คณะมนตรีความมั่นคง UN โหวตหนุนแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อของทรัมป์

คณะมนตรีความมั่นคง UN โหวตหนุนแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อของทรัมป์

18 พ.ย. 2568 07:36 น.

คณะมนตรีความมั่นคง UN โหวตหนุนแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อของทรัมป์

สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โหวตเห็นชอบมติที่ร่างโดยสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนแผนการสันติภาพกาซา 20 ข้อของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว รวมถึงการส่งกองกำลังนานาชาติคุมกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ลงมติเห็นชอบร่างมติที่ยกร่างโดยสหรัฐฯ ซึ่งให้การสนับสนุนแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว

แผนดังกล่าวรวมถึงการจัดตั้งกองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศ (ISF) ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่า มีหลายประเทศที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อเสนอที่จะเข้าร่วมให้ความช่วยเหลือ

มติฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนจาก 13 จากทั้งหมด 15 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และโซมาเลีย โดยไม่มีประเทศใดลงมติคัดค้านข้อเสนอนี้ ส่วนรัสเซียและจีนงดออกเสียง

แต่กลุ่มฮามาสได้ปฏิเสธมติดังกล่าว โดยกล่าวว่ามตินี้ไม่สามารถตอบสนองสิทธิและข้อเรียกร้องของชาวปาเลสไตน์ได้

“แผนการดังกล่าวบังคับใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อการดูแลฉนวนกาซา ที่ประชาชนของเรากับกลุ่มของพวกเขาปฏิเสธ” ฮามาสระบุผ่านเทเลแกรม “การมอบหมายภารกิจและบทบาทให้กับกองกำลังนานาชาติภายในฉนวนกาซา รวมถึงการปลดอาวุธกลุ่มต่อต้าน ได้ทำให้กองกำลังนานาชาติหมดสิ้นความเป็นกลาง และเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นคู่ขัดแย้งที่เข้าข้างฝ่ายยึดครอง”

ทั้งนี้ ตามรายงานเกี่ยวกับร่างมติล่าสุด บทบาทส่วนหนึ่งของ ISF คือการดำเนินการ “ปลดอาวุธของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่ของรัฐอย่างถาวร” ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮามาส ตลอดจนการปกป้องพลเรือนและเส้นทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

แผนการนี้จะทำให้กลุ่มฮามาส ซึ่งถูกสหราชอาณาจักร และหลายประเทศจัดเป็นกลุ่มก่อการร้าย ต้องส่งมอบอาวุธของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮามาสควรจะต้องทำภายใต้แผนสันติภาพของทรัมป์

และนอกจากจะให้อำนาจจัดตั้ง ISF ซึ่งระบุว่าจะทำงานร่วมกับอิสราเอลและอียิปต์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางใต้ของกาซาแล้ว ร่างมติดังกล่าวยังเรียกร้องให้มีการจัดตั้งตำรวจปาเลสไตน์ที่ได้รับการฝึกฝนใหม่ในฉนวนกาซาด้วย หลังจากที่ผ่านมา ตำรวจในกาซาปฏิบัติงานภายใต้อำนาจของกลุ่มฮามาสมาตลอด

ระยะแรกของแผนการ 20 ข้อของนายทรัมป์ ซึ่งคือการหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส และการส่งมอบตัวประกันและผู้ถูกควบคุมตัว มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้ง 20 คน และคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ ครบทุกคนแล้ว แม้ว่าจะยังมีการปะทะกันประปรายก็ตาม

นอกจากกองกำลัง ISF จะเป็นแกนหลักสำคัญในแผนของทรัมป์ ยังจะมีการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำด้วยตนเองด้วย

ส่วนเรื่องเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงครามสองปี ตามมติระบุว่า จะมาจากกองทุนทรัสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก

ร่างมติยังได้หยิบยกความเป็นไปได้ของการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลต่อต้านอย่างหนัก แต่แนวทางสู่การเป็นรัฐในอนาคตนี้ถูกรวมไว้ด้วย เนื่องจากชาติอาหรับร่วมกดดัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่าแล้ว 3 ศพ

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่าแล้ว 3 ศพ

18 พ.ย. 2568 04:27 น.

เอธิโอเปียยืนยัน ไวรัสมาร์บวร์กระบาด คร่าแล้ว 3 ศพ

เอธิโอเปียยืนยันว่า กำลังเกิดการระบาดของไวรัสมาร์บวร์กในประเทศของพวกเขา โดยล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพในพื้นที่ชายแดนติดกับซูดานใต้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการเอธิโอเปียยืนยันเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า กำลังเกิดการระบาดของไวรัส “มาร์บวร์ก” ในประเทศของพวกเขา โดยในวันจันทร์ที่ 17 พ.ย. เจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตจากไวรัสชนิดนี้แล้ว 3 ศพ โดยทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ชายแดนติดกับซูดานใต้

รัฐบาลเอธิโอเปียดำเนินการตรวจผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 17 คน จากภูมิภาคโอโม (Omo) ทางตอนใต้ของประเทศ โดยมีผู้ป่วยที่กำลังอยู่ระหว่างการรักษา และรัฐบาลกำลังใช้มาตรการป้องกันไว้ก่อน ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้ส่งทีมงานไปสนับสนุนการทดสอบและการควบคุมการระบาดแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของซูดานใต้ ได้ออกคำแนะนำด้านสาธารณสุขแก่ผู้อยู่อาศัยใน 4 เขตของประเทศ ให้ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับของเหลวในร่างกาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสมาร์บวร์ก

นายฌอง คาเซยา ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การระบาดครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากซูดานใต้มีระบบสุขภาพเปราะบาง

ทั้งนี้ ไวรัสมาร์บวร์กมีต้นกำเนิดมาจากค้างคาวผลไม้ เช่นเดียวกับไวรัสอีโบลา และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับของเหลวในร่างกายของผู้ติดเชื้อ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน เช่น ผ้าปูที่นอนที่เปื้อน โดยหากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสชนิดนี้จะทำให้ผู้ติดเชื้อมีโอกาสถึง 88% ที่จะเสียชีวิต

อาการต่างๆ ของการติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก ได้แก่ มีไข้, ปวดกล้ามเนื้อ, ท้องร่วง, อาเจียน และในบางกรณีอาจเสียชีวิตจากภาวะเสียเลือดรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

สลด รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับแล้ว 45 ศพ รอด 1

สลด รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับแล้ว 45 ศพ รอด 1

18 พ.ย. 2568 02:55 น.

สลด รถบัสผู้แสวงบุญอินเดีย คว่ำในซาอุฯ ดับแล้ว 45 ศพ รอด 1

เกิดเหตุรถบัสขนผู้แสวงบุญชาวอินเดีย ประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟลุกไหม้ใกล้กับเมืองเมดินา ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 45 ศพ รอดเพียงคนเดียว

เมื่อ 17 พ.ย. 2568 นาย วี.ซี. สัจจนาการ ผู้บัญชาการตำรวจเมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า รถบัสขนผู้แสวงบุญชาวอินเดีย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเมืองไฮเดอราบัด ประสบอุบัติเหตุและเกิดไฟลุกไหม้ใกล้กับเมืองเมดินา ของซาอุดีอาระเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ศพ

นายสัจจนาการระบุว่า รถบัสคันดังกล่าวมีผู้โดยสารทั้งหมด 46 คน โดยชายที่รอดชีวิตต้องถูกนำตัวส่งห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาลท้องถิ่น ผู้บัญชาการตำรวจรายนี้บอกอีกว่า มีรถบรรทุกน้ำมันเกี่ยวข้องในอุบัติเหตุด้วย แต่เขาไม่เปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้

ด้านทางการรัฐเตลังกานา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไฮเดอราบัด ออกแถลงการณ์ระบุว่า ผู้แสวงบุญกลุ่มนี้เดินทางไปยังซาอุดีอาระเบียเพื่อแสวงบุญอุมเราะห์ (Umrah) อันเป็นพิธีแสวงบุญขนาดย่อส่วนของพิธีฮัจญ์ และสามารถกระทำได้ตลอดทั้งปี โดยเหตุเกิดระหว่างที่รถบัสกำลังเดินทางจากเมืองเมกกะ ไปยังเมืองเมดินา

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียระบุในโพสต์บน X ว่า “เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อข่าวอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และทางการอินเดียกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ในซาอุดีอาระเบีย โดยสถานทูตของเราในกรุงริยาด และสถานกงสุลในเมืองเจดดาห์ กำลังให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

18 พ.ย. 2568 02:05 น.

ยูเครนปิดดีล จ่อได้บินรบ “ราฟาเอล” สูงสุด 100 ลำจากฝรั่งเศส

ยูเครนจะได้เครื่องบินรบ ราฟาเอล จำนวนสูงสุด 100 ลำ จากฝรั่งเศส หลังจากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ยูเครนจะได้รับเครื่องบินขับไล่ Rafale F4 ของฝรั่งเศส สูงสุด 100 ลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง ภายใน 1 ทศวรรษหลังจากนี้ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเคียฟในการปกป้องประเทศจากการโจมตีของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ออกมายกย่องว่านี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากลงนามใน “หนังสือแสดงเจตจำนง” (letter of intent) ร่วมกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่ฐานทัพอากาศในกรุงปารีส

ตามแผนการแล้ว การส่งมอบเครื่องบินรบ ราฟาเอล เอฟ 4 จะแล้วเสร็จภายในปี 2578 ขณะที่การผลิตโดรนสกัดกั้นร่วมกันจะเริ่มขึ้นในปีนี้

รายละเอียดทางการเงินยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะมีการจัดทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกันหลังจากนี้ โดยมีรายงานว่าฝรั่งเศสวางแผนที่จะดึงดูดเงินทุนจากสหภาพยุโรป และใช้สินทรัพย์ของรัสเซียที่ถูกอายัดไว้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นที่ถกเถียงและทำให้กลุ่มสมาชิก EU 27 ประเทศมีความเห็นแตกแยก

“นี่คือข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จะคงอยู่เป็นเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปีหน้า” เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับมาครงเมื่อวันจันทร์ และเสริมว่า ยูเครนจะได้รับ เรดาร์ฝรั่งเศสที่ทรงพลังมาก, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ 8 เครื่อง, และอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงอื่น ๆ

ส่วนนายมาครงกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายเซเลนสกีว่า “เรากำลังวางแผน [เรื่องเครื่องบิน] Rafales 100 ลำ นั่นเป็นจำนวนมหาศาล นั่นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกองทัพยูเครน” และเสริมว่า เขาต้องการช่วยยูเครนเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของยูเครนเกิดขึ้นหลังจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและรถไฟ ซึ่งก่อให้เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วประเทศ มีพลเรือนหลายสิบคนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว

ปัจจุบัน ยูเครนกำลังใช้เครื่องบินรบ Mirage ของฝรั่งเศส รวมถึงเครื่องบิน F-16 ที่ผลิตในสหรัฐฯ ในการรับมือการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย นอกจากนั้น เคียฟยังได้ตกลงเบื้องต้นที่จะขอรับเครื่องบินขับไล่ Gripen ของสวีเดนเมื่อไม่นานมานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

17 พ.ย. 2568 23:57 น.

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังลดความตึงเครียด ปมคำพูดนายกฯ เรื่องไต้หวัน

ญี่ปุ่นส่งทูตเยือนจีน หวังคลี่คลายสถานการณ์ คำพูดเรื่องไต้หวันของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ทำให้ฝั่งจีนไม่พอใจและกดดันญี่ปุ่นอย่างหนัก

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พ.ย. 2568 ญี่ปุ่นดำเนินการส่งทูตพิเศษเยือนประเทศจีน เพื่อหาทางลดความตึงเครียดกับจีนในเรื่องไต้หวัน ซึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างหนักในแดนมังกร และส่งผลให้รัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องให้พลเมืองของตนเอง ระงับแผนการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้เป็นการชั่วคราว

ข้อพิพาทนี้ปะทุขึ้นหลังจากที่นาง ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หากจีนโจมตีไต้หวันจนคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ก็อาจกระตุ้นให้ประเทศของเธอมีการตอบสนองทางทหาร

ความเห็นของนางทาคาอิจิเป็นการแหวกธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่น ที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงฉากทัศน์ต่างๆ ในสถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุจีน ซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเกาะไต้หวัน

วิดีโอที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวเกียวโดเมื่อวันจันทร์ แสดงให้เห็นว่า นายมาซาอากิ คานาอิ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่รับผิดชอบกิจการเอเชียและโอเชียเนีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้ว เพื่อพบปะกับ นายหลิว จินซง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน

คาดกันว่า นายคานาอิจะชี้แจงต่อรัฐบาลจีนว่า นโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมา และเรียกร้องให้จีนงดเว้นจากการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์

ด้านนาย มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวว่า “ช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ยังเปิดอยู่” หลังถูกนักข่าวถามเรื่องการเยือนจีนของนายคานาอิ

“เราได้ร้องขออย่างหนักแน่นให้ฝ่ายจีนดำเนินมาตรการที่เหมาะสม” นายคิฮาระกล่าว และเสริมว่า คำเตือนด้านการเดินทางของจีนนั้น ไม่สอดคล้องกับความพยายามในการส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์และเป็นประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ไม่มีแผนที่จะพบกับนาง ทาคาอิจิ นอกรอบการประชุมสุดยอด G20 ซึ่งจะจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ในสัปดาห์นี้

ขณะที่นาง เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวในงานแถลงข่าวประจำวันว่า ญี่ปุ่นควรเพิกถอนคำพูดที่ “ผิดพลาด” ของตนเสีย

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ในวันที่ 13 พ.ย. จีนเรียกตัวเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี เพื่อประท้วงต่อแถลงการณ์ที่พวกเขาระบุว่า “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ของนางทาคาอิจิ

ต่อมาในวันที่ 14 พ.ย. จีนออกมาเตือนว่า ญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหารที่ “ย่อยยับ” หากเข้าแทรกแซงกรณีไต้หวัน และแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับทิศทางด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น นอกจากนั้น จีนยังแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า การท่องเที่ยวในญี่ปุ่น จะประสบกับภาวะธุรกิจตกต่ำ

ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ หุ้นที่อ่อนไหวในเรื่องการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง เช่น บริษัท อิเซตัน มิตสึโคชิ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ลดลง 11.3% ขณะที่สายการบิน เจแปนแอร์ไลน์ ลดลง 3.7%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

17 พ.ย. 2568 22:33 น.

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ "ชีค ฮาสินา" ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

17 พ.ย. 2568 16:33 น.

ตัดสินประหารชีวิต อดีตนายกฯ บังกลาเทศ “ชีค ฮาสินา” ฐานสั่งปราบปรามประท้วงอย่างรุนแรง

ศาลอาชญากรรมสงครามของบังกลาเทศได้ตัดสินโทษประหารชีวิต นางชีค ฮาสินา อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มอำนาจ  โดยสรุปผลการไต่สวนนานหลายเดือนที่พบว่าเธอมีความผิดฐานสั่งการให้มีการปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาอย่างรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว

คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการทางกฎหมายครั้งสำคัญที่สุดต่ออดีตผู้นำบังกลาเทศในรอบหลายทศวรรษ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งรัฐสภาที่คาดว่าจะจัดขึ้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยพรรคสันนิบาตอาวามีของนางฮาสินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และมีความกังวลว่าคำตัดสินในวันนี้อาจกระตุ้นให้เกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง

ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลอาชญากรรมสงครามภายในประเทศของบังกลาเทศ  ได้อ่านคำพิพากษาภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยที่นางฮาสินาไม่ได้ปรากฏตัว เนื่องจากเธอได้หลบหนีไปยังประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024

นางฮาสินาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมบุคคลหลายคนระหว่างการลุกฮือดังกล่าว หลังมีการประกาศคำตัดสินประหารชีวิต ได้มีเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงปรบมือดังขึ้นภายในศาล

คำตัดสินนี้สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ แต่นายซาจีบ วาเซด บุตรชายและที่ปรึกษาของนางฮาสินา ได้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สก่อนการพิพากษาว่า พวกเขาจะไม่ยื่นอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพรรคสันนิบาตอาวามีเข้าร่วม

ระหว่างการไต่สวน อัยการได้แจ้งต่อศาลว่า พวกเขาได้ค้นพบหลักฐานคำสั่งโดยตรงของเธอในการใช้กำลังร้ายแรงเพื่อปราบปรามการลุกฮือที่นำโดยนักศึกษาในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2024

ตามรายงานของสหประชาชาติ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 คนระหว่างการประท้วงตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 5 สิงหาคม 2024 และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการยิงของกองกำลังความมั่นคง ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดในบังกลาเทศนับตั้งแต่สงครามประกาศอิสรภาพในปี 1971

นางฮาสินาได้รับการแต่งตั้งทนายฝ่ายจำเลยจากรัฐบาล ซึ่งได้แจ้งต่อศาลว่าข้อกล่าวหาต่อเธอนั้นไม่มีมูลความจริงและขอให้ศาลยกฟ้อง ก่อนการตัดสิน นางฮาสินาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการดำเนินคดีของศาล โดยยืนยันว่าคำตัดสินว่ามีความผิดเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว”

สถานการณ์ในบังกลาเทศตึงเครียดก่อนหน้าการพิพากษา โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์ระเบิดแสวงเครื่องอย่างน้อย 30 ครั้ง และมีการเผายานพาหนะ 26 คันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บล้มตาย

นางฮาสินา วัย 78 ปี ซึ่งยังคงพำนักอยู่ในอินเดียนับตั้งแต่ถูกโค่นล้มอำนาจในเดือนสิงหาคม 2024 ได้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของศาลในบทสัมภาษณ์ทางอีเมลกับรอยเตอร์สเมื่อเดือนที่แล้ว

เธอกล่าวว่า “การดำเนินคดีเหล่านี้เป็นการแสดงละครที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง” “พวกมันถูกตัดสินโดยศาลเตี้ย ซึ่งคำตัดสินว่าผิดถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า พวกเขาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยคู่แข่งทางการเมืองของฉัน”

เธอยังกล่าวด้วยว่าเธอไม่ได้รับการแจ้งเตือนการไต่สวนอย่างเพียงพอ และถูกปฏิเสธโอกาสที่แท้จริงในการต่อสู้คดี พร้อมเสริมว่าเธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นการส่วนตัวในการใช้กำลังร้ายแรงหรืออาชญากรรมอื่น ๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

บังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 170 ล้านคน ถูกปกครองโดยคณะบริหารชั่วคราว นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นับตั้งแต่นางฮาสินาหลบหนี แม้ว่าประเทศจะมีความสงบโดยรวม แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ยังไม่กลับคืนมา

ในบทสัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส นางฮาสินาได้เตือนถึงความโกรธแค้นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตอาวามี และกล่าวว่าผู้ภักดีต่อพรรคหลายล้านคนจะคว่ำบาตรการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนกุมภาพันธ์

ขณะที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วกรุงธากาและเมืองใหญ่อื่น ๆ โดยมีการส่งกำลังทหารและตำรวจติดอาวุธไปประจำการรอบอาคารสำคัญของรัฐบาลและบริเวณศาล เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นหลังคำตัดสินนี้.

ที่มา Reuters

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว “อารีอานา กรานเด” ที่สิงคโปร์

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว "อารีอานา กรานเด" ที่สิงคโปร์

17 พ.ย. 2568 15:28 น.

ตัดสินจำคุก 9 วัน ชายออสเตรเลียบุกประชิดตัว “อารีอานา กรานเด” ที่สิงคโปร์

ชายชาวออสเตรเลียวัย 26 ปี ที่พยายามบุกเข้าประชิดตัว อารีอานา กรานเด นักร้องและนักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Wicked: For Good ระหว่างงานฉายรอบปฐมทัศน์ในสิงคโปร์ ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 9 วัน ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ

ในการตัดสินคดี ผู้พิพากษาเขตคริสโตเฟอร์ โกห์ ได้กล่าวกับนายจอห์นสัน เหวิน ว่าเขาเป็นพวก “เรียกร้องความสนใจ” และคิดผิดที่เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการกระทำของตนในสิงคโปร์

นายเหวิน ซึ่งถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ได้รับสารภาพตามข้อกล่าวหา 1 กระทง ในข้อหาทำให้เกิดความรำคาญต่อสาธารณะ โดยการก่อความวุ่นวายระหว่างงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ Wicked: For Good ที่สิงคโปร์

จากวิดีโอเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่รีสอร์ต เวิลด์ เซนโตซ่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายเหวินถูกจับภาพได้ขณะที่กระโดดข้ามรั้วกั้น จากนั้นเขาวิ่งเข้าหาอารีอานา กรานเด ใช้แขนโอบรอบตัวเธอ แล้วกระโดดขึ้นลง ด้านซินเธีย เอริโว นักแสดงร่วมที่รับบทเป็นเอลฟาบา ได้รีบเข้ามาแยกเขาออกไปทันที

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เข้าจัดการนายเหวินและนำตัวเขาออกจากสถานที่จัดงาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกรายงานข่าวไปทั่วโลก

นายเหวินเข้ารับการพิจารณาคดีผ่านวิดีโอลิงก์จากสถานที่ควบคุมตัว โดยศาลได้รับทราบว่า นายเหวินเดินทางมาถึงสิงคโปร์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน เพื่อเข้าร่วมงานและพักผ่อนในช่วงวันหยุด ก่อนเกิดเหตุ เขาได้โพสต์ในสตอรี่ของอินสตาแกรมว่า “นั่นคือเพื่อนซี้ของผม อารีอานา กรานเด” และบอกว่าเขาฝันที่จะได้พบเธอ

ในคืนวันที่ 13 พฤศจิกายน ระหว่างงาน “Yellow Carpet” ที่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ สิงคโปร์ ซึ่งมีนักแสดงนำหลายคนเข้าร่วมเพื่อแจกลายเซ็นให้กับแฟน ๆ ระหว่างเวลา 19.00 น. ถึง 19.11 น. นายเหวินได้กระโดดข้ามรั้วกั้น และวิ่งเข้าหาเหล่านักแสดง และก่อเหตุดังกล่าว

อัยการกล่าวว่า เหตุการณ์นี้ทำให้งานหยุดชะงักและสร้างความตกใจให้กับแฟน ๆ จำนวนมาก ขณะที่นายเหวินถูกนำตัวออกไป เขาก็พยายามหันหลังกลับและวิ่งกลับไปที่พรมเหลืองอีกครั้ง เพื่อพยายามกระโดดข้ามรั้วกั้นเป็นครั้งที่สอง แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมตัวไว้ได้

ในคืนนั้น นายเหวินยังโพสต์ในอินสตาแกรม ว่าเขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจับกุม พร้อมลงคลิปวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวใน TikTok และ Instagram และได้ขอบคุณอารีอานา กรานเด ด้วย โดยเขายอมรับว่าเขาทราบดีว่าการกระทำของเขาจะก่อให้เกิดความรำคาญต่อสาธารณะ

จากการสืบสวนพบว่า นายเหวินมีพฤติกรรมในการก่อกวนเหตุการณ์ใหญ่ ๆ มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงคอนเสิร์ตของ เคที เพอร์รี, เดอะ เชนสโมกเกอร์ส และ เดอะ วีคเอนด์

นางสาวเจน ลิม รองอัยการสูงสุด ได้ร้องขอให้ศาลจำคุกเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยกล่าวว่า แม้ว่านายเวนจะไม่มีประวัติอาชญากรรมในสิงคโปร์ แต่เขาไม่ใช่ผู้กระทำผิดครั้งแรก และเป็น “ผู้บุกรุกต่อเนื่อง” ที่ “ขาดความสำนึกผิดอย่างโจ่งแจ้ง” และในคำแถลงบรรเทาโทษ นายเหวินกล่าวว่า “ผมจะไม่ทำอีกแล้ว”

ผู้พิพากษาโกห์เห็นด้วยกับอัยการว่าการกระทำของนายเหวินเป็นไปโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีการวางแผน และเจตนาที่จะเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น ถึงแม้ว่าจะไม่มีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น แต่การฝ่าฝืนแนวรั้วรักษาความปลอดภัยอาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกได้

แม้จะเห็นด้วยกับอัยการในการตัดสินโทษจำคุก แต่ผู้พิพากษากล่าวว่าเห็นควรให้ “เพิ่มโทษเล็กน้อย” และตัดสินจำคุก 9 วัน โดยหวังว่าสิ่งนี้จะยุติพฤติกรรมของนายเหวิน “ได้อย่างถาวร”

สำหรับความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อสาธารณะ นายเหวินอาจถูกจำคุกสูงสุดสามเดือน ปรับสูงสุด 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา "อย่าสุดโต่ง" ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

17 พ.ย. 2568 13:44 น.

ฮุน เซน เตือนชาวกัมพูชา “อย่าสุดโต่ง” ประเด็นสินค้าไทย ชี้ผลิตในกัมพูชา ถือเป็นสินค้ากัมพูชา

ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ยังคงเรียกร้องไปยังประชาชนกัมพูชา ให้อย่าเลยเถิดหรือสุดโต่งเกินไปในประเด็นเกี่ยวกับสินค้าไทย โดยเน้นย้ำว่า ไม่ว่าบริษัทหรือเจ้าของจะเป็นชาวไทย แต่หากมีการผลิตสินค้าภายในราชอาณาจักรกัมพูชา สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เหล่านั้นถือเป็นสินค้าของกัมพูชา

การเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นในโอกาสที่นายฮุน เซน  เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ

ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้อธิบายต่อประชาชนว่า ยกตัวอย่างเช่น สถานีบริการน้ำมันของไทย แม้ว่าบริษัทแม่จะมีต้นกำเนิดจากประเทศไทย แต่ในปัจจุบัน ปั๊มน้ำมันดังกล่าวในกัมพูชาไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากประเทศไทยอีกต่อไป โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์แทน ดังนั้นประชาชนจึงสามารถใช้บริการได้ตามปกติ

ฮุน เซน กล่าวว่า “ผมขอพูดเรื่องหนึ่งว่า อย่าสุดโต่งเกินไป จนถึงขั้นที่นักลงทุนไทยที่ผลิตสินค้าในกัมพูชา ก็ยังไม่ยอมซื้อ นี่เป็นหลักการที่ผิด เมื่อพวกเขาผลิตในกัมพูชา ให้ถือว่าเป็นสินค้าของกัมพูชา  และปั๊มน้ำมันดังกล่าวทุกวันนี้ ก็ไม่ได้นำน้ำมันจากไทยมาขายแล้ว แต่นำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์ จากมาเลเซียมาขาย แต่ก็ยังไม่ไปเติมน้ำมัน”

ในความหมายนี้ ฮุน เซน ได้แสดงความเห็นว่า การกระทำเช่นนี้เป็นพฤติกรรมที่เกินเหตุและสุดโต่ง ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของประเทศตนเอง ดังนั้น ประชาชนควรนำกันคว่ำบาตรสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยเท่านั้น แต่หากเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศ ไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นชนชาติใด ก็ควรใช้กันตามปกติเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ

จากการกล่าวของฮุน เซน นักลงทุนทุกคนที่ทำการผลิตในประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดก็ตาม จะต้องถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา ซึ่งเขาได้ยกตัวอย่าง บริษัทของไทยที่มีการเลี้ยงไก่และผลิตไข่ไก่ในกัมพูชา บริษัทผลิตปูนซีเมนต์ และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ฮุน เซน จึงเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนมีความเห็นที่สมดุล และยับยั้งพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวสุดโต่ง และให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศต่อไป เพื่อรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของการลงทุนในกัมพูชา.

ที่มา FRESH NEWS

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

17 พ.ย. 2568 12:42 น.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ที่มา CNA