับเบื้องหลังความสำเร็จคือความเหงาในแบบของผู้นำที่ต้องเป็นที่พึ่งให้คนรอบตัวแต่ในวันที่เหนื่อยกลับไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ขณะที่ “บีม วลัญช์รัตน์” เปิดใจถึงช่วงเวลาที่เคยทุ่มเทซัพพอร์ตคนรักจนเกือบหลงลืมความฝันของตัวเอง ก่อนทั้งคู่จะค่อย ๆ เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์ จนถึงขั้น Workshop ให้เติบโตไปพร้อมกัน สู่รัก 8 ปีที่ยังเลือกกันในทุกวัน

ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกที่ไหน ?

บีม : เจอกันครั้งแรกในงานที่เขาไปพูดค่ะ อยู่แถวที่โรงแรมเอราวัณ ซึ่งบีมก็สนใจพวกเรื่องลงทุนคริปโต ตอนนั้นมันใหม่มาก แล้วเราชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็เลยไปฟัง แล้วก็เจอเขา

ท๊อป : ตอนผมเปิด Bitkub ใหม่ ๆ เลยครับ

บีม : เพิ่งเปิด เหมือนตอนนั้นยังไม่ได้แนะนำตัวเลยว่าเป็น Founder Bitkub เป็นมา 7-8 ปีที่แล้ว ตอนที่บีมเห็น เขาพูดเก่ง แล้วก็ดูเป็นคนเก่ง แต่ตอนนั้นบีมอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษค่ะ เขาแนะนำตัวว่าจบจากที่นี่ ๆ เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปต่อคิวและถามคำถาม แต่บอกเขาว่าไม่ได้ถามเรื่อง Bitcoin เพราะอยากรู้เรื่องการเรียนต่อ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งจบปริญญาตรี

ท๊อป : แล้วผมพูดมาหลายเวทีมากครับ ทุกคนถามแต่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูด ผมพูดตั้ง 2-3 ชั่วโมง เรื่อง Blockchain มีคนนี้คนเดียวที่ถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แล้วเขาซุ่มอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้พอทุกคนถามหมดอยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแล้วถามเรื่องการเรียนต่อ ผมจำได้แม่นเลยมีคนเดียว ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับที่เราพูดเลย ตอนแรกที่เจอก็ดูก็น่ารักดีครับ แล้วสิ่งที่เขาพูดคืออยากจะเรียนต่อ เรามีไฟล์นี้อยู่ ผมตั้งใจทำ Personal statement มากตอนที่สมัครไปเรียนที่ Oxford มันต้องมี reference letter และ personal statement ซึ่งผมยังเก็บไฟล์นั้นไว้เลย แล้วคิดว่าเราจบมานานแล้ว ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เดี๋ยวส่งให้เขาดีกว่า เพราะสูตรของผมคือจะส่งให้ทุกคนที่อยากจะเข้าเรียนต่อ เพื่อช่วยเขาเพราะเราไม่ได้ใช้อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นโมเมนต์แรกที่คิดคือมีไฟล์นั้นอยู่ก็เลยอยากจะส่งให้เขาเป็นตัวอย่าง

บีม : แต่ว่าของบีม โมเมนต์แรกคือกลัวค่ะ เพราะตอนที่เข้าไปคุยกับเขาคือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร      คิดแค่ว่าอยากได้เคล็ดลับว่าไปยังไง แต่สิ่งที่เขาถามกลับมาอันแรกเลยคือเขาหน้านิ่งมาก แล้วตอนที่เขาถามกลับมาว่า เกรดเท่าไหร่ แล้วหน้าไม่มีอารมณ์เลย ก็คิดว่าหรือเราไม่ควรถาม ตอนนั้นบีมไม่อยากคุยแล้ว ไม่อยากบอกว่าเราเป็นใคร คือขาแข็ง แต่ถอยไม่ได้แล้วค่ะ

ท๊อป : เราก็ถามว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ใช่ไหม คุณก็ต้องมีเกรดที่ดี คุณต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

บีม : สุดท้ายเราก็ถอยค่ะ เดี๋ยวลองถามเคล็ดลับจากรุ่นพี่คนอื่นดีกว่า

ท๊อป : ตอนนั้นขอ Contact ไว้แล้วครับ มีก่อนที่เขาจะถอย ขอเพื่อที่จะส่ง Personal statement ให้ที่มากกว่านั้นคือ มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียนด้วยกันที่ Oxford เขาจบเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผมไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คิดว่าเราไม่ค่อยรู้ระบบไทย คนที่น่าจะแนะนำได้ดีกว่าจริง ๆ อาจจะเป็นเด็กไทยด้วยกันก็เลยนัดสร้างกลุ่มให้ Connection ให้ แต่บีมหายไปเลย ไม่ตอบ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอุตส่าห์นัดให้แล้วเดี๋ยวเราจะเสียหน้า เพราะบีมก็อยู่ในกลุ่มแต่เขาไม่ตอบ เราก็เลยต้องตามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหายไปเลย ก็เลยได้มีการติดต่อไปหลังจากนั้นครับ

บีม : ตอนที่ผ่านไปสักพักแล้วเขาหา Contact แล้วเขาก็ติดต่อมาค่ะ ประมาณเป็นเดือน จากที่เราถามรู้สึกว่าคนนี้นิสัยดีมาก เหมือนเขายังจำได้และยังติดต่อเชื่อมต่อกลุ่มให้ค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็กลัว ๆ นิดหนึ่ง ก็เลยไม่ได้ตอบไปสักพัก แต่พอเห็นแล้วว่าเขาตั้งกลุ่มก็เข้าไปตอบค่ะ แล้วเขาก็เหมือนมีติดตามเรื่องเรื่อย ๆ ประมาณนั้น เราก็รู้สึกว่าเขาดูเป็นคนดี

ท๊อป : โมเมนต์แรกสำหรับผมที่เข้ากันคือ พาเขามาดูออฟฟิศ ตอนนั้น Bitkub ออฟฟิศเล็กมากครับ    เป็นตอนเพิ่งเริ่มเปิดบริษัทใหม่ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปทานข้าวกัน หลังจากดูออฟฟิศเสร็จก็ไปทานข้าวกันต่อครับ นั่นเป็นโมเมนต์ที่ได้คุยกันจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นแบบ Face to Face  จริง ๆ แล้วพอคุยกัน บางทีเคมีมันบอกไม่ได้ผ่านตัวหนังสือ แต่พอได้คุยกันจริง ๆ แล้วมันรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ ก็คือโมเมนต์ที่ได้เจอกัน face to face จริง ๆ ได้นั่งทานข้าวกันจริง ๆ

ส้มตำปูปลาร้า สร้างความประทับใจ ?

ท๊อป : โมเมนต์ที่ประทับใจครั้งแรกคือ ชอบทานส้มตำปลาร้าทั้งคู่ และต้องใส่พริกเยอะ ๆ มาก ต่างคนต่างดูไม่เหมือนคนที่ชอบกินเผ็ดครับ

บีม : ตอนแรกบีมก็ไม่คิดว่าจากภูมิหลังที่เขาอยู่เมืองนอกมานาน จะชอบกินส้มตำปลาร้าเหมือนกัน  ซึ่งอันนี้เราก็ชอบกิน และตอนแข่งกินเผ็ดบีมชนะด้วยค่ะ

ท๊อปมองเห็นอะไรในตัวบีม ?

ท๊อป : เขาเป็นคนที่เสียสละเพราะเขาเป็นกองหลังใช่ไหมครับ พอผมตั้งเป้าหมายอะไร เขาก็ต้องสละสิ่งที่เคยเป็นตัวตนเขามาก่อนเพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับเรา ยกตัวอย่างเรื่องการกิน เราไม่กินแป้ง ไม่กินน้ำตาล ไม่กินส้มตำปลาร้า ไม่กินเผ็ด ความผูกพันครั้งแรกที่เราชอบกันคือเพราะชอบพริกเหมือนกัน แต่พอผ่านมาระยะเวลา 7-8 ปีให้หลัง ทั้งสองคนไม่กินพริกเยอะขนาดนั้นแล้ว และไม่ได้กินส้มตำปลาร้าขนาดนั้นแล้วแต่ก็ยังอยู่กันได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโมเมนต์ที่ชอบกันครั้งแรก ต่างคนต่างเติบโตขึ้นทั้งคู่เพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้ครับ พอเราตั้งเป้าหมาย เขาก็เป็นคนที่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างของเขาทั้งหมด ทุกวันนี้เขายังไม่ได้ไปเรียนต่อเลยนะครับ เจอกันครั้งแรกเขาตั้งใจจะไปเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนซัพพอร์ตเราแทน เป้าหมายชีวิตเขาคืออยากไปเรียนต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่ได้ไปเรียนเลยครับ

บีม : ยังอยากไปเรียนต่ออยู่ ก็คิดว่าถ้าตอนนี้เห็นว่าข้างหน้าเขาเริ่มมั่นคงระดับนี้แล้ว และข้างหลังเราก็เริ่มมีทีม มีการสร้างทีม มีเลขาฯ 10 คนแล้ว ระบบเริ่มมั่นคงขึ้น ก็เดี๋ยวลองหาช่องทางค่ะ เพราะสำหรับบีม อยากที่จะเติบโตขึ้นตลอดในทุกด้านค่ะ

เป้าหมายในความสัมพันธ์ที่อยากให้ไปต่อ ?

บีม : จริง ๆ ก็เยอะเลยค่ะ บีมพยายามจะสะท้อนความคิดของตัวเองและคุยกับเขาตลอด ถ้าโมเมนต์นี้เรายังต้องช่วยซัพพอร์ตเราก็จะทำให้เต็มที่ แต่เราก็คุยกับเขาเหมือนกันว่า บีมรู้สึกว่าต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเอง และบีมกับพี่ท๊อปให้ดีขึ้น เพราะมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเปรียบเป็นวงกลม วงกลมของพี่ท๊อปกับวงกลมของบีม แล้วเราคอยซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ จนมีระยะหนึ่งที่รู้สึกว่าพอมันมากเกินไป วงกลมมันทับกันสนิท มันทำให้บางทีความสัมพันธ์กับตัวเราเองหรือเป้าหมายของเราหายไปในบางช่วงเวลา เราก็เลยบอกเขาว่าเราอยากทำสิ่งนี้ 1 2 3 4 นะ เพื่อให้สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเองดีที่สุด และบีมก็เชื่อว่าในความสัมพันธ์ของทุกคน ถ้าความสัมพันธ์กับตัวเองดีและสุขภาพจิตดีที่สุด ความสัมพันธ์กับคนอื่นมันจะยิ่งดีและยิ่งส่งเสริมกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่บาลานซ์ มันอาจจะทำให้เราซัพพอร์ตเขาได้ไม่เต็มที่แล้วก็ได้ค่ะ ก็เคยมีช่วงเวลานั้นเหมือนกัน

ท๊อป : เรามี session แบบนี้เลยนะครับ มีการจองตารางเวลาของผมไว้เลยว่าเขียนว่า Workshop เป็นระหว่างผมกับเขา ทั้ง ๆ ที่การอยู่ด้วยกันมันอาจจะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แต่เราต้องการช่วงเวลาที่เรามีสติรู้ตัวเพื่อมาออกแบบ มาล็อกเวลาช่วงหนึ่งเลย แล้วมาคุยกันในทุก ๆ เรื่อง มาเปิดใจ มาแชร์เป้าหมายของชีวิตกัน

มุมไหนของคุณที่ยังรู้สึกว่าเราอาจจะยังไม่เก่งพอในความสัมพันธ์นี้ ?

ท๊อป : เราเองเป็นคนที่นิ่งมาก เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงหน้า default หน้าก็คือเป็นคนนิ่ง นิ่งอยู่แล้ว ที่บอกว่า Love language นี่เขาไม่เห็นสักอัน เป็นคนที่ไม่ Express สักอย่างนะครับ ไม่ Express  ผมว่าสิ่งที่ไม่เก่งพอคือ ผมว่าทั้งหมดเลย ผมยังงงอยู่เลยว่าถ้าไม่ได้เจอเขาที่รับเราได้ ผมว่าคนอื่นน่าจะเข้ากับเรายากมาก เพราะว่าตอนที่ยุ่งมาก 5-6 ปีแรกไม่มี Valentine Dinner, Christmas Dinner, Birthday Dinner ไม่มีพาไปเที่ยวไหน ทำแต่งานอย่างเดียว ไม่เคยซื้อของให้ จนกระทั่งของชิ้นแรกที่ซื้อให้คือนาฬิกา Apple Watch ที่เกี่ยวกับ Productivity ทุกอย่างมันเป็น KPI ครับมันไม่มี non-KPI time มันมีแต่ KPI  พอยึด KPI ได้ มันก็จะกลายเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็หาเพดานอันใหม่ มันไม่เคยพอเลยครับ เปลี่ยนเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็เพดานใหม่ โดยที่เราไม่เคยมองระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดาน เราสนุกกับเส้นทางระหว่างทางหรือเปล่า สิ่งที่อยากจะบอกตัวเองคือ เราต้องยอมรับความเจ็บปวด เราลืมสิ่งนั้น ระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดานใหม่ เป็นการใช้ชีวิตอยู่กับกระบวนการ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายอย่างเดียวครับ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่มอง แต่เราควรจะมีความสุขกับกระบวนการ อย่างการออกกำลังกายก็โอเค ทุกคนอยากจะมีร่างกายที่ดูดี โชว์ร่างกายอะไรได้ มีกล้ามท้องหกส่วน แต่มันต้องมีความสุขกับกระบวนการ ว่ามันคือความเป็นฉันจริง ๆ คือฉันต้องเป็นคนรักสุขภาพคือต้องออกกำลังกายอยู่แล้วเป็นปกติ มันไม่ใช่เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากจะได้คืออะไร พยายามจะเปลี่ยนตรงนี้มากขึ้น พอมาในเรื่องของความสัมพันธ์ เราก็จะมองเป้าหมายของเราเมื่อก่อนว่าต้องชนเป้าหมายให้ได้ กลายเป็น KPI ทั้งหมด แต่ชีวิตมันควรที่จะมีเวลานอกเหนือจาก KPI ที่ใช้เวลาโดยที่ฉันอยากจะมีความสุขกับช่วงเวลาตรงนั้น ปล่อยให้เสียเปล่าได้ ไม่ต้องหวังอะไรเป็นการตอบแทน มีความสุขกับกระบวนการของมันของชีวิต เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์นะครับ ทุกเรื่องในชีวิตว่าจริง ๆ  ก็ดีที่จะชนเป้าหมาย แต่เดี๋ยวพอเราชนเป้าหมาย มันก็ต้องมีเป้าหมายใหม่ อีกแล้ว ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขไปกับการเดินทางด้วย ของทุกเรื่องที่ทำ

บีม : ขอเสริมนิดหนึ่ง ของบีมก็เป็นเหมือนที่บีมเคยสังเกตพี่ท๊อปด้วย เพราะว่าบีมเคยเตือนพี่ท๊อปว่าบีมรู้สึกว่า 7 ปีก่อน คุณมีความสุขง่ายกว่านี้เยอะเลยนะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเขาจะยังมีความสุขกับอะไรเล็ก ๆ แต่เหมือนตอนนี้ อันนี้ก็ไม่ได้ก็ต้องเป๊ะ แล้วก็ไปเรื่อย ๆ แล้วพอยิ่งมาสนใจเรื่องสุขภาพ ยิ่งรอบตัวต้องไปอีก บีมก็เลยบอกเขาว่าโอเค ตั้งเป้าหมายให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขกับมันด้วย เพราะว่าสุขภาพจิตมาคู่กับร่างกาย สุขภาพจิตสำคัญกว่าร่างกาย เราก็จะบอกว่าเหมือนถ้าสุขภาพจิตเราดี หรือว่าเราไม่ได้เครียดเราไม่ได้ตึงมากเกินไป เราก็จะมีแรงในการที่ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น มันก็ออกมาเองในร่างกาย

คุณคิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณมีความกลัวอะไรที่ไม่ค่อยพูดออกมา?

บีม : อาจจะกลัวเราเป็นอะไร เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่กังวลมากคือเป็นห่วงมาก ไม่ค่อยให้ทำอะไรเท่าไหร่ กลับดึก อยู่ไหน คือปกติเขาก็ไม่ได้ค่อยได้คุยกันหรือไม่ได้ตาม แต่ถ้ามันรู้สึกว่าดึกแล้ว มันไปที่ที่อันตรายหรือเปล่า อย่าไปนะ อย่านั่งรถจักรยานยนต์ คือเขาจะห่วงความปลอดภัยมาก ๆ เป็นพิเศษค่ะ บีมว่าเขาอาจจะกลัวเราเป็นอะไร

ท๊อป : คำถามนี้มันสะท้อนถึงความใส่ใจและความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์ของกันและกัน ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้เลย

บีม : งั้นขออีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นตัวเขาเอง บีมมองว่าเขากลัวจัดการไม่ได้ เขากลัวเขาไม่เก่ง เพราะว่าหัวของเขาคือต้องแก้ปัญหาให้กับทุกคน เขารู้สึกว่าต้องเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนรอบตัวให้ได้ ในความแข็งแกร่งจริง ๆ ข้างในเขา บีมว่าเขาก็คงเหนื่อย แต่การแสดงออกมาเขาต้องทำให้ได้ ต้องนำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของในที่ทำงานเอง ฝั่งของครอบครัว หรือฝั่งของเราเองก็ตาม จริง ๆ คือรู้สึกว่าข้างในเขาก็น่าจะแบกเยอะ แต่อยากแสดงออกมาว่าต้องทำให้ได้

ท๊อป : ใช่ครับ ผมว่ามันเป็นความเหงา อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เหงาเพราะไม่ได้เจอคน มันเป็นความเหงาที่ผมว่ายังไม่มีใครแชร์ มันคือ the same level of psychological wound เหมือนกับเรา ที่เราเป็นช้างเท้าหน้าของทุกเรื่อง ทุกคนรอบตัวเราพึ่งเราหมดเลยนะครับ บริษัท 1,000 คน ครอบครัว ครอบครัวเราที่เป็นครอบครัวเราจริง ๆ เราก็เป็นช้างเท้าหน้าของความสัมพันธ์ ฝั่งครอบครัวเขา ฝั่งเขาเราก็เป็นอะไรไม่ได้ คือทุกคนพึ่งเรา มันก็จะเป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วใจเราล่ะ แล้วใครมาเป็นที่พึ่งของเรา และพอมีปัญหาหนัก ๆ ผ่านมาเรื่อย ๆ ผมว่ามันไม่มีใครเข้าใจ psychological wound ที่มันสะสม as a leader นะ มันก็เป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วเขาก็พูดถูกตรงที่ว่าก็เป็นห่วงเยอะมากเกินไปนะครับ ห้ามนู่นห้ามนี่ เดี๋ยวอันตราย เราอาจจะเวอร์ด้วยครับ แต่เหมือนเขาทำตัวเป็นเหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือครับ

ท๊อป : แล้วบีมเขาเป็นคนที่พูดออกมาครับ เขากลัวมากเลยนะ คือกลัวผมไม่รักเขา กลัวไม่ให้เวลาเขา ไม่สนใจเขา พูดตลอด รักเขาไหม

บีม : ไม่ใช่ เพราะเขาไม่พูดไงคะ เขาไม่เคยบอกเลย เราก็เลยต้องถาม

หลังจากที่ทะเลาะกัน อะไรคือช่วงเวลาหรือสัญญาณที่ทำให้คุณรู้ว่าเรายังเป็นทีมเดียวกัน?

บีม : บีมก็จะบอกเขาว่า ทะเลาะกันมันเห็นต่างกันได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วอยากจะทำให้ดีขึ้นทั้งคู่ และการทะเลาะกันมันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้นแล้วมันพร้อมปรับกันทั้งคู่ ยังไงมันก็จะอยู่กันไปได้ยาว ๆ ก็จะพยายามเหมือนบอกเขาว่าไม่ใช่ว่าเราไม่ดีนะ แต่แค่ค่อย ๆ คุยกัน เพื่อให้เรายังเหมือนเข้าใจกันมากขึ้น พอเราเข้าใจกันมากขึ้น เราก็จะทำเหมือนทำให้การปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น พอปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะคอยบอกเขา reach out ไป บางทีก็อยากจะให้อารมณ์เขานิ่งก่อน เพราะเราก็รู้ว่าถ้าต่างคนต่างเอาอารมณ์มาคุยกันยังไงไม่เห็นผลอยู่แล้ว ก็มีบ้างที่หายกันไปทำให้แต่ละคนเย็นก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน แต่ว่าสุดท้ายแล้วจริง ๆ บีมพยายามจะปรับจูนกันให้เร็วที่สุดจะดีที่สุดไม่งั้นเดี๋ยวมันจะค้างไปหลายวัน

ท๊อป : น้อยมากครับที่ค้าง แล้วส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนมาง้อ เร็วมาก แป๊บเดียว ทีมเดียวกันแน่นอน แป๊บเดียวมาแล้ว เป็นฝ่ายง้อตลอด พอเขามาง้อ มาอะไรอารมณ์เย็นลง ก็คุยกัน ก็คือชัดเจน

คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=smD_bajeNjI

ชมพู่ อารยา เปิดใจปม น้องแอบิเกล ปฏิเสธไม่ให้ นายกฯอนุทิน อุ้ม

ชมพู่ อารยา เปิดใจปม น้องแอบิเกล ปฏิเสธไม่ให้ นายกฯอนุทิน อุ้ม

ชมพู่ อารยา เปิดใจปม น้องแอบิเกล ปฏิเสธไม่ให้ นายกฯอนุทิน อุ้ม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.15 น.

กลายเป็นโมเมนต์น่ารักปนเอ็นดูที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกโซเชียล จากกรณีที่ “น้องแอบิเกล” ลูกสาววัย 4 ขวบของซุปตาร์ตัวแม่ “ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ได้ปฏิเสธไม่ให้ท่านนายกรัฐมนตรี และรองนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อุ้ม โดยให้เหตุผลสุดไร้เดียงสาว่า “ตัวเองตัวหนัก“ล่าสุดในงาน Thailand Gala Premiere ภาพยนตร์เรื่อง “Disney and Pixar’s Toy Story 5 ทอยสตอรี่ 5” แม่ชมพู่ควงคู่มากับ ‘น้องแอบิเกล’ ในฐานะนักพากย์ พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปัดบรีฟคำตอบ “เกลตัวหนัก” เผยเพิ่งเคยได้ยินพร้อมทุกคน

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันก่อน น้องแอบิเกลตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไปผัดข้าวผัดกุ้ง” ซึ่งแม่ชมได้เสริมอย่างเอ็นดูว่าเป็น “ข้าวผัดกุ้งทิพย์” ซึ่งเป็นบทบาทสมมติที่ลูกสาวชื่นชอบส่วนประเด็นที่คนชื่นชมในความฉลาดตอบของน้องแอบิเกลที่บอกว่า “ตัวหนัก” จนไม่ยอมให้อุ้มนั้น ‘ชมพู่’เผยว่า

 “ก็เพิ่งเคยได้ยินคำตอบแบบนี้เหมือนกัน ไม่ได้บรีฟเลย ครั้งแรกที่ได้ยินเขาตอบแบบนี้ อาจจะเหมือนเวลามีคนอุ้มเขา คนก็เซอร์ไพรส์ อุ้มแล้วก็อาจจะพูด เป็นคำพูดที่เขาได้ยินบ่อย… ชมไม่เคยบังคับเขาอยู่แล้วว่าให้เขาอุ้มเถอะนะ แล้วแต่เขาเลย เชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกคนเข้าใจ” แม่ชมยังเล่าต่อว่า ก่อนไปงานมีการคุยกันแค่เรื่องการสวัสดีและขอความร่วมมือในการทำงานเท่านั้น แต่ในช่วงท้าย ๆ ของงาน เด็กก็เริ่มมีงอแงบ้างตามลิมิตของเขา

เพชร กรุณพล โพสต์ถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ถ่ายทอดความทรงจำสุดประทับใจ

เพชร กรุณพล โพสต์ถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ถ่ายทอดความทรงจำสุดประทับใจ

เพชร กรุณพล โพสต์ถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ถ่ายทอดความทรงจำสุดประทับใจ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.11 น.

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความเพื่อถวายความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยถ่ายทอดความทรงจำและประสบการณ์ส่วนตัวที่มีต่อพระองค์ตลอดช่วงเวลาที่ได้รู้จักกัน

“ช่วงหนึ่งในชีวิตที่ได้รู้จักท่านในฐานะ “นายน้อย” ไม่ใช่ในฐานะเจ้าฟ้า ไม่ใช่ในฐานะพระเจ้าหลานเธอของในหลวง ร.9 แต่ในฐานะคนหนุ่มสาวคนหนึ่งที่มีพลัง มีความฝัน มีเสียงหัวเราะ และมีน้ำตา

หลายปีที่ได้เห็นท่านในแบบที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น ท่านเป็นคนที่ทุ่มเทกับทุกสิ่งที่ทำ เรียนอย่างจริงจัง ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อถึงเวลาส่วนตัว ท่านก็สนุกสนานอย่างเต็มที่ เสียงหัวเราะที่ดังฟังชัดยังคงชัดเจนอยู่เสมอ

ท่านเคยเล่าให้ฟังถึงความเหนื่อยล้าของการแบกรับความคาดหวังจากผู้คนมากมาย ในคืนที่ยาวนานเราคุยกันทั้งเรื่องจริงจังและเรื่องเม้ามอยชาวบ้าน เราคุยถึงอนาคตของตัวเองให้กันและกันฟัง ช่วงเวลานั้นทำให้เราเห็นถึงหัวใจดวงหนึ่งที่รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเดียวดาย และต้องการมิตรภาพที่แท้จริงเหมือนกับทุกคน

ท่านร้องไห้เป็น ท่านหัวเราะเป็น ท่านรู้จักความอ่อนแอของตัวเอง แต่ไม่เคยปล่อยให้ความอ่อนแอนั้นมาหยุดยั้งสิ่งที่ท่านตั้งใจจะทำ

ภาพที่ติดตาเราไม่เคยลืม คือการไปยืนอยู่ขอบสนามแข่งม้า ดูท่านแข่งขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ท่านถูกม้าดีดจนตกจากหลังม้า แต่หลายครั้งจนเราคิดว่าถ้าเป็นตัวเองคงเลิกเล่นแน่ๆ แต่ท่านไม่เคยยอมแพ้ และพูดเสมอว่าเจ็บแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็หาย

นอกจากเรื่องกีฬา เรื่องการเรียนของท่านก็เหนื่อยและหนักไม่แพ้ใคร เคยมีเสียงเม๊ามอยว่าท่านเป็นลูกเจ้า มหาลัยต้องปล่อยเกรดแน่ๆ แต่ในข้อเท็จจริงทุกครั้งที่ไปหาท่านที่วังเพื่อนๆมักต้องไปนั่งรอท่านติวหนังสือกับอาจารย์พิเศษในวิชาต่างๆหลายชั่วโมง กว่าที่จะได้ออกมาเจอกัน ในเมื่อชีวิตที่ถูกตีกรอบและถูกตั้งความหวังจากสังคมจนสูงลิบ ท่านจะเลือกไม่ใส่ใจและหาความสุขให้ตัวเองก็ได้ แต่ท่านกลับเลือกเส้นทางที่ลำบาก ที่โดดเดี่ยว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแบกรับภาระอันหนักอึ้งในอนาคต แม้จะถูกนินทา สร้างเรื่องเท็จมาใส่ร้ายก็ไม่ได้สนใจ ท่านพูดเสมอว่าเราไปห้ามใครคิดไม่ดีกับเราไม่ได้หรอก

เวลาอยู่ในงานหลวง ท่านคือนายน้อยที่น่านับถือและเป็นแบบอย่างที่ดี แต่เมื่อเป็นเวลาส่วนตัว ท่านคือเพื่อนที่พร้อมรับฟังและสนุกสนานไปด้วยกัน (แม้จะมีแม่นมและองครักษ์อยู่ด้วยเสมอ)

วันนี้ไม่มีคำไหนจะอธิบายถึงความสูญเสียที่เรารู้สึก มีเพียงความทรงจำที่จะเก็บรักษาไว้ตลอดไป และความปรารถนาให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสงบ จากทุกภาระที่ท่านแบกมาตลอดชีวิต

ขอบคุณนายน้อย ที่เคยให้พี่ได้รู้จักท่านในแบบที่แท้จริงที่สุด
อยากบอกว่าคิดถึงและหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ
พี่หยำแหยะ ของน้องโจ้”

หนุ่ม-แท่ง พาทัวร์เมืองกรุงเก่าอยุธยา เที่ยว วัดหน้าพระเมรุราชิการาม อายุนานกว่า 523 ปี

หนุ่ม-แท่ง พาทัวร์เมืองกรุงเก่าอยุธยา เที่ยว วัดหน้าพระเมรุราชิการาม อายุนานกว่า 523 ปี

หนุ่ม-แท่ง พาทัวร์เมืองกรุงเก่าอยุธยา เที่ยว วัดหน้าพระเมรุราชิการาม อายุนานกว่า 523 ปี

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

ทัวร์ดี ๆ อิ่มบุญ กับ “หนุ่ม-แท่ง” ที่วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีอายุยาวนาน  อิ่มท้อง ร้านอาหารไทยโบราณแบบโฮมมี่ เสาร์นี้ 20 มิ.ย.นี้ ห้ามพลาด !

เกาะติดเส้นทางบุญ-ชิมของอร่อยไปกับ 2 พิธีกรคู่ซี้ “หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ” และ “แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์แท่งทอง” ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” สัปดาห์นี้ พาผู้ชมเดินทางสู่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา เยือนวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอย่าง วัดหน้าพระเมรุ หรือวัดหน้าพระเมรุราชิการาม หนึ่งในวัดสำคัญสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ที่มีประวัติยาวนานกว่า 523 ปี และเป็นวัดที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในเหตุการณ์คราวกรุงแตก ทริปนี้ “หนุ่ม-แท่ง” พาผู้ชมไหว้พระ ขอพร และเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่การสักการะพระประธานบริเวณอุโบสถ ขอขมากรรม เสริมสิริมงคล ก่อนกราบขอพร “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จากนั้นพาเยี่ยมชมพระวิหารน้อย สักการะ
“พระคันธารราฐ” ต่อด้วยพระวิหารหลวง กราบ “หลวงพ่อขาว” และแวะขอพร พระพุทธรูปเชียงแสน ภายในวิหารโกราคะมะโน

หลังอิ่มบุญ สองพิธีกรพาเติมความอร่อยต่อที่ ครัวแตน ร้านอาหารไทยโบราณ บรรยากาศอบอุ่นสไตล์โฮมมี่ที่โดดเด่นด้วยเมนูปลาแม่น้ำและอาหารพื้นบ้านรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ผสานความหอมของสมุนไพรไทยอย่างลงตัว ทุกจานผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน สะท้อนเสน่ห์อาหารไทยแบบดั้งเดิมได้อย่างน่าประทับใจโดย “หนุ่ม-แท่ง” เผยความประทับใจถึงทริปครั้งนี้ว่า  “มนต์เสน่ห์ของวัดแห่งเมืองกรุงเก่างดงามเข้มขลังไม่เสื่อมคลายจริง ๆ วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา ปักหมุดไว้เลย ห้ามพลาดนะครับ”

ติดตามความประทับใจแบบเต็มอิ่ม ทั้งเรื่องราวของวัดสวย วิถีชุมชน และอาหารรสเด็ด ได้ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 20 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง  7HD กด  35 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

ช่อง 7HD ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ช่อง 7HD ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ช่อง 7HD ร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุจำกัด (ช่อง 7HDแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป พร้อมจัดพิธีแสดงความอาลัย เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุจำกัด (ช่อง 7HD) นำโดย คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คุณวิโรจน์ บุญศิริรุ่งเรือง กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ คุณสุณี ปริปุณณะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการคุณนิศารัตน์ นันทะศิริ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรและบริหารนักแสดง และคุณภาวิณี ติรนันท์มงคล รองบรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าว ร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง  ด้วยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569

ในการนี้ ช่อง 7HD ยังได้จัดพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ณ ช่อง 7HD  ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

โดย คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ เป็นประธานในพิธี นำกล่าวคำแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน นักแสดง สันติราษฎร์ กุลนพเกียรติ, ณัฐสินี ทรัพย์มี และผู้ประกาศข่าว กฤษดา นวลมี, เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, เหมือนฝัน ประสานพานิช, ศจี วงศ์อำไพ, ภานุรัจน์ ศนีบุตร และ กมลาสน์ เอียดศรีชาย  พร้อมใจร่วมพิธี ยืนสงบนิ่งไว้อาลัย และร่วมลงนามแสดงความอาลัย น้อมสำนึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทรงอุทิศพระองค์ ปฏิบัติพระกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลากหลายมิติ ทั้งในด้านกระบวนการยุติธรรม การสาธารณสุข การบรรเทาสาธารณภัย การกีฬา และการพัฒนาสังคม โครงการพระดำริและมูลนิธิต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นจากสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์สุขของราษฎร นำไปสู่การขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการมอบโอกาส และการพัฒนาที่ยั่งยืน พระเกียรติคุณ และพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ ย่อมสถิตอยู่ในใจของปวงชนตราบนานเท่านาน

และคณะผู้บริหารบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุจำกัด (ช่อง 7HD) ต่างน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและพระปรีชาชาญอันหาที่สุดมิได้ พร้อมจะสืบสานด้วยการตั้งมั่นอยู่ในความดี การมีเมตตา การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และการทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่างมาตลอดพระชนม์ชีพ มาปฏิบัติเป็นแนวทางในการทำงานสืบต่อไปสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์  www.ch7.com                                                   

หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.16 น.

วันที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 10.50 น. หม่อมเจ้า ฑิฆัมพร ยุคล  ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
 

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

“หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์” ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 17 มิถุนายน 2569  เวลา 06.55 น. หม่อมเจ้าศรีสว่างวงศ์ ยุคล  ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้า แด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
 

​‘FWD Music Live Fest 5’ เวทีแห่งโอกาส เปิดพื้นที่ Young Gen โชว์ความสามารถทางดนตรี

​‘FWD Music Live Fest 5’ เวทีแห่งโอกาส เปิดพื้นที่ Young Gen โชว์ความสามารถทางดนตรี

​‘FWD Music Live Fest 5’ เวทีแห่งโอกาส เปิดพื้นที่ Young Gen โชว์ความสามารถทางดนตรี

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การได้แสดงบนเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ร่วมกับศิลปินชื่อดัง ถือเป็นประสบการณ์สำคัญและเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ความฝันของคนรักดนตรีชัดเจนและเป็นจริงขึ้น “FWD Music Live Fest 5” จึงถูกจัดขึ้นในฐานะ เวทีแห่งโอกาส ที่เปิดพื้นที่ให้น้องๆ Young Gen จากหลากหลาย school band ได้โชว์ความสามารถ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเส้นทางดนตรีของพวกเขา

ซึ่งงาน FWD Music Live Fest เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่านการทำกลยุทธ์ Brand Experience เพื่อให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้คน ด้วยการใช้ Music Experience เป็นสื่อกลางในการคอนเนคเข้ากับกลุ่ม Young Gen ที่มีความชื่นชอบทางด้านดนตรีให้มารวมตัวกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข ความสนุก และการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบร่วมกัน โดยมาในรูปแบบของฟรีคอนเสิร์ตเล่นน้ำกลางเมืองฉลองวันไหล และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดโอกาสให้น้องๆ school band ได้ขึ้นแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเวทีที่ช่วยให้เยาวชนได้ฝึกฝน พัฒนาทักษะ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการแสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก

อิน – พีรยาภรณ์ ใจรังษี นักร้องนำ และ ซูม – พงศ์ภีระ ประยูรพัฒน์ มือกีตาร์ นักเรียนชั้น ม.6 วง DSRU จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฝ่ายมัธยม กล่าวว่า พวกเราผ่านการออดิชั่น และฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก การที่เราได้ขึ้นเวทีแบบนี้พร้อมกับเล่นดนตรีต่อหน้าคนจำนวนมาก และยืนอยู่บนเวทีเดียวกับศิลปินที่ชื่นชอบ ถือเป็นโอกาสที่สำคัญ เป็นประสบการณ์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

ด้าน บลายธ์ – นันท์นภัส พุ่มศิริ นักร้องนำ และ ยูฟ่า – ธนกฤต ศรีพนมวรรณ มือคีย์บอร์ด นักเรียนชั้น ม.4 วง Woodstock จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กล่าวว่า เรามีความฝันว่าอยากจะได้เล่นบนเวทีใหญ่ๆ สักครั้ง การได้ขึ้นเวที FWD Music Live Fest 5 ทำให้เราได้เรียนรู้การเล่นคอนเสิร์ตในบรรยากาศแบบเฟสติวัล และได้เห็นการทำงานของศิลปินจริงๆอย่างใกล้ชิด เวทีนี้เปิดประสบการณ์ให้พวกเรามากๆ พวกเราอยากขอบคุณ FWD ประกันชีวิต ที่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนอย่างพวกเราได้ขึ้นมาแสดงความสามารถในครั้งนี้

ขณะที่ วินนี่ – มาวิน วิริยะยุทมา นักร้องนำ นักเรียนชั้น ม.5 และ จิงจิง – กิตติพิชญ์ สังสิทธิเสถียร มือเบส นักเรียนชั้น ม.3 วง Mandrake จากโรงเรียนอัสสัมชัญ กล่าวว่า เวทีนี้เป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเราเคยได้ขึ้นแสดง และถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เด็กนักเรียนอย่างพวกเราได้พิสูจน์ความสามารถ และสัมผัสประสบการณ์จริงบนเวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะหาได้ง่ายๆ การได้ขึ้นแสดงบนเวทีเดียวกับศิลปินที่พวกเราชื่นชอบ เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราอยากพัฒนาฝีมือ และก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม

น.ส.ปวริศา ชุมวิกรานต์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บมจ.เอฟดับบลิวดีฯ กล่าวว่า FWD Music Live Fest เป็นหนึ่งใน Brand Experience ที่เราใช้ Music Experience มาเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้คน โดยเวทีนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักด้านดนตรี ได้ขึ้นแสดงศักยภาพบนเวทีจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกับศิลปินมืออาชีพ การได้ขึ้นแสดงบนเวทีเดียวกับศิลปินชั้นนำ เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยพัฒนาทักษะ และต่อยอดสู่เส้นทางในอนาคต เราหวังว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาส และเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับคนที่รักดนตรีต่อไป

‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

‘มหิดล’ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลดเหลื่อมล้ำสิทธิผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียสู่ระดับนโยบาย

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีอุบัติการณ์สูงด้านจำนวนผู้ป่วยและผู้เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคเลือดที่ติดต่อทางพันธุกรรม ทั้งที่อยู่ในภาวะรุนแรง และที่เป็นพาหะแต่ไม่แสดงอาการ ด้วยความทุ่มเทของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ที่พร้อมอุทิศเพื่อการศึกษาและวิจัยโรคธาลัสซีเมียมากว่า 4 ทศวรรษ ได้ทำให้สวัสดิการพื้นฐานของการรักษาผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียชาวไทยครอบคลุมทั้งการวินิจฉัย และการรักษา

อาจารย์ ดร.นายแพทย์กิตติพงศ์ ไพบูลย์สุขวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการและพันธกิจเพื่อสังคม และหัวหน้าศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์และโมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงสถิติผู้ป่วยและผู้เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียในปัจจุบันปรากฏเป็นจำนวนเกือบครึ่งของประชากรไทยทั้งหมด หรือมากถึงร้อยละ 40 เพื่อการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างยั่งยืน จึงได้มีการรณรงค์คัดกรองในหญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 16 สัปดาห์ ตามนโยบายเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุขสู่ระดับชุมชน

ม.มหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ได้จัดตั้ง “คลินิกธาลัสซีเมีย มานานกว่า 3 ทศวรรษ ณ โรงพยาบาลนครปฐม เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่ต้องเข้ารับการ เติมเลือด ทุก 3 – 4 สัปดาห์ ตลอดจนเข้ารับการรักษาพร้อมรับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่องกว่า 200 ราย จนปัจจุบันสามารถพัฒนาระบบการให้บริการให้สามารถแล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว จากเดิมที่ต้องให้ผู้ป่วยพักค้างภายในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 คืน ซึ่งทำให้ช่วยประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาล การเดินทาง และเวลาในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียได้มากถึง 20 รายต่อวัน

นอกจากนี้ยังได้จัดทำคลิปวีดิทัศน์ หมอธาลัสซีเมียชวนคุย เพื่อให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้เพื่อดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID – 19 ถึงปัจจุบัน นับเป็นตอนที่ 6 ซึ่งมีเนื้อหาที่ครบพร้อมตั้งแต่การวางแผนการมีบุตร การรับประทานอาหาร ยา และวิตามินเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียในแต่ละช่วงวัย

ด้วยวิธีการดำเนินเรื่องที่น่าติดตาม โดยเริ่มจากคลิปแรกที่ให้ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้ดำเนินรายการ ก่อนแนะนำเครือข่ายสมาชิกผู้ป่วยของ คลินิกธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลนครปฐม ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลือกรับประทานอาหารเฉพาะโรคใน ร้านชาบู ของท้องถิ่นในคลิปถัดไป

จนได้ทราบว่าเหตุใดผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจึงต้องเลือกรับประทานอาหารเฉพาะที่ปรุงสุก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และงดกีฬาผาดโผน เนื่องจากมีอนุมูลอิสระสูงจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือด จนก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆตามมา เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน การติดเชื้อ และโรคเบาหวาน เนื่องจากการสะสมของธาตุเหล็กในตับอ่อนซึ่งมีหน้าที่สร้างฮอร์โมนรักษาระดับน้ำตาล ตลอดจนการสะสมของธาตุเหล็กในอวัยวะที่สำคัญในส่วนอื่นๆร่วมด้วย

อีกทั้ง วิตามินที่ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียไม่ควรขาด ได้แก่ โฟลิกแอซิด ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งควรรับประทานควบคู่กับวิตามินซี และอี เพื่อช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ พร้อมด้วยวิตามินรวมที่มีวิตามินบี 12 ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดง และแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของการใช้ยาฉีด Deferoxamine รักษาโรคธาลัสซีเมีย ที่พัฒนาขึ้นจากยาเดิมที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานโดยใช้ควบคู่กับเครื่องฉีดยาใต้ผิวหนัง ที่ใช้เวลาถึง 8 – 12 ชั่วโมงต่อวันในช่วงกลางคืน เป็นเวลา 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งนอกจากต้องใช้เวลานานแล้ว ยังให้ผลข้างเคียงต่อการได้ยิน จนผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจโรคหูเพิ่มเติมอีกเป็นประจำทุกปี

นอกจากนี้ ใน หมอธาลัสซีเมียชวนคุย EP4 ยังได้แสดงบทบาทสมมุติให้เห็นถึงการตัดสินใจร่วมกันระหว่างตัวละครคู่สมรสที่เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อมาถึงทางแยกที่นำไปสู่การวางแผนการตั้งครรภ์ หากเลือกที่จะเลี้ยงดูบุตรที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องเตรียมพร้อมในทุกด้าน ซึ่งเคยได้มีการคำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวมตลอดอายุขัย คิดเป็นเงินถึง 6 ล้านบาทต่อราย ในปัจจุบันการเข้ารับการคัดกรองก่อนอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขจึงยังคงนับเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด

ในอนาคต นอกจากการผลักดันลดเหลื่อมล้ำสิทธิรักษาโรคธาลัสซีเมียแรงงานข้ามชาติให้เกิดเป็นรูปธรรมจากที่ได้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นเสนอในที่ประชุมวิชาการธาลัสซีเมียแห่งชาติเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิจัยธาลัสซีเมีย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ยังได้ร่วมกับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาชุดตรวจธาลัสซีเมียที่ครอบคลุมการกลายพันธุ์ให้เข้าถึงได้ในระดับภูมิภาค ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากและให้ผลเร็ว ภายใต้วิธี reverse dot-blot hybridization (RDB) โดยปัจจุบันได้ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เตรียมขยายผลในเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไปในเร็วๆนี้