ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

2 ม.ค. 2569 23:48 น.

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่

ทางการสวิตเซอร์แลนด์เชื่อ ไฟไหม้บาร์ในเมืองตากอากาศสกี เกิดจากประกายไฟพลุประดับขวดแชมเปญที่จุดฉลองปีใหม่ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตอย่างน้อย 40 ราย บาดเจ็บกว่า 119 คน หลายรายอาการสาหัส

วันที่ 2 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ทางการสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนเหตุเพลิงไหม้บาร์ “เลอ กงสเตลลาซีญง” ในรีสอร์ทเล่นสกีเมืองครองส์-มงตานา เขตเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เมื่อคืนส่งท้ายปีเก่า โดยเชื่อว่าสาเหตุเริ่มต้นจากประกายไฟพลุ หรือเทียนประกายไฟ (Bengal lights) ที่ปักอยู่บนขวดแชมเปญ และถูกยกขึ้นไปใกล้เพดานบาร์มากเกินไป

นายเบอาตริซ ปีลูด์ อัยการรัฐวาเลส์ ระบุว่า หลักฐานทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไฟเริ่มจากประกายไฟบนขวดแชมเปญก่อนเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงภายในอาคาร ส่งผลให้เกิดความสูญเสียรุนแรงในเวลาอันสั้น

ด้านนายมาตียาส เรอนาร์ ประธานรัฐบาลรัฐวาเลส์ แถลงว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 40 ราย เป็นตัวเลขที่สะเทือนใจอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต โดยย้ำว่ายังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิต และหลายคนอยู่ในภาวะวิกฤต

ขณะที่นายเฟรเดริก กิสเลอร์ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐวาเลส์ เปิดเผยว่า จากผู้บาดเจ็บ 119 คน สามารถยืนยันตัวตนได้แล้ว 113 คน เหลืออีก 6 คนที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บที่ยืนยันแล้ว เป็นชาวสวิส 71 คน ชาวฝรั่งเศส 14 คน อิตาลี 11 คน เซอร์เบีย 4 คน และจากประเทศอื่นๆ อาทิ บอสเนีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก โปแลนด์ และโปรตุเกส

ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 40 ราย ยังอยู่ระหว่างการยืนยันเอกลักษณ์บุคคล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากหลายมณฑลทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า การสอบสวนในระยะต่อไปจะมุ่งตรวจสอบการปรับปรุงภายในบาร์ วัสดุที่ใช้ ใบอนุญาตประกอบการ มาตรการความปลอดภัย ระบบดับเพลิง เส้นทางหนีไฟ ความจุที่ได้รับอนุญาต และจำนวนผู้ที่อยู่ภายในในคืนเกิดเหตุอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินคดีอาญา หากพบว่ามีผู้ใดมีส่วนรับผิดชอบ โดยอาจเข้าข่ายความผิดฐาน วางเพลิงโดยประมาท ฆ่าคนตายโดยประมาท และทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บโดยประมาท.

ที่มา BBC / AP

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

2 ม.ค. 2569 13:41 น.

สวิตเซอร์แลนด์เร่งพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตเหตุเพลิงไหม้บาร์ ดับ 40 ศพ บาดเจ็บ 115

เจ้าหน้าที่สวิตเซอร์แลนด์เร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้บาร์ เลอ กงสเตลลาซีญง ในเมืองครองส์-มงตานา แถบเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี ระหว่างการเฉลิมฉลองปีใหม่ เหตุการณ์ดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ คาดมีผู้เสียชีวิตราว 40 ราย และบาดเจ็บประมาณ 115 คน

เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคมตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บาร์เลอ กงสเตลลาซีญง (Le Constellation)  ในเมืองครองส์-มงตานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ เปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 115 ราย ในจำนวนนี้หลายรายมีอาการสาหัสจากแผลไฟไหม้รุนแรง

ผู้อยู่ในเหตุการณ์บรรยายถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้นว่า “เหมือนฉากในสงคราม” และ “วันสิ้นโลก” ผู้คนพยายามทุบหน้าต่างเพื่อหนีออกมาจากกองเพลิง ขณะที่ผู้รอดชีวิตบางส่วนวิ่งออกมาบนถนนในสภาพที่ร่างกายถูกไฟลวกและร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา โดยบาร์ดังกล่าวมีความจุภายในประมาณ 300 คน และพื้นที่ระเบียงอีก 40 คน

แม้ทางการสวิตเซอร์แลนด์จะยังไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่พยานหลายรายให้การตรงกันว่าเห็นพนักงานของร้านถือขวดแชมเปญที่มี “พลุไฟเย็น” ติดอยู่ด้านบนเพื่อนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะตามธรรมเนียมของร้าน แต่พลุไฟเกิดไปติดที่เพดานจนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ตัดประเด็นสาเหตุใดทิ้ง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การก่อการร้าย

เนื่องจากเมืองครองส์-มงตานา เป็นเมืองรีสอร์ตระดับโลก เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกระทรวงต่างประเทศของอิตาลีระบุว่ามีชาวอิตาลีบาดเจ็บ 15 ราย และสูญหายอีก 15 ราย ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานพบผู้บาดเจ็บชาวฝรั่งเศส 9 ราย และยังสูญหายอีก 8 ราย ส่วนเจ้าของบาร์ดังกล่าวเป็นคู่รักชาวฝรั่งเศสจากเกาะคอร์ซิกา ซึ่งรายงานระบุว่าปลอดภัยดีแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี (1 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ผู้คนหลายร้อยคนมารวมตัวกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางอากาศหนาวจัด วางดอกไม้และจุดเทียน หลายคนที่มาร่วมไว้อาลัยในคืนนั้นรู้จักกับคนที่ยังคงสูญหาย หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายกี ปาร์มาลิน ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่านี่คือ “โศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” พร้อมประกาศลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศเป็นเวลา 5 วันเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย ขณะที่โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้บาดเจ็บได้เพียงพอ จนต้องมีการส่งตัวผู้ป่วยกระจายไปทั่วสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงโรงพยาบาลในฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนว่ากระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลอาจต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ เนื่องจากสภาพความเสียหายที่รุนแรง ทำให้บรรดาครอบครัวและเพื่อนฝูงที่ยังติดต่อผู้สูญหายไม่ได้ต้องตกอยู่ในความทุกข์ทรมานจากการรอคอย.

ที่มา BBC

“มาดูโร” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง “ทรัมป์” สั่งถล่มหนัก

"มาดูโร" ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง "ทรัมป์" สั่งถล่มหนัก

2 ม.ค. 2569 13:01 น.

“มาดูโร” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ ปมค้ายาเสพติด-น้ำมัน หลัง “ทรัมป์” สั่งถล่มหนัก

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ประกาศเปิดประตูเจรจากับสหรัฐฯ ทุกเมื่อ หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปฏิบัติการ “สงครามยาเสพติด” ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บานปลายสู่การใช้กำลังทางการทหารโจมตีเรือและท่าเรือ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่สื่อสหรัฐฯ เผย CIA ส่งโดรนถล่มคลังสินค้าในเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลเวเนซุเอลาว่า เขาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการปราบปรามยาเสพติด พลังงาน และปัญหาการย้ายถิ่นฐาน “ทุกที่และทุกเวลาที่สหรัฐฯ ต้องการ” อย่างไรก็ตาม มาดูโรเลี่ยงที่จะตอบคำถามกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ได้สั่งโจมตีท่าเรือแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลา โดยเขากล่าวเพียงว่า “เรื่องนี้อาจจะพูดถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ ได้ยกระดับการกวาดล้างเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในแถบแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างรุนแรง มีการโจมตีเรือไปแล้วกว่า 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 110 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 กันยายน ส่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) สหรัฐฯ เพิ่งถล่มเรือ 2 ลำที่เชื่อว่าว่าขนยาเสพติด ทำให้มีผู้เสียชีวิตบนเรือ 5 ราย

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือกรณีที่ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ ได้โจมตี “พื้นที่ท่าเรือ” ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาในเวเนซุเอลาจนเกิดระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งสำนักข่าว CNN และนิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่าเป็นการใช้ “โดรนโจมตีโดยหน่วย CIA” หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยัน จะถือเป็นปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ภายในดินแดนเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก 

นอกเหนือจากเรื่องยาเสพติด สหรัฐฯ ยังเพิ่มความเข้มงวดกับเรือขนส่งน้ำมันที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยมีการยึดเรือบรรทุกน้ำมันไปแล้วอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งเวเนซุเอลาประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “โจรสลัดระหว่างประเทศ” ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า มาดูโรจงใจปล่อยนักโทษและผู้ป่วยทางจิตให้อพยพไปยังสหรัฐฯ

แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าการโจมตีทั้งหมดเป็นไปตามข้อมูลข่าวกรองที่ยืนยันเส้นทางค้ายา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเริ่มออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการ “สงครามยาเสพติด” ครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นมีการบรรทุกยาเสพติดจริงหรือไม่.

ที่มา BBC

“ทรัมป์” โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง “เพอร์เฟกต์” แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

"ทรัมป์" โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง "เพอร์เฟกต์" แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

2 ม.ค. 2569 12:15 น.

“ทรัมป์” โต้ข่าวลือสุขภาพย่ำแย่ ยันยัง “เพอร์เฟกต์” แม้รับกินยาเกินโดส-ใช้เมคอัพปิดรอยช้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวัย 79 ปี เปิดใจเคลียร์ประเด็นสุขภาพผ่านสื่อดัง ยันแข็งแรงดีแม้ถูกจับจ้องเรื่องอาการง่วงนอนระหว่างประชุมและรอยช้ำที่มือ เผยเคล็ดลับกินแอสไพรินเกินขนาดมานานกว่า 25 ปี เพราะไม่อยากให้ “เลือดหนืด” ไม่ชอบออกกำลังกายเพราะ “น่าเบื่อ” พร้อมยอมรับใช้เมคอัพช่วยพรางรอยช้ำเพื่อให้ภาพลักษณ์ดูดี

จากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง (79 ปี) ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความฟิตของร่างกาย หลังมีภาพเจ้าหน้าที่ดูเหมือนง่วงนอนในที่ประชุม หรือมีปัญหาในการฟังคำถาม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ต่อสายตรงหาเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล  เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของเขายัง “สมบูรณ์แบบ” และแสดงความรำคาญที่เรื่องนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงไม่จบสิ้น

ทรัมป์เปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันและประวัติการรักษา เช่น เขายอมรับว่ากินยาแอสไพรินขนาด 325 มิลลิกรัมทุกวัน ซึ่งสูงกว่าที่แพทย์แนะนำ (81 มิลลิกรัม) มานานกว่า 25 ปี โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้เลือดหนืดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ และที่สำคัญคือเขา “ถือเคล็ด” ไม่ยอมเปลี่ยนกิจวัตรเพราะกลัวโชคร้าย

ทรัมป์ยอมรับว่ารอยช้ำที่มือเกิดจากการที่ผิวหนังเปราะบางลง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากยาแอสไพริน เขาจึงพกเมคอัพติดตัวเพื่อใช้แต้มปกปิดรอยช้ำเพียง 10 วินาทีในกรณีที่มือไปกระแทกอะไรเข้า

นอกจากการตีกอล์ฟแล้ว เขาปฏิเสธการเดินหรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเบื่อ”

ทรัมป์ได้แก้ไขข้อมูลเรื่องการตรวจร่างกายที่ศูนย์การแพทย์วอลเตอร์ รีด เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าเป็นการทำซีทีสแกน ไม่ใช่ MRI อย่างที่เขาเคยบอกสื่อไปก่อนหน้านี้ ซึ่ง น.อ. ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวยืนยันว่าผลตรวจ “ปกติ” ไม่พบปัญหาด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด

ส่วนประเด็นที่ถูกถ่ายภาพตอนหลับหรือดูเหมือนไม่ได้ยินคำถาม ทรัมป์ชี้แจงว่าอาการง่วง เขาแค่หลับตาเพื่อความ “ผ่อนคลาย” เท่านั้น ไม่ได้วูบหลับ ส่วนภาพที่สื่อนำไปเผยแพร่ว่าเขาหลับ จริงๆ แล้วคือจังหวะที่เขากำลัง “กะพริบตา” พอดี

ส่วนปัญหาขาบวม หลังถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง เขาปฏิเสธที่จะสวมถุงเท้าเพื่อสุขภาพ เพราะไม่ชอบ แต่เลือกที่จะลุกขึ้นเดินจากโต๊ะทำงานบ่อยๆ แทน

ทั้งนี้ แพทย์ประจำตัวของเขาสรุปในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีสุขภาพที่ “ดีเยี่ยม” และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด.

ที่มา BBC

BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

 BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

2 ม.ค. 2569 11:40 น.

BYD จีนจ่อแซง Tesla ขึ้นแท่นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าโลก ด้วยยอดขายทะลุ 2.25 ล้านคัน

บริษัท บีวายดี ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน กำลังจะก้าวขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้า เทสลาของอีลอน มัสก์ เป็นครั้งแรกในแง่ยอดขายประจำปี

BYD เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเกือบ 28% อยู่ที่มากกว่า 2.25 ล้านคัน ทำให้ BYD น่าจะแซงหน้า Tesla ซึ่งมีกำหนดประกาศตัวเลขยอดขายปี 2025 อย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้  โดยก่อนหน้านี้มีการประมาณการของนักวิเคราะห์ว่ายอดขายทั้งปีอยู่ที่ราว 1.65 ล้านคัน

รายงานระบุว่า Tesla เผชิญปีที่ท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งกระแสตอบรับที่หลากหลายต่อรถรุ่นใหม่ ความกังวลของนักลงทุนต่อบทบาททางการเมืองของอีลอน มัสก์ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีน

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Tesla ได้เปิดตัวรถรุ่นราคาถูกลงของโมเดลขายดี 2 รุ่นในสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นยอดขาย หลังถูกวิจารณ์ว่าเคลื่อนไหวช้าในการออกสินค้าที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน มัสก์ยังเผชิญแรงกดดันจากข้อตกลงค่าตอบแทนระดับประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากสามารถเพิ่มยอดขายและมูลค่าหุ้นของ Tesla ได้ตามเป้าหมายในทศวรรษหน้า รวมถึงภารกิจขายหุ่นยนต์มนุษย์อย่างน้อย 1 ล้านตัว และพัฒนาโครงการ Robotaxi รถไร้คนขับ

ยอดขาย Tesla ยังชะลอตัวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 หลังเกิดกระแสต่อต้านบทบาทของมัสก์ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการบริหาร Tesla ก่อนที่มัสก์จะประกาศลดบทบาททางการเมืองลง

แม้ BYD จะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การเติบโตของยอดขายในปี 2025 กลับชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในจีน จากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่อย่าง XPeng และ Nio

อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดโลกได้ ด้วยกลยุทธ์ราคาที่มักต่ำกว่าคู่แข่ง และการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน ลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป แม้หลายประเทศจะตั้งกำแพงภาษีสูงต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีน

บริษัทระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ BYD นอกประเทศจีน โดยยอดขายในอังกฤษพุ่งขึ้นถึง 880% ในรอบปี สิ้นสุดเดือนกันยายน จากความนิยมของรถปลั๊กอินไฮบริดรุ่น Seal U SUV

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  BYD

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ “ห้องน้ำหญิง” ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ "ห้องน้ำหญิง" ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

2 ม.ค. 2569 11:12 น.

นายกฯ-สส. หญิงญี่ปุ่นรวมพลจี้ขอ “ห้องน้ำหญิง” ในสภาเพิ่ม หลัง สส. หญิงมากเป็นประวัติการณ์

นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” พร้อม สส. หญิงกว่า 60 คน ยื่นเรื่องขอเพิ่มห้องน้ำหญิงในอาคารรัฐสภา หลังพบสัดส่วนไม่สมดุลกับจำนวน สส. หญิงที่เพิ่มขึ้นถึง 73 คน โดยในบริเวณใกล้ห้องประชุมใหญ่มีห้องน้ำเพียงจุดเดียว และมีห้องน้ำเพียง 2 ห้อง เผยต้องต่อคิวยาวเหยียดจนบางคนต้องถอดใจ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำก่อนเริ่มประชุม

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ สส. หญิงของญี่ปุ่นนำโดย ยาสุโกะ โคมิยามะ จากพรรคฝ่ายค้าน ออกมาเปิดเผยความยากลำบากในการใช้ชีวิตในรัฐสภา โดยระบุว่าบ่อยครั้งที่เกิด “แถวยาวเหยียด” หน้าห้องน้ำหญิงก่อนการประชุมสภาจะเริ่มขึ้น จน สส. บางท่านถึงกับระบุว่า “ถอดใจ” และไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำเพราะกลัวกลับมาประชุมไม่ทัน

นางโคมิยามะจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ปัจจุบัน “มักไม่สะดวก” เพราะเจ้าหน้าที่หญิงและผู้มาเยือนที่เป็นผู้หญิงก็ใช้ห้องน้ำร่วมกันด้วย “ฉันต้องการแสดงความคิดเห็นและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันที่ผู้หญิงจะครองที่นั่งในรัฐสภามากกว่า 30% ในอนาคต”

อาคารรัฐสภาเป็นอาคารขนาดใหญ่สามชั้น โดยส่วนกลางสูงถึงเก้าชั้น อาคารนี้มีพื้นที่ 13,356 ตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณสองสนาม โดยมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 53,464 ตารางเมตร

ปัจจุบันมีห้องน้ำหญิงบริเวณใกล้ห้องประชุมใหญ่เพียงแห่งเดียว ซึ่งมีเพียง 2 ห้องเท่านั้น ขณะที่มี สส. หญิงที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่สูงถึง 73 คน จากการเลือกตั้งเดือนตุลาคม 2024 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบภาพรวมทั้งอาคาร พบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน โดยห้องน้ำหญิงมี 9 แห่ง รวม 22 ห้อง ซึ่งต้องแบ่งใช้กับเจ้าหน้าที่และผู้มาติดต่อ ส่วนห้องน้ำชาย มี 12 แห่ง รวม 67 ห้องย่อย ทั้งแบบห้องและโถปัสสาวะ

สาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากอาคารรัฐสภาญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1936 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ผู้หญิงญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิเลือกตั้งในปี 1945 ถึงหนึ่งทศวรรษ ทำให้โครงสร้างอาคารไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้หญิงในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นผู้นำหญิงคนแรกของประเทศ เคยให้คำมั่นว่าจะยกระดับสัดส่วนผู้หญิงในรัฐบาลให้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก แม้ปัจจุบันเธอจะมีรัฐมนตรีหญิงเพียง 2 คนในคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับการ “ส่งเสริมศักยภาพสตรี” มากน้อยเพียงใด

ทางด้านนายยาสุกะสึ ฮามาดะ ประธานคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎร เริ่มแสดงท่าทีตอบรับที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว เพื่อปรับปรุงสวัสดิการพื้นฐานให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้มีสัดส่วนผู้นำหญิงถึง 30% ภายในปี 2030.

ที่มา BBC

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนคลื่นความหนาวเย็นระลอกใหม่ ทำอุณหภูมิลดฮวบ หิมะตกหนักทางตอนใต้ของประเทศ

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนคลื่นความหนาวเย็นระลอกใหม่ ทำอุณหภูมิลดฮวบ หิมะตกหนักทางตอนใต้ของประเทศ

2 ม.ค. 2569 10:58 น.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนคลื่นความหนาวเย็นระลอกใหม่ ทำอุณหภูมิลดฮวบ หิมะตกหนักทางตอนใต้ของประเทศ

เกาหลีใต้เผชิญอากาศหนาวจัดต่อเนื่อง อุณหภูมิหลายพื้นที่ลดต่ำกว่า -10 องศาเซลเซียส ขณะที่จังหวัดภาคใต้และเกาะเชจูมีหิมะตกหนัก ทางการออกประกาศเตือนหลายพื้นที่

วันที่ 2 มกราคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า คลื่นอากาศหนาวรุนแรงยังคงปกคลุมทั่วประเทศในวันศุกร์ ส่งผลให้อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างมาก พร้อมกับมีหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ รวมถึงจังหวัดชอลลาใต้ ชอลลาเหนือ และเกาะเชจู

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี ระบุว่า เมื่อเวลา 08.00 น. อุณหภูมิในกรุงโซลอยู่ที่ -11.2 องศาเซลเซียส เมืองอินชอน -11.4 องศาเซลเซียส เมืองกวางจู -7 องศาเซลเซียส และเมืองปูซาน -6.1 องศาเซลเซียส

ขณะที่บางพื้นที่ของจังหวัดคยองกีรอบกรุงโซล จังหวัดคังวอนทางตะวันออก และพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดคยองซังเหนือ มีอุณหภูมิลดต่ำใกล้ -15 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันจะอยู่ระหว่าง -5 ถึง 4 องศาเซลเซียส โดยคลื่นอากาศหนาวจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเช้าวันเสาร์ ก่อนที่อุณหภูมิจะเริ่มสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงหลังของวัน จากการเปลี่ยนทิศทางลมพัดไปทางตะวันออก

ขณะเดียวกัน ทางการได้ออกประกาศเตือนหิมะตกหนักในพื้นที่ทางตะวันตกของจังหวัดชอลลาใต้และชอลลาเหนือ เกาะเชจู รวมถึงหมู่เกาะอุลลึงและด็อกโดทางตะวันออกของประเทศ ขณะที่ข้อมูลเมื่อเวลา 08.00 น. ระบุว่า เกาะอุลลึงมีหิมะตกสะสมสูงถึง 30.1 เซนติเมตร ยอดเขาซัมกัก บนภูเขาฮัลลา เกาะเชจู มีหิมะหนา 13.3 เซนติเมตร และอำเภอจังซอง จังหวัดชอลลาใต้ มีหิมะตกสะสม 12 เซนติเมตร

ที่มา Yonhap

เกาหลีเหนือคึกคักรับปีใหม่ 2569 ประชาชนออกฉลองแน่นจัตุรัสคิม อิล ซุง ในกรุงเปียงยาง

เกาหลีเหนือคึกคักรับปีใหม่ 2569 ประชาชนออกฉลองแน่นจัตุรัสคิม อิล ซุง ในกรุงเปียงยาง

2 ม.ค. 2569 10:20 น.

เกาหลีเหนือคึกคักรับปีใหม่ 2569 ประชาชนออกฉลองแน่นจัตุรัสคิม อิล ซุง ในกรุงเปียงยาง

ชาวเกาหลีเหนือร่วมเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่อย่างคึกคักทั่วกรุงเปียงยาง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ประดับประดาเมืองหลวงด้วยสัญลักษณ์ปีใหม่ ท่ามกลางการควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐ

วันที่ 1 มกราคม 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่าบรรยากาศการต้อนรับวันขึ้นปีใหม่ของเกาหลีเหนือเป็นไปอย่างคึกคักในวันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม 2569 โดยประชาชนจำนวนมากออกมาร่วมเฉลิมฉลองและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกตามจุดสำคัญต่างๆ ของกรุงเปียงยาง

รายงานข่าวระบุว่า เมืองหลวงของเกาหลีเหนือถูกประดับประดาด้วยป้ายและสัญลักษณ์ต้อนรับปีใหม่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันที่ จัตุรัสคิม อิล ซุง สถานที่สำคัญใจกลางกรุง เพื่อร่วมกิจกรรมและเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่

โดยภาพจากกรุงเปียงยางแสดงให้เห็นประชาชนทุกเพศทุกวัยออกมาร่วมเฉลิมฉลอง ท่ามกลางมาตรการของรัฐที่ยังคงกำหนดกรอบกิจกรรมสาธารณะอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นความพยายามของรัฐบาลในการสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและความรื่นเริงในช่วงเริ่มต้นปีใหม่.

ที่มา AFP

จับตาทายาทผู้นำเกาหลีเหนือ “คิมจูแอ” ปรากฏตัวครั้งประวัติศาสตร์ เยือนสุสานรัฐเคียงข้างคิม จองอึน

จับตาทายาทผู้นำเกาหลีเหนือ "คิมจูแอ" ปรากฏตัวครั้งประวัติศาสตร์ เยือนสุสานรัฐเคียงข้างคิม จองอึน

2 ม.ค. 2569 09:01 น.

จับตาทายาทผู้นำเกาหลีเหนือ “คิมจูแอ” ปรากฏตัวครั้งประวัติศาสตร์ เยือนสุสานรัฐเคียงข้างคิม จองอึน

“คิม จูแอ” บุตรสาวของ คิม จองอึน เยือนสุสานคึมซูซัน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทางการเมืองของประเทศเป็นครั้งแรก ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า เธอกำลังถูกเตรียมให้เป็นผู้นำรุ่นที่ 4 ของตระกูล

ภาพถ่ายที่สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (2 ม.ค.) ตามเวลาในท้องถิ่น แสดงให้เห็นว่า คิม จูแอ ร่วมเดินทางกับบิดาและมารดา คือ คิม จองอึน และ นางรี ซอลจู ในการเข้าแสดงความเคารพต่ออดีตผู้นำประเทศที่สุสานของตระกูล “วังสุริยะคึมซูซัน” เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

ในภาพจากสำนักข่าว KCNA คิม จูแอ ยืนอยู่ระหว่างบิดาและมารดา ภายในโถงหลักของสุสาน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บร่างของ คิม อิลซุง ผู้ก่อตั้งประเทศ และ คิม จองอิล อดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งการจัดวางตำแหน่งเช่นนี้ถูกนักวิเคราะห์มองว่ามีนัยทางสัญลักษณ์ที่สำคัญ ในระบบการเมืองของเกาหลีเหนือ

ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คิม จูแอ ปรากฏตัวในสื่อของรัฐบ่อยครั้งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญรวมถึงหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ ตั้งข้อสังเกตว่าเธออาจกำลังถูกปั้นเป็นทายาททางการเมืองของคิม จองอึน

สื่อทางการยังรายงานว่า คิม จูแอ ซึ่งเชื่อว่าเกิดในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของเกาหลีเหนือในปีนี้ และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอได้เดินทางไปกรุงปักกิ่งพร้อมบิดา ถือเป็นการปรากฏตัวในต่างประเทศต่อสาธารณชนครั้งแรก

ตามธรรมเนียมแล้ว คิม จองอึน จะเดินทางไปสุสานคึมซูซันในวาระสำคัญ เพื่อยืนยันความชอบธรรมของสายเลือดผู้นำในประเทศที่ยึดโยงอำนาจรัฐเข้ากับตระกูลคิมอย่างแน่นแฟ้น

แม้จนถึงขณะนี้ ทางการเกาหลีเหนือยังไม่เคยยืนยันอายุที่แท้จริงของคิม จูแอ แต่การปรากฏตัวครั้งล่าสุดในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของรัฐ ยิ่งตอกย้ำต่อเวทีโลกว่านี่เป็นการเปิดตัวทายาทผู้นำเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุประท้วงใหญ่ในอิหร่าน โมโหค่าเงินดิ่ง กระทบค่าครองชีพ

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุประท้วงใหญ่ในอิหร่าน โมโหค่าเงินดิ่ง กระทบค่าครองชีพ

2 ม.ค. 2569 06:00 น.

ดับแล้ว 2 ศพ เหตุประท้วงใหญ่ในอิหร่าน โมโหค่าเงินดิ่ง กระทบค่าครองชีพ

ชาวอิหร่านประท้วงใหญ่เป็นคืนที่ 5 จากความไม่พอใจที่ค่าเงินตกต่ำ โดยเกิดการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในอิหร่านในรอบ 3 ปี ก้าวเข้าสู่คืนที่ 5 ในวันพฤหัสบดีที่ 1 ม.ค. 2568 ท่ามกลางรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตระหว่างผู้ประท้วงและกองกำลังรักษาความมั่นคง โดยสื่อที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ

แม้สื่อของรัฐบาลจะไม่ระบุว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร แต่พยานในที่เกิดเหตุและวิดีโอที่แพร่สะพัดบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นภาพของผู้ประท้วงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น หลังจากกองกำลังรักษาความมั่นคงเปิดฉากยิงเข้าใส่

นอกจากนี้ สำนักข่าวเดอะการ์เดียน ยังได้รับภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นร่างผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งมีร่องรอยที่ดูเหมือนจะเป็นบาดแผลจากกระสุนปืนลูกปรายและลูกกระสุนจริง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานอิสระ

ด้านองค์การสิทธิมนุษยชน “Hengaw” ซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ระบุว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยกระสุนจริงและเสียชีวิตก่อนที่จะถูกนำตัวส่งสถานพยาบาล ขณะที่มีรายงานด้วยว่า การเสียชีวิตทั้ง 2 รายเกิดขึ้นที่เมืองลอร์เดแกน (Lordegan) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

เหล่านักกิจกรรมและกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาเตือนว่ากำลังมีการใช้กำลังปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมเกิดขึ้น ในขณะที่กองกำลังรักษาความมั่นคงยังคงยิงปืนใส่ผู้ประท้วงโดยตรง

ผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับเดอะการ์เดียนด้วยว่า “ที่นี่เหมือนสนามรบ และพวกเขากำลังระดมยิงอย่างไร้ความปรานี”

วิดีโอที่มีการแชร์บนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นภาพที่ดูเหมือนกองกำลังรักษาความมั่นคงจะมีการใช้ปืนยิงใส่ผู้ประท้วง ในขณะที่ฝูงชนพากันวิ่งหนีผ่านถนนที่เต็มไปด้วยควัน และมีภาพของผู้ที่ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บถูกช่วยกันหามตัวออกไป

ในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี สำนักข่าว “ทาสนิม” (Tasnim) รายงานว่าทางการอิหร่านในกรุงเตหะรานจับกุมประชาชน 30 คน ในข้อหาละเมิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในเขตมาลาร์ดทางตะวันตกของกรุงเตหะราน

ทั้งนี้ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงดิ่งเหวต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การประท้วงปะทุขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในกรุงเตหะราน ก่อนจะขยายตัวไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้พากันตะโกนเรียกร้องความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ และต้องการให้ระบอบการปกครองนี้สิ้นสุดลง

นาง โรยา โบรุมันด์ ผู้อำนวยการศูนย์สิทธิมนุษยชน “อับดอร์เราะห์มาน โบรุมันด์” ในอิหร่าน กล่าวว่า แรงขับเคลื่อนของการประท้วงครั้งนี้มาจากมูลค่าเงินตราที่ตกต่ำลงและผลกระทบต่อค่าครองชีพ

“ชาวอิหร่านที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ใต้เส้นมาตรฐานความยากจนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพวกเขาไม่มีความหวังเลยว่าสภาพความเป็นอยู่จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นางโบรุมันด์กล่าว “พวกเขาโกรธแค้นการบริหารงานที่ผิดพลาดและการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่สร้างความทุกข์ยากภายในประเทศ”

“รัฐถือว่าการประท้วงใดๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และตัวกฎหมายเองก็ไม่ได้เปิดช่องว่างให้กับการประท้วงที่ถูกกฎหมายอย่างแท้จริง นั่นคือเหตุผลที่เราเห็นรูปแบบการระเบิดอารมณ์ของประชาชน และตามมาด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian