จะเป็นอย่างไรถ้าลองให้ทิปร้านอาหารจีนในสหรัฐ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671685

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 18:30 น.จะเป็นอย่างไรถ้าลองให้ทิปร้านอาหารจีนในสหรัฐ?เมื่อคนจีนไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นในสหรัฐ แล้วร้านอาหารจีนในสหรัฐจะไม่อยากได้ทิปจริงหรือ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าวัฒนธรรมการให้ทิปของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกันออกไป หลายประเทศไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี สิงคโปร์ รวมถึงไทย หรืออย่างอาร์เจนตินา การให้ทิปถือว่าผิดกฎหมาย ตามกฎหมายแรงงานปี 2004 ในทางกลับกันอีกหลายประเทศการไม่ให้ทิปต่างหากที่เป็นเรื่องผิด

ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา ทิปถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับงานบริการ รายได้ส่วนใหญ่ของพนักงานหลายๆ คนก็มาจากทิป สำหรับร้านอาหารในสหรัฐนั้นมีธรรมเนียมการให้ทิป 15% ถึง 20% ของราคาอาหาร

ในขณะที่จีนซึ่งไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป ในบางครั้งถือเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรทำ บางคนมองว่าเป็นการดูถูก ติดสินบน หรืออาจสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้รับได้ ยกเว้นบางอาชีพ เช่น ไกด์และพนักงานขับรถ ส่วนร้านอาหารในจีนนั้นลูกค้าก็ไม่นิยมให้ทิปเช่นกัน เว้นแต่จะเป็นร้านอาหารที่ให้บริการลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก

จะเป็นอย่างไรถ้าร้านอาหารจีนไปอยู่ในสหรัฐ?

กลุ่มยูทูบเบอร์จากช่อง CantoMando ทดลองให้ทิปแก่ร้านอาหารจีนในสหรัฐทั้งหมด 6 ร้าน ได้แก่ New Sky Restaurant, New Ho King Restaurant, Taste of China Seafood Restaurant, Canton Chilli, Harmony Restaurant และ Chinese Traditional Buns เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อได้รับทิป

ยูทูบเบอร์อ้างคำพูดของบรรดาชาวเน็ตในสหรัฐซึ่งมักกล่าวว่าพวกเขามักจะให้ทิปร้านอาหารจีนน้อยกว่าร้านอาหารตะวันตกด้วยเหตุผลบางอย่าง บางคนก็บอกว่าสำหรับร้านอาหารจีนแล้วไม่ต้องให้ทิปเยอะหรอกเพราะมันไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกดี

พนักงานร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งเปิดเผยว่าโดยปกติแล้วลูกค้ามักให้ทิปประมาณ 10% หรือบางคนก็ไม่ได้ให้เลย แต่เธอไม่ได้ซีเรียสอะไร ขณะที่ยูทูบเบอร์กลุ่มนี้มองว่ามันไม่แฟร์เลย ขณะที่ร้านอาหารตะวันตกได้ทิป 20% เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่พนักงานร้านอาหารจีนก็ทำงานหนักเหมือนกัน

พนักงานบางร้านถึงกับงงเมื่อยูทูบเบอร์ให้ทิปถึง 60 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 2,000 บาท จากราคาอาหาร 11.30 เหรียญสหรัฐ (ราว 380 บาท) จนเธอต้องเอาเงินไปคืน

ต่อมา ยูทูบเบอร์เดินทางไปยังร้านอาหารจีนอีกร้านและลองให้ทิป 80 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 2,700 บาท จากราคาอาหาร 14.69 เหรียญสหรัฐ หรือราว 500 บาท แน่นอนว่าพนักงานนำเงินมาคืนอีกแล้ว โดยบอกว่าเขารับไว้ไม่ได้จริงๆ ทั้งสองฝ่ายยื้อกันอยู่นานกว่าพนักงานจะยอมรับทิปนั้นไป

ยูทูบเบอร์ยังคงเดินหน้าไปต่อที่ร้านอาหารจีนอีกร้านหนึ่ง คราวนี้พวกเขาให้ทิปถึง 100 เหรียญสหรัฐ (กว่า 3,350 บาท) แต่เจ้าของร้านบอกว่าพวกเขาไม่ควรทำแบบนี้เลย ในความเป็นจริงแล้วทิปแค่ 10 เหรียญสหรัฐ (335 บาท) ก็พอ ก็อาจจะจริงที่ว่าการให้ทิปในร้านอาหารจีนไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกดีแต่เป็นการสร้างความลำบากใจ

ยูทูบเบอร์กลุ่มนี้ปิดท้ายด้วยการให้ทิป 500 เหรียญสหรัฐ (กว่า 16,000 บาท) กับร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เจ้าของร้านงงมากว่านี่มันคืออะไร พวกเขากำลังเล่นอะไรกัน เขาไม่เชื่อว่าเป็นทิป มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทิปมากขนาดนี้ และยังบอกอีกว่าในเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว และมันเป็นหน้าที่ของทางร้านที่จะต้องบริการดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้ทิปอีก

ยูทูบเบอร์ทิ้งท้ายว่าหวังว่าคลิปนี้จะช่วยเปลี่ยนความคิดของใครหลายๆ คนที่เลือกให้ทิปร้านอาหารจีนน้อยกว่าร้านอาหารตะวันตก เพราะพวกเขาทำงานหนักเหมือนกันก็สมควรได้ทิปเหมือนกัน

ผู้ใช้ชื่อ Trevor E. แสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอดังกล่าวว่าเขาเป็นคนผิวขาว แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าหลายคนไม่ค่อยให้ทิปร้านอาหารจีน เพราะพนักงานร้านอาหารจีนเท่าที่เขาเคยพบทำงานหนักมากและบริการดีด้วย

Melissa lml กล่าวว่าน้ำตาจะไหลเลยเมื่อได้เห็นคลิปนี้ ความคิดที่ว่าบางคนไม่สมควรได้รับทิปนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย ทุกคนทำงานหนักเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ผู้ใช้ชื่อ Jennifer กล่าวว่าเธอรู้สึกเสียใจที่ร้านอาหารจีนในสหรัฐได้ทิปน้อยกว่ามาตรฐานที่ 15% มันแย่มากและไม่ยุติธรรมเลย

BoLin Bao กล่าวว่าในที่สุดก็มีคนออกมาพูดเรื่องนี้ คนจีนไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิปดังนั้นเขาจะไม่ขอทิปจากคุณ แต่เขายังคงให้การบริการที่ดีที่สุดแก่คุณ สำหรับในประเทศจีนทิปอาจไม่จำเป็นเพราะพนักงานได้เงินจากนายจ้างของพวกเขา แต่ในสหรัฐทิปคือรายได้หลักของพวกเขา ได้โปรดอย่าลืมให้ทิปอย่างยุติธรรม

Meverynoob กล่าวว่าในเอเชียไม่มีวัฒนธรรมในทิปเพราะพนักงานได้รับค่าจ้าง ในฐานะลูกค้าเราก็คาดหวังว่าจะจ่ายเงินเท่าราคาอาหารใบเสร็จ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีวัฒนธรรมจ่ายค่าจ้างพนักงานต่ำเกินไป และไปโยนภาระนั้นให้ลูกค้าต้องจ่ายทิป

Photo by Jade GAO / AFP

ซานซีคืนชีพภาพวาดฝาผนัง ‘ชู 2 นิ้ว’ จากหลุมศพยุคราชวงศ์ถัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671768

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 17:03 น.ซานซีคืนชีพภาพวาดฝาผนัง ‘ชู 2 นิ้ว’ จากหลุมศพยุคราชวงศ์ถังพิพิธภัณฑ์จีนบูรณะจิตรกรรมฝาผนังหายากของหลุมศพอายุนับพันปีเตรียมเปิดให้เข้าชม

พิพิธภัณฑ์จิตรกรรมฝาผนังราชวงศ์ฉีเหนือแห่งนครไท่หยวน เมืองเอกของมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยการบูรณะหลุมศพโบราณที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังหายากจากยุคราชวงศ์ถัง (ปี 618-907)

หลุมศพดังกล่าวถูกขุดพบที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในไท่หยวน เมื่อปี 2009 ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อการคุ้มครองและบูรณะซ่อมแซม

คำจารึกหลุมศพระบุชื่อเจ้าของหลุมศพว่า “กัวเซี่ยง” เป็นนายทหารระดับกลางในยุคราชวงศ์ถัง โดยหลังคา ผนัง เตียงโลงศพ ทางเดิน และประตูหลุมศพ ล้วนตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม

พิพิธภัณฑ์ฯ ได้บูรณะจุดบกพร่องในภาพจิตรกรรมฝาผนัง อาทิ รอยปริ โพรง และตำหนิ และจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมหลุมศพแห่งนี้ในอนาคต โดยสิ่งที่น่าสนใจคือตัวละครต่างๆ ในภาพจิตรกรรมฝาผนังล้วนชูนิ้วชี้และนิ้วกลางคล้ายตัววี (V)

เฝิงกัง นักวิจัยจากสถาบันคุ้มครองวัตถุทางวัฒนธรรมไท่หยวน ระบุว่าจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงามของหลุมศพบ่งชี้สถานะอันสูงส่งของเจ้าของ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์

แอฟริกาใต้เผย Omicron ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเดลตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671775

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 15:42 น.แอฟริกาใต้เผย Omicron ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเดลตางานวิจัยพบการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้ชี้ว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ช่วยเสริมแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อ (neutralizing immunity) ต่อสายพันธุ์เดลตาได้

การวิจัยซึ่งเผยแพร่ในเว็บไวต์ MedRxiv แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed) พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว มีแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ดังกล่าวทำในผู้ที่ฉีดและยังไม่ฉีดวัคซีน 33 คนซึ่งติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนในแอฟริกาใต้

นอกจากจะพบว่าแอนติบอดีที่สามารถลบล้างฤทธิ์ของเชื้อต่อสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น 14 เท่าหลังเข้าร่วมการวิจัย 14 วันแล้ว ยังพบด้วยว่าแอนติบอดีดังกล่าวต่อสายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้น 4.4 เท่า

“การเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีต่อสายพันธุ์เดลตาในผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนอาจลดโอกาสที่ผู้คนเหล่านั้นจะติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาซ้ำ” นักวิทยาศาสตร์เผย 

อเล็กซ์ ซิกัล ศาสตราจารย์จากสถาบันวิจัยสุขภาพแอฟริกาในแอฟริกาใต้ทวีตว่า “หากโอมิครอนไม่รุนแรงจริงอย่างที่พบในแอฟริกาใต้มันจะช่วยผลักดันเดลตาออกไป”

ทั้งนี้ งานวิจัยของแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้พบว่า ผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรืออาการรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา แต่นักวิจัยย้ำว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน

Photo by Noel Celis / AFP

Omicron ระบาดหนัก! ยุโรปเร่งยกระดับคุมเข้มโควิดหลังปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671756

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 14:00 น.Omicron ระบาดหนัก! ยุโรปเร่งยกระดับคุมเข้มโควิดหลังปีใหม่หลายประเทศในยุโรปพบผู้ติดเชื้อเพิ่มหลังเทศกาลคริสต์มาส เร่งยกระดับการคุมเข้มสกัดโอมิครอน

เยอรมนี

ห้ามรวมตัวเกิน 10 คน, ปิดไนต์คลับในช่วงปีใหม่, อีเว้นต์ใหญ่ๆ อาทิ การแข่งขันกีฬาจัดได้แต่ต้องไม่มีผู้เข้าชม, ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีน หรือหายป่วยจาก Covid-19 ก่อนใช้บริการในร้านค้าที่ไม่จำเป็น และใครก็ตามที่เดินทางจากอังกฤษเข้าเยอรมนีต้องมีผลตรวจ PCR เป็นลบไม่เกิน 48 ชั่วโมงและต้องกักตัว 14 วันไม่ว่าจะฉีดวัคซีนหรือไม่

เดนมาร์กชาวต่างชาติทุกคนและผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในเดนมาร์กที่เดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.เป็นต้นไปต้องมีผลตรวจเป็นลบแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม, ร้านค้าและร้านอาหารต้องจำกีดจำนวนลูกค้าและร้านอาหารต้องปิดภายใน 23.00 น. มาตรการเหฃ่านี้จะมีผลจนถึงวันที่ 17 ม.ค.เป็นอย่างน้อย

ก่อนหน้านี้รัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน ห้ามจัดคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมยืนดูเกิน 50 คน

อิตาลี

รัฐบาลอิตาลีสั่งเพิ่มความเข้มของมาตรการโดยห้ามคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนใช้สถานที่สาธารณะ รวมทั้งนำมาตรการสวมหน้ากากอนามัยภายนอกอาคารกลับมาใช้อีกครั้ง รวมทั้งห้ามฉลองเทศกาลปีใหม่นอกอาคาร ส่วนไนต์คลับจะปิดจนถึงวันที่ 31 ม.ค.

ก่อนหน้านี้อิตาลีกำหนดให้พลเมืองยุโรปที่ยังไม่ฉีดวัคซีนกักตัว 5 วันเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ส่วนคนที่มาจากประเทศใน EU ที่ฉีดวัคซีนแล้วต้องมีผลตรวจเป็นลบภายใน 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. รัฐบาลยังออกมาตรการใหม่สำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนที่เรียกว่า “ซูเปอร์เฮลท์พาส” โดยอนุญาตให้เฉพาะคนที่มีประวัติการฉีดวัคซีน หรือหายป่วยจาก Covid-19 เท่านั้นนั่งรับประทานอาหารในร้าน หรือเข้าโรงภาพยนตร์ หรือเข้าชมการแข่งขันกีฬา

รวมทั้งขยายการบังคับฉีดวัคซีนไปยังบุคลากรในโรงเรียน ผู้บังคับใช้กฎหมาย ทหาร และบุคคลที่ต้องทำงานด้านสุขภาพ

ฝรั่งเศส

วานนี้ (27 ธ.ค.) รัฐบาลออกมาตรการใหม่ซึ่งจะบังคับใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. เพื่อสกัดการแพร่ระบาดระลอกที่ 5 คือ ให้ทำงานจากที่บ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน หรือ 4 วันหากเป็นไปได้, การรวมตัวกันต้องไม่เกิน 2,000 คนสำหรับงานที่จัดในตัวอาคาร และ 5,000 คนสำหรับงานกลางแจ้ง, ผู้ชมคอนเสิร์ตต้องนั่งชมเท่านั้น

บาร์และร้านอาหารเสิร์ฟเฉพาะลูกค้าที่นั่งเท่านั้น ห้ามยืน, ห้ามบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในโรงภาพยนตร์ ขนส่งสาธารณะ รวมทั้งการเดินทางระยะไกล,สวมหน้ากากอนามัยในรถสาธารณะ แต่ไม่มีการเคอร์ฟิวในช่วงปีใหม่และโรงเรียนจะเปิดตามแผนเดิมในเดือน ม.ค.

ชาวฝรั่งเศสอาจต้องใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมกับผลตรวจที่เป็นลบเมื่อจะเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ม.ค.หากสภาอนุมัติ

สเปน

หลังจากช่วงวันหยุดคริสต์มาส ยอดติดเชื้อต่อประชากร 100,000 คนของสเปนพุ่งเกิน 1,000 คนเป็นครั้งแรก ทำให้ต้องกลับมาสมวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่กลางแจ้งอีกครั้ง

ส่วนแคว้นคาตาโลเนียสั่งเคอร์ฟิวตั้งแต่ 01.00-06.00 น. ห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน รวมทั้งปิดไนต์คลับและลดจำนวนเก้าอี้ในร้านอาหารลง 50% ส่วนยิมและโรงภาพยนตร์ใช้บริการได้ 70% ของความจุ โดยเบื้องต้นจะมีผลถึงวันที่ 7 ม.ค.

กรีซ

ทางการสั่งยกเลิกการจัดงานคริสต์มาสและปีใหม่สาธารณะทั้งหมด สวมหน้ากากอนามัยทั้งในตัวอาคารและในสถานที่สาธารณะ ส่วนนักท่องเที่ยวต้องตรวจหาเชื้อในวันที่ 2 และ 4 หลังจากเดินทางเข้าประเทศ มาตรการเหล่านี้บังคับใช้ถึงวันที่ 3 ม.ค.

ส่วนที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 3-16 ม.ค. ได้แก่ บังคับสวมหน้ากากอนามัยที่มีการปกป้องสูง หรือสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ต รถขนส่งสาธารณะ, สถานบันเทิงต้องปิดในเวลาเที่ยงคืน, ลดจำนวนคนเข้าสนามกีฬาลงเหลือ 10% ของความจุ, การทำงานจากที่บ้าน หรือสลับเวลาทำงานขยายมาใช้กับภาคราชการด้วย

รวมทั้งการบังคับประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนภายในวันที่ 16 ม.ค. หากฝ่าฝืนมีโทศปรับ 100 ยูโรในทุกๆ เดือนจนกว่าจะฉีดวัคซีน

อังกฤษ

รัฐบาลประกาศว่าจะไม่มีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมก่อนปีใหม่ เพื่อรอหลักฐานเพิ่มเติมว่าสาธารณะสุขจะรับมือกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นไหวหรือไม่ แต่ขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการฉลองปีใหม่ในที่สาธารณะ ส่วนกรุงลอนดอนยกเลิกกิจกรรมฉลองปีใหม่

นอกจากนี้ ทางการอังกฤษยังลดระยะเวลากักตัวสำหรับผู้ติดเชื้อจาก 10 วันเหลือ 7 วัน หากผลตรวจออกมาเป็นลบในวันที่ 6 และ 7 เพื่อลดผลกระทบจาก Covid-19 ต่อการดำเนินชีวิต

ขณะที่สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ต่างเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทางและการทำกิจกรรม รวมทั้งการเข้าผับและคาเฟ่ และจำกัดจำนวนการรวมตัว

ที่มา: euronews

Photo by Tolga Akmen / AFP

เยอรมนีวุ่น! ตำรวจฉีดสเปรย์พริกไทยปราบม็อบต้านล็อกดาวน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671745

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 11:45 น.เยอรมนีวุ่น! ตำรวจฉีดสเปรย์พริกไทยปราบม็อบต้านล็อกดาวน์การประท้วงต้านล็อกดาวน์ในเยอรมนีบานปลายจนตำรวจต้องฉีดสเปรย์พริกไทยสลายแต่พลาดถูกเด็ก 4 ขวบด้วย

DailyMail รายงานว่า เมื่อช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ประชาชนในเมืองชไวน์ฟอร์ตในรัฐบาวาเรียของเยอรมนีรวมตัวกันประท้วงมาตรการล็อกดาวน์ที่กำลังจะกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ที่กำลังเล่นงานยุโรปอย่างหนัก

การประท้วงลุกลามบานปลายกลายเป็นการปะทะกัน โดยหลังจากผู้ชุมนุมพยายามชกต่อย แตะ และถ่มน้ำลายใส่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจใช้กระบองและสเปรย์พริกไทยควบคุมเหตุการณ์ ทว่าสเปรย์พริกไทยพลาดไปถูกเด็กวัย 4 ขวบคนหนึ่งในรถเข็นเด็กที่แม่พามาร่วมประท้วงด้วย

ตำรวจยืนยันว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ 2 นายช่วยกันปฐมพยาบาลด้วยการล้างตาราว 2-3 นาทีเด็กคนดังกล่าวก็อาการดีขึ้น

เหตุการณ์นี้มีผู้ถูกจับกุม 8 ราย และจะดำเนินคดีกับผู้ประท้วงอีก 44 รายรวมทั้งแม่ของเด็กที่ถูกสเปรย์พริกไทยด้วย

ทั้งนี้ ชาวเมืองชไวน์ฟอร์ตลุกขึ้นประท้วงต่อต้านมาตรการสกัด Covid-19 ของทางการบ่อยครั้ง โดยเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ผู้ประท้วงรวมตัวกันราว 2,000 คน และวันที่ 9 ธ.ค. ผู้ประท้วงรวมตัวกันราว 1,200 คนโดยไม่ได้ขออนุญาต

ความโกรธเคืองของชาวเมืองจุดชนวนจากการประกาศมาตรการคุมเข้มรอบล่าสุดที่จะบังคับใช้ในวันที่ 28 ธ.ค. ซึ่งประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้วจะรวมตัวกันได้ไม่เกิน 10 คนเท่านั้น รวมทั้งปิดบริการสถานที่ใหญ่ๆ รวมทั้งสนามฟุตบอลและสถานบันเทิง ส่วนคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนห้ามเข้าสถานที่ที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีการประท้วงในเมืองอื่นๆ ด้วย เช่น เดรสเดิน

REUTERS/Matthias Rietschel

เมียนมาจำคุก 3 ปี +ใช้แรงงานนักแสดงดัง Paing Takhon

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671739

วันที่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 10:25 น.เมียนมาจำคุก 3 ปี +ใช้แรงงานนักแสดงดัง Paing Takhonนักแสดงเมียนมาชื่อดัง ไป่ทาคน ถูกจำคุก 3 ปีในค่ายแรงงานฐานประท้วงต่อต้านรัฐประหาร

สำนักข่าว BBC เมียนมารายงานว่า นักแสดงหนุ่มชื่อดังของเมียนมา ไป่ทาคน (Paing Takhon) ถูกศาลในกรุงย่างกุ้งตัดสินจำคุก 3 ปีในค่ายแรงงาน โทษฐานที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการทำรัฐประหาร

ขิ่นเมืองมยินต์ ทนายความของไป่ทาคนเผยว่า กระบวนการทางศาลที่นำมาสู่การตัดสินลงโทษเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน

เดิมทีศาลนัดไต่สวนพยาน แต่พยานคนดังกล่าวไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลโดยอ้างว่าไม่สบาย ทว่าแทนที่จะกำหนดวันไต่สวนพยานใหม่ ศาลกลับนำภาพการประท้วงมาให่ไป่ทาคนดูแล้วถามว่าการเข้าร่วมประท้วงนั้นเหมาะสมหรือไม่ เมื่อไป่ทาคนตอบว่าเหมาะสมแล้ว ศาลกลับถือว่าเป็นการสารภาพผิดและสั่งจำคุกนักแสดงและนายแบบคนดัง

ทนายความซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้แถลงการณ์ในศาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเผยอีกว่า หลายขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมตามปกติถูกข้ามไป อาทิ การตรวจสอบหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย และการแถลงการณ์ในศาลของทนายความ

ขิ่นเมืองมยินต์ เผยกับ AFP ว่า “ครอบครัวรู้สึกเสียใจมากกับคำตัดสินและกำลังพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่”

ทั้งนี้ ไป่ทาคนุถูกทหารเมียนมาบุกจับกุมที่บ้านของมารดาในกรุงย่างกุ้งเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

Photo by AFP

เตือนยาเม็ดต้านโควิดอาจเสี่ยงถ้าใช้ร่วมกับยาบางตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671691

วันที่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.เตือนยาเม็ดต้านโควิดอาจเสี่ยงถ้าใช้ร่วมกับยาบางตัวแพทย์ศึกษาความเสี่ยงหากใช้ยา Paxlovid และ Molnupiravir ร่วมกับยาตัวอื่น

NBC News รายงานว่าหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอนุมัติให้ใช้ยา Paxlovid และ Molnupiravir ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ของ Pfizer และ Merck กับผู้ป่วยโควิด-19 ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

แต่ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ายาดังกล่าวอาจไม่ปลอดภัยสำหรับทุกคน หลังจากที่แพทย์ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากรับประทานร่วมกับยาตัวอื่นบางชนิด รวมถึงยาในกลุ่มสแตติน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต้านเศร้า (antidepressants) บางตัว

นอกจากนี้ FDA ยังไม่แนะนำให้ใช้ยา Paxlovid สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตและโรคตับอย่างรุนแรง

ปีเตอร์ แอนเดอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านเภสัชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโดกล่าวกับ NBC News ว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และต้องหลีกเลี่ยงการจับคู่ยาบางอย่างโดยสิ้นเชิง ดังนั้นต้องระมัดระวังให้มาก

ที่มา: nbcnewswionewsthehill

ภาพ: Handout / Pfizer / AFP

หนุ่มถือธนูบุกวังวินด์เซอร์หวังสังหารควีนอลิซาเบธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671683

วันที่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 17:22 น.หนุ่มถือธนูบุกวังวินด์เซอร์หวังสังหารควีนอลิซาเบธเปิดคลิปหนุ่มถือธนูบุกวังวินด์เซอร์เผยต้องการสังหารควีนอลิซาเบธเพื่อล้างแค้นเหตุสังหารหมู่

คลิปวิดีโอเหตุการณ์สุดช็อกในวันคริสต์มาสซึ่ง The Sun สื่อของอังกฤษได้มาเผยให้เห็นชายสวมชุดดำและปิดบังใบหน้าและถือธนู ซึ่งคาดว่าเป็นคนเดียวกับผู้ต้องสงสัยวัย 19 ปีที่ถูกจับกุมหลังพยายามปืนรั้วของพระราชวังวินด์เซอร์เมื่อวันคริสต์มาส

ชายคนดังกล่าวใช้เสียงที่ผ่านการดัดแปลงแล้วข่มขู่ว่าจะปลงพระชนม์สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเพื่อล้างแค้นเหตุสังหารหมู่จัลเลียนวลาบักในเมืองอัมริตสาร์ที่อินเดียเมื่อปี 1919 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุสังหารหมู่ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ โดยผู้ประท้วงถูกกองทัพอังกฤษในอินเดียสังหารไปราว 379-1,526 คน

ชายในคลิปพูดว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษสำหรับสิ่งที่ผมทำลงไปและกำลังจะทำ ผมจะสังหารอลิซาเบธ ราชินีของสมาชิกราชวงศ์ นี่เป็นการแก้แค้นให้คนที่เสียชีวิตในเหตุสังหารหมู่จัลเลียนวลาบักปี 1919 และล้างแค้นให้คนที่ถูกฆ่า ถูกทำให้อับอาย ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเชื้อชาติ ผมเป็นคนซิกข์อินเดีย ผมคือซิธ ชื่อเดิมของผมคือ จัสวันต์ ซิงห์ ชาอิล ตอนนี้ชื่อ ดาร์ธ โจนส์”

เบื้องต้นคาดว่าการแต่งกายของชายคนนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Star War ส่วนซิธอาจหมายถึงตัวร้ายคู่ปรับของเจได และดาร์ธ โจนส์ อาจหมายถึง เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ที่พากย์เสียง ดาร์ธ เวเดอร์ และยังมีภาพของ ดาร์ธ มัลกัส ตัวละครใน Star War เป็นแบ็กกราวด์อยู่ในคลิปด้วย

ชายคนนี้ยังพูดอีกว่า “ผมขอโทษทุกคนที่ผมเคยทำผิดด้วยและเคยโกหก ถ้าคุณได้เห็นคลิปนี้ผมคงใกล้ตายแล้ว กรุณาแชร์คลิปนี้กับใครก็ได้ และถ้าเป็นไปได้เอาไปให้นักข่าวด้วยถ้าพวกเขาสนใจ”

จัสวันต์ ซิงห์ ชาอิล โพสต์คลิปดังกล่าวลงใน Snapchat ตอน 08.06 น.ของวันที่ 25 ธ.ค.ตามเวลาท้องถิ่น 24 นาทีก่อนที่จะมีการจับกุมชายหนุ่มวัย 19 ปีที่พระราชวังวินด์เซอร์ที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธประทับอยู่เมื่อเวลา 08.30 น. หลังเจ้าหน้าที่เห็นเขากำลังเดินอยู่ในสวนหลังจากปืนข้ามกำแพงชั้นนอกเข้าไปจากภาพกล้องวงจรปิด

หลังถูกจับกุมผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลจิตเวช

Photo by Victoria Jones / POOL / AFP

สุดเจ๋ง! ฝังชิปใต้ผิวหนังแทนใบรับรองวัคซีนพาสปอร์ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671673

วันที่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 16:17 น.สุดเจ๋ง! ฝังชิปใต้ผิวหนังแทนใบรับรองวัคซีนพาสปอร์ตสตาร์ทอัพสวีเดนผุดไอเดียฝังไมโครชิปใต้ผิวหนังใช้แทนใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด

การฝังไมโครชิปไว้ใต้ผิวหนังอาจเป็นไอเดียที่ค่อนข้างใหม่สำหรับหลายๆ คน แต่ที่สวีเดนเทรนด์นี้เริ่มนิยมมาตั้งแต่ปี 2018 สำนักข่าว NPR รายงานว่าชาวสวีเดนหลายพันคนพากันฝังไมโครชิปจิ๋วขนาดเท่าเมล็ดข้าวเพื่อใช้แทนคีย์การ์ดเข้าบ้าน เข้ายิม หรือเข้าสำนักงาน หรือใช้จ่ายค่าใช้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งสะดวกสบายและคล่องตัว เพียงแค่นำแขนไปยื่นที่อุปกรณ์อ่านไมโครชิปเท่านั้น

แต่หลังจากต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาที่ทางการสวีเดนออกกฎใหม่ให้ผู้เข้าร่วมงานอีเว้นต์ที่มีคนรวมตัวกันเกิน 100 คนแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีน หรือวัคซีนพาสปอร์ต จำนวนคนที่พากันไปฝังไมโครชิปก็เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6,000 คน

เมื่อเร็วๆ นี้สตาร์ทอัพ Epicenter Stockholm ของบริษัทเทคโนโลยี Dsruptive Subdermals เปิดตัวไมโครชิปสำหรับข้อมูลการฉีดวัคซีน หรือวัคซีนพาสปอร์ต และข้อมูลสำคัญอื่นๆ โดยมีขนาดเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร x 16 มิลลิเมตร หรือประมาณเมล็ดข้าว

เมื่อสแกนไมโครชิปกับอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายระยะใกล้ (NFC) อย่างสมาร์ทโฟน ข้อมูลการฉีดวัคซีน หรือผลการตรวจหาเชื้อจะปรากฏขึ้นมาในรูปแบบไฟล์ PDF ซึ่งสะดวกสบายไม่ต้องพกใบรับรองการฉีดวัคซีนให้ยุ่งยาก

ฮานเนส โฮบลาด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิสรัปชันของ Epicenter เผยว่า “นั่นหมายความว่ามันสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาสำหรับผมหรือคนอื่นที่ต้องการทราบข้อมูลของผม เช่น ถ้าผมไปโรงภาพยนตร์หรือห้างสรรพสินค้า พวกเขาก็สามารถตรวจเช็คข้อมูลของผมได้ถ้าผมไม่มีสมาร์ทโฟน”

นอกจากนี้ หากมีข้อมูลใหม่ที่ต้องการอัพเดทลงในไมโครชิปก็ไม่จำเป็นต้องนำออกจากผิวหนัง เพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่นที่อยู่ในสมาร์ทโฟนเพิ่มเติมข้อมูลใหม่เข้าไปเท่านั้น

ไมโครชิปตัวนี้สนนราคา 100 ยูโร หรือ 3,797 บาท

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาตร์บางคนกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล แต่สำหรับโฮบลาด์ไมโครชิปนี้มีความปลอดภัย

“ถ้าคุณเข้าใจการทำงานของไมโครชิป…มันไม่มีแบตเตอรี มันไม่สามารถปล่อยสัญญาณด้วยตัวมันเอง มันจึงอยู่อย่างสงบใต้ผิวหนัง และไม่สามารถระบุที่ตำแหน่งผู้ใช้งาน มันจะทำงานก็ต่อเมื่อนำไปแตะกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน” โฮบลาด์กล่าว

อันที่จริงที่ Epicenter ใช้ไมโครชิปมาหลายปีแล้ว DailyMail รายงานว่า พนักงานกว่า 100 คนของบริษัทสมัครใช้ฝังไมโครชิปไว้ใต้ผิวหนังสำหรับใช้เปิดประตู ควบคุมเครื่องปรินต์ และซื้อเครื่องดื่มมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว

Photo by Viken KANTARCI / AFP

‘Santa Floki’ เหรียญคริปโตที่พุ่งเกือบ 800% เพราะ Elon Musk

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/671672

วันที่ 27 ธ.ค. 2564 เวลา 15:18 น.'Santa Floki' เหรียญคริปโตที่พุ่งเกือบ 800% เพราะ Elon MuskElon Musk ปั่นป่วนตลาดคริปโตอีกแล้ว คราวนี้ถึงคิวของ ‘Santa Floki’

บุคคลที่มีอิทธิพลต่อราคาเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีมาโดยตลอดอย่าง Elon Musk ซีอีโอ Tesla สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งหลังจากที่เจ้าตัวทวีตภาพน้องหมาใส่ชุดซานตาคลอสพร้อมแคปชั่นว่า “Floki Santa” เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ซึ่งดันไปเหมือนกับเหรียญมีมเหรียญหนึ่งที่ชื่อว่า Santa Floki (HOHOHO) ส่งผลให้ราคาของเหรียญดังกล่าวพุ่งขึ้น 797.40% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยราคาซื้อขาย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 0.00006293 บาท และแตะระดับสูงสุดที่ 0.00008097 บาทอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้เหรียญดังกล่าวมีราคาที่พุ่งขึ้นราว 4,000% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by Frederic J. BROWN / AFP