ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

31 ธ.ค. 2568 06:02 น.

ไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติส่งจดหมายแล้ว หลังให้บริการมา 400 ปี

ไปรษณีย์เดนมาร์กยุติการส่งจดหมายอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากให้บริการมานานกว่า 400 ปี หลังจำนวนการส่งลดลงอย่างหนัก เพราะการมาถึงของยุคดิจิตอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานไปรษณีย์เดนมาร์ก ยุติการให้บริการส่งจดหมายแล้ว ในวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 หลังจากให้บริการดังกล่าวมานานถึง 401 ปี โดยสาเหตุมาจากการมาถึงของยุคดิจิตอล ซึ่งทำให้การส่งจดหมายลดลงอย่างรวดเร็ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เดนมาร์กกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ตัดสินใจว่า จดหมายแบบกระดาษไม่ใช่สิ่งจำเป็นหรือคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าปริมาณการส่งจดหมายในเดนมาร์กลดลงอย่างมาก การสื่อสารส่วนใหญ่ของเราในปัจจุบันเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์” อิซาเบลลา เบ็ค ยอร์เกนเซน หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ PostNord หรือ สำนักงานไปรษณีย์เดนมาร์ก กล่าวกับสำนักข่าว ABC

“เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลมากที่สุดในโลก”

อนึ่ง จำนวนจดหมายที่ถูกส่งในเดนมาร์กลดลงถึง 90% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2543 PostNord เคยส่งจดหมายเกือบ 1,500 ล้านฉบับ แต่ในปี 2567 ที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเหลือเพียง 110 ล้านฉบับเท่านั้น

เมื่อมีการส่งจดหมายน้อยลง ราคาแสตมป์จึงพุ่งสูงขึ้น โดยในปัจจุบันการส่งจดหมายมาตรฐานหนึ่งฉบับในเดนมาร์กมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 29.11 โครน (ประมาณ 230 บาท)

PostNord ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ “ยากลำบาก” แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานประมาณ 1,500 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด

PostNord ระบุอีกว่า จากนี้ไปบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่บริการส่งพัสดุที่ทำกำไรเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังคงเติบโตขึ้นทุกปีตามการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการช้อปปิ้งออนไลน์

“คนทั้งโลกกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี้ และฉันคิดว่าบริษัทไปรษณีย์และผู้ให้บริการรายอื่นๆ ต่างให้ความสนใจกับการตัดสินใจที่เราเลือกทำ” นางยอร์เกนเซนกล่าว “ที่จริงแล้วสาธารณชนในเดนมาร์กค่อนข้างมีความเข้าใจต่อเรื่องนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเขาส่งจดหมายด้วยตัวเองคือเมื่อไหร่”

แต่การตัดสินใจนี้ไม่ได้ถูกยอมรับจากทุกคน โดยกลุ่มรณรงค์บางกลุ่มเตือนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้กลุ่มผู้สูงอายุและผู้คนในพื้นที่ห่างไกลถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาการส่งจดหมายอย่างสม่ำเสมอ” มาร์ลีน ริชอย คอร์เดส จากกลุ่ม DaneAge ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TV2 ของเดนมาร์ก “จดหมายเหล่านี้รวมถึงใบนัดหมายของโรงพยาบาล การแจ้งเตือนฉีดวัคซีน หรือเอกสารตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยที่บ้านด้วย”

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา PostNord ได้เริ่มทยอยรื้อถอนตู้ไปรษณีย์สีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ทั้ง 1,500 ตู้ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ตู้ไปรษณีย์ 1,000 ตู้แรกถูกขายเพื่อการกุศลหมดภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ในราคาตู้ละประมาณ 472 ดอลลาร์ (ราว 16,000 บาท) ส่วนตู้อื่นๆ จะถูกนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

“ผู้คนให้ความสนใจอย่างมหาศาล มีคนหลายแสนคนพยายามเข้ามาซื้อตู้ไปรษณีย์ตอนที่เราเปิดขาย และเราจะนำอีก 200 ตู้มาประมูลในปีหน้า” นางยอร์เกนเซนกล่าว

อย่างไรก็ตาม PostNord จะยังคงให้บริการส่งจดหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสวีเดน ซึ่งประชากรที่นั่นยังมีการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลน้อยกว่า

ชาวเดนมาร์กยังคงสามารถส่งจดหมายรักหรือการ์ดคริสต์มาสในปี 2026 ได้ แต่ต้องส่งผ่านบริษัทเอกชนเท่านั้น โดยพวกเขาจะต้องนำไปฝากส่งที่ร้านค้า หรือยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้พนักงานมารับจดหมายที่บ้าน ซึ่งสามารถทำนัดหมายได้ผ่านทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน

ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้ว ชาวเดนมาร์กจะต้องสามารถส่งจดหมายได้เสมอ หากบริษัทเอกชนหยุดให้บริการส่งจดหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดหาผู้ให้บริการรายใหม่แทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abc

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

31 ธ.ค. 2568 05:28 น.

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาว JFK เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 35 ปี

ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วในวัยเพียง 35 ปี เดือนเดียวหลังเธอเปิดเผยว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.ทาเทียนา ชลอสเบิร์ก หลานสาวของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 35 ปี เพียงเดือนเดียวหลังจากเธอออกมาเปิดเผยว่า ตนเองป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ครอบครัวของชลอสเบิร์กประกาศข่าวการเสียชีวิตของเธอผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่แชร์โดยมูลนิธิห้องสมุดจอห์น เอฟ. เคนเนดี โดยระบุว่า “ทาเทียนาผู้แสนงดงามของเราจากไปแล้วเมื่อเช้านี้ เธอจะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป”

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ชลอสเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม ออกมาประกาศว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดรุนแรง โดยเธอระบุในบทความ ว่า เธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงหนึ่งปี

ทั้งนี้ ชลอสเบิร์ก เป็นบุตรสาวของ เอ็ดวิน ชลอสเบิร์ก ดีไซเนอร์ชื่อดัง และ แคโรไลน์ เคนเนดี นักการทูตและอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ

ในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร The New Yorker เมื่อเดือนก่อน ภายใต้หัวข้อ “การต่อสู้กับเลือดของฉัน” (A Battle With My Blood) ชลอสเบิร์กเปิดเผยว่าเธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (AML) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 หลังจากที่เธอเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนที่สองได้ไม่นาน

“ความรู้สึกแรกของฉันคือ ลูกๆ ของฉัน—ใบหน้าของพวกเขาที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของฉันตลอดเวลา—จะจำฉันไม่ได้” เธอเขียนไว้ในบทความ และบรรยายถึงการรักษาที่เธอได้รับ ทั้งการทำเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก แต่เธอก็ยอมรับว่าแพทย์ไม่ได้ให้ผลการพยากรณ์โรคที่ดีนัก

เธอยังเขียนถึงความเจ็บปวดที่เธอกังวลว่าการจากไปของเธอจะส่งผลกระทบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นครอบครัวที่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคุณตาของเธอ ประธานาธิบดีเคนเนดี ที่ถูกลอบสังหารในปี 2507 และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ น้าชายของเธอที่เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกในปี 2542

ขณะที่ แจ็ค ชลอสเบิร์ก น้องชายของเธอ กำลังอยู่ในช่วงลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนิวยอร์ก

“ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันพยายามเป็นคนดีมาโดยตลอด เป็นนักเรียนที่ดี เป็นน้องสาวที่ดี และเป็นลูกสาวที่ดี เพื่อที่จะปกป้องแม่และไม่เคยทำให้ท่านต้องเสียใจหรือโกรธเลย” ชลอสเบิร์กเขียน

“แต่ตอนนี้ ฉันกลับกลายเป็นผู้ที่เพิ่มโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ให้แก่ชีวิตของท่าน และให้แก่ชีวิตครอบครัวของเรา โดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรเพื่อหยุดยั้งมันได้เลย”

ในบทความความเรียงของเธอ ชลอสเบิร์กยังได้แสดงความผิดหวังต่อการแต่งตั้ง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ผู้เป็นน้าชายของเธอ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ด้วย

อนึ่ง ก่อนที่เธอจะมีบทความเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคซึ่งกลายเป็นกระแสไปทั่ว ชลอสเบิร์กสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Inconspicuous Consumption: The Environmental Impact You Don’t Know You Have” นอกจากนี้ เธอยังเขียนบทความเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและประเด็นอื่นๆ ให้กับนิตยสาร New York Times ด้วย

เมื่อเดือนธันวาคม 2564 เธอได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการทดลองในท้องถิ่นเพื่อนำพลังงานจากรถไฟใต้ดินลอนดอนมาใช้ผลิตความร้อนให้กับอาคารบ้านเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ฉันคิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่าง” เธอให้สัมภาษณ์กับ NBC News ในปี 2562 “มันเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ แต่ก็ยังเป็นเรื่องของทั้งการเมือง สุขภาพ และธุรกิจด้วย สำหรับฉันในฐานะนักข่าว นี่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่สำคัญมากที่ต้องบอกเล่าออกไป”

เธอระบุอีกว่า “และถ้าฉันสามารถช่วยสื่อสารเรื่องนี้ได้ นั่นอาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมและช่วยกันแก้ปัญหานี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

31 ธ.ค. 2568 02:34 น.

UAE ประกาศ จะถอนทหารจากเยเมน หลังซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ท่าเรือ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศจะถอนทหารที่เหลือออกจากเยเมนแล้ว หลังสภาประธานาธิบดียกเลิกข้อตกลง ขณะที่ซาอุฯ โจมตีท่าเรืออย่างถล่มขบวนขนอาวุธ UAE

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ว่าจะถอนกองกำลังที่เหลือทั้งหมดออกจากเยเมน หลังจากซาอุดีอาระเบียตอบรับข้อเรียกร้องของสภาประธานาธิบดีเยเมนที่ต้องการให้กองกำลังของ UAE ถอนตัวออกไปภายใน 24 ชั่วโมง

การประกาศของเอมิเรตส์มีขึ้นหลังจากกองกำลังพันธมิตรทางทหารที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย โจมตีทางอากาศใส่สิ่งที่ซาอุดีอาระเบียอ้างว่า เป็นขบวนขนส่งอาวุธสำหรับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ UAE สนับสนุน ที่เมืองมูกัลลา เมืองท่าทางตอนใต้ของเยเมน

UAE ได้ปฏิเสธว่าขบวนขนส่งดังกล่าวไม่ได้บรรจุอาวุธ พร้อมทั้งแสดงความ “เสียใจอย่างยิ่ง” ต่อข้อกล่าวหาของซาอุดีอาระเบีย

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียและ UAE ต่างเป็นพันธมิตรกันในสงครามต่อต้านกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การสู้รบกันเองระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนนั้น ได้ทำให้รอยร้าวระหว่างสองประเทศนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ขณะที่ UAE สนับสนุนสภาเปลี่ยนผ่านภาคใต้ (STC) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการแยกตัวเป็นอิสระในเยเมนตอนใต้

ซาอุดีอาระเบียกล่าวหา UAE ด้วยว่า กดดันกลุ่มแบ่งแยกดินแดนให้โจมตีกองกำลังรัฐบาลที่ซาอุดีอาระเบียหนุนหลังในสองจังหวัดทางตะวันออกได้แก่ ฮาดรัมมาวต์ (Hadramawt) และ อัล-มาห์รา (al-Mahra) พร้อมทั้งเตือนว่าจะใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อเผชิญหน้ากับการกระทำที่ “เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” ดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมของ UAE อธิบายว่า การตัดสินใจถอนกำลังครั้งนี้เกิดขึ้น “เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ล่าสุดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย” โดยไม่ได้มีการกล่าวถึงการโจมตีจากกองกำลังพันธมิตรหรือคำเตือนจากซาอุดีอาระเบียแต่อย่างใด

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของ UAE ออกมาประณามข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พวกเขาใช้อิทธิพลกดดัน หรือออกคำสั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเยเมน ดำเนินการปฏิบัติการทางทหารที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงของซาอุดีอาระเบีย หรือพุ่งเป้าโจมตีบริเวณชายแดน

ก่อนหน้านี้ ประธานสภาประธานาธิบดีเยเมนซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 8 คน (รวมถึงผู้แทนจากกลุ่ม STC) ได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงร่วมด้านการป้องกันประเทศกับ UAE และสั่งให้กองกำลังของ UAE เดินทางออกไปภายใน 24 ชั่วโมง “เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของพลเมืองทุกคน พร้อมทั้งยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะรักษาความเป็นปึกแผ่น อธิปไตย เสถียรภาพ และบูรณภาพแห่งดินแดนของเยเมน”

นายราชาด อัล-อาลีมี ประธานาธิบดีเยเมน ยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 90 วัน โดยระบุว่าเป็นความจำเป็นเพื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มฮูตี และสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ความขัดแย้งภายในที่นำโดยกลุ่มทหารขบถที่รับคำสั่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”

ทางด้านผู้นำกลุ่ม STC กล่าวว่า คำขาดที่สั่งให้ UAE ถอนกำลังนั้นเป็นการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวและไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ พร้อมยืนยันว่า UAE จะยังคงเป็น “พันธมิตรหลัก” ในศึกการสู้รบกับกลุ่มกบฏฮูตีต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

31 ธ.ค. 2568 01:45 น.

โจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย ฉกทรัพย์สินธนาคารเยอรมัน 1.1 พันล้านบาท

ตำรวจเยอรมันกำลังล่าตัวแก๊งโจรใช้สว่านเจาะห้องนิรภัย กวาดทรัพย์สินกว่า 1.1 พันล้านบาท เผยคนร้ายลงมืออย่างเป็นมืออาชีพมาก

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า เกิดเหตุกลุ่มหัวขโมยใช้สว่านขนาดใหญ่เจาะเข้าไปในห้องนิรภัยของธนาคารสาขาหนึ่งทางตะวันตกของเยอรมนี พร้อมกวาดเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมมูลค่าประมาณ 30 ล้านยูโร (ราว 1,100 ล้านบาท) หลบหนีไปได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ธนาคารสปาร์คาสเซอ (Sparkasse) บนถนนนีนโฮฟสตราสเซอ (Nienhofstrasse) ในย่านบูเออร์ (Buer) ของเมืองเกลเซนเคียร์เชิน โดยหลังจากเจาะเข้าไปในห้องนิรภัยแล้ว คนร้ายได้งัดตู้เซฟมากกว่า 3,000 ตู้ ซึ่งภายในบรรจุทั้งเงินสด ทองคำ และเครื่องประดับ

โฆษกตำรวจเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งเหตุหลังจากสัญญาณเตือนอัคคีภัยดังขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ และเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับภาพยนตร์แนวโจรกรรมชื่อดังของฮอลลีวูดอย่าง Ocean’s Eleven โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ว่า การลงมือครั้งนี้ “ทำได้อย่างเป็นมืออาชีพมาก”

จากการสืบสวนเบื้องต้นคาดว่า คนร้ายบุกเข้าไปในธนาคารและหลบหนีออกไปทางลานจอดรถที่อยู่ติดกัน โดยพยานระบุว่าเห็นชายหลายคนถือถุงขนาดใหญ่บริเวณบันไดของลานจอดรถในช่วงคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นรถยนต์ยี่ห้อ ออดี (Audi) รุ่น RS 6 สีดำ ขับออกจากลานจอดรถในช่วงเช้ามืดของวันจันทร์ โดยตำรวจยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด และกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนี

ทางด้านลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบได้รับคำแนะนำให้ติดต่อธนาคารสปาร์คาสเซอ ซึ่งได้จัดตั้งสายด่วนไว้รองรับแล้ว ขณะที่ตำรวจต้องเข้าตรึงกำลังบริเวณทางเข้าสาขาเมื่อวันอังคาร หลังจากมีลูกค้าจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอข้อมูล

ข้อความบนเว็บไซต์ของธนาคารสปาร์คาสเซอ ระบุว่า ธนาคารสาขาที่ถูกโจรกรรมจะยังคงปิดให้บริการในวันอังคาร โดยทางธนาคารแจ้งว่า ตู้เซฟของลูกค้าถึง 95% ถูกคนร้ายงัดเปิดออก ดังนั้นโอกาสที่ลูกค้าจะได้รับผลกระทบจึงมี “สูงมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

30 ธ.ค. 2568 23:46 น.

จีนเสนอกฎหมาย ควบคุมปัญญาประดิษฐ์ ปกป้องเด็กจากแชตบอต

จีนเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์ คุ้มครองเด็กและเยาวชน และป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ว่า รัฐบาลจีนเสนอกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้แชตบอตให้คำแนะนำที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองหรือการใช้ความรุนแรง

ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ผู้พัฒนาจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าโมเดล AI ของตนจะไม่สร้างเนื้อหาที่ส่งเสริมการพนันด้วยเช่นกัน

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีการเปิดตัวแชตบอตจำนวนมากทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก โดยเมื่อมีการสรุปและประกาศใช้อย่างเป็นทางการ กฎหมายเหล่านี้จะถูกบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AI ทั้งหมดในจีน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ครอบคลุมถึงมาตรการคุ้มครองเด็ก รวมถึงการกำหนดให้บริษัท AI ต้องมีฟังก์ชันการตั้งค่าส่วนบุคคล มีการจำกัดระยะเวลาการใช้งาน และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนจะให้บริการแชตบอตในเชิง “เพื่อนทางอารมณ์” (emotional companionship)

CAC ระบุด้วยว่า ผู้ให้บริการแชตบอตจะต้องจัดเตรียมพนักงานที่เป็นมนุษย์ให้เข้ามาควบคุมการสนทนาแทนทันที หากบทสนทนานั้นเกี่ยวข้องกับการจบชีวิตตัวเองหรือการทำร้ายตัวเอง และต้องแจ้งให้ผู้ปกครองหรือผู้ติดต่อฉุกเฉินทราบในทันที

นอกจากนั้น ผู้ให้บริการ AI ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริการของตนจะไม่สร้างหรือเผยแพร่ “เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ทำความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศและผลประโยชน์ของชาติ [หรือ] บ่อนทำลายความสามัคคีของชาติ”

อย่างไรก็ตาม CAC กล่าวว่าทางหน่วยงานให้การสนับสนุนการนำ AI มาใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสร้างเครื่องมือสำหรับเป็นเพื่อนดูแลผู้สูงอายุ ตราบใดที่เทคโนโลยีนั้นมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนด้วย

อนึ่ง ในช่วงปี 2568 DeepSeek บริษัท AI ของจีนเพิ่งตกเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลกหลังจากทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตแอปพลิเคชันยอดนิยม และในเดือนนี้ Z.ai และ Minimax สองสตาร์ทอัพของจีนซึ่งมีผู้ใช้งานรวมกันหลายสิบล้านคน ก็เพิ่งประกาศแผนการที่จะจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ AI ที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์เริ่มถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT กล่าวในปีนี้ว่า วิธีที่แชตบอตตอบโต้ในบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยากที่สุดของบริษัท

เมื่อเดือนสิงหาคม ครอบครัวหนึ่งในแคลิฟอร์เนียยื่นฟ้อง OpenAI หลังการเสียชีวิตของลูกชายวัย 16 ปี โดยพวกเขากล่าวหาว่า ChatGPT สนับสนุนให้เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ทำให้คดีนี้กลายเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องร้องทางกฎหมายกล่าวหาว่า AI มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

30 ธ.ค. 2568 22:09 น.

ยูโรสตาร์ ระงับบริการรถไฟทั้งหมด เหตุไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ

ยูโรสตาร์ประกาศระงับบริการรถไฟทั้งหมด หลังจากเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดปีใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 30 ธ.ค. 2568 ยูโรสตาร์ (Eurostar) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟทั้งหมดในยุโรป หลังเกิดปัญหาขัดข้องของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าภายในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่นักเดินทาง ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการหนาแน่นที่สุด

ผู้โดยสารจำนวนมากต้องเร่งหาทางเลือกอื่นในการเดินทาง หลังจากยูโรสตาร์ประกาศเลื่อนเที่ยวรถไฟทุกเที่ยวระหว่างลอนดอน, ปารีส, อัมสเตอร์ดัม และบรัสเซลส์

“เกิดปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าในอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ ส่งผลให้รถไฟขนส่ง (shuttle train) ขบวนหนึ่งต้องหยุดชะงักอยู่ภายใน” โฆษกของยูโรสตาร์กล่าว “การเดินทางไปและกลับจากลอนดอนทั้งหมดจะถูกระงับจนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป”

เว็บไซต์ของยูโรสตาร์ระบุว่า แม้แต่เส้นทางเดินรถบนภาคพื้นทวีปที่ไม่ได้ใช้อุโมงค์ช่องแคบอังกฤษ เช่น เส้นทางระหว่างปารีสและบรัสเซลส์ ก็ถูกยกเลิกด้วยเช่นกัน

ประกาศของยูโรสตาร์ทำให้มีผู้โดยสารจำนวนมากพร้อมกระเป๋าเดินทางของพวกเขา ตกค้างอยู่ที่สถานีรถไฟหลายแห่งเช่น สถานีเซนต์แพนคราส ในลอนดอน และสถานีการ์ดูนอร์ และนักเดินทางหลายคนก็แสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านสื่อ

“ฉันผิดหวังมาก เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปฉลองคืนข้ามปีกันที่ปารีส” เจสสิก้า ผู้ประสานงานธุรกิจวัย 21 ปี ซึ่งวางแผนจะเดินทางไปฝรั่งเศสกับเพื่อนอีกสามคน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP ที่ลอนดอน “พวกเรากำลังลองดูว่าจะหาตั๋วใหม่อื่นๆ ได้ไหม ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องอยู่ที่ลอนดอนต่อ”

ด้านโจดี้ (ไม่เปิดเผยนามสกุล) จองที่พักผ่าน Airbnb ในเมืองหลวงของฝรั่งเศสไว้จนถึงวันที่ 4 มกราคม สำหรับตัวเธอ สามี และลูกสาววัย 4 ขวบ แต่รถไฟของเธอกลับถูกยกเลิก “พวกเราไม่สามารถหาตั๋วสำหรับวันพรุ่งนี้ได้เลย มันทำให้แผนวันหยุดของเราพังไปหมด ตอนนี้กำลังลองหาเส้นทางอื่นอยู่”

บริษัท Getlink ผู้ให้บริการอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษระบุว่า การจราจรของรถไฟจะค่อยๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงบ่ายวันอังคาร อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารยังคงตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าจะได้เดินทางเมื่อไหร่ หรือจะได้เดินทางหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ยูโรสตาร์มียอดผู้โดยสารสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 5% จากปี 2566 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมงานโอลิมปิกและพาราลิมปิกในปารีส

ยูโรสตาร์ถือเป็นผู้ครองตลาดเพียงรายเดียวในการให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านอุโมงค์ที่เชื่อมระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2537

อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด แบรนสัน นักธุรกิจชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งสายการบินเวอร์จิน (Virgin) ได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเปิดให้บริการคู่แข่ง ขณะที่บริษัท “เทรนอิตาเลีย” (Trenitalia) ของอิตาลี ก็ได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้ามาแข่งขันกับยูโรสตาร์ในเส้นทางปารีส-ลอนดอน ภายในปี 2572 เช่นกัน

การหยุดชะงักในวันอังคารนี้ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่ส่งผลกระทบต่อยูโรสตาร์ ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาตั๋วที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะในเส้นทางปารีส-ลอนดอน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องจนทำให้ยูโรสตาร์ต้องยกเลิกการให้บริการและเกิดความล่าช้าอย่างหนักมาแล้ว ขณะที่ในเดือนมิถุนายน เหตุลักลอบตัดสายเคเบิลบนรางรถไฟทางตอนเหนือของฝรั่งเศสก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องถึงสองวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว "อันตรายอย่างยิ่ง"

30 ธ.ค. 2568 15:39 น.

ซาอุฯ บอมบ์ท่าเรือเยเมน สกัดอาวุธจากยูเออี พร้อมเตือนเอมิเรตส์ทำตัว “อันตรายอย่างยิ่ง”

กองทัพซาอุดีอาระเบียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มท่าเรือเมืองมูคาลลา ทางตอนใต้ของเยเมน โดยระบุว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อทำลายอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ส่งมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อสนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดน “สภาเปลี่ยนผ่านแดนใต้” (STC) พร้อมออกแถลงการณ์เตือนยูเออีโดยตรงว่า การกระทำดังกล่าวกำลังนำไปสู่สถานการณ์ที่ “อันตรายอย่างยิ่ง”

สำนักข่าวซาอุดี (SPA) รายงานอ้างคำแถลงของกองทัพว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเรือขนส่งสินค้าที่เดินทางมาจากท่าเรือฟูไจราห์ของยูเออี ได้ทำการปิดระบบติดตามและแอบลำเลียงอาวุธรวมถึงยานยนต์หุ้มเกราะจำนวนมากส่งให้แก่กลุ่ม STC

กองทัพซาอุฯ ระบุว่าอาวุธเหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวและเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ทำลายสันติภาพ จึงได้ตัดสินใจใช้กำลังทางอากาศโจมตีเป้าหมายอย่างจำกัดในช่วงกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่อพลเรือน ขณะที่ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่าเป้าหมายหลักคือเรือ “Greenland” ซึ่งจดทะเบียนในเซนต์คิตส์ และพบประวัติการเดินทางออกจากยูเออีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียและยูเออีจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดในหลายประเด็นและเป็นสมาชิกกลุ่มเอเปก เช่นเดียวกัน แต่ในสงครามเยเมน ทั้งสองประเทศกลับสนับสนุนขั้วอำนาจที่แตกต่างกันในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่อิหร่านหนุนหลัง ความขัดแย้งครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันเพื่อแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคทะเลแดงและนโยบายเศรษฐกิจที่เริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน

กระทรวงการต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์โจมตียูเออีโดยตรงเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าพฤติการณ์ของยูเออีในการหนุนหลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนให้รุกคืบยึดพื้นที่นั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ภายหลังเหตุโจมตี กองกำลังฝ่ายต่อต้านกบฏฮูตีในเยเมนได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน และมีคำสั่งยุติความร่วมมือกับยูเออีทุกรูปแบบ พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้กองกำลังของเอมิเรตส์ทั้งหมดออกจากดินแดนเยเมนภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสั่งระงับการเดินทางข้ามพรมแดน ท่าเรือ และสนามบินทุกแห่งเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ และยูเออีพุ่งสูงขึ้น สถานการณ์รอบทะเลแดงก็ยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานว่าอิสราเอลได้ให้การรับรองสถานะความเป็นรัฐอิสระของ “โซมาลีแลนด์” เป็นชาติแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่ขู่จะโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวทันที

นอกจากนี้ สงครามตัวแทนระหว่างซาอุฯ และยูเออี ยังปรากฏให้เห็นในความขัดแย้งที่ประเทศซูดาน ซึ่งทั้งสองชาติเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกัน ทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาตะวันออกกำลังตกอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง.

ที่มา Associated Press

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

30 ธ.ค. 2568 12:51 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากถล่มเรือขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิก ดับ 2 ราย

กองบัญชาการภาคใต้สหรัฐฯ เผยปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อเรือต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องเครือข่ายก่อการร้ายในน่านน้ำสากลในมหาสมุทรแปซิฟิก คร่าชีวิต 2 ราย ไม่มีทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Southern Spear” ที่มุ่งตัดเส้นทางค้ายาเสพติดและก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากสภาคองเกรสและองค์กรสิทธิมนุษยชน

กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (SOUTHCOM) แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา กองกำลังเฉพาะกิจร่วม “Southern Spear” ได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธต่อเรือลำหนึ่งในน่านน้ำสากล ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย ตามคำสั่งของนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ปฏิบัติการครั้งนี้ส่งผลให้ชายบนเรือเสียชีวิต 2 ราย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “Operation Southern Spear” ในสมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พุ่งเป้ากวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดสะสมแล้วอย่างน้อย 107 ราย โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็น “ผู้ต่อสู้ที่ผิดกฎหมาย” (Unlawful Combatants) ซึ่งส่งผลให้กองทัพสามารถใช้กำลังอาวุธสังหารได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรม ตามข้อกำหนดลับของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ได้ทำลาย “สถานประกอบการขนาดใหญ่” ในพื้นที่ท่าเรือของเวเนซุเอลา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นจุดที่ใช้โหลดยาเสพติดขึ้นเรือ โดยระบุสั้นๆ ว่าพื้นที่ดังกล่าว “ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว”

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า CIA ได้ใช้โดรนโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือชายฝั่งเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการโจมตีเป้าหมายภายในดินแดนเวเนซุเอลาโดยตรงครั้งแรกที่โลกได้รับรู้ ควบคู่ไปกับการส่งกองเรือรบปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร

ด้านประธานาธิบดี นีโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ได้ออกมาประณามการส่งกำลังทหารของสหรัฐฯ ในน่านน้ำทะเลแคริบเบียนว่าเป็น “การก่อการร้ายทางจิตวิทยา” ขณะที่สภาแห่งชาติเวเนซุเอลาได้เร่งอนุมัติกฎหมายใหม่ กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี สำหรับใครก็ตามที่ให้การสนับสนุน “การโจรสลัด” หรือ “การปิดล้อม” เพื่อตอบโต้มาตรการของทรัมป์

ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายสุดท้ายในเวเนซุเอลา แต่ยังคงย้ำคำเตือนเดิมว่าคงจะ “ฉลาดกว่า” หากมาดูโรยอมก้าวลงจากตำแหน่ง ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงไปกว่านี้.

ที่มา CNN

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

"ทรัมป์" เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น "ไม่กังวล" เชื่อความสัมพันธ์ "สี จิ้นผิง" ยังดีเยี่ยม

30 ธ.ค. 2568 11:54 น.

“ทรัมป์” เมินจีนซ้อมรบปิดล้อมไต้หวัน ลั่น “ไม่กังวล” เชื่อความสัมพันธ์ “สี จิ้นผิง” ยังดีเยี่ยม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุ “ไม่กังวล” ต่อการซ้อมรบทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวัน มองเป็นกิจกรรมที่ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ขณะกองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบสองวันจำลองการปิดล้อมและยึดพื้นที่สำคัญของเกาะ เพื่อตอบโต้แนวโน้มเอกราชและการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมย้ำว่าตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดถึงกรณีที่กองทัพจีนเปิดฉากซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน โดยระบุว่าเขา “ไม่รู้สึกกังวล” ต่อสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าการซ้อมรบในครั้งนี้จะเป็นการจำลองสถานการณ์การปิดล้อมเกาะไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

“ผมมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเขาก็ไม่ได้บอกอะไรผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แน่นอนว่าผมเห็นมันแล้ว” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมเสริมว่ากองทัพเรือจีนซ้อมรบในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงไม่มีอะไรที่เขาต้องกังวล

การซ้อมรบระยะเวลา 2 วันซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ธ.ค.)  เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงขายอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้แก่ไต้หวัน มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.46 แสนล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเครื่องยิงจรวดล้ำสมัยและขีปนาวุธหลายประเภท สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก

กองทัพจีนระบุว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็น “คำเตือน” ต่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไต้หวันและการแทรกแซงจากภายนอก โดยในวันอังคารมีการซ้อมยิงกระสุนจริงต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 5 จุดรอบเกาะไต้หวัน พร้อมระดมทั้งเรือทำลายล้าง เรือฟริเกต และเครื่องบินทิ้งระเบิด เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการประสานงานระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ

กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า พบเครื่องบินรบของจีนถึง 130 ลำวนเวียนอยู่รอบเกาะเมื่อเช้าวันอังคาร โดยในจำนวนนี้กว่า 90 ลำได้บินข้าม “เส้นแบ่งกึ่งกลางช่องแคบ” ซึ่งเป็นแนวเขตแดนไม่เป็นทางการในช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ยังพบเรือรบจีนอีกกว่า 10 ลำ ทำให้ไต้หวันต้องสั่งการให้กองทัพเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมระบบขีปนาวุธชายฝั่งให้พร้อมตอบโต้

ด้านประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียตำหนิจีนว่า การยกระดับแรงกดดันทางทหารไม่ใช่สิ่งที่มหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบควรทำ พร้อมยืนยันว่าไต้หวันจะไม่เป็นฝ่ายจุดชนวนความขัดแย้ง แต่จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ซูซาน เชิร์ก อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า การซ้อมรบครั้งนี้จีนต้องการส่งสัญญาณไปที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” มากกว่าชาวไต้หวัน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการขายอาวุธ ขณะเดียวกันเธอก็กังวลว่า ทรัมป์อาจมีแนวทางการเมืองแบบ “เน้นการแลกเปลี่ยน” ซึ่งเขาอาจยอมลดระดับความช่วยเหลือทางทหารต่อไต้หวัน เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือข้อตกลงทางการค้ากับจีนในอนาคต

ขณะที่ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ย้ำชัดเจนว่า จีนจำเป็นต้องตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการยั่วยุของกลุ่มหนุนเอกราชในไต้หวัน และการขายอาวุธของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า “การรวมชาติ” เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่จีนต้องทำให้สำเร็จ.

ที่มา BBC

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

30 ธ.ค. 2568 11:13 น.

นักวิทย์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน ปี 2025 เป็นหนึ่งในสามปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เหตุเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่หยุด ส่งผลภัยพิบัติทั่วโลก คร่าชีวิตผู้คน-สร้างความเสียหายนับไม่ถ้วน

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution (WWA) รายงานวิเคราะห์ล่าสุดที่ระบุว่า ปี 2568  ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามปี ที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา โดยระบุว่า พฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน

รายงานวิเคราะห์ ซึ่งเผยแพร่ในยุโรปเมื่อวันอังคาร ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกในช่วง 3 ปี พุ่งทะลุเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบข้อตกลงปารีสปี 2558 เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่าระดับนี้มีความสำคัญต่อการปกป้องชีวิตมนุษย์และหลีกเลี่ยงหายนะด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก

แม้ปี 2568 จะอยู่ในช่วง ลานีญา ซึ่งตามธรรมชาติช่วยลดอุณหภูมิโลก แต่ความร้อนยังคงอยู่ในระดับสูง นักวิจัยชี้ว่ามาจากการเผา น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในชั้นบรรยากาศ โดยเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วคร่าชีวิตผู้คนหลายพันราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงขึ้นกำลังทดสอบขีดความสามารถในการรับมือของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “ขีดจำกัดของการปรับตัว” โดยยกตัวอย่าง เฮอริเคนเมลิสซา ที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว จนประเทศหมู่เกาะอย่าง จาเมกา คิวบา และเฮติ ไม่สามารถรับมือความเสียหายได้ทัน.