สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

1 มิ.ย. 2569 21:43 น.

สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

กองทัพสหรัฐฯ เผยว่า ได้ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านจำนวน 2 ลูก ที่มุ่งเป้าโจมตีกองทัพอเมริกันในประเทศคูเวต ท่ามกลางความตึงเครียดครั้งใหม่ หลังอิหร่านระงับการเจรจาเพื่อประท้วงอิสราเอล

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อเช้าวันจันทร์ว่า กองทัพประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านจำนวน 2 ลูก ที่มุ่งเป้าโจมตีกองทัพอเมริกันที่ประจำการในประเทศคูเวต

เซ็นต์คอม ระบุว่า การสกัดกั้นดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23:00 น. วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกทำลายทันที และไม่มีบุคลากรของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

“กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และจะเดินหน้าปกป้องกองกำลังของเราจากความก้าวร้าวของอิหร่าน พร้อมทั้งสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่” แถลงการณ์ระบุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กับระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเซ็นต์คอมเปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า กองทัพดำเนินการโจมตีระบบเรดาร์และศูนย์ควบคุมและสั่งการโดรนของอิหร่าน ในพื้นที่เมืองโกรุก (Goruk) และเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน เพื่อป้องกันตนเอง

ในวันจันทร์ สื่ออิหร่านเปิดเผยว่า ทางการสั่งระงับการเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว เพื่อประท้วงที่อิสราเอลยังคงโจมตีในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และว่าพวกเขากำลังเตรียมแผนการเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ และขยายแนวรบเพิ่มเพื่อเป็นการตอบโต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านระงับคุยสหรัฐฯ เพื่อประท้วง หลังอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

อิหร่านระงับคุยสหรัฐฯ เพื่อประท้วง หลังอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

1 มิ.ย. 2569 21:16 น.

อิหร่านระงับคุยสหรัฐฯ เพื่อประท้วง หลังอิสราเอลโจมตีเลบานอนไม่เลิก

อิหร่านระงับการเจรจากับสหรัฐฯ ชั่วคราว เพื่อประท้วงที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการผิดเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง และเตรียมแผนการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย

เมื่อ 1 มิ.ย. 2569 สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า ทางการอิหร่านได้ระงับการเจรจากับสหรัฐอเมริกาแล้ว เพื่อประท้วงที่อิสราเอลมีปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอิหร่านจะเรียกร้องมาตลอดว่า ต้องรวมเลบานอนไว้ในข้อตกลงหยุดยิงด้วย

“เนื่องจากการโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป และเมื่อพิจารณาว่าเลบานอนเคยเป็นหนึ่งในเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งขณะนี้ถูกละเมิดในทุกแนวรบรวมถึงเลบานอนด้วย คณะเจรจาของอิหร่านจึงขอระงับการเจรจาและการแลกเปลี่ยนเอกสารผ่านตัวกลางเอาไว้ก่อน”

สำนักข่าวทัสนิมรายงานอีกว่า อิหร่านขอเรียกร้องให้อิสราเอลยุติสงครามของพวกเขาในฉนวนกาซากับเลบานอนโดยทันที รวมถึงให้อิสราเอลถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากเลบานอน พร้อมเสริมว่าตราบใดที่เงื่อนไขของอิหร่านและกลุ่มฝ่ายต่อต้านในเรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้รับการตอบสนอง “จะไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น”

นอกจากนั้น ทัสนิมระบุด้วยว่า รัฐบาลเตหะรานและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรในภูมิภาคได้บรรจุวาระเรื่อง “การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์และการเปิดแนวรบอื่นๆ” ไว้ในแผนงานแล้ว ซึ่งรวมถึงช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb strait) ทางใต้สุดของทะเลแดง ซึ่งกบฏฮูตีในเยเมนเคยโจมตีเรือสินค้าต่างๆ ก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล เพิ่งสั่งการให้กองทัพโจมตีเขตดาฮิเยห์ (Dahieh) ชาวเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งอ้างว่า มีการประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนการโจมตีดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

1 มิ.ย. 2569 16:27 น.

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุม สว. โฮเซ “จิงกอย” เอสตราดา ลูกชายอดีตประธานาธิบดี หลังศาลสั่งฟ้องคดีทุจริตงบประมาณโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ามหาศาล พบหลักฐานรับสินบนกว่า 300 ล้านบาท โดยเจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์ อ้างถูกใช้การเมืองกลั่นแกล้ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ได้ควบคุมตัว นายโฮเซ “จิงกอย” เอสตราดา สมาชิกวุฒิสภาชื่อดัง หลังจากศาลต้านการทุจริตพิเศษมีคำสั่งจับกุมในข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” ซึ่งถือเป็นคดีคอร์รัปชันระดับชาติที่สร้างความไม่พอใจและนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในช่วงปีที่ผ่านมา

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการสืบสวนนานเกือบหนึ่งปี เกี่ยวกับการทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งในฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นรุนแรงทุกปี อัยการระบุว่า นายเอสตราดาได้สอดแทรกงบประมาณโครงการป้องกันน้ำท่วมไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2025 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองได้รับเงินสินบนสูงถึง 573 ล้านเปโซ (ประมาณ 302 ล้านบาท)

คดีนี้ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย รวมถึงนายมานูเอล โบนวน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและทางหลวง ตลอดจนเจ้าหน้าที่วิศวกรรมท้องถิ่นและเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง

ก่อนเข้ามอบตัว ณ อาคารรัฐสภา นายเอสตราดากล่าวแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนสั้นๆ โดยยืนยันความบริสุทธิ์และระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และเป็นแผนการทางการเมืองเพื่อบีบให้เขาเปลี่ยนข้างในการโหวตสำคัญในวุฒิสภา

เอสตราดากล่าวว่า  “มีการเสนอข้อตกลงมากมายเพื่อให้ผมหลุดพ้นจากคดีนี้ แต่ผมไม่รับพิจารณา เพราะสิ่งที่เดิมพันอยู่คือความเป็นอิสระของวุฒิสภา”  พร้อมย้ำว่าเขาพร้อมพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาลและจะไม่ใช้เอกสิทธิ์ สว. เพื่อหลบหนีกระบวนการยุติธรรม

การคุมตัวนายเอสตราดาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองฟิลิปปินส์กำลังร้อนแรง เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในกลุ่ม 13 สว. ที่มีอิทธิพล ซึ่งกำลังจะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในคดีถอดถอนรองประธานาธิบดี ซารา ดูเตอร์เต ในเดือนหน้า โดยนางซาราถูกกล่าวหาว่าทุจริตและพัวพันกับแผนสังหารประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์

นอกจากนี้ สมาชิกในกลุ่มเดียวกันอย่าง สว. โรนัลด์ เดลา โรซา อดีต ผบ.ตร. ยุคสงครามยาเสพติด ก็เพิ่งหลบหนีไปเมื่อเดือนก่อน หลังศาลอาญาระหว่างประเทศออกหมายจับ เช่นเดียวกับนายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีที่ถูกส่งตัวไปยังศาลที่เนเธอร์แลนด์ก่อนหน้านี้ การขาดหายไปของเอสตราดาและเดลา โรซา อาจส่งผลโดยตรงต่อคะแนนเสียงในศาลวุฒิสภาที่จะตัดสินอนาคตของรองประธานาธิบดีดูเตอร์เต

ทั้งนี้ ตามกฎหมายฟิลิปปินส์ ข้อหา “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องหาไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยคดีทุจริตครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ยังส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเติบโตของประเทศในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาอีกด้วย.

ที่มา AFP / Reuters

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

1 มิ.ย. 2569 14:52 น.

ชิบูย่าเอาจริง เริ่มปรับทิ้งขยะเรี่ยราดทันที 2,000 เยน รับมือปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

เขตชิบูย่า ย่านท่องเที่ยวชื่อดังกรุงโตเกียว เริ่มบังคับใช้มาตรการปรับเงินผู้ที่ทิ้งขยะในที่สาธารณะทันที 2,000 เยน หรือราว 408 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป พร้อมระดมเจ้าหน้าที่สายตรวจพูดได้หลายภาษาคุมเข้ม หวังแก้ปัญหาขยะล้นเมืองท่ามกลางวิกฤต “นักท่องเที่ยวล้นเมือง”

ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป เขตชิบูย่าของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มบังคับใช้ระเบียบฉบับแก้ไขเพื่อสร้าง “ชิบูย่าที่สะอาด” โดยกำหนดโทษปรับผู้ที่ทิ้งขยะเรี่ยราดในที่สาธารณะเป็นเงินจำนวน 2,000 เยน (ประมาณ 408 บาท) ซึ่งเจ้าหน้าที่สายตรวจมีอำนาจเรียกปรับและเก็บเงิน ณ จุดที่พบการกระทำความผิดทันที

เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ทางการได้เพิ่มระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด ให้ผู้กระทำความผิดสามารถจ่ายค่าปรับผ่านบัตรเครดิต หรือสแกน QR Code ได้ นอกเหนือจากการจ่ายด้วยเงินสด เพื่อให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งกับชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ทางการเขตชิบูย่าได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สายตรวจสูงสุดถึง 50 นาย กระจายกำลังไปตามย่านเศรษฐกิจและสถานีรถไฟสำคัญ เช่น ชิบูย่า, ฮาราจูกุ และเอบิสึ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีความสามารถในการสื่อสารหลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี เพื่ออธิบายกฎระเบียบให้ชาวต่างชาติเข้าใจอย่างชัดเจนและเป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการออกกฎข้อบังคับใหม่สั่งให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในพื้นที่ต้องติดตั้งถังขยะบริเวณหน้าร้าน หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินการปรับเช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาขยะจากการเดินไปกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของขยะสะสมตามริมถนน

นายเคน ฮาเซเบะ นายกเทศมนตรีเขตชิบูย่า ระบุว่า “ชิบูย่าเป็นเมืองระดับสากลที่มีผู้คนจากทั่วโลกแวะเวียนมา แม้เราจะภูมิใจในความมีชีวิตชีวาของเมือง แต่เราก็ต้องรับผิดชอบในการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย เราจึงทำให้กฎระเบียบชัดเจนขึ้น และขอความร่วมมือทุกคนไม่ว่าจะสัญชาติใดให้ปฏิบัติตามกฎของเมือง”

ปัจจุบันเขตชิบูย่ามีประชากรอาศัยอยู่จริงประมาณ 240,000 คน แต่มีจำนวนผู้คนที่หมุนเวียนในพื้นที่ตอนกลางวันมากกว่าจำนวนประชากรถึงสองเท่า โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้มาตรการรณรงค์แบบเดิมที่ขอให้ “นำขยะกลับไปทิ้งที่บ้าน” เริ่มไม่ได้ผล

ญี่ปุ่นประสบปัญหาขยะสะสมในแหล่งท่องเที่ยวอย่างหนัก หลังจากเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในปี 2025 มีจำนวนสูงถึง 42.7 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 20% มองว่า “การหาถังขยะสาธารณะยากเกินไป” คือความไม่สะดวกสบายอันดับหนึ่งในการมาเที่ยวญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ถังขยะในที่สาธารณะของญี่ปุ่นถูกถอดออกเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายในอดีตเพื่อความปลอดภัย มาตรการปรับเงินในที่สาธารณะครั้งนี้จึงเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลท้องถิ่นในการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายใต้สโลแกนรณรงค์ที่ว่า “If you throw trash, you lose cash” หรือ “ทิ้งขยะเมื่อไหร่ เสียเงินเมื่อนั้น” เพื่อเตือนสติผู้ที่มักง่ายก่อนจะทำลายทัศนียภาพของเมืองหลวงสัญชาติญี่ปุ่นแห่งนี้.

ที่มา BBC / Japan Today

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

1 มิ.ย. 2569 14:27 น.

NVIDIA เปิดตัวชิป AI สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบวินโดวส์ ท้าชนแอปเปิล-อินเทล

NVIDIA ผู้นำด้านเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ประกาศเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ในชื่อ “RTX Spark” รุกคืบเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคระดับทั่วไปสำหรับอุปกรณ์ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเป็นการท้าชนเจ้าตลาดเดิมอย่าง แอปเปิล, อินเทล และ AMD

เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ได้ขึ้นเวทีกล่าวปาฐกถาพิเศษก่อนการเปิดฉากงานแสดงเทคโนโลยีระดับโลก Computex ที่นครไทเป ของไต้หวัน พร้อมเปิดตัวชิปซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ในชื่อ “RTX Spark”

เจนเซน หวง ระบุว่า การเผยโฉมชิปตัวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ โดยกล่าวว่า “การปฏิวัติคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการปฏิวัติโทรศัพท์มือถือแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นสิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า สมาร์ตโฟน” พร้อมเสริมว่ามันคือคอมพิวเตอร์ที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะต้องการใช้ในงานด้านชีววิทยาดิจิทัล การประมวลผลแผ่นดินไหว หรือฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ก็สามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหา

ด้าน Nvidia ได้ระบุในเว็บไซต์ของบริษัทว่า RTX Spark คือ “ซูเปอร์ชิป” รุ่นใหม่สำหรับยุคของระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานในรูปแบบตัวแทน ซึ่งจะยกระดับคลาสของคอมพิวเตอร์จากการเป็นเพียง “เครื่องมือ” ให้กลายมาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่สามารถทำงานต่างๆ แทนผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป RTX Spark จากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ เช่น Lenovo, HP, Dell, Microsoft Surface, Asus และ MSI มีกำหนดการจะออกวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยมีแบรนด์ Acer และ Gigabyte ที่จะวางจำหน่ายตามมาในภายหลัง

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของ Nvidia ถือเป็นการส่งสัญญาณท้าชนโดยตรงต่อเจ้าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่อย่าง Apple, Intel และ AMD แม้ว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่เหล่านี้อาจจะเปิดตัวมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงก็ตาม ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Gartner ระบุว่า Lenovo, HP, Dell และ Apple ครองส่วนแบ่งในตลาดพีซีทั่วโลกรวมกันเกือบ 75% ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชิปของ Nvidia เข้าไปขับเคลื่อนอุปกรณ์วินโดวส์ เนื่องจากเคยมีแท็บเล็ตบางรุ่นใช้ชิปของบริษัทในช่วงต้นทศวรรษ 2010 แต่อุตสาหกรรมในปัจจุบันมองว่านี่คือกลยุทธ์สำคัญของ Nvidia ในการกระจายความเสี่ยงธุรกิจมาสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป หลังจากที่บริษัททำกำไรมหาศาลอย่างต่อเนื่องจากการขายชิปประมวลผลสำหรับศูนย์ข้อมูลให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก จนส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดของ Nvidia พุ่งทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้ามูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศญี่ปุ่นหรืออินเดียไปแล้ว

สตีเฟน วู อดีตวิศวกรซอฟต์แวร์ AI และผู้ก่อตั้งกองทุนรวม Carthage Capital ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “Nvidia กำลังข้ามผ่านห่วงโซ่อุปทานพีซีแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างการผูกขาดฮาร์ดแวร์แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” โดยเขามองว่าสถาปัตยกรรมใหม่นี้ถือเป็น “ภัยคุกคามต่อความอยู่รอด” (Existential Threat) ของการออกแบบชิปแล็ปท็อปในปัจจุบัน ซึ่ง Intel และ AMD จะได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นกลุ่มแรก

อย่างไรก็ตาม อเลนา ยี บรรณาธิการอาวุโสของนิตยสาร PC World ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่ามกลางภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่กำลังดันราคาฮาร์ดแวร์ให้สูงขึ้น “คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่าฮาร์ดแวร์พีซียุคถัดไปจะทรงพลังแค่ไหน แต่เป็นคำถามที่ว่าผู้ซื้อจะยังสามารถจ่ายเงินซื้อมันไหวหรือไม่ต่างหาก”

นอกจากนี้ เจนเซน หวง ยังได้จัดแสดงแพลตฟอร์มชิปรุ่นถัดไปในชื่อ “Vera Rubin” บนเวที พร้อมระบุว่ากระแสความนิยมในเทคโนโลยี AI Agents กำลังผลักดันให้ความต้องการพลังงานในการประมวลผลพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล และเขาได้แสดงความเห็นต่อข้อกังวลที่ว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ทั่วโลกว่าเป็น “เรื่องเหลวไหล”

อย่างไรก็ดี ในการแถลงข่าวครั้งนี้ เจนเซน หวง ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และจีน เกี่ยวกับการพยายามจำหน่ายชิปที่ใช้เทรนและรันระบบ AI ในประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันได้พยายามสกัดกั้นไม่ให้บริษัทจีนสามารถเข้าถึงชิปขั้นสูงได้

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่อาจเปิดโอกาสให้มีการส่งออกเทคโนโลยี AI ขั้นสูง เช่น ชิปประมวลผลตระกูล Blackwell ของ Nvidia ไปยังบริษัทลูกของจีนที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม สหรัฐฯ จะเคยผ่อนปรนข้อจำกัดด้านความมั่นคงในการส่งออกชิปรุ่น H200 ไปยังประเทศจีนแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันยังคงไม่มีสัญญาณการสั่งซื้อขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เนื่องจากรัฐบาลปักกิ่งกำลังเร่งพัฒนาและผลิตชิปภายในประเทศเพื่อขึ้นมาท้าชนมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เช่นกัน.

ที่มา NVIDIA / BBC

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

1 มิ.ย. 2569 13:18 น.

ออสเตรเลียเผชิญวิกฤตหนูระบาดหนัก

วิกฤตการณ์ “กองทัพหนูระบาด” กำลังสร้างความหวาดผวาและสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อุตสาหกรรมการเกษตรในหลายพื้นที่ของประเทศออสเตรเลีย โดยฝูงหนูหลายสายพันธุ์ออกอาละวาดกัดกินพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชอย่างรุนแรง ทั้งยังบุกรุกเข้าไปในที่อยู่อาศัย ซ้ำเติมเกษตรกรที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากปัญหาราคาน้ำมันและปุ๋ยพุ่งสูงอย่างรุนแรง

เกษตรกรในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและรัฐเซาท์ออสเตรเลียกำลังต่อสู้กับวิกฤตหนูระบาดครั้งรุนแรง หลังพบหนูจำนวนมหาศาลเข้าทำลายพื้นที่เพาะปลูกธัญพืชและบุกรุกบ้านเรือน จนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเกษตรกรอย่างหนัก

นายเจฟฟ์ คอสโกรฟ เกษตรกรวัย 43 ปี เจ้าของฟาร์มขนาด 14,000 เฮกตาร์ในเมืองมิงเจนิว รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เปิดเผยว่า เขาทำเกษตรมาแล้ว 25 ปี และต้องใช้เหยื่อกำจัดหนูเพียงไม่กี่ครั้ง แต่การระบาดในปีนี้รุนแรงกว่าการระบาดใหญ่เมื่อปี 2021 อย่างชัดเจน “หนูวิ่งอยู่ทุกที่ ทั้งบนเพดาน ในเครื่องปรับอากาศ และตามมุมบ้าน คุณได้ยินเสียงมันตลอดเวลา และยังได้กลิ่นเหมือนซากสัตว์ที่กำลังเน่าเปื่อย”

เกษตรกรจำนวนมากต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนดอลลาร์ออสเตรเลีย ทั้งจากการซื้อเหยื่อกำจัดหนูและการปลูกพืชใหม่ทดแทนต้นกล้าที่ถูกหนูกัดกินจนเสียหาย

นักวิชาการด้านเกษตรระบุว่า สาเหตุสำคัญของการระบาดครั้งนี้มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีเมล็ดพืชตกค้างในพื้นที่จำนวนมาก กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีสำหรับหนู ประกอบกับฝนที่ตกในช่วงฤดูร้อน ส่งผลให้พืชอ่อนและวัชพืชเจริญเติบโต กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

นางเบลินดา อีสธัฟฟ์ นักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลี คาโนลา และลูปิน ในเมืองโนลบา ใกล้เมืองเจอรัลด์ตัน กล่าวว่า ในบางพื้นที่พบหนูมากถึง 8,000-10,000 ตัวต่อเฮกตาร์ หรือเทียบเท่าพื้นที่สนามรักบี้หนึ่งสนาม “ปกติเมื่ออาหารหมด จำนวนหนูจะลดลงเอง แต่ปีนี้อาหารยังมีเหลือเฟือ ทำให้จำนวนหนูไม่ลดลงเลย ฉันรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฝันร้าย”

ช่วงฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกธัญพืช เนื่องจากเป็นฤดูเพาะปลูก แต่หลายพื้นที่พบว่าหนูออกมากัดกินเมล็ดพันธุ์ทันทีหลังการหว่านเมล็ด ทำให้แถวเพาะปลูกจำนวนมากหายไปในเวลาเพียงข้ามคืน

ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ด้านนายสตีฟ เฮนรี นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านหนูจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งชาติออสเตรเลีย หรือ CSIRO กล่าวว่า โดยทั่วไปการระบาดของหนูจะถูกนิยามเมื่อมีประชากรประมาณ 800 ตัวต่อเฮกตาร์ แต่ในหลายพื้นที่ของเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงถึงหลายพันตัวต่อเฮกตาร์ จากการสำรวจภาคสนามล่าสุด เขาพบโพรงหนูที่ยังใช้งานอยู่มากถึง 30-40 โพรงในพื้นที่กว้างเพียง 1 เมตรและยาว 100 เมตร ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้ว อาจมีโพรงหนูมากกว่า 3,000-4,000 โพรงต่อเฮกตาร์

นักวิจัยอธิบายว่า หนูสามารถเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุเพียง 6 สัปดาห์ และออกลูกครั้งละ 6-10 ตัวทุก ๆ 19-21 วัน อีกทั้งแม่หนูยังสามารถตั้งท้องใหม่ได้ภายในไม่กี่วันหลังคลอด ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญความเครียดสะสมจากการต้องรับมือกับหนูตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหนูไม่ได้อยู่เฉพาะในไร่นา แต่ยังเข้ามาในบ้าน ห้องเก็บของ และแม้แต่ห้องนอน

ล่าสุด หน่วยงานกำกับดูแลของออสเตรเลียได้อนุมัติการใช้เหยื่อกำจัดหนูสูตรเข้มข้นที่เกษตรกรเรียกร้องมานาน ซึ่งเริ่มกระจายสู่พื้นที่ต่าง ๆ แล้ว

นายเดเมียน ไรอัน อดีตเกษตรกรวัย 67 ปี จากเมืองโมราวา ทางเหนือของนครเพิร์ท เปิดเผยว่า เขาจับหนูได้วันละ 20-30 ตัวในบ้าน และอีกประมาณ 150 ตัวในโรงเก็บของ “ตลอด 50 ปีที่ทำเกษตรมา ผมไม่เคยเห็นการระบาดรุนแรงขนาดนี้มาก่อน เวลาขับรถตอนกลางคืนจะเห็นหนูวิ่งเต็มไปหมดทุกแห่ง”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรหลายรายเริ่มมีความหวัง หลังสภาพอากาศเริ่มเย็นลง มีฝนตกมากขึ้น และมีการใช้เหยื่อกำจัดหนูที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ส่งผลให้จำนวนหนูลดลงในบางพื้นที่

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เมื่อฤดูหนาวมาถึงอย่างเต็มรูปแบบ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงและสภาพอากาศชื้นจะช่วยชะลอการแพร่พันธุ์ของหนู และอาจช่วยบรรเทาวิกฤตที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลียในขณะนี้ได้ในที่สุด.

ที่มา BBC

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

1 มิ.ย. 2569 12:14 น.

ระเบิดสนั่นโรงงานผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ดับ 5 ศพ เจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุระเบิดสนั่นภายในโรงงานของฮันฮวา แอโรสเปซ ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ขณะเจ้าหน้าที่ยังเร่งควบคุมเพลิงและสอบสวนสาเหตุ

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงภายในโรงงานของ ฮันฮวา แอโรสเปซ บริษัทผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีอวกาศรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

เหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงงานของบริษัทในเมืองแทจอน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ราว 150 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการดับเพลิงเมืองแทจอนเปิดเผยว่า ขณะนี้ยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ประสบเหตุ

ด้านสำนักข่าวยอนฮัป รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นภายในตัวโรงงาน ขณะที่สาเหตุของเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ฮันฮวา แอโรสเปซ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยดำเนินธุรกิจด้านการผลิตอาวุธ ระบบปืนใหญ่ เทคโนโลยีการบินและอวกาศ รวมถึงชิ้นส่วนที่ใช้ในอุตสาหกรรมความมั่นคง

สำหรับโรงงานในเมืองแทจอน เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงและระบบด้านอวกาศ

ตัวแทนของบริษัทฮันฮวา แอโรสเปซ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิด รวมถึงประเมินขอบเขตความเสียหายทั้งหมดได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงที่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

ขณะที่ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์และดับไฟโดยเร็วที่สุด.

ที่มา : channelnewsasia

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

1 มิ.ย. 2569 12:13 น.

ระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดในอินโดนีเซีย ดับอย่างน้อย 5 ราย สูญหายอีก 3 คน

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงในจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซีย คาดมีสาเหตุมาจากระเบิดหรือกระสุนปืนครกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยังไม่ระเบิด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน บาดเจ็บเกือบ 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหายสูญหายอีก 3 คน พร้อมตรวจสอบวัตถุระเบิดตกค้างที่ยังพบในพื้นที่

เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นที่ใต้ถุนของบ้านยกพื้นสูงหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่งในหมู่บ้านประมงในเขตเบียก นุมฟอร์ จังหวัดปาปัว ทางตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย แรงระเบิดส่งผลให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและมีลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามมาด้วยกลุ่มควันหนาทึบ แรงระเบิดทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงพังทลายลงทันที 6-9 หลังคาเรือน

พันตำรวจเอก จาห์โย สุการ์นิโต โฆษกสำนักงานตำรวจปาปัว เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “แหล่งที่มาของระเบิดครั้งนี้ มีข้อสันนิษฐานอย่างรุนแรงว่ามาจากระเบิดหรือลูกปืนครก ที่หลงเหลืออยู่จากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2”

รายงานล่าสุดระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ และมีผู้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 5 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเศษซากอาคารอีกอย่างน้อย 19 ราย นอกจากนี้ ทางการยังระบุว่ามีผู้สูญหายอีก 3 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากในที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนมนุษย์หลายชิ้นที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งอพยพผู้ประสบภัย พร้อมทั้งประกาศปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบ “ลูกปืนครกสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2” อีกหนึ่งลูกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่ายังคงมีอานุภาพพร้อมระเบิดอยู่

แม้ว่าพนักงานสอบสวนจะยังคงทำงานเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด แต่จากการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุเบื้องต้นทำให้ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานว่า เหตุระเบิดอาจเกิดขึ้นในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่กำลังพยายามแกะวัตถุระเบิดดังกล่าว

ชาวบ้านรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “มีรายงานว่าระเบิดลูกนี้ทำงานขึ้นเพราะมีคนตั้งใจแกะมันออก เพื่อจะเอาดินปืนที่อยู่ข้างใน แต่ในระหว่างที่กำลังถอดแยกชิ้นส่วน มันกลับระเบิดสวนออกมา” อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจระบุว่าข้ออ้างนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และจำเป็นต้องรอผลตรวจพิสูจน์หลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทางสำนักงานตำรวจปาปัวจึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนในเขตเบียก นุมฟอร์ อยู่ในความสงบ และขอความร่วมมือไม่ส่งต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ในขณะที่ปฏิบัติการค้นหา กู้ภัย และการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป

เหตุการณ์สลดในครั้งนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนถึงอันตรายจาก “วัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด”จากภัยสงครามในอดีต โดยเกาะเบียกเคยเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองดินแดนที่ในขณะนั้นเรียกว่า “ดัตช์อีสต์อินดีส” หรือ หมู่เกาะอินดีสตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่กองกำลังสัมพันธมิตรจะเปิดฉากโจมตีเพื่อยึดพื้นที่คืน ทำให้ยังคงมีเศษซากยุทโธปกรณ์และลูกระเบิดเก่าถูกค้นพบอยู่เรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันในจังหวัดชวาตะวันตก โดยมีพลเรือน 9 รายรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 13 คน จากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างกองทัพอินโดนีเซียพยายามทำลายกระสุนที่เสื่อมสภาพในหลุมทำลายวัตถุระเบิด.

ที่มา JAKARTA GLOBE / Kompas

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

1 มิ.ย. 2569 11:47 น.

มาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดีย

มาเลเซียเดินหน้ามาตรการคุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์ เริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีโซเชียลมีเดียแล้ววันนี้ (1 มิ.ย.)  พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างๆ ต้องติดตั้งระบบตรวจสอบอายุผู้ใช้งาน หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับสูงสุด 10 ล้านริงกิต หรือราว 82 ล้านบาท

มาเลเซียได้เริ่มบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ ในการสั่งห้ามเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี สร้างหรือเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเพื่อยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยทางดิจิทัลให้แก่เยาวชน

กฎข้อบังคับใหม่นี้ระบุให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ต้องนำระบบยืนยันอายุมาใช้งานอย่างจริงจัง และต้องบล็อกไม่ให้ผู้ใช้งานที่อายุไม่ถึงเกณฑ์สามารถสร้างบัญชีได้ โดยกฎหมายจะครอบคลุมเฉพาะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้งานในมาเลเซียตั้งแต่ 8 ล้านคนขึ้นไป ซึ่งรวมถึง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, TikTok และ ยูทูบ

ทั้งนี้ หากบริษัทเทคโนโลยีรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อาจต้องเผชิญโทษปรับทางแพ่งสูงสุดถึง 10 ล้านริงกิต (ประมาณ 82 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่บุตรหลานสามารถแอบเล็ดลอดหรือซิกแซกไปใช้งานระบบได้ จะไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายนี้

รัฐบาลมาเลเซียเน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กๆ จากเนื้อหาที่เป็นอันตราย, การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ของแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากเกินความจำเป็น 

คณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC) แถลงชี้แจงว่า กฎระเบียบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขัดขวางไม่ให้เด็กๆ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีดิจิทัลแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งความหวังและกำหนดมาตรฐานให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อภัยอันตรายออนไลน์ และจัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับช่วงอายุของผู้ใช้งาน

MCMC ระบุในแถลงการณ์ว่า “มาตรการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างการปกป้องเด็กๆ ในสภาพแวดล้อมออนไลน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองอุ่นใจมากขึ้นในการนำพาบุตรหลานรับมือกับความเสี่ยงทางดิจิทัลที่นับวันจะยิ่งซับซ้อน”

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องนำหลักการ “ออกแบบเพื่อความปลอดภัย” มาใช้ เช่น การป้องกันระบบอัลกอริทึมที่โน้มน้าวใจให้ผู้ใช้เกิดอาการเสพติดหน้าจอ และต้องดำเนินการเชิงรุกในการจัดการกับบัญชีเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์รวมถึงเนื้อหาที่เป็นภัย อย่างไรก็ตาม บรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าจะปรับเปลี่ยนระบบอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่นี้ ซึ่งทางทางการมาเลเซียจะมีการผ่อนผันระยะเวลาให้แพลตฟอร์มต่างๆ ได้พัฒนาและติดตั้งระบบยืนยันอายุให้เสร็จสมบูรณ์

ด้าน คลารา โกห์ (Clara Koh) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเมตา เคยออกมาแสดงความกังวลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า การสั่งห้ามแบบเหมารวมสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีของมาเลเซีย อาจส่งผลสะท้อนกลับในทางลบ เนื่องจากมันอาจเป็นการผลักดันให้กลุ่มวัยรุ่นหันไปใช้งานแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับการปกป้อง หรือเข้าสู่มุมมืดของอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีการควบคุมดูแลแทน โดยเธอระบุว่า ปัจจุบันเมตา เองก็ได้มีการเปิดตัว “บัญชีสำหรับวัยรุ่น” สำหรับผู้ใช้อายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งจะจำกัดการติดต่อ, จำกัดเวลาหน้าจอ และจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังจุดชนวนความกังวลเรื่อง “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล”  โดย เบนจามิน โลห์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโมนาช ประจำวิทยาเขตมาเลเซีย กล่าวว่า “มาตรการนี้ดำเนินตามเทรนด์โลกก็จริง แต่ก็น่ากังวลตรงที่มันอาจบีบให้ต้องใช้เอกสารระบุตัวตนที่ออกโดยรัฐบาล เช่น บัตรประชาชน ในการยืนยันอายุ”

โลห์ ประเมินเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ในประเทศอื่นๆ ข้อจำกัดด้านอายุยังไม่เคยพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ และการที่ไม่มีบทลงโทษต่อผู้ปกครอง ยิ่งทำให้คนในครอบครัวสามารถช่วยบุตรหลานหลบเลี่ยงกฎหมายได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ชื่อผู้ใหญ่เปิดบัญชีให้แทน ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่หากผู้กำกับดูแลไม่แก้ไข กฎหมายนี้ก็แทบจะไม่มีผลในการหยุดยั้งเด็กๆ จากการเล่นโซเชียลมีเดีย

มาตรการของมาเลเซียเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการแก้ปัญหาผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็ก โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนในสหรัฐอเมริกาเพิ่งมีคำสั่งให้เมตาและยูทูบ จ่ายเงินชดเชยความเสียหายจำนวนหลายล้านดอลลาร์ จากคดีความที่กล่าวหาว่าการออกแบบฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มมีส่วนทำให้ผู้ใช้งานเยาวชนได้รับอันตราย

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก โดยออสเตรเลีย บราซิล และอินโดนีเซีย ได้มีการบังคับใช้หรือประกาศข้อจำกัดด้านอายุในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไปแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สเปน, เดนมาร์ก, เกาหลีใต้ รวมถึง ประเทศไทย ก็กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาแนวทางในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้เช่นกัน.

ที่มา Associated Press

อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

 อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

1 มิ.ย. 2569 11:05 น.

อิหร่านยืนยันข่าวปธน.อิหร่านยื่นหนังสือลาออกไม่เป็นความจริง

ทำเนียบประธานาธิบดีอิหร่านโต้ข่าวลือ นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่านยื่นหนังสือลาออก ชี้เป็นเกมสื่อจากต่างชาติ ย้ำยังคงเดินหน้ารับใช้ประชาชน

ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่อ้างว่านาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยนายเมห์ดี ตาบาตาบาอี  รองหัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำสำนักงานประธานาธิบดีอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ระบุว่า ข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของประธานาธิบดีเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นส่วนหนึ่งของเกมสื่อ ที่ถูกเผยแพร่โดยสื่อบางแห่งในต่างประเทศ

เขากล่าวว่า ประธานาธิบดีเปเซชเคียนจะไม่ถอยห่างจากการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนชาวอิหร่าน พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะไม่ละทิ้งเส้นทางแห่งความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของชาติ

ตาบาตาบาอียังระบุด้วยว่า ผู้ที่พยายามบ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของอิหร่านจะต้องผิดหวังอีกครั้ง พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่อ้างว่ามีความแตกแยกภายในประเทศ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในอิสราเอลและประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน โดยมีปากีสถานเป็นคนกลาง แต่การเจรจาในเวลาต่อมายังไม่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรได้

ปัจจุบัน อิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงแลกเปลี่ยนข้อเสนอและข้อโต้แย้งระหว่างกัน เพื่อหาทางกลับเข้าสู่การเจรจาโดยตรงและยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น.

ที่มา : สำนักข่าวอนาโตลู