เผยภาพลับซูเปอร์ปืนใหญ่ของสหรัฐเตรียมพัฒนาให้ยิงไกล100กม.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609215

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 13:46 น.

เผยภาพลับซูเปอร์ปืนใหญ่ของสหรัฐเตรียมพัฒนาให้ยิงไกล100กม.

ในเวลานี้มีการเปิดเผยภาพถ่ายที่รั่วไหลออกจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐ ทำให้เกิดความสนใจในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและนักวิเคราะห์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสได้เห็นปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ขนาด 155 มม. รุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพสหรัฐ พร้อมด้วยปืน XM907 58

ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่ง (ซึ่งจากการตรวจสอบอาจจะเป็นชาวจีน) ได้โพสต์รูปถ่ายใหม่ของปืนใหญ่อัตตาจรรุ่นต้นแบบรุ่นต่อไปของกองทัพบกสหรัฐซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ XM1299

ปืนใหญ่อัตราจรฮาวอิตเซอร์ขนาด 155 มม. ได้รับการพัฒนาภายใต้โครงการปืนใหญ่พิสัยไกล หรือ ERCA ได้รับทุนจากศูนย์วิจัย พัฒนา และวิศวกรรมอาวุธ ของสำนักงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ระบบปืนใหญ่ระยะไกลของกองทัพสหรัฐออกแบบมาเพื่อเพิ่มระยะและอัตราการยิงของปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ M109A7 ในปัจจุบันและในอนาคต เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ระบบปืนใหญ่ใหม่จะได้รับเทคโนโลยีระดับแนวหน้าสองแบบ คือกระสุนปืนใหญ่ที่ขับดันด้วยจรวดรุ่น XM1113 และปืนใหญ่อัตราจรฮาวอิตเซอร์ลำกล้อง 58 ระยะการยิงเพิ่มขึ้นจาก 38 กม.เป็น 70 กม. ขึ้นไป

แต่กองทัพหวังว่าด้วยกระสุนของ “ซูเปอร์ปืนใหญ่” ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจะสามารถยิงไปถึงเป้าหมายได้ที่ 100 กม.

 

ภาพจาก @lfx160219

ภาพจาก @lfx160219

ภาพจาก @lfx160219

ผ่านดีลฉิวเฉียด จีนระงับขึ้นภาษีสหรัฐแบบเส้นยาแดงผาแปด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609206

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 12:03 น.

ผ่านดีลฉิวเฉียด จีนระงับขึ้นภาษีสหรัฐแบบเส้นยาแดงผาแปด

ในวันเดียวกับที่จีนเตรียมใช้มาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐ คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรของรัฐบาลจีน เปิดเผยว่าจีนตัดสินใจที่จะระงับการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้าในสหรัฐอเมริกาบางรายการแล้ว หลังจากที่มหาอำนาจเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกทั้ง 2 ประเทศสามารถตกลงในประเด็นขัดแย้งทางการค้าได้สำเร็จในขั้นตอนแรก หรือที่เรียกว่า “phase one”

ก่อนหน้านี้จีนมีกำหนดที่จะใช้มาตรการทางภาษีตอบโต้สหรัฐโดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดและข้าวสาลีไปจนถึงรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในสหรัฐ

แต่เมื่อทั้ง 2 ประเทศตกลงกันได้ จีนก็จะเป็นฝ่ายเริ่มระงับแผนการตอบโต้ก่อนส่วนสหรัฐจะทำตามในวันเดียวกัน โดยตามข้อตกลงนี้ จีนจะลดภาษีศุลกากรของสหรัฐลงบางส่วน ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินค้าการเกษตรของสหรัฐและสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรของสหรัฐได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากสงครามการค้า หลังจากที่จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายได้ลดการซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐลง

แม้จะมีการระงับมาตรการดังกล่าวในวันที่ถึงเส้นตาย แต่ประเด็นขัดแย้งอื่นๆ ยังคงต้องสะสางกันต่อไป โดยคณะกรรมาธิการเปิดเผยแถลงการณ์นี้ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาล รวมถึงกระทรวงการคลังของจีน และย้ำว่ามาตรการทางภาษีศุลกากรอื่นๆ ของจีนที่ใช้ตอบโต้สินค้าของสหรัฐก่อนหน้านี้จะยังคงดำเนินต่อไป

“จีนหวังที่จะทำงานกับสหรัฐอเมริกาบนพื้นฐานของความเสมอภาคและความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ไขปัญหาหลักของกันและกันและส่งเสริมการพัฒนาที่มั่นคงต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน” แถลงการณ์ระบุ

ผู้เจรจาการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลจีนได้ตกลงว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า จีนจะนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มเติมจากสหรัฐอย่างน้อย 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากมูลค่าที่จีนซื้อสินค้าจากสหรัฐในปี 2560

ในเวลาเดียวกัน สหรัฐก็จะระงับภาษีนำเข้ามาตรการใหม่ที่มีกำหนดให้มีผลบังคับใช้กับจีนในที่ 15 ธันวาคมเช่นกัน ตามมาตรการนี้จะมีการเก็ยภาษีครอบคลุมผลิตภัณฑ์มูลค่า 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นสมาร์ทโฟนและของเล่น

เบลเยี่ยมปิดสถาบันขงจื่อ เชื่อจีนใช้เป็นฐานสปายสอดแนม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609185

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 17:28 น.

เบลเยี่ยมปิดสถาบันขงจื่อ เชื่อจีนใช้เป็นฐานสปายสอดแนม

มหาวิทยาลัยในเบลเยี่ยมเตรียมปิดสถาบันขงจื่อ หลังหน่วยราชการลับพบพิรุธผอ.สถาบันเอี่ยวสปายจีน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า มหาวิทยาลัย Vrije Universiteit Brussel (VUB) ในกรุงบรัสเซลล์ของเบลเยี่ยมไม่ต่อสัญญาการเปิดสถาบันขงจื่อ ซึ่งเป็นสถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลจีน หลังจากมีการพบพิรุธที่เชื่อได้ว่าสถาบันดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมสอดแนมด้านข่าวกรองของรัฐบาลปักกิ่ง

ในแถลงการของมหาวิทยาลัยระบุว่า “การดำเนินงานของสถานบันฯไม่สอดคล้องกับหลักการวิจัยเสรีของเรา อ้างอิงจากข้อมูลที่มหาวิทยาลัยได้รับ .. เหตุนี้มหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าการร่วมมือกับสถาบันนั้นไม่สอดคล้องกับนโยบายและวัตถุประสงค์ของอีกต่อไป”

ความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยเบลเยี่ยมมีขึ้นจากการที่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หน่วยราชการลับของเบลเยี่ยมกล่าวหาว่านายซ่ง ซินหนิง (Song Xinning) อดีตหัวหน้าสถาบันดังกล่าวที่ VUB ทำงานร่วมมือกับหน่วยสืบราชการลับของจีน

ด้านเว็ปไซต์ brusselstimes รายงานเช่นว่าสถาบันขงจื่อใน VUB ต้องปิดตัวลงในเดือนเดือนมิถุนายนปีหน้า หลังเปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2006

หนังสือพิมพ์ De Morgen ของเบลเยียมรายงานว่า VUB ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนจากหน่วยราชการลับเบลเยี่ยมเกี่ยวกับกิจกรรมของสถาบันดังกล่าว กระทั่งนายซ่ง ถูกเพิกถอนวีซ่าเชงเก้น พร้อมห้ามเดินทางเข้าประเทศยุโรปเป็นเวลา 8 ปี

สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ของ เซาท์มอร์นิ่งโพสต์จากการสัมภาษณ์อดีตผอ.สถาบันขงจื่อแห่งนี้ว่า เขาถูกทางการเบลเยี่ยมสั่งห้ามเข้าประเทศเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยวีซ่าของเขาไม่ได้รับการต่ออายุจากการที่ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมสนับสนุนข่าวกรองของจีน

นายซ่งอ้างว่า การถูกปฏิเสธวีซ่าของเขา เป็นผลมาจากการที่เขาปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐในบรัสเซลล์ในการให้ข้อมูลบางอย่าง รวมถึงเขายังปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเป็นสายลับจีนตามที่ถูกกล่าวอ้าง จึงเป็นผลให้ถูกกลุ่มประเทศเชงเก้นแบนห้ามเดินทางถึง 8 ปี

ทั้งนี้ สำหรับสถาบันขงจื่อ ถือเป็นสถานบันมุ่งเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายกว่า 480 แห่ง ทั่วโลก โดยเป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการจีน โดยช่วงสิบปีที่ผ่านมาสถาบันแห่งนึ้ได้รับการจับตาจากบรรดาชาติตะวันตกด้วยข้อกล่าวหาว่ามีความเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงด้านการจารกรรมของสายลับจีน

สถาบันขงจื่อหลายแห่งทั้งในสหรัฐและจีนถูกสั่งปิดในหลายมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันกับที่นักวิชาการและนักวิจัยจีนในสถาบันแห่งนี้ถูกสอบสวน บางส่วนถูกขับออกจากสหรัฐ หรือถูกดำเนินคดีจากข้อกล่าวหาพยายามขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

เช่นเดียวกับฝั่งยุโรปที่พบว่า สถาบันขงจื่อทั้งในมหาวิทยาลัยไลเดนของเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มของสวีเดน และมหาวิทยาลัยลียงในฝรั่งเศส

Photo : Belga News Agency

ที่มา : https://www.brusselstimes.com

https://www.scmp.com/

แฟลชม็อบที่ธนาธรบอก คืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609179

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 16:17 น.

แฟลชม็อบที่ธนาธรบอก คืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง

แฟลชม็อบเป็นคำที่คนไทยเราคุ้นหูเป็นอย่างดี แต่บางคนอาจจะยังไม่ทราบที่มาที่ไปของคำคำนี้

วันนี้คือวันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งพรรคอนาคตใหม่ เชิญชวนให้คนไทยออกมารวมตัวกันบริเวณสกายวอล์ก ปทุมวัน เวลา 17.00 น. และบอกว่าจะใช้เวลาในการรวมตัวกันสั้นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง คล้ายกับการจัด “แฟลชม็อบ” ที่น่าจะคุ้นหูคนไทยพอสมควร แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจที่มาที่ไปของคำคำนี้

คำว่า แฟลชม็อบ (flash mob หรือ flashmob) คือการที่คนกลุ่มหนึ่งออกมารวมตัวกันในที่สาธารณะอย่างฉับพลันเพื่อทำอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่แปลกๆ หรือดูเหมือนไม่มีจุดมุ่งหมายเป็นเวลาสั้นๆ แล้วสลายตัวอย่างรวดเร็ว การทำแฟชม็อบมีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิง เสียดสี หรือการแสดงออกทางศิลปะ โดยใช้วิธีนัดหมายกันผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออีเมล

โดยทั่วไปคำว่าแฟลชม็อบจะไม่นำไปใช้เรียกเหตุการณ์หรือการแสดงที่มีจุดประสงค์เกี่ยวกับการเมือง (เช่น การชุมนุมประท้วง) การโฆษณาในเชิงพาณิชย์ อีเว้นท์ที่จัดขึ้นโดยบริษัทประชาสัมพันธ์ ซึ่งหากเป็นการชุมนุมกันเพื่อจุดประสงค์เหล่านี้ จะใช้คำเรียกว่า “สมาร์ทม็อบ” (Smart Mob) แทน

บิลล์ วาสิค บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร Harper’s เป็นให้กำเนิดคำว่าแฟลชม็อบเมื่อปี 2003 โดยวาสิคเป็นผู้จัดแฟลชม็อบขึ้นที่ห้าง Macy’s ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านแมนฮัตตันของสหรัฐ โดยส่งอีเมลนัดแนะผู้คนราว 130 คนให้ไปรวมตัวกันที่แผนกขายพรมหรู และมีข้อตกลงกันว่าหากพนักงานเข้ามาถามก็ให้ตอบไปว่าพวกเขามาจากชุมชนแห่งหนึ่งในย่านชนบทของมหานครนิวยอร์ก จะมาซื้อพรมแห่งความรักไปไว้ในชุมชน และจะตัดสินใจซื้อก็ต่อเมื่อทุกคนเห็นชอบแล้วเท่านั้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางความงุนงงของพนักงานขาย

วาสิค เผยว่าเขาจัดแฟลชม็อบนี้ขึ้นมาเพราะต้องการเห็นปฏิกิริยาของผู้คนในสังคมโดยเฉพาะบรรดาฮิปสเตอร์ ต้องการให้ผู้คนออกมาทำอะไรสนุกๆ ร่วมกัน และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ในสังคม

ต่อมาการจัดแฟลชม็อบได้แพร่หลายออกไป จนพจนานุกรมภาษาอังกฤษชื่อดังได้บรรจุคำว่าแฟลชม็อบลงไป อาทิ ออกซ์ฟอร์ด (Concise Oxford English Dictionary) ที่ให้ความหมายไว้ว่า “เป็นการกระทำแปลกๆ หรือไม่มีจุดมุ่งหมาย” และเว็บสเตอร์ (Webster’s New Millennium Dictionary of English) ที่จำกัดความว่า “กลุ่มคนที่นัดหมายกันทางอินเทอร์เน็ตเพื่อออกมารวมตัวกันอย่างฉับพลันในที่สาธารณะ เพื่อทำสิ่งแปลกๆ จากนั้นแยกย้ายกันไป”

อย่างไรก็ดี ในการนำเสนอข่าวมักจะเหมารวมการรวมตัวทุกอย่าง รวมทั้งการชุมนุมทางการเมืองว่าเป็นแฟลชม็อบ

แม้การรวมตัวกันทำแฟลชม็อบจะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่ในบางประเทศมีการออกกฎควบคุม อาทิ เมืองบรันสวิกของเยอรมนี การทำแฟลชม็อบต้องได้รับอนุญาตให้ใช้สถานที่ก่อน ขณะที่ในอังกฤษมีแฟลชม็อบหลายกลุ่มที่ถูกทางการสั่งห้าม เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและสาธารณสุข ตำรวจรถไฟของอังกฤษได้ขอความร่วมมือผู้จัดแฟลชม็อบไม่ให้รวมตัวกันบริเวณสถานีรถไฟ เป็นต้น

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Flash_mob

การนัดรวมตัวแสดงพลังของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงน่าสนใจในแง่ที่ว่าแฟลชม็อบครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด

เกาหลีเหนือโวทดสอบอาวุธ “ครั้งสำคัญ” สำเร็จอีกครั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609174

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 15:50 น.

เกาหลีเหนือโวทดสอบอาวุธ "ครั้งสำคัญ" สำเร็จอีกครั้ง

สื่อเกาหลีเหนืออ้าง ประสบความสำเร็จทดสอบอาวุธ “ครั้งสำคัญ” ที่ฐานปล่อยดาวเทียม

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จครั้งสำคัญ ในทดสอบ”อาวุธ”ที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยคุกคามนิวเคลียร์จากต่างชาติ จากการทดสอบที่ฐานปล่อยดาวเทียมโซแฮ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

รายงานอ้างว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อเวลาราว 22:45 น. เวลาท้องถิ่น

รายงานดังกล่าวของสื่อเกาหลีเหนือยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด ขณะที่ยังไม่มีคำยืนยันจากกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ โดยระบุเพียงว่ากำลังร่วมมือกับหน่วยราชการลับของสหรัฐในการตรวจสอบและระบุประเภทของอาวุธที่เกาหลีเหนืออ้าง

ความเคลื่อนไหวนี้ มีขึ้นต่อจากวันที่ 8 ธ.ค.เกาหลีเหนือได้กล่าวว่าทำการทดสอบครั้งสำคัญที่ฐานยิงดาวเทียมโซแฮแห่งเดียวกันนี้เช่นกัน รวมถึงยังเป็นสัญญาณที่ว่าเกาหลีเหนืออาจหวนกลับมาเดินหน้านโยบายพัฒนาอาวุธอีกครั้ง

หลังการเจรจาของเกาหลีเหนือกับผู้แทนสหรัฐในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ไม่เป็นผลและยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ อนึ่งการทดสอบที่ฐานปล่อยจรวดโซแฮนี้ นับเป็นการฉีกคำสัญญาระหว่างนายคิมจองอึน กับประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ตกลงจะปิดโรงงานทดสอบอาวุธที่ฐานยิงจรวดโซแฮดังกล่าว

คาดสัปดาห์หน้าสภาผู้แทนฯสหรัฐ โหวตญัตติถอดถอนทรัมป์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609168

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 14:22 น.

คาดสัปดาห์หน้าสภาผู้แทนฯสหรัฐ โหวตญัตติถอดถอนทรัมป์

คณะกรรมาธิการยุติธรรมสภาคองเกรสลงมติรับรองบัญญัติถอดถอนทรัมป์แล้ว คาดสภาผู้แทนฯเตรียมโหวตสัปดาห์หน้า

คณะกรรมาธิการด้านยุติธรรมของสภาคองเกรสมีมติเสียงข้างมาก 23 ต่อ 17 เสียง จากการหารือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เห็นชอบให้บทบัญญัติการฟ้องร้องเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์สองตำแหน่งใน 2 ข้อหาแล้ว โดยในขั้นตอนต่อไปคือการส่งญัตติถอดถอนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ ให้พิจารณาและโหวตญัตติดังกล่าวได้ภายในสัปดาห์หน้า

สองข้อที่สภาผู้แทนสหรัฐเตรียมใช้เล่นงานประธานาธิบดีคือ การใช้อำนาจทางมิชอบ จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสหรัฐ และทำลายความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยในสหรัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ จากกรณีพยายามกดดันผู้นำยูเครนเพื่อเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งปีหน้า

ขณะที่ข้อฟ้องร้องในที่ญัตติที่สองเกี่ยวกับความพยายามในการใช้อำนาจเพื่อขัดขวางการทำงานและการสอบสวนของสภาคองเกรสสหรัฐ รวมถึงการพยายามไม่ให้ความร่วมมือและกีดกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว และอดีตผู้ใกล้ชิดขึ้นให้การต่อคณะกรรมาธิการคองเกรส อีกทั้งยังปิดกั้นสิทธิ์ของคณะกรรมาธิการในการเข้าถึงเอกสารสำคัญหลายรายการ

ด้านปธน.ทรัมป์กล่าวหลังคณะกรรมาธิการยุติธรรมเดินหน้าถอดถอนว่า “การถอดถอนเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องน่าอับอาย .. มันไม่ได้มีเรื่องอะไรผิด การใช้อำนาจฟ้องร้องถอดถอนเป็นเรื่องไร้สาระและน่าอับอายสำหรับประเทศนี้”

ทั้งนี้ คาดว่าหากสัปดาห์หน้าสภาผู้แทนฯสหรัฐโหวตเห็นชอบถอดถอนทรัมป์ ญัตติถอดถอนจะถูกส่งไปยังวุฒิสภาให้พิจารณาต่อในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าพรรครีพับลิกกันซึ่งครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาจะโหวตไม่เห็นชอบต่อญัตติถอดถอนดังกล่าว

CEO Huawei : “การแบนหัวเว่ยจะทำร้ายบริษัทอเมริกันเสียเอง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609156

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 12:36 น.

CEO Huawei : "การแบนหัวเว่ยจะทำร้ายบริษัทอเมริกันเสียเอง"

เหริน เจิ้งเฟย เปิดใจ การแบนหัวเว่ยจะส่งผลกระทบต่อบริษัทสหรัฐเอง โดยหัวเว่ยไม่ใช้ชิปจากสหรัฐในผลิตภัณฑ์แล้ว

วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เหริน เจิ้งเฟย ซีอีโอHuawei ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจี ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงผลกระทบจากนโยบายแบนหัวเว่ยของทางการสหรัฐ โดยซึอีโอวัย 75 ปี ระบุว่า หัวเว่ยจะอยู่รอดแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการแบนของสหรัฐ และว่าบริษัทสหรัฐเสียเองที่จะได้รับผลกระทบจากนี้ แม้ว่าหัวเว่ยอาจต้องใช้เวลาราว 2-3 ปี เพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากการแบนดังกล่าว

ย้อนไปช่วงเดือนพฤษภาคม คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้มีคำสั่งห้ามบริษัทไอทีสหรัฐทำการค้าหรือสนับสนุนด้านเทคโนโลยีแก่หัวเว่ย โดยอ้างว่า รัฐบาลจีนใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยเพื่อสอดแนมผู้ใช้ หรือมุ่งหวังทำลายความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าว หัวเว่ยปฏิเสธมาโดยตลอด

ซีอีโอหัวเว่ย เปิดใจว่า นับตั้งแต่นโยบายนี้ออกมา บริษัทได้รับผลกระทบใหญ่พอสมควร แต่ก็ไม่ใช้ปัญหาร้ายแรง โดยขณะนี้อุปกรณ์ต่างๆที่หัวเว่ยผลิต ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทสหรัฐแล้ว แต่ได้ใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์บริษัทอื่นๆมากกว่า 40 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทผู้ผลิตบางแห่งในยุโรป เช่นเดียวกับได้ลดการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตสหรัฐในมือถือหัวเว่ยเช่นกัน แม้ว่ารัฐบาลวอชิงตันจะอนุญาตให้บริษัทไอทีสหรัฐขายชิ้นส่วนบางส่วนให้กับหัวเว่ย แต่ก็ยังคงห้ามส่งออกชิปประมวลผล หรือชิ้นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเครือข่าย 5G “จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าไม่มีปัญหาที่เราจะสามารถอยู่รอดได้”

เหรินยังกล่าวถึงทรัมป์ว่า “ความพยายามบดขยี้ธุรกิจและข่มขู่ประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงการกีดกันการค้าต่อหัวเว่ย นั้นผลลัพธ์จะย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐเอง หากบริษัทสหรัฐไม่ขายชิ้นส่วนให้หัวเว่ย ผมมั่นใจว่าซัพพลายเออร์ประเทศอื่นยินดีจะขายผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อเติมเต็มช่องว่างนั้น”

รายงานระบุว่า แม้หัวเว่ยจะสามารถหาซัพพลายเออร์เจ้าอื่นมาทดแทนได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่หัวเว่ยอาจต้องใช้เวลาพัฒนา และยังไม่สามารถหาผู้ผลิตเจ้าใดมาทดแทนได้คือ ชิปประมวลผลแบบFPGA ซึ่งช่วยในการพัฒนาเครือข่าย 5G ในอนาคต ซึ่งผลิตโดยบริษัท Xilinx Inc. โดยเรื่องนี้เหริน ยอมรับว่าหัวเว่ยได้ทุ่มงบถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ในการวิจัยและพัฒนาชิปดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าจะได้ชิปที่มีคุณภาพดีกว่าของผู้ผลิตสหรัฐ

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายยังไม่เชื่อว่า หัวเว่ยจะสามารถพัฒนาชิปแบบFPGA ได้มีประสิทธิภาพเท่ากับผู้ผลิตของสหรัฐ

นอกจากนี้อุปสรรคของหัวเว่ยอีกประการหนึ่งคือ การถูกกูเกิลแบนใบอนุญาตติดตั้งแอปฯพร้อมใช้งานของกูเกิลอาทิ Gmail และ Youtube ในมือถือหัวเว่ย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เพราะสุดท้ายผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ด้วยตัวเอง

แม้ว่าปี 2019 นี้หัวเว่ยจะเจอปัญหาหนักสารพัดรุมเร้า แต่จากยอดขายช่วง 9 เดือนแรกของปี โตขึ้นเฉลี่ยถึง 24% เทียบกับยอดขายของช่วงเดียวกันในปี 2018

ทรัมป์เห็นชอบเทรดดีลจีนเฟสแรกแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609151

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2562 เวลา 10:46 น.

ทรัมป์เห็นชอบเทรดดีลจีนเฟสแรกแล้ว

สหรัฐ-จีน บรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก เว้นขึ้นภาษีรอบใหม่ หลังจีนยอมซื้อสินค้าเกษตรสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความระบุว่า “เราได้เห็นชอบข้อตกลงการค้าที่มีขนาดใหญ่กับจีนแล้ว จีนยอมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมากมายและจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน สินค้าอุตสาหกรรมและอื่นๆอีกมากมายในปริมาณมหาศาล … ภายใต้ข้อตกลงนี้สหรัฐจะระงับกับเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนซึ่งมีกำหนดเดิมในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ … สหรัฐจะยังคงเก็บภาษีจีนที่วงเงิน 25% ยังเดิม แต่ปรับลดภาษีที่บังคับใช้อยู่ต่อสินค้าบางส่วนลงเหลือ 7.5% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์”

ข้อความดังกล่าวของทรัมป์ สอดคล้องกับคำแถลงของรัฐบาลจีนที่ยืนยันเช่นกันว่าทั้งสองชาติเห็นชอบการค้าเฟสหนึ่งแล้ว แต่ทั้งสองชาติไม่ได้ลงรายละเอียดถึงสินค้าเกษตรที่จีนยอมซื้อจากสหรัฐ แต่จากคำประกาศของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุว่าจีนได้ตกลงซื้อสินค้าสหรัฐเป็นมูลค่าอย่างน้อย 2 แสนล้านดอลลาร์ในอีกสองปีข้างหน้า รวมถึงจีนยังแสดงความมุ่งมั่นในการซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐเพิ่มจาก 40,000 ล้านดอลลาร์เพิ่มเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขหรือรายละเอียดดังกล่าวจีนก็ไม่ได้เผยเช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อความทวีตของทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจาการค้า “เฟสสอง” ระหว่างสหรัฐกับจีนจะเดินหน้าต่อทันที แม้ว่าข้อตกลงในเฟสแรกที่ระบุว่าบรรลุกแล้วนั้น ทั้งจีนและสหรัฐยังไม่ลงนามร่วมอย่างเป็นทางการร่วมกันก็ตาม

ธารน้ำแข็งในอินโดนีเซียจะหายไปใน 10 ปีเพราะโลกร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609101

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ธารน้ำแข็งในอินโดนีเซียจะหายไปใน 10 ปีเพราะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นๆ เมื่อธารน้ำแข็งในประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นธารน้ำแข็งในเขตร้อนที่สุดท้ายของแถบแปซิฟิกละลายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ และอาจจะหมดไปภายในเวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น เนื่องจากภาวะโลกร้อน

ผลการศึกษาการละลายของธารน้ำแข็งซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Proceedings of the National Academy of Sciences ระบุว่า ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์พบว่าธารน้ำแข็งคาร์สเทนซ์ที่อยู่ใกล้กับยอดเขาปุนจักจายาบนเกาะนิวกินีของอินโดนีเซียละลายหายไป 85% ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่ล่าสุดพบว่าธารน้ำแข็งที่เคยครอบคลุมพื้นที่ราว 20 ตารางกิโลเมตรละลายไปจนเหลือไม่ถึงครึ่งตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นการละลายเร็วขึ้นถึง 5 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดนัลดิ เปอร์มานา ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งชาวอินโดนีเซียและผู้ร่วมวิจัยในครั้งนี้ เผยว่า “สถานการณ์ของธารน้ำแข็งของอินโดนีเซียน่าเป็นห่วงมาก เพราะน้ำแข็งไม่ก่อตัวเพิ่มแล้ว มีแต่จะหายไปเรื่อยๆ”

เช่นเดียวกับ ลอนนี ธอมป์สัน หนึ่งในทีมวิจียที่กล่าวว่า ธารน้ำแข็งในอินโดนีเซียเป็นเสมือนสัญญาณเตือนอันตรายของธารน้ำแข็งอื่นๆ บนโลก โดยธารน้ำแข็งคาร์สเทนซ์เริ่มละลายในระดับที่น่าตกใจหลังเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2015-2016 ที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ยิ่งเกิดภาวะโลกร้อนผลกระทบของเอลนีโญยิ่งรุนแรงขึ้น

งานวิจัยชิ้นล่าสุดระบุว่า ธารน้ำแข็งของอินโดนีเซียจะหายไปภายในระยะเวลา 10 ปี

ธอมป์สันยังกล่าวอีกว่า มีแนวโน้มว่าธารน้ำแข็งในเขตร้อนอื่น อาทิ บนยอดเขาคีรีมันจาโรในแทนซาเนีย และธารน้ำแข็งเคลคายาในเปรู จะมีชะตากรรมเดียวกับธารน้ำแข็งของอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ทีมของธอมป์สันเริ่มวิจัยเก็บข้อมูลของธารน้ำแข็งคาร์สเทนซ์ตั้งแต่ปี 2010 โดยพบว่าผิวหน้าของธารน้ำแข็งหายไปราว 75% ระหว่างปี 2010-2018 โดยเฉพาะในปี 2016 ที่น้ำแข็งละลายอย่างหนักจนแยกตัวเป็นธารน้ำแข็งเล็กๆ 2 สาย และในปีนี้เมื่อนักปีนเขาขึ้นไปเก็บภาพธารน้ำแข็งก็พบว่าน้ำแข็งละลายไปเกือบหมดแล้ว

ธอมป์สันเผยว่า น้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีราวครึ่งหนึ่งหรือ 1 ใน 3 มาจากการละลายของธารน้ำแข็งจากทั่วโลก และธารน้ำแข็งเขตร้อนมักจะอ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ เนื่องจากมีขนาดเล็กและอยู่ในเขตอากาศอบอุ่น

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ส่งผลให้อากาศที่อยู่รอบๆ ธารน้ำแข็งอุ่นขึ้นตามไปด้วย ทั้งยังทำให้ตำแหน่งที่สายฝนปะทะกับหิมะเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายความว่าในจุดที่หิมะตกลงยังธารน้ำแข็ง แล้วก่อให้เกิดการทับถมจนกลายเป็นชั้นน้ำแข็งเดิมกลายเป็นจุดที่ฝนปะทะกับหิมะ พูดง่ายๆ คือสายฝนกลายเป็นจุมพิตมรณะของธารน้ำแข็ง

นอกจากนี้น้ำยังดูดซับความร้อนไว้มากกว่าหิมะ เมื่อธารน้ำแข็งได้รับน้ำฝนเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้ธารน้ำแข็งมีอุณหภูมิสูงขึ้น ยิ่งเร่งให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

ธอมป์สันยังเผยข้อมูลที่น่ากังวลอีกว่า การหายไปของธารน้ำแข็งคาร์สเทนซ์ยังส่งผลกระทบกับวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย เนื่องจากชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่รอบยอดเขาปุนจักจายาบูชาธารน้ำแข็งที่ก่อตัวเมื่อราว 5,000 ปีแห่งนี้ และถือว่าธารน้ำแข็งเป็นศีรษะของพระเจ้า

“Zapata” ภาพวาดนู้ดเจ้าปัญหา ทำคนเม็กซิกันออกมาประท้วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609118

  • วันที่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 18:21 น.

"Zapata" ภาพวาดนู้ดเจ้าปัญหา ทำคนเม็กซิกันออกมาประท้วง

ภาพวาด “เอมิเลียโน ซาปาตา” ฮีโร่ผู้นำการปฏิวัติเม็กซิโกในสไตล์LGBT กำลังทำให้ชาวเม็กซิกันเดือดดาล

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ชาวเม็กซิกันจำนวนมากได้ออกมาชุมนุมแสดงความไม่พอใจที่ด้านนอกพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ (Palacio de Bellas Artes) ในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งกำลังจัดแสดงงานศิลปะเกี่ยวกับเอมิเลียโน ซาปาตา (Emiliano Zapata) ฮีโร่ผู้นำการปฏิวัติของเม็กซิโก

ภาพเจ้าปัญหาดังกล่าวเป็นผลงานของ Fabian Chairez ชื่อว่า “Revolución” โดยแสดงให้เห็นซาปาตา ในอิริยาบถเปลือยกายใส่ส้นสูง ใส่หมวกปีกกว้างแบบเม็กซิกัน บนหลังม้าสีขาว ซึ่งเป็นสไตล์แบบ LGBT

REUTERS/Carlos Jasso

หลังภาพนี้ถูกจัดแสดงต่อสาธารณะ ได้สร้างเสียงวิจารณ์ในหมู่ชาวเม็กซิกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบภาคใต้ เนื่องจาก ซาปาตา เป็นผู้นำการปฏิวัติที่มีชื่อเสียง จากการก่อตั้งกองกำลังปฏิวัติทางตอนใต้ของเม็กซิโกในปี 1910 เพื่อต่อต้านผู้นำเผด็จการปอร์ฟิริโอ ดิอัซ อันเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกลางเม็กซิโก 1910 -1920

ความไม่พอใจนี้ ไม่เพียงอยู่ในหมู่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัวตระกูลซาปาตาด้วย ซึ่งได้เรียกร้องไปยังประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ สั่งการให้รัฐมนตรีวัฒนธรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับครอบครัวตระกูลซาปาตา

เอมิเลียโน ซาปาตา (Emiliano Zapata)

แต่ทว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมเม็กซิโกออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ภาพวาดดังกล่าวจะยังคงจัดแสดงต่อไป พร้อมกับมีป้ายข้อความอธิบายผลงาน โดยทางการระบุว่างานศิลปะควรมีเสรีและไม่ควรถูกเซนเซอร์

การจัดแสดงภาพนี้นอกจากจะส่งผลให้เกิดความไม่พอใจแล้ว ยังส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงปะทะกันทางคารมระหว่างกลุ่มชาวนาทางภาคใต้ ซึ่งยกย่องซาปาตาเป็นวีรบุรุษสงคราม กับกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มหลากหลายทางเพศที่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ มีรายงานด้วยว่าผู้ชุมนุมบางรายปะทะกันจนถึงขั้นเลือดออก

ขณะเดียวกันลูกหลานตระกูลซาปาตาระบุว่า เตรียมดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับจิตรกรและภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ในข้อหาหมิ่นประมาทหรือทำลายภาพลักษณ์ฮีโร่สงครามของเขา

ผู้ประท้วงที่ต้องการให้ปลดภาพระบุว่าจะยังคงชุมนุมประท้วงที่หน้าพิพิธภัณฑ์ต่อไปจนกว่าการจัดแสดงจะสิ้นสุด ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวจะจัดแสดงถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020