สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

สีหศักดิ์ ย้ำเจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุไม่คืบหน้ากว่า 20 ปี เชื่อเริ่มต้นใหม่ดีกว่า

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

“สีหศักดิ์” ย้ำ เจตนาไทยมุ่งยกเลิก MOU 44 เหตุ ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี และมีประเด็นการเมืองภายใน ยัน ก่อนตัดสินใจรับฟังทุกฝ่าย -ดูข้อกฎหมาย เชื่อ เริ่มต้นใหม่ดีกว่า ย้อน กัมพูชาหากต้องการแก้ไขปัญหา ต้องทำตามที่พูด ส่วนปม MOU 43 ขอทุกฝ่ายอย่าใช้อารมณ์ พร้อมมองด้วยข้อเท็จจริง 

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการพบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เรื่องนี้ทั้งสองประเทศต้องพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ 

ส่วน นายหวัง อี้ ได้มีการสอบถามเรื่อง MOU 43-44 ด้วยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เพราะเรื่อง MOU ถือเป็นการตัดสินใจของเรา ซึ่งไทยตัดสินใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยกเลิก ฉะนั้นก็ต้องแจ้งฝ่ายกัมพูชาและดูท่าทีเขาว่าเป็นอย่างไร หากไม่เห็นด้วยก็คงต้องเจรจากันต่อไป แต่หากเขาเข้าใจในเจตนาของเราก็จะใช้กรอบอื่นในการเจรจาแทน

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการยกเลิก MOU 44 ว่าถ้ายกเลิกแล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ โดยย้ำว่า การที่ไทยจะยกเลิก เรารู้ว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีกรอบความร่วมมือใหม่ที่ดีกว่า เพราะว่า กรอบความร่วมมือ MOU 44 มีทั้งปัญหาที่เกี่ยวกับการอ้างสิทธิ และในแง่การเมืองภายในของไทย ฉะนั้นหากเรามาเริ่มกันใหม่ก็จะดีกว่า และเจรจาในเรื่องของเขตแดนให้สุดก่อน จากนั้นก็ค่อยมาดูว่าส่วนที่ทับซ้อนมากน้อยเพียงใดแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความกังวลเกี่ยวกับข้อสังเกตของนักวิชาการในประเด็นการยกเลิก MOU 44 ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไปยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า  ก่อนที่เราจะตัดสินใจยกเลิก เราคุยกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ แต่ในขณะเดียวกันตนก็รับฟังนักวิชาการทุกฝ่าย และตัดสินใจบนเหตุผลที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOU 44 เรามีมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีกระแสภายในประเทศด้วย ฉะนั้นในเมื่อไม่คืบหน้าเราก็ยกเลิกแล้วไปพุดคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ

ส่วนจากท่าทีของผู้นำกัมพูชาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่อยากจะให้ไทยกลับมาใช้กลไกทวิภาคี และกดดันให้ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC มองอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ากัมพูชาต้องการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่เขายังไปพูดเรื่องที่ไม่ดีต่อประเทศไทยในเวทีต่างๆ ตนจึงอยากจะให้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ หลีกเลี่ยงการกล่าวอะไรที่กระทบกระทั่ง และ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีกดดันทั้งที่เรายังไม่พร้อม โดยนำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ในเวทีระหว่างประเทศว่าไทยไม่ให้ความร่วมมือ ฉะนั้นถ้ากัมพูชาอยากจะเจรจาจริง และทำอย่างที่พูด ตนว่าเราก็อยากจะเดินหน้า

สำหรับฝ่ายจีนได้มีการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จีนพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองประเทศได้เจอกัน แต่จีนไม่ต้องการที่จะแทรกแซง ซึ่งตนคิดว่าไทย-กัมพูชาสามารถพูดคุยกันได้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจะพูดคุยอย่างไร ดังนั้นหากสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตนเชื่อว่าความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น

ส่วนจากสถานการณ์ตอนนี้ที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติด้านพลังงาน หากมีการยกเลิก MOU 44 จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการนำทรัพยากรในทะเลมาใช้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีหลายแหล่งทรัพยากรที่สนใจจะไปร่วมลงทุนและผลิต เช่น ในเมียนมา เป็นต้น แต่ถ้าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เราก็ยังมีแหล่งพลังงานอื่นๆที่สามารถเข้าถึงได้ทั้งในกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC แอฟริกา คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน และโอมาน แต่แน่นอนว่าเราก็ต้องดูราคาตลาดในขณะนั้นด้วย

ขณะที่ แผนระยะยาวหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความยืดเยื้อ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อผลกระทบก็จะไม่ใช่แค่พลังงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงค่าครองชีพ การผลิตอาหาร และการเกษตรด้วย จึงหวังว่าจะไม่ยืดเยื้อ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องมีแผนทุกอย่าง เพราะการทูตจะต้องทำทุกอย่างที่สามารถตอบโจทย์และสนองผลประโยชน์ของประเทศ ที่ผ่านมาเราจึงพยายามทุกวิธีทางที่จะคุยกับอิหร่านทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เรือของเราสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หวังว่าทุกคนคงจะเห็นว่าสงครามมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีใครแพ้-ชนะ และต้องก้าวออกจากสงครามให้ได้

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงเรื่อง MOU 43 ว่า อยากให้การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวาง และอยากจะฟังเสียงของทุกฝ่าย แต่ไม่อยากให้มีการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ และมองกันด้วยข้อเท็จจริงว่า MOU 43 มีความคืบหน้า และมีการปักปันเขตแดนไปพอสมควรแล้ว แต่พอมีการปะทะกันการทำงาน JBC ก็ต้องหยุดชะงัก และเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา

ส่วนข้อกังวลเรื่องอัตราส่วนแผนที่ 1:200,000 นั้น ก็ต้องมาดูเนื้อหาที่เขียนในสนธิสัญญาสยามฝรั่งเศส แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะนำแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 ขึ้นมาเจรจาได้ ไม่ใช่ว่าพอมี MOU 43 แล้วไทยจะเสียเปรียบ เพราะตรงไหนที่เจรจาแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย เราก็ยังไม่ต้องไปตกลงแล้วไปจุดอื่น หลังจากนั้นก็มามองในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ ตนจึงอยากให้ทุกคนมาคุยกันด้วยเหตุและผล เนื่องจากยังมีอีกหลายวิธีการที่จะเดินไปข้างหน้า

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

สีหศักดิ์ เผยคุย หวัง อี้ หวังดันสัมพันธ์ การค้าการลงทุนก้าวหน้า ชี้จีนสอดรับไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

“สีหศักดิ์” เผย คุย “หวัง อี้” หวังดันความสัมพันธ์-การค้าการลงทุนให้ก้าวหน้า ชี้ จีนเป็นตลาดสำคัญและมีบทบาทในภูมิภาค สอดคล้องความต้องการไทย มุ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เดินหน้าแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 11.40 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังของไทย ภายหลังได้พบหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ว่า มีหลายส่วน ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและการค้าการลงทุน เนื่องจากจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ถือเป็นอันดับ 2 และในอีกไม่ช้าก็อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แต่ที่สำคัญคือการลงทุนของจีนเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการ เช่น การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์อีวี รวมถึงพลังงานสะอาด

ขณะที่ อีกส่วนหนึ่งคือจีนเป็นหุ้นส่วนสำคัญในระดับภูมิภาคและมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคง จึงได้มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ เพราะในแถบตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องในเรื่องของประชาธิปไตยและการปรองดอง ทำให้เรื่องนี้มีเป้าหมายที่ตรงกับไทย แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายในเมียนมาก็ต้องหาทางปรองดองกันให้ได้ ดังนั้นการที่ตนและนายหวัง อี้ เดินทางไป คืออยากจะให้เขาเข้าสู่กระบวนการสันติภาพและกระบวนการปรองดองหลังเลือกตั้ง เพราะไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันกับรัฐบาลเมียนมา ขณะเดียวกันปัญหาชายแดนก็รอไม่ได้จึงต้องทำควบคู่กันไปด้วย เช่น ปัญหาการค้าชายแดนที่ด่านถูกปิดอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ภายใน ออนไลน์สแกม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ เป็นต้น ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับทั้งรัฐบาลเมียนมาและคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ด้วย

ส่วนกรอบความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สามฝ่าย ระหว่าง ไทย-เมียนมา- ลาว นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยากให้กรอบความร่วมมือนี้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่ใช่แค่ในระดับทวิภาคี แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทของเราในภูมิภาคด้วย ตนจึงเรียนนายหวัง อี้ ไปว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยอาจจะไม่ค่อยนิ่ง แต่คิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะมีเสถียรภาพที่จะสามารถดำเนินนโยบายเชิงรุก โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศที่หายไปจากจอเรดาร์มานาน ให้กลับมาและมีผลประโยชน์อีกครั้ง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm  001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา กรรมการหลักสูตร TopForm 001 ชี้ต้องสะท้อนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ว่าด้วยหลักสูตร TopForm 001

หลายวันที่ผ่านมา ชื่อของหลักสูตร TopForm และสถาบันพระปกเกล้าถูกกล่าวถึงทั้งในสื่อและโลกออนไลน์ มีทั้งความคาดหวัง ความสมหวังและผิดหวังมีทั้งความรู้สึกจากผู้สมัคร กรรมการ และการตั้งคำถามจากสังคมผมขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ ที่ยาวเกิน 8 บรรทัด แน่นอน หากเปิดใจค่อยอ่านก็ได้ครับ จะได้ไม่เสียเวลา

1.ประเด็นแรก — หลักสูตรนี้คืออะไร ?

TopForm 001 เป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดจากการตั้งคำถามกับรูปแบบเดิมของการพัฒนาผู้นำ ที่ผ่านมา เรามักนำ “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” มาอบรมแต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีอำนาจ มีภาระ และมีสถานะ ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย และประสิทธิภาพของการเรียนรู้ก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ผมจึงตัดสินใจปิดบางหลักสูตรลดจำนวนผู้เข้าอบรมในหลายหลักสูตรและปรับแนวคิดจาก “พัฒนาผู้นำ” มาเป็น “สร้างผู้นำ”แทนที่จะให้เฉพาะคนมีตำแหน่งมาเรียนเราจะเปลี่ยนมาสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” ที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบการเมืองหลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คนที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำหรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจังมาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่การสื่อสารในที่สาธารณะกฎหมายเลือกตั้งข้อบังคับการประชุมสภาการยื่นบัญชีทรัพย์สินไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้”แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม”เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคมมีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงหากใน 63 คนนี้มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่งและช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริงผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่าครับ

2.ประเด็นที่สอง — กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ

เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือกสะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง”ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเองและทราบผลทันทีในห้องเพราะในโลกจริงประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ”

คำตอบคือ

การได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่“ความสามารถในการสื่อสาร”“การเข้าถึง” และ “ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ”ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกเพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำราแต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง

ในขณะเดียวกันองค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน“ความหลากหลายของสังคมไทย”จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้วเราไม่ได้ต้องการ “กรรมการที่ถูกใจทุกฝ่าย”แต่ต้องการ “กรรมการที่สะท้อนทุกฝ่าย”เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การเห็นตรงกันทั้งหมดแต่คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างแน่นอนว่า ทุกความพยายามย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความคาดหวัง ความกังวลและความท้าทายของระบบการเมืองไทยและบางทีนั่นคือเหตุผลที่หลักสูตรนี้ “จำเป็น”แม้หลักสูตรยังไม่เริ่มแต่การถกเถียงที่เกิดขึ้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ของสังคมแล้วผมหวังว่า63 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายจะไม่ใช่เพียง “ผู้ผ่านการคัดเลือก”แต่จะเป็น “ผู้เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย”และพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบTopForm 001อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดแต่คือ “จุดเริ่มต้นของคำตอบ”

ขอบคุณครับ
อิสระ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

อ่านข่าวที่เก่ยวข้อง : สมมงตัวแม่ ม้า อรนภา นั่งแท่นกรรมการคัดเลือกนักศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

3 รมต. เพื่อไทย ลงพื้นที่อุดรฯ รุกนโยบายแก้จน-อัปเกรดทักษะแรงงานยุคใหม่

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

‘ยศชนัน-จุลพันธ์-วัชระพล’ ลุยอุดรฯ หวังยกระดับทักษะแรงงานสู่มาตรฐานสากล ชูหลักสูตร ‘เชฟอาหารไทย’ สร้างรายได้สูง เน้นปรับใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมพัฒนาทักษะ วางเป้าใตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันที่ 25 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายวัชระพล ขาวขํา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเกษตร ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามนโยบายสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะแรงงาน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง พร้อมเปิดตัวโครงปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ (เกษตรกร) ไทย โดยหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านเกษตรกรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของชาวอุดรธานีในช่วงเข้า 

ในช่วงเที่ยง ศ.ดร.ยศชนัน นายจุลพันธ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงาน โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาแรงงานยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่การเรียนตามหลักสูตร แต่ต้องเป็นการเติมทักษะที่ตลาดต้องการจริง เช่น หลักสูตรเชฟอาหารไทย ต้องมุ่งเน้นมาตรฐานรสชาติและสุขอนามัยระดับสากล เพื่อผลักดันแรงงานไทยสู่ตลาดรายได้สูงทั้งในและต่างประเทศ หรือต่อยอดเป็นเจ้าของกิจการเอง

ด้าน รมว.แรงงาน ได้เน้นว่า ควรมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้าไปปรับใช้ในหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อให้แรงงานไทยไม่เพียงแค่ทำงานได้  แต่ต้องทำเป็นและเก่งกว่า สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของทีมคณะรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทั้งในด้านทักษะอาชีพ และต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและภาคอีสานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

พรรคประชาชน ส่ง อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ลงชิงนายกเมืองพัทยา แทน เอิง นิศามาศ หลังถอนตัว

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.14 น.

วันที่ 25 เมษายน 2569 จากกรณี น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ เอิง ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการ ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัว ที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา)

ล่าสุด   เพจพรรคประชาชน ชลบุรี ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “คำขอบคุณจากใจถึงคุณเอิง และก้าวต่อไปของพรรคประชาชนเพื่อพัทยา ของทุกคน” สืบเนื่องจาก น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ได้ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพของคนในครอบครัว ในนามของพรรค และทีมงานทุกคน เราขอแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของคุณเอิง และขอใช้พื้นที่นี้ขอบคุณคุณเอิง จากใจของพวกเรา 

เพื่อให้การทำงานและนโยบายต่าง ๆ ถูกสานต่ออย่างเข้มแข็งเต็มกำลังและต่อเนื่อง พรรคประชาชนมีมติส่ง นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร เข้ามารับไม้ต่อในฐานะว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน นายอิทธิวัฒน์อยู่ในทีมพัทยาประชาชนมาตั้งแต่ต้น มีความพร้อม มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ พร้อมส่งมอบนโยบายพัทยาเพื่อทุกคน และที่สำคัญคือมี หัวใจที่พร้อมจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อชาวพัทยาอย่างสุดความสามารถ

ทุกเสียงสะท้อน ทุกคำแนะนำ และทุกการสนับสนุนของพ่อแม่พี่น้องชาวพัทยา คือเข็มทิศนำทางของเราเสมอ มาร่วมจับมือและเดินหน้าสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” ไปด้วยกัน

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

ปักหมุด 3 เส้นทางไฮไลท์ ตามรอย ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ สัมผัส 20 จุดศิลปะทั่วภูเก็ต ก่อนปิดฉาก 30 เม.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลังเปิดเมืองต้อนรับนักเดินทางและผู้รักศิลปะจากทั่วโลกมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025” กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2569 ทิ้งท้ายช่วงเวลาสำคัญที่จังหวัดภูเก็ตได้แปรเปลี่ยนจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัย การตั้งคำถาม และการเรียนรู้ร่วมกันภายใต้แนวคิด “นิรันดร์ [กัลป์]” (Eternal [Kalpa])

ตลอดเทศกาลที่ผ่านมา Thailand Biennale, Phuket 2025 ไม่ได้เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสผลงานจากศิลปินร่วมสมัยชั้นนำทั้งจากไทยและนานาชาติอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทั้งเกาะภูเก็ตให้กลายเป็นประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ที่หลอมรวมศิลปะ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของเมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านการจัดแสดงใน 20 จุดสำคัญทั่วเกาะภูเก็ต ตั้งแต่ย่านเมืองเก่า สะพานหิน เมืองกะทู้ ไปจนถึงแหลมพรหมเทพ

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มาสัมผัสงาน หรือกำลังมองหาทริปส่งท้ายเดือนเมษายน Thailand Biennale, Phuket 2025 คืออีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการพักผ่อน เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการมา “ชมงานศิลปะ” แต่คือการได้มองภูเก็ตในอีกมิติหนึ่ง ผ่านผลงานที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ เวลา และการอยู่ร่วมกันในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง

เพื่อชวนผู้ชมสำรวจ Thailand Biennale, Phuket 2025 ในมิติที่ลึกกว่าเดิม เทศกาลครั้งนี้ยังเปิดประสบการณ์การเดินทางผ่านเส้นทางศิลปะที่ค่อยๆพาผู้ชมไล่เรียงความหมายของ “นิรันดร์ [กัลป์]” ผ่านภูมิทัศน์และบริบทที่แตกต่างกันของเกาะภูเก็ต ตั้งแต่ย่านเมืองเก่า พื้นที่ชุมชน ธรรมชาติ ไปจนถึงอาคารและร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความขึ้นใหม่ผ่านศิลปะร่วมสมัย

เส้นทางที่ 1: Heritage & City Vibes  – เมืองเก่าเล่าใหม่ ผ่านศิลปะร่วมสมัย เริ่มต้นจากย่านเมืองเก่าภูเก็ตและพื้นที่กลางเมือง พื้นที่ซึ่งศิลปะร่วมสมัยค่อยๆ แทรกซึมอยู่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมเก่า ถนนสายมรดก และจังหวะชีวิตของชุมชนท้องถิ่น เปิดให้ผู้ชมได้สัมผัสงานแบบ site-specific ที่ไม่ได้แยกตัวออกจากเมือง แต่หลอมรวมอยู่กับพื้นที่อย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านจุดจัดแสดงสำคัญอย่าง หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต, โรงหนังเพิร์ล, เพิร์ลโบว์ล, ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ, บ้านเทอร์เทิลภูเก็ต, หยี่เต้งคอมเพล็กซ์, ดีซี ภูเก็ตทาวน์ และ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ชวนให้ประวัติศาสตร์ของย่านเมืองเก่าถูกมองใหม่ผ่านสายตาร่วมสมัย

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ เมลาติ ซูร์โยดาร์โม, โอ๊ต มณเฑียร และ ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ ณ โรงหนังเพิร์ล, ทาลอย ฮาวินี และ อู๋ เจิง ณ ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ, ปรัชญา พิณทอง ณ หยี่เต้งคอมเพล็กซ์, ริวเอะ นิชิซาวะ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยภูเก็ต และ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ณ ดีซี ภูเก็ตทาวน์

เส้นทางที่ 2: Beyond the City, where Art Meets Nature  – ศิลปะนอกเมือง ท่ามกลางธรรมชาติและวิถีชุมชน จากตัวเมือง เส้นทางของเทศกาลขยายออกไปสู่พื้นที่ชุมชนและภูมิทัศน์ธรรมชาติของเกาะภูเก็ต ชวนให้ผู้ชมได้พบกับงานศิลปะที่หยั่งรากจากภูมิทัศน์ วัฒนธรรมท้องถิ่น ระบบนิเวศ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ผ่านพื้นที่อย่าง โรงแรมเมลโล พิลโล, บ้านหลังแรกของหลวงอำนาจนรารักษ์, ศาลเจ้ากะทู้, สวนสาธารณะลานกีฬากะทู้ (โรงเหล้าเก่า), เหมืองเจ้าฟ้า และแหลมพรหมเทพ ซึ่งแต่ละจุดล้วนเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างมนุษย์ ศิลปะ ธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ แอนดรูว์ โธมัส หวง ณ ศาลเจ้ากะทู้, ลุอานา วิทรา ณ สวนสาธารณะลานกีฬากะทู้ (โรงเหล้าเก่า), ทุย เทียน เหงียน ณ โรงแรมเมลโล พิลโล, และ โนแลน ออสวอลด์ เดนนิส ณ แหลมพรหมเทพ

เส้นทางที่ 3: Heritage Reimagined – เมื่อมรดกถูกตีความในความหมายใหม่ อีกหนึ่งมิติสำคัญของ Thailand Biennale, Phuket 2025 คือการชวนสำรวจร่องรอยของอดีต ทั้งอาคารเก่า พื้นที่ริมทะเล และภูมิทัศน์ที่เคยมีความหมายในประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนจะถูกตีความใหม่ผ่านสายตาของศิลปินร่วมสมัย กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความทรงจำของอดีตเข้ากับจินตนาการและความหมายใหม่ในปัจจุบัน ผ่านจุดจัดแสดงอย่าง สวนสาธารณะสะพานหิน, อุโมงค์ป่าโกงกางสะพานหิน, อาคารยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง, อาคารพูนผลพลาซ่า, อาคารเบจ และจุดชมวิวเขารัง ชวนให้ผู้ชมย้อนมองอดีตไปพร้อมกับตั้งคำถามถึงความต่อเนื่องของกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงที่ยังดำเนินอยู่

ไฮไลต์ของเส้นทางนี้ยังรวมถึงผลงานของ ริวอิจิ ซากาโมโตะ และ ชิโระ ทาคะทานิ ณ อาคารยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง, ปิตุพงษ์ เชาวกุล และ เมแกน โคป ณ สวนสาธารณะสะพานหิน, เอจิ ซูมิ ณ อุโมงค์ป่าโกงกางสะพานหิน, ไฉ้ หมิงเลี่ยง และ เจิ้ง มาเลอร์ ณ อาคารพูนผลพลาซ่า และ อิบราฮิม มาฮามะ ณ จุดชมวิวเขารัง ซึ่งล้วนร่วมขยายความหมายของมรดก พื้นที่ และกาลเวลาในมุมมองร่วมสมัย

ความพิเศษของผลงานจำนวนมากใน Thailand Biennale, Phuket 2025 คือการเป็นงานที่ออกแบบขึ้นจากบริบทของสถานที่จริง และมีความหมายอย่างลึกซึ้งเมื่อได้สัมผัส ณ พื้นที่นั้น ในช่วงเวลานั้น เมื่อเทศกาลสิ้นสุดลง ประสบการณ์บางอย่างอาจไม่อาจถ่ายทอดได้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชิ้นงานกับภูมิทัศน์ บรรยากาศของเมือง หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้เดินอยู่ท่ามกลางศิลปะร่วมสมัยทั่วทั้งเกาะภูเก็ต

สนใจเข้าร่วมชมงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025” ทั้ง 20 จุดทั่วเกาะภูเก็ต (อาทิ ย่านเมืองเก่า, สะพานหิน, เมืองกะทู้, แหลมพรหมเทพ ฯลฯ) ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 สามารถดูแผนที่จุดจัดงานของพื้นที่หลักงาน Thailand Biennale, Phuket 2025 ได้ที่ https://maps.app.goo.gl/3gnVv8iwoCFNLd7AA ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.thailandbiennale.org/ หรือทาง Facebook Thailand Biennale และ Instagram thailand_biennale

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

Science Update : หุ่นยนต์ปิงปองโค่นแชมป์

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วารสารวิชาการ Nature รายงานในสัปดาห์นี้ว่า หุ่นยนต์ปิงปอง Ace ที่พัฒนาโดย Sony AI สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะหุ่นยนต์ตัวแรกที่สามารถเอาชนะนักกีฬาปิงปองมนุษย์ระดับ “Elite” ได้สำเร็จในการแข่งขันจริง โดยใช้กติกามาตรฐานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (ITTF) โดย Ace สามารถเอาชนะนักกีฬาที่มีทักษะสูง ฝึกซ้อมเฉลี่ย 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้ถึง 3 ใน 5 แมตช์

แม้ในช่วงทดสอบในเมษายน 2025 Ace จะแพ้ให้กับมืออาชีพอย่าง มินามิ อันโดะ และ คะเคะรุ โซเนะ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Ace สามารถพัฒนาจนเอาชนะนักกีฬาระดับโปรได้แล้วในช่วงเดือนธันวาคม 2025 และมีนาคม 2026 รวมถึงผู้เล่นระดับโลกอย่าง มิยู คิฮาระ นอกจากนี้ Ace สามารถทำ “Clean Aces” ได้ถึง 16 ครั้งในการเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่มนุษย์ทำได้เพียง 8 ครั้งในเกมเดียวกัน

นักกีฬาที่เคยแข่งกับ Ace ต่างให้ความเห็นว่า ความยากของการสู้กับหุ่นยนต์ตัวนี้คือการคาดเดาไม่ได้ เพราะ Ace ไม่มีอารมณ์และไม่แสดงท่าทางตอบสนองใดๆ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถอ่านใจหรือหาจุดที่หุ่นยนต์ไม่ชอบได้ อย่างไรก็ตาม นักกีฬาบางส่วนพบว่า Ace ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการรับลูกเสิร์ฟแบบง่ายๆ ซึ่งมักจะส่งลูกคืนกลับมาแบบง่ายๆ ทำให้มนุษย์หาจังหวะบุกกลับได้

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

Health News : อังกฤษห้ามคนเกิดหลังปี 2008 ซื้อบุหรี่

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภาขุนนางอังกฤษผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นมาตรการด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษเพื่อสร้างคนรุ่นที่ปลอดบุหรี่ โดยคนที่เกิดหลังจากปี 2008 จะถูกห้ามไม่ให้ซื้อบุหรี่อย่างเด็ดขาด

เนื้อหาสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือห้ามขายบุหรี่ให้แก่ทุกคนที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นไป อายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันคือ 18 ปี จะเพิ่มขึ้น 1 ปีในทุก ๆ ปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 นั่นหมายความว่าในปีหน้า อายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่จะขยับจาก 18 ปี เป็น 19 ปี ในปีถัดไปจะขยับเป็น 20 ปี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ส่งผลให้เด็กที่ปัจจุบันอายุไม่เกิน 17 ปี จะไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้อย่างถูกกฎหมายไปตลอดชีวิต ร้านค้าที่ฝ่าฝืนขายให้เด็กจะถูกปรับทันที 200 ปอนด์ และหากทำผิดซ้ำอาจถูกสั่งห้ามขายสินค้าเหล่านี้นานถึง 1 ปี

นอกจากการสั่งห้ามขายบุหรี่ตามเกณฑ์ปีเกิดแล้ว กฎหมายฉบับนี้ยังมอบอำนาจให้รัฐมนตรีในการควบคุมผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในเรื่องรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และการจัดแสดงสินค้า เพื่อไม่ให้ดึงดูดใจเด็กและเยาวชน การขยายพื้นที่ห้ามสูบและห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะบางแห่ง เช่น สนามเด็กเล่น หน้าโรงเรียน และหน้าโรงพยาบาล และห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรถยนต์ที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ด้วย

ในอังกฤษเพียงแห่งเดียว การสูบบุหรี่ทำให้คนต้องเข้าโรงพยาบาลถึงปีละกว่า  400,000 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ประมาณปีละ 64,000 – 80,000 คน สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ระบบสาธารณสุขสูงถึงปีละ 3,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 130,000 ล้านบาท)

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

ตะลอนเที่ยว : บ้านซอยสวนพลู ไม้กลางกรุงฯ ในทุ่งคอนกรีต

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ ในยุคนี้ นับวันจะกลายสภาพเป็นป่าคอนกรีตที่มีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ เมื่อเมืองเติบโตขึ้น สภาพดั่งเดิมของบ้านเรือนเมื่อครั้งอดีตก็ถูกลบเลือนไป จะเรียกว่าความเจริญเข้ามาแทนที่ความล่าสมัยได้หรือไม่ คำตอบนี้อยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย ฝ่ายที่ต้องการตึกสูงระฟ้า ก็คงตอบว่าจำเป็นต้องทำให้บ้านเมืองเติบโตให้สอดคล้องกับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการเก็บรักษาแหล่งประวัติศาสตร์ของเมืองเอาไว้ ก็คงตอบว่า ไม่ขัดขวางความเจริญของเมือง แต่ขออย่าทำลายล้างโบราณสถานที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นมาของเมือง

อันที่จริงกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออกมาก่อน เพราะอุดมไปด้วยคลองสายต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คน แล้วยังได้รับการยอมรับว่าเคยมีบ้านเรือนไม้ที่งดงามกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตพระนคร อาทิ บ้านทรงไทยซอยสวนพลู และบ้านไม้ที่ไม่ได้ปลูกแบบทรงไทยแต่เป็นบ้านไม้ที่งดงามมาก เช่น บ้านขนมปังขิง เสาชิงช้า และบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักอายุกว่า 100 ปี รวมถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพฯ เป็นต้น

บ้านไม้เป็นอาคารได้รับการยอมรับว่างดงามมาก เพราะกลมกลืนไปกับธรรมชาติของสวนป่าและหมู่ต้นไม้ที่ปลูกรายล้อมรอบบ้าน แต่ก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าบ้านไม้เป็นสิ่งที่ยากกับการรักษาดูแลและซ่อมบำรุง เพราะต้องอาศัยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ต้องใช้ช่างไม้ฝีมือชั้นเยี่ยม และต้องใช้วัสดุในการบำรุงรักษาที่มีคุณภาพดี บวกกับต้องใช้เงินทองจำนวนมากเพื่อซ่อมบำรุงให้คงอยู่ในสภาพดีตลอดเวลา

วันนี้จะชวนคุณไปบ้านซอยสวนพลู ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญของไทยผู้มีหลายบทบาทจนไม่สามารถจะบรรยายให้ครบจบสิ้นภายในเวลาอันจำกัด เพราะเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักการแสดง ผู้เล่นโขนละคร และอีกสารพัดบทบาทสำคัญ 

บ้านไม้ทรงไทยอายุกว่า 100 ปี หลังนี้อยู่ในซอยพระพินิจ เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อครั้งโบราณกาลนั้น ย่านนี้เป็นสวนพลู ดังนั้น จึงถูกเรียกขานว่าสวนพลูสืบต่อมาจนบัดนี้ 

บ้านแห่งนี้เป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ประกอบเป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง เป็นแบบเรือนเครื่องสับของภาคกลาง เริ่มสร้างเรือนตั้งแต่ปี 2490 โดยนำเรือนไทยเดิมมาจากหลายที่ ทั้งจากย่านเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช บุตรของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ เคยเล่าให้ Mr. Flower ฟังว่า เรือนใหญ่หลังกลางนี้เฮี้ยนหนักหนา เพราะมีทั้งบานประตูและเสาไม้ตกน้ำมัน เข้าใจว่าวิญญาณเดิมของเจ้าของบ้านที่เป็นสตรีหวงเป็นยิ่งนัก จึงยังผูกพันกับบ้านหลังนี้มากเหลือเกิน วันดีคืนดีก็จะตกน้ำมันจนเยิ้มนอง แล้วก็จะเห็นว่ามีสตรีนางหนึ่งอยู่ในบริเวณนั้น 

ตามประวัติระบุว่าบ้านนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์บุญรับ พินิจชนคดี (พี่สาวหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์) ภรรยาพลตำรวจตรี พระพินิจชนคดี แล้วต่อมาได้ตกเป็นของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

ส่วนบริเวณหน้าบ้านมีศาลาทรงไทย สร้างแบบศาลาวัดคือไม่มีข้างฝา แต่เปิดโล่ง ใช้สำหรับประกอบพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย และดนตรีไทย และใช้เล่นโขนละครประจำบ้านซอยสวนพลู บริเวณริมศาลาด้านขวา (หันหน้าออกจากบริเวณตั้งโต๊ะหมู่ของศาลา) เป็นศาลเจ้าจีนประจำบ้าน ด้านหน้าของศาลาเป็นสวนไม้พุ่ม และมีบ่อน้ำขนาดเล็กประดับสวน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์อาศัยอยู่ในบ้านซอยสวนพลูจนวันที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2538 โดยในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น บ้านหลังนี้มีความคึกคักมาก เพราะเป็นที่รวมตัวของนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมถึงนิสิตนักศึกษาที่เข้าพบหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เป็นประจำ เมื่อเจ้าของบ้านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว บ้านหลังนี้เคยถูกเปิดให้ชาวไทยและคนต่างชาติเข้าเยี่ยมชมได้ แต่เมื่อถึงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด บ้านหลังนี้ก็ถูกปิดลง แต่บัดนี้บ้านซอยสวนพลูเตรียมพร้อมจะเปิดรับผู้สนใจเข้าศึกษาเรื่องราวของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์เข้าเยี่ยมชมอีกครั้ง (คาดว่าจะเปิดให้เข้าชมในเร็ว ๆ นี้)

ปัจจุบัน กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนบ้านซอยสวนพลูเป็นโบราณสถานประเภทบ้านบุคคลสำคัญ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อยู่ในการดูแลของหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์

สำหรับผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว โปรดรอฟังว่า Mr. Flower จะจัดทริปพิเศษพาคุณไปเยี่ยมชมบ้านซอยสวนพลูในวันเวลาใด ซึ่งคาดว่าจะจัดในเร็ววันนี้ ผู้สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091 7233615 รับจำนวนจำกัด 30 คนเท่านั้น

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

สกู๊ปพิเศษ : ความลับ ‘หมาล่า’ รสเผ็ดชาที่เป็นเอกลักษณ์ กับเสน่ห์วัฒนธรรมการกินจากแดนมังกร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หากพูดถึงเทรนด์อาหารที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “หมาล่า” ได้กลายเป็นรสชาติโปรด ของใครหลายคนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหม้อไฟ หรือปิ้งย่างริมทาง กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์และความรู้สึก “ชาลิ้น” ได้กลายเป็นกระแสยอดนิยมไปทั่วประเทศไทย แต่เบื้องหลังรสชาติที่ชวนให้เสพติดนี้ มีที่มาและเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์อาหารที่น่าสนใจซ่อนอยู่

รศ.ดร.ขนิษฐา ธนานุวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาไขข้อสงสัยตั้งแต่ต้นกำเนิดของรสชาติ ไปจนถึงสารเคมีในเครื่องเทศที่ทำให้เราหลงใหลในความ “เผ็ดชา” นี้ โดยเริ่มจาก ทำความรู้จักกับ “หมาล่า” รสชาติเผ็ดชา เอกลักษณ์จากเสฉวน

คำว่า “หมาล่า” เป็นการผสมผสานของคำสองคำในภาษาจีน คือ “หมา” หมายถึง อาการชา และ “ล่า” หมายถึง รสเผ็ด เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึงรสชาติ ที่ทั้งเผ็ดและชาในคำเดียว

จุดต้นกำเนิดของหมาล่านี้มาจาก มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวจัดและชื้นในฤดูหนาว การรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรสนิยม แต่เป็นภูมิปัญญาใน การกระตุ้นการเผาผลาญ และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

“เมนูอาหารคาวของเสฉวนมักมีความเผ็ดร้อนหรือเผ็ดชาตามหลักการที่ว่า ‘เผ็ดแต่ไม่ถึงตาย เผ็ดแต่ปากไม่แห้ง’ ซึ่งหมายถึงความเผ็ดในระดับที่ร่างกายทนทานได้ ไม่ทำให้แสบร้อนหรือทรมานจนเกินไปหลังรับประทาน” รศ.ดร.ขนิษฐา เล่าถึงวัฒนธรรมการกินที่แฝงอยู่ในรสชาติ

หมาล่า เป็นเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์มาจากอาหารจีนเสฉวน โดย รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุว่าส่วนประกอบหลักที่มีนัยสำคัญประกอบไปด้วย ดังนี้ 1.พริก (เป็นพืชสกุล Capsicum) ที่ให้ความเผ็ดร้อน , 2.พริกเสฉวน (เป็นพืชสกุล Zanthoxylum) ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและให้ความรู้สึกชาบนลิ้น , 3.เครื่องเทศสมุนไพร อาทิ โป๊ยกั๊ก ยี่หร่า และขิง ซึ่งช่วยเสริมกลิ่นรสโดยรวมให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยองค์ประกอบที่หลากหลายนี้เอง ทำให้หมาล่าถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูได้สารพัดรูปแบบ ตั้งแต่ปิ้งย่าง ผัด ไปจนถึงหม้อไฟที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ความรู้สึกชามาจาก “แซนชูล” ซึ่งเป็นสารในกลุ่มอัลคิลเอไมด์ สารกลุ่มแซนชูลชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ไฮดรอกซิล – อัลฟ่า – แซนชูล ซึ่งพบในพริกเสฉวน สารกลุ่มแซนชูลนี้จะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด แสบร้อนและระคายเคืองในช่องปาก ทำให้รู้สึกเผ็ดชา แตกต่างจากความเผ็ดร้อนของแคปไซซินในพริกขี้หนูไทย” รศ.ดร.ขนิษฐา ระบุ

ซึ่งความโดดเด่นนี้ทำให้หมาล่าเข้าถึงคนได้กว้างขึ้น แม้แต่ผู้ที่ทานเผ็ดจัดไม่ได้ ก็ยังสามารถสนุกไปกับความเผ็ดชาที่มีมิติของกลิ่นหอมสมุนไพรจีนได้ จึงกลายเป็นเมนูยอดฮิตในหลายๆประเทศ นอกจากประเทศจีนและประเทศไทยอีกด้วย

เหรียญสองด้านของหมาล่า กินอย่างไรให้ได้รสชาติและไม่เสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่ง รศ.ดร.ขนิษฐา ให้มุมมองที่สมจริงในฐานะนักเทคโนโลยีทางอาหารว่า “โดยภาพรวม การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของหมาล่า จะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและความอร่อย รวมถึงจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ แต่ปริมาณสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ในอาหารนั้นอาจยังไม่สูงพอที่จะส่งผลชัดเจนในเชิงรูปธรรม”

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ควรตระหนักคือ “ความเสี่ยงแฝง” จากกรรมวิธีการปรุง เนื่องจากเมนูหมาล่ามักมีปริมาณโซเดียมสูงจากการเติมเกลือเพื่อเสริมความเข้มข้นของรสชาติ และมีไขมันสูงจากน้ำมันที่เติมเพื่อสกัดสารให้กลิ่นรส การบริโภคโซเดียมในปริมาณที่เกินความจำเป็น (มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน) เป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต ส่วนการบริโภคอาหารไขมันสูงเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือดสูงได้

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคลำไส้อักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหมาล่าในปริมาณมาก เนื่องจากอาจทำให้เกิดความระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องและเสียดท้องได้

และเพื่อให้การรับประทานหมาล่าเป็นไปอย่างเหมาะสมต่อสุขภาพ รศ.ดร.ขนิษฐา ทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการทานหมาล่าให้เหมาะสมต่อสุขภาพไว้ 2 ข้อสำคัญดังนี้ 1.ไม่ควรรับประทานเป็นประจำทุกวัน ควรหมุนเวียนไปทานเมนูอื่นบ้าง เพื่อลดการสะสมของโซเดียมและไขมันในร่างกาย , 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำซุปหมาล่าโดยตรง หากทานหม้อไฟ ควรใช้น้ำซุปหมาล่าเพียงแค่ลวกเนื้อสัตว์และผักเท่านั้น เพราะน้ำซุปหมาล่ามีเครื่องเทศที่เข้มข้น รวมถึงมีเกลือและน้ำมันในปริมาณที่สูงมาก หากบริโภคโดยตรงอาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารได้

ดังนั้น การรับประทานหมาล่าให้เหมาะสม ควรเน้น “ความพอดี” และเลือกบริโภคอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ยังคงได้ทั้งความอร่อยและไม่กระทบต่อสุขภาพในระยะยาว