วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

2 ธ.ค. 2568 12:17 น.

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

ทางการบราซิลยืนยันเหตุสลด เมื่อวัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ปีนกำแพงและรั้วนิรภัยความสูงกว่า 6 เมตร เข้าไปในกรงสิงโตภายในสวนสัตว์เมืองจูเอา เปสโซอา และถูกสิงโตเพศเมียขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าผู้เข้าชม ท่ามกลางภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ขณะที่สวนสัตว์ยืนยันไม่พิจารณายุติชีวิตสัตว์และชี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้

เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นที่สวนสัตว์และพฤกษศาสตร์ Arruda Camara Zoobotanical Park ในเมืองจูเอา เปสโซอา ประเทศบราซิล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 พ.ย.) เมื่อวัยรุ่นชายคนหนึ่งถูกสิงโตเพศเมียขย้ำจนเสียชีวิตภายในกรงสัตว์ ท่ามกลางสายตาของผู้เข้าชมสวนสัตว์

ทางการเทศบาลเมืองจูเอา เปสโซอา ระบุว่า ชายหนุ่มรายนี้ ซึ่งสื่อบราซิลระบุชื่อคือ เกอร์สัน เดอ เมโล มาชาโด อายุ 19 ปี ได้ “บุกรุกเข้าไปในกรงสิงโตเพศเมียโดยเจตนา” รัฐบาลท้องถิ่นระบุในแถลงการณ์ว่า “เขาปีนกำแพงสูงกว่า 6 เมตรอย่างรวดเร็วและน่าประหลาดใจ ปีนรั้วกั้นความปลอดภัย เข้าถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง และลงไปในกรง” 

วิดีโอเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์แสดงให้เห็น “เลโอน่า” (Leona) สิงโตเพศเมีย กำลังนอนอยู่ข้างกระจกที่กั้นระหว่างมันกับผู้เข้าชม ก่อนที่วัยรุ่นชายจะปีนลงมาจากต้นไม้ ผู้เข้าชมต่างส่งเสียงตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์

สิงโตเลโอน่าเห็นเขาและวิ่งตรงไปที่ต้นไม้ทันที ก่อนจะดึงร่างของมาชาโดลงสู่พื้น มีการเห็นพุ่มไม้สั่นไหว และวัยรุ่นคนดังกล่าวลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะหายไปจากสายตา ผู้เข้าชมส่งเสียงอุทานว่า “มันได้ตัวเขาแล้ว… ได้ตัวเขาแล้ว” และ “พระเจ้าช่วย!” แถลงการณ์ของทางการระบุว่า มาชาโด “เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่เกิดจากสัตว์”

สัตวแพทย์ของสวนสัตว์ ชี้แจงว่า กรงสิงโตมีระบบป้องกันความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานและมีความสูงมากกว่า 6 เมตร โดยยืนยันว่า “เหตุการณ์นี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย และอยู่นอกเหนือสถานการณ์ใด ๆ ที่เป็นกิจวัตรของสวนสัตว์”

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “การกระทำของชายคนดังกล่าวอาจเป็นความพยายามฆ่าตัวตาย”

ที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองเด็กรายหนึ่งเปิดเผยในอินสตาแกรมว่า เธอได้ดูแลมาชาโดมาเป็นเวลา 8 ปี โดยระบุว่าเขาควรได้รับการบำบัดทางจิตเวช เนื่องจากมารดาและปู่ย่าตายายของเขามีอาการป่วยทางจิตเภท แต่จิตแพทย์ของรัฐกลับวินิจฉัยเพียงว่าเขามี “ปัญหาด้านพฤติกรรม” เธอยังกล่าวในบทสัมภาษณ์สื่ออื่น ๆ ว่า มาชาโดมีความฝันอยากเป็น นักฝึกสิงโต และครั้งหนึ่งเคยตัดรั้วสนามบินเพื่อเข้าไปซ่อนตัวในล้อเครื่องบินที่เขาเชื่อว่ากำลังจะไปแอฟริกา

สวนสัตว์ออกแถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรมว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “น่าเศร้าอย่างยิ่ง” และสวนสัตว์ถูกปิดเพื่อทำการสอบสวนต่อไป พร้อมยืนยันว่า “ไม่เคยมีการพิจารณาเรื่องการการุณยฆาต” สิงโตเลโอน่า เนื่องจากเธอ “ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว นอกบริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”.

ที่มา CBS

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

2 ธ.ค. 2568 11:54 น.

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับความประมาทเลินเล่อขององค์กรในการจัดการข้อมูล หลังเกิดกรณีข้อมูลส่วนตัวลูกค้ากว่า 33 ล้านคนของ Coupang (คูปัง) ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของเกาหลีใต้รั่วไหล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของประเทศ พร้อมสั่งทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษ โดยชี้ว่า ‘น่าตกใจ’ ที่ Coupang ไม่สามารถตรวจจับการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน

นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษต่อกรณีที่บริษัทแสดงความประมาทเลินเล่อในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยกล่าวว่าการรั่วไหลครั้งใหญ่ของข้อมูลลูกค้าที่เกิดขึ้นกับ Coupang (คูปัง) บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ครั้งสำคัญ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าคูปัง ราว 33 ล้านคนถูกเปิดเผย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของเกาหลีใต้ ส่งผลให้หุ้นของคูปัง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ดิ่งลง 5% ในชั่วข้ามคืน และบริษัทกำลังเผชิญกับการสอบสวนของตำรวจ ค่าปรับที่มีโอกาสสูงลิ่ว รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งให้มีการทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีประเภทนี้ โดยระบุว่า “น่าตกใจ” ที่คูปังไม่สามารถตรวจพบการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน พร้อมสั่งให้เร่งระบุตัวผู้รับผิดชอบและนำมาลงโทษโดยเร็วที่สุด เขากล่าวว่า “แนวทางปฏิบัติและแนวคิดที่ผิด ๆ ของการไม่ให้ความสำคัญที่จำเป็นต่อการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักในยุคปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง”

ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของเกาหลีใต้ บริษัทที่ไม่สามารถใช้มาตรการปกป้องข้อมูลที่เพียงพออาจถูกปรับสูงสุดถึง 3% ของรายได้ ซึ่งสำหรับคูปัง ที่มีรายได้ 38.3 ล้านล้านวอนในปี 2024 อาจหมายถึงค่าปรับที่สูงกว่า 1 ล้านล้านวอน (ราว 21,804 ล้านบาท)

นายเบรตต์ แมทเธส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยข้อมูลของคูปังกล่าวต่อรัฐสภาว่า ผู้กระทำความผิดได้รับ กุญแจเข้ารหัสส่วนตัวซึ่งทำให้พวกเขาสามารถสร้างโทเคนปลอมเพื่อสวมรอยเป็นลูกค้าได้ “เราเชื่อว่าบุคคลนี้ หากเป็นคนเดียวกัน มีบทบาทพิเศษภายในองค์กรที่น่าจะทำให้เขาสามารถเข้าถึงกุญแจที่ถูกนำไปได้” 

นายปาร์ค แด-จุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคูปัง เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยคือ อดีตวิศวกรของ คูปัง ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการยืนยันตัวตน โดยเสริมว่าอาจมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ระบุชื่อของบุคคลดังกล่าว

คูปังซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank Group ของญี่ปุ่น ออกมาขออภัยสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สมาชิกรัฐสภาได้เรียกร้องให้นายบอม คิม ผู้ก่อตั้งบริษัทเชื้อสายเกาหลี-อเมริกัน ที่ก่อตั้งบริษัทในปี 2000 ออกมาขอโทษด้วยตนเอง

คูปังยืนยันว่า ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อลูกค้า, อีเมลและที่อยู่บ้าน, และหมายเลขโทรศัพท์ โดยจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหลมีจำนวนมากกว่าผู้ใช้งานบริการค้าปลีกออนไลน์ของ คูปังซึ่งบริษัทระบุว่ามี 24.7 ล้านคน การเจาะระบบคาดว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน แต่คูปังเพิ่งรายงานต่อทางการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงช็อก พบ “ตาข่ายกันตก” บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

ฮ่องกงช็อก พบ "ตาข่ายกันตก" บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

2 ธ.ค. 2568 11:09 น.

ฮ่องกงช็อก พบ “ตาข่ายกันตก” บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

ฮ่องกงเปิดเผยผลสอบล่าสุดพบว่า ตาข่ายป้องกันที่คลุมรอบนั่งร้านอาคาร 7 แห่ง ในอาคารคอมเพล็กซ์ที่เกิดไฟไหม้ครั้งเลวร้าย ไม่ผ่านมาตรฐานทนไฟ สวนทางผลตรวจเบื้องต้นที่เคยระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

ทางการฮ่องกงเปิดเผยผลสอบสวนล่าสุดที่พบว่า ตาข่ายป้องกันที่คลุมรอบนั่งร้านอาคาร 7 แห่ง ในอาคารคอมเพล็กซ์ Wang Fuk Court ที่เกิดไฟไหม้ครั้งเลวร้าย ไม่ผ่านมาตรฐานทนไฟ สวนทางกับผลตรวจเบื้องต้นที่เคยระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปเก็บตัวอย่างในบางพื้นที่ได้เพราะไฟยังลุกไหม้อยู่

คริส เหลียง รัฐมนตรีความมั่นคงของฮ่องกง ระบุว่าหลังไฟดับ ทีมสืบสวนสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าได้ก่อนหน้านี้ และพบว่า 7 จุดจากหลายจุดที่ตรวจสอบไม่ผ่านมาตรฐาน และกระทบความปลอดภัยอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ตำรวจฮ่องกงยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 151 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 40 ราย โดยเจ้าหน้าที่หญิงรายหนึ่งถึงกับ สะอึกสะอื้นกลางแถลงข่าว พร้อมระบุว่าบางร่างถูกไฟเผาจนเป็นขี้เถ้า อาจทำให้ไม่สามารถค้นหาผู้สูญหายทั้งหมดได้

เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่แล้ว โดยลุกลามเผาอาคาร 7 จาก 8 อาคาร ที่มีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้อาคารที่รุนแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายสิบปี

ล่าสุด บรรยากาศโดยรอบที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยผู้คนวางดอกไม้ ข้อความไว้อาลัย และตุ๊กตานับไม่ถ้วน ขณะที่งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพุ่งสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือ ประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าเงินจำนวนนี้ รวมถึงเงินตั้งต้นจากภาครัฐอีก 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จะถูกนำไปช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูบ้านเรือนและให้การสนับสนุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ได้มีการมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เช่น ค่าทำศพและค่าที่พักชั่วคราวแล้ว

สำหรับข้อมูลล่าสุดจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมาพบว่า 

-ผู้ประสบภัย683 คน ได้เข้าพักในโรงแรมและโฮสเทล

-1,144 คน ถูกย้ายเข้าสู่ที่พักชั่วคราว

-มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง

-เจ้าหน้าที่กำลังประเมินความปลอดภัยของอาคารที่เหลือ รวมถึงตึกต้นเพลิงที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด

ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดียของฮ่องกง ต่างเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดตาข่ายกันตกซึ่งควรช่วยชีวิตกลับกลายเป็นตัวการทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว ทำให้ชาวเน็จต่างเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้ฮ่องกง

นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ "ผ่าพิภพไททัน" อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

2 ธ.ค. 2568 11:08 น.

นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น สร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาในเวทีเศรษฐกิจที่กรุงโตเกียว ด้วยการหยิบยกวลีสุดโด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) ที่ว่า “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!) มาใช้ในการกล่าวปิดสุนทรพจน์ เพื่อเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นและมาลงทุนในญี่ปุ่น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

ในเวทีเศรษฐกิจ FII PRIORITY Asia 2025 ที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) นางทาคาอิจิกล่าวต่อผู้เข้าร่วมงานว่า “ดิฉันเข้าใจว่ามังงะและอนิเมะของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงในซาอุดีอาระเบีย มังงะอย่าง “กัปตันซึบาสะ” (Captain Tsubasa), “วันพีซ” (One Piece) และ “ดาบพิฆาตอสูร” (Demon Slayer) เป็นที่รู้จักกันดี”

จากนั้น เธอได้กล่าวสรุปสุนทรพจน์ด้วยการหยิบยืมประโยคที่โด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) โดยระบุว่า “แต่ในวันนี้ ดิฉันขออนุญาตยืมประโยคที่มีชื่อเสียงจาก “Attack on Titan” มาใช้ในการสรุปคำพูดของดิฉันค่ะ “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!)

การประชุม FII PRIORITY Asia 2025 เป็นการจัดงานย่อยที่ต่อยอดมาจากงาน Future Investment Initiative (FII) ประจำปีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “การประชุมดาวอสกลางทะเลทราย”

นางทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการดึงดูดการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา

การประชุมระยะเวลาสองวันนี้ในกรุงโตเกียวยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย รวมถึง นายมาซาโยชิ ซัน ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เขาได้หลั่งน้ำตาเกี่ยวกับการขายหุ้นล่าสุดของบริษัทใน Nvidia บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

นายซนกล่าวว่า “ผมไม่อยากขายแม้แต่หุ้นเดียว แต่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนใน OpenAI” และโครงการอื่น ๆ “ผมร้องไห้ตอนที่ต้องขายหุ้น Nvidia”.

ที่มา AFP

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

2 ธ.ค. 2568 10:13 น.

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

เกิดโศกนาฏกรรมกลางลำน้ำ ในเขตแอมะซอนของเปรู หลังดินริมตลิ่งถล่มลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดใส่ เรือโดยสาร 2 ลำ พลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน ยังไม่ทราบจำนวนผู้สูญหาย

เหตุสลดครั้งนี้เกิดใกล้ท่าเรืออิปาเรีย ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งวันจากเมืองหลวงของภูมิภาคอูคายาลี โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกลาโหมพลเรือนแห่งชาติของเปรู ระบุว่าเหตุการณ์เกิดจากการพังทลายของตลิ่งแม่น้ำ ทำให้กองดินมหาศาลกระแทกน้ำ จนเกิดคลื่นรุนแรงซัดเรือทั้งสองลำคว่ำในพริบตา

เจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินเผยว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับการรักษาเกือบ 20 คน ที่ถูกช่วยขึ้นจากน้ำ แต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้สูญหายได้ ทำให้การค้นหาเร่งด่วนต้องดำเนินต่อเนื่องโดยประสานกำลังจากกองทัพเรือเข้าพื้นที่

สื่อต่างประเทศมีการเผยคลิปนาทีระทึกที่ริมฝั่งแม่น้ำ หญิงหลายคนกำมือลูกวิ่งร้องไห้ด้วยความแตกตื่น ผู้คนพยายามช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้น ขณะที่บางคนต้องพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งด้วยตัวเอง ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ดังก้องไปทั่วพื้นที่

รายงานระบุว่า ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นชาวชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำอูคายาลี ซึ่งใช้เรือเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางและขนส่ง ทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างบาดแผลและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับชุมชนท้องถิ่น

เหตุล่มครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุทางน้ำครั้งแรกของปี 2025 ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม เรือกองทัพเรือเปรูชนเข้ากับเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Perenco บนแม่น้ำแอมะซอน ทำให้มีทหารเสียชีวิต 2 นาย และสูญหาย 1 ราย

ส่วนในเดือนกันยายน 2024 เหตุเกิดที่แม่น้ำอูคายาลีเช่นกัน โดยมีเรืออีกลำชนท่อนไม้ใต้น้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และช่วยรอดชีวิตกว่า 80 คน

ล่าสุดการค้นหาครั้งนี้ยังคงเร่งดำเนินการแข่งกับเวลา ขณะที่ครอบครัวผู้สูญหายต่างมารอคอยริมแม่น้ำอย่างมีความหวังว่าจะพบคนที่รักกลับมาอีกครั้ง.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เรือล่ม

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

2 ธ.ค. 2568 09:32 น.

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

นักอนุรักษ์ธรรมชาติฟิลิปปินส์ค้นพบ ดอกบัวผุด ดอกไม้กาฝากหายากกำลังบานเต็มที่ในผืนป่าลึกของเขตภูมิทัศน์คุ้มครองอัลลาห์วัลเลย์ โดยนับเป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

เจ้าหน้าที่ภาคสนามของสำนักงานบริหารพื้นที่คุ้มครอง (PAMO) ได้บันทึกภาพและทำการวัดขนาดของดอกไม้กาฝากสีแดงเข้ม 5 กลีบ ชนิด Rafflesia schadenbergiana ลักษณะเนื้อหนาและขนาดมหึมา โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 93 เซนติเมตร  หรือ ราว 3 ฟุต และถือเป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้

ดอก Rafflesia schadenbergiana มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าดอกศพ เนื่องจากมีกลิ่นคล้ายเนื้อเน่าจางๆ เพื่อดึงดูดแมลงผสมเกสร เป็นพืชปรสิตที่ ไม่มีใบ ไม่มีลำต้น และไม่มีรากจริง อาศัยอยู่ภายในเถาวัลย์สกุล Tetrastigma เท่านั้น ทำให้พบได้ยากอย่างยิ่ง

การค้นพบครั้งนี้ยังเกิดขึ้นใน เขตคุ้มครองเข้มงวด สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของงานอนุรักษ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้ที่มีการกระจายตัวจำกัดมาก พบเพียงบางส่วนของจังหวัดดาเวา บุคิดนอน และเซาท์โคตาบาโต

ดอก Rafflesia schadenbergiana ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1882 โดยนักธรรมชาติชาวเยอรมัน ดร.อเล็กซานเดอร์ ชาเดนแบร์ก ใกล้ภูเขาอาโป ก่อนจะได้รับการบรรยายลักษณะทางวิทยาศาสตร์โดยนักพฤกษศาสตร์เยอรมัน ไฮน์ริช กุสตาฟ อดอล์ฟ เองเลอร์ ในปี 1886

ปัจจุบันพืชชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต (Critically Endangered – CR) และได้รับการยกย่องว่าเป็น สายพันธุ์ Rafflesia ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ และใหญ่เป็นอันดับสองของโลก.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าว ดอกบัวผุด

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

2 ธ.ค. 2568 06:18 น.

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

เซเลนสกียังมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ โดยยอมรับว่า ประเด็นเรื่องดินแดนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด แต่การเจรจายังดำเนินต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าของการทบทวนแผนสันติภาพที่เสนอโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า แผนการดูดีขึ้นหลังจากมีการปรับแก้ไข และจะมีการทำงานต่อไปในการเจรจาว่าจะยุติสงครามกับรัสเซียที่ดำเนินมานานเกือบ 4 ปีอย่างไร

นายเซเลนสกีพูดเรื่องดังกล่าวหลังพบปะพูดคุยกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส โดยเป็นการหารือครั้งล่าสุดเพื่อเป็นตัวกลางในการวางเงื่อนไขสำหรับการหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียยืนยันว่า ในวันอังคารนี้ (2 ธ.ค.) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะพบกับนายสตีฟ วิทคอฟ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังมีรายงานข่าวว่า เขาสอนที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของปูติน ว่าผู้นำรัสเซียควรเสนอแผนสันติภาพยูเครนต่อทรัมป์อย่างไร

การเยือนกรุงปารีสของนายเซเลนสกีมีขึ้นหลังจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ยูเครนและสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการสนทนาที่มีประสิทธิภาพ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทบทวนแผนการที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ ซึ่งพัฒนาจากการเจรจาระหว่างวอชิงตันและมอสโก

อย่างไรก็ตาม แผนการสันติภาพดังกล่าว ถูกครหาว่าเอนเอียงไปทางข้อเรียกร้องของรัสเซียมากเกินไป และกำลังมีการพูดคุยเพื่อแก้ไขอยู่ในตอนนี้

นายเซเลนสกีกล่าวว่า แผนสันติภาพยังไม่เสร็จสิ้น และว่า เรื่องการควบคุมดินแดนของยูเครน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุดในการหารือเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

ด้านประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า การเจรจายังอยู่ใน “ระยะเริ่มต้น” แต่เรียกความเคลื่อนไหวทางการทูตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาที่อาจเป็นจุดเปลี่ยน” สำหรับอนาคตของสันติภาพในยูเครนและความมั่นคงในยุโรป

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ลดความสำคัญของร่างแผนสันติภาพ 28 ข้อฉบับดั้งเดิมที่รัฐบาลของเขาเป็นผู้เสนอลง หลังจากเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรป เนื่องจากแผนดังกล่าวมีการจำกัดขนาดกองทัพของยูเครน, สกัดไม่ให้ประเทศเข้าร่วม NATO และกำหนดให้ยูเครนต้องสละดินแดน

ตอนนี้นายทรัมป์เรียกแผนดังกล่าวว่าเป็นเพียง “แนวคิด” ที่จะต้อง “ปรับแต่งอย่างละเอียด”

ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวว่าเขาต้องการชื่นชมความพยายามด้านสันติภาพของสหรัฐฯ แต่ยืนยัน ว่าแผนสันติภาพใด ๆ จะสามารถมีข้อสรุปได้ก็ต่อเมื่อ “มียุโรปอยู่ร่วมโต๊ะเจรจาด้วยเท่านั้น”

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายมาครงได้เรียกร้องให้พันธมิตรตะวันตกมอบหลักประกันความมั่นคงที่ “แข็งแกร่งดุจหินผา” ให้กับยูเครน ในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพ เขายังสนับสนุนแผนการส่ง “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” (reassurance force) ประจำการในยูเครนทั้งทางบก, ทะเล และอากาศ เพื่อช่วยรับรองความมั่นคงด้วย

นายมาครงบอกในวันจันทร์ว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการหารือที่สำคัญยิ่ง ระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

2 ธ.ค. 2568 05:37 น.

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลผลการตรวจ MRI ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแล้ว โดยที่เจ้าตัวระบุว่า ไม่รู้ว่าตรวจส่วนใดบ้าง แต่ร่างกายปกติดี

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. 2568 ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ารับการตรวจ การสร้างภาพขั้นสูงบริเวณช่องท้องและระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยเหตุผลเชิงป้องกัน วันเดียวหลังจากที่นายทรัมป์บอกกับสื่อว่า เขาไม่รู้ว่า การตรวจ MRI ของเขาเมื่อเดือนตุลาคม ครอบคลุมอวัยวะส่วนใดบ้าง

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (30 พ.ย.) ว่า การตรวจ MRI ที่ทำในเดือนตุลาคมนั้น ไม่ใช่การตรวจสมอง และผลการตรวจก็ “สมบูรณ์แบบ” แม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่าครอบคลุมส่วนใด

“ไม่รู้เลย มันก็แค่ MRI” นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ หลังถูกถามว่าการตรวจครอบคลุมส่วนใดของร่างกาย “ส่วนไหนของร่างกายน่ะหรือ? ไม่ใช่สมอง เพราะผมได้ทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจแล้ว และ ผมทำได้คะแนนเต็ม”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า เขาจะเผยแพร่ผลการตรวจ MRI ของตัวเองให้สาธารณะได้รับรู้

“เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจการทำงานของร่างกายอย่างครอบคลุมของประธานาธิบดี โดนัลด์ จูเนียร์ ทรัมป์ ได้มีการดำเนินการสร้างภาพขั้นสูง เนื่องจากผู้ชายในช่วงวัยของเขาจะได้รับประโยชน์จากการประเมินสุขภาพ หัวใจ, หลอดเลือด และช่องท้อง อย่างถี่ถ้วน” จดหมายลงวันที่ 1 ธันวาคม จาก นายแพทย์ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวประธานาธิบดี ระบุ

“การสร้างภาพนี้มีวัตถุประสงค์เชิงป้องกัน เพื่อระบุปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ, ยืนยันสุขภาพโดยรวม และเพื่อให้แน่ใจว่าท่านยังคงรักษาความมีชีวิตชีวาและการทำงานในระยะยาว”

นายแพทย์บาร์บาเบลลาระบุต่อว่า การสร้างภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดของประธานาธิบดี “เป็นปกติอย่างสมบูรณ์” และการสร้างภาพช่องท้องของเขาก็ “เป็นปกติอย่างสมบูรณ์เช่นกัน”

ทั้งนี้ นางสาวแคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวสหรัฐฯ อ่านจดหมายของนายแพทย์บาร์บาเบลลาให้ผู้สื่อข่าวฟังในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

2 ธ.ค. 2568 03:25 น.

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรบรรลุข้อตกลงเพื่อคงอัตราภาษียาและเวชภัณฑ์ที่ UK ส่งออกให้สหรัฐฯ เหลือ 0% ต่อไปแล้ว ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขของ UK จะเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 1 ธ.ค. 2568 สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร บรรลุข้อตกลง คงอัตราภาษีศุลกากรสำหรับยาและเวชภัณฑ์ ที่ส่งออกจาก UK เข้าสู่สหรัฐฯ ไว้ที่ 0% ต่อไปอีก 3 ปี แลกกับการที่ UK จะต้องซื้อยาผ่านระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนั้น UK จะเพิ่มการใช้จ่ายของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) จาก 0.3% ของจีดีพี เป็น 0.6% ของจีดีพี ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า จำกัดจำนวนเงินที่บริษัทผู้ผลิตยาต้องจ่ายคืนให้กับ NHS ไว้ที่ 15% เพื่อให้แน่ใจว่า NHS จะไม่ใช้จ่ายเกินงบประมาณที่จัดสรรไว้ หลังจากเมื่อปีก่อน บริษัทผู้ผลิตยาต้องจ่ายคืนมากกว่า 20%

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้ายามียี่ห้อในอัตราสูงสุดถึง 100% โดยยาเหล่านี้เป็นหนึ่งในสินค้าที่ UK ส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุด

นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้าของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะรับประกันว่า การส่งออกยาและเวชภัณฑ์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 5 พันล้านปอนด์ต่อปี จะเข้าสู่สหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งช่วยปกป้องงาน กระตุ้นการลงทุน และปูทางให้สหราชอาณาจักรกลายเป็น ศูนย์กลางระดับโลกสำหรับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

ตามข้อมูลของกระทรวงธุรกิจและการค้า สหราชอาณาจักรส่งออกยาไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1.11 หมื่นล้านปอนด์ ในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 17.4% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วงเวลานั้น

ยาและเวชภัณฑ์ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรการภาษีที่นายทรัมป์เริ่มบังคับใช้เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่เขาขู่ซ้ำๆ ว่า จะขึ้นภาษียาอ้างว่า กังวลที่สหรัฐฯ พึ่งพายาที่ผลิตในต่างประเทศมากเกินไป และต้องการเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

2 ธ.ค. 2568 02:05 น.

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

เกาหลีใต้จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ฐานแฮกกล้อง IP ในบ้านและธุรกิจต่างๆ กว่า 120,000 ตัว แล้วนำภาพไปใช้ผลิตสื่อลามกอนาจารและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้จับกุมบุคคล 4 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า เจาะระบบกล้องวิดีโอในบ้านและธุรกิจต่างๆ มากกว่า 120,000 ตัว และใช้ภาพจากกล้องเหล่านั้นสร้างสื่อลามกอนาจารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศบนเว็บไซต์ในต่างประเทศ

ตำรวจประกาศการจับกุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกล้องไอพี (IP) หรือ กล้องอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล ซึ่งเป็นกล้องที่สามารถควบคุมและส่งข้อมูลภาพผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยช่องโหว่ดังกล่าวรวมถึง การตั้งรหัสผ่านที่เดาได้ง่ายเกินไป

กล้องไอพีเป็นทางเลือกที่มีราคาถูกกว่ากล้องวงจรปิดแบบดั้งเดิม ซึ่งกล้องเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบ้าน และมักถูกติดตั้งไว้เพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อเฝ้าดูความปลอดภัยของเด็กหรือสัตว์เลี้ยง

สถานที่ที่ถูกโจมตีในคดีนี้รวมถึง บ้านส่วนตัว, ห้องคาราโอเกะ, สตูดิโอพิลาทิส และคลินิกของแพทย์นรีเวช

แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน ก่อเหตุด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ร่วมมือหรือสมคบคิดกัน โดยรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่า เจาะระบบกล้อง 63,000 ตัว และผลิตวิดีโอแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ 545 รายการ และขายไปเป็นเงินมูลค่า 35 ล้านวอน (ราว 762,400 บาท)

ผู้ต้องสงสัยอีกรายถูกกล่าวหาว่าเจาะระบบกล้อง 70,000 ตัว และขายวิดีโอ 648 รายการ เป็นมูลค่า 18 ล้านวอน (ราว 392,000 บาท) โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายนี้ เป็นผู้ผลิตวิดีโอถึง 62% ของวิดีโอที่ถูกโพสต์บนเว็บไซต์เผยแพร่ภาพที่ได้จากการแฮกกล้องไอพีในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะนี้ตำรวจกำลังดำเนินการบล็อกและปิดเว็บไซต์ดังกล่าว และกำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อสืบสวนผู้ดำเนินการเว็บไซต์ พวกเขายังได้จับกุมบุคคลอีกสามคนที่ต้องสงสัยว่า ซื้อและดูเนื้อหาผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวด้วย

“การเจาะระบบกล้อง IP และการถ่ายทำอย่างผิดกฎหมายสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงต่อเหยื่อ และถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ดังนั้นเราจะกำจัดสิ่งเหล่านี้ผ่านการสืบสวนอย่างเข้มข้น” นายพัค อู-ฮยอน หัวหน้าฝ่ายสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว

“การดูและการครอบครองวิดีโอที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมายก็เป็นอาชญากรรมร้ายแรงเช่นกัน ดังนั้นเราจะสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีใต้เข้าพบ หรือแจ้งเตือนเหยื่อในสถานที่ 58 แห่ง ให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนรหัสผ่าน พวกเขายังให้ความช่วยเหลือเหยื่อในการลบและบล็อกเนื้อหา และกำลังดำเนินการเพื่อระบุตัวบุคคลอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc