เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

13 มิ.ย. 2569 05:34 น.

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เดินทางกลับนครรัฐวาติกันล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง หลังเครื่องบินเช่าเหมาลำของ อิเบเรียเกิดปัญหาทางเทคนิค กษัตริย์สเปนทรงเสนอเครื่องบินส่วนพระองค์ให้ใช้เดินทางแทน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ประสบเหตุเที่ยวบินล่าช้าระหว่างเตรียมเดินทางกลับกรุงโรม หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศสเปน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินอิเบเรียที่เตรียมนำพระองค์กลับนครรัฐวาติกัน เกิดปัญหาทางเทคนิคที่สนามบินเมืองซานตาครูซ เด เตเนริเฟ ในหมู่เกาะคานารี

รายงานข่าวระบุว่า กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน จึงทรงเสนอให้สมเด็จพระสันตะปาปาใช้เครื่องบินส่วนพระองค์แบบฟอลคอนเดินทางกลับแทน โดยเสด็จไปส่งพระองค์ถึงลานจอดเครื่องบิน ก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามจะขึ้นเครื่องออกเดินทาง

นักบินของสายการบินอิเบเรียแจ้งผ่านระบบเสียงบนเครื่องบินว่า เครื่องยนต์ไม่สามารถสตาร์ตได้ โดยระบุว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งจอดเครื่องและทิศทางลม แม้จะมีความพยายามเคลื่อนย้ายเครื่องบินและแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดต้องลงจากเครื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้กำหนดการเดินทางของสมเด็จพระสันตะปาปาล่าช้าออกไปมากกว่า 3 ชั่วโมง ขณะที่สายการบินอิเบเรียได้ส่งเครื่องบินอีกลำจากกรุงมาดริดมารับเจ้าหน้าที่วาติกันและผู้สื่อข่าวที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระองค์บนเครื่องบินพระราชทาน

การเดินทางครั้งนี้เป็นการปิดฉากภารกิจเยือนสเปนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งครอบคลุมกรุงมาดริด เมืองบาร์เซโลนา และหมู่เกาะคานารี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางผู้อพยพจากแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่ยุโรป โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เที่ยวบินของสมเด็จพระสันตะปาปาเกิดปัญหาร้ายแรงจนต้องเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างการเดินทาง.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

13 มิ.ย. 2569 04:50 น.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

นายกฯ ปากีสถานเผยสหรัฐฯ และอิหร่านเห็นชอบร่างสุดท้ายของข้อตกลงสันติภาพแล้ว เหลือเพียงกำหนดขั้นตอนดำเนินการ ขณะที่อิหร่านยอมรับว่าใกล้บรรลุข้อตกลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุ ร่างสุดท้ายที่เห็นชอบร่วมกันของข้อตกลงสันติภาพได้แล้ว โดยขณะนี้เหลือเพียงการกำหนดรายละเอียดของขั้นตอนถัดไปก่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริง

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงมากกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา พร้อมขอให้สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาเนื้อหาของข้อตกลงก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

นายอารักชีระบุว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจา และอาจมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยยังมีการหารืออย่างเข้มข้นภายในอิหร่าน ระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ผู้นำระดับสูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านย้ำว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของสหรัฐฯ แต่เป็นผลจากการยืนหยัดในจุดยืนและเส้นแดงของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดและการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเขาอธิบายว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกมุ่งเน้นการยุติความขัดแย้งในทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะในเลบานอน ส่วนระยะที่สองจะเข้าสู่ประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง และมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายเผชิญความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องจากปัญหานิวเคลียร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดหลายปีที่ผ่านมา.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

13 มิ.ย. 2569 04:36 น.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

ชายวัย 45 ปี ก่อเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนถูกพบเสียชีวิตภายในอาคารร้าง หลังเคยก่อเหตุยิงใส่ตำรวจระหว่างการไล่ล่าเมื่อไม่กี่วันก่อน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงปิดล้อมและรับมือสถานการณ์ ก่อนพบผู้ก่อเหตุเสียชีวิตภายในอาคารคลินิกสัตวแพทย์ร้าง

ตำรวจเมืองมิดแลนด์ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงเมื่อเวลา 08.03 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเข้าตรวจสอบพื้นที่และเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ ซึ่งยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่จนตำรวจหลายนายต้องหลบอยู่หลังรถสายตรวจ และต้องใช้รถหุ้มเกราะเข้าช่วยเหลือ

ผู้ก่อเหตุถูกระบุว่าเป็นนายวิกเตอร์ มาตา บียาร์เรอัล อายุ 45 ปี ชาวเมืองโอเดสซา ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวเขาในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน หลังจากก่อเหตุยิงใส่ตำรวจเมืองมิดแลนด์หลายนัดระหว่างการไล่ล่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ตำรวจจะไม่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยสวาตและหน่วยงานอื่น ๆ เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองมิดแลนด์ นางลอรี บลอง กล่าวว่าทางการใช้หุ่นยนต์และโดรนตรวจสอบภายในอาคาร ก่อนยืนยันว่ามือปืนเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา

โรงพยาบาลมิดแลนด์ เมโมเรียล เปิดเผยว่า รับผู้บาดเจ็บ 9 ราย โดย 4 รายอยู่ระหว่างการผ่าตัด ส่วนอีก 5 รายมีอาการคงที่ ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 1 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองโอเดสซา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมด แต่ยืนยันว่าไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สำหรับเมืองมิดแลนด์เคยเผชิญเหตุกราดยิงครั้งใหญ่เมื่อปี 2562 เมื่ออดีตพนักงานบริษัทน้ำมันขับรถตระเวนยิงผู้คนแบบไม่เลือกหน้าในเมืองมิดแลนด์และโอเดสซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย.

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

12 มิ.ย. 2569 23:16 น.

WHO เตือนอีโบลาระบาดลามพื้นที่ใหม่ในคองโก ยอดติดเชื้อพุ่งเกือบ 700 ราย

องค์การอนามัยโลกเตือนการระบาดของอีโบลาในคองโกกำลังขยายวงสู่พื้นที่ใหม่ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 676 ราย เสียชีวิต 136 ศพ และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า การระบาดของโรคอีโบลาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก กำลังขยายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ และจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า จำนวนเตียงสำหรับแยกผู้ป่วยยังต่ำกว่าความต้องการอย่างมาก เมื่อเทียบกับแนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคในขณะนี้

โดยการระบาดครั้งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดอีตูรี  แต่ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในจังหวัดนอร์ทคิวู  และเซาท์คิวู  ด้วย สะท้อนให้เห็นว่าเชื้อกำลังแพร่กระจายออกนอกพื้นที่เดิม นับตั้งแต่มีการประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้ออีโบลาที่ยืนยันแล้ว 676 ราย เสียชีวิต 136 ศพ ขณะที่ยังมีผู้ป่วยต้องสงสัยอีก 119 ราย และมีผู้ป่วย 32 รายที่รักษาหายแล้ว

ทั้งนี้ เชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งนี้คือไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ไม่บ่อย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ WHO เตือนว่า หากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาผู้ป่วย การแยกกัก และการรักษาได้อย่างรวดเร็ว การระบาดอาจขยายวงกว้างมากขึ้นและสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบสาธารณสุขของคองโกและประเทศเพื่อนบ้าน.

ที่มา AFP

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง “สเปซเอ็กซ์” เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

"อีลอน มัสก์" ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง "สเปซเอ็กซ์" เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

12 มิ.ย. 2569 23:02 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก หลัง “สเปซเอ็กซ์” เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ

“อีลอน มัสก์” กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หลังหุ้น สเปซเอ็กซ์ เปิดซื้อขายในตลาดแนสแด็ก ด้วยมูลค่าบริษัทกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินสุทธิเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36 ล้านล้านบาท หลังบริษัทสเปซเอ็กซ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก

สเปซเอ็กซ์สามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ได้ถึง 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.75 ล้านล้านบาท ทำลายสถิติการระดมทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้าบริษัทซาอุดี อารัมโก ที่เคยทำไว้ 25,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 แม้บริษัทจะกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น แต่มีรายงานว่าหุ้นได้เปิดซื้อขายในตลาดแนสแด็กที่ระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น จากความต้องการลงทุนที่สูงมาก ซึ่งจะส่งผลให้สเปซเอ็กซ์มีมูลค่าตลาดราว 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มัสก์ซึ่งถือหุ้นในบริษัทมากกว่า 80% จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจนทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้ สเปซเอ็กซ์เป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศที่พัฒนาจรวดและระบบขนส่งอวกาศสำหรับองค์การนาซา รวมถึงเป็นเจ้าของบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) และมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ AI ของมัสก์.

ที่มา BBC

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

12 มิ.ย. 2569 15:57 น.

จีนจับกุมนักวิชาการสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเมียนมา ต้องสงสัยพัวพันคดีจารกรรมข้อมูล

กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันการควบคุมตัว “มิน ซิน” นักวิชาการชาวอเมริกันและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยด้านเมียนมา โดยระบุว่าถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจารกรรมและการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าว

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า นายอู มิน ซิน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควบคุมตัวทางอาญาตามกฎหมาย เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ

แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากความอ่อนไหวของประเด็นดังกล่าวเปิดเผยว่า นายมิน ซิน ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา หรือ ไอเอสพี-เมียนมา (ISP-Myanmar) ถูกเจ้าหน้าที่จีนเข้าจับกุมตัวตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ทันทีที่เขาเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติคุนหมิง ในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา โดยแหล่งข่าวระบุว่าเขาเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการประชุมแห่งหนึ่งในจีน ขณะนี้ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานกงสุลสหรัฐฯ ด้วยความวิตกกังวล

สำหรับประวัติของ นายมิน ซิน ในอดีตเขาเคยเป็นแกนนำนักศึกษาที่เข้าร่วมขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อปี 1988 หรือเหตุการณ์ 8888 ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในสหรัฐฯ และได้รับสัญชาติอเมริกันในเวลาต่อมา

นายมิน ซิน เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน ISP-Myanmar ซึ่งเดิมทีตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา แต่จำเป็นต้องลี้ภัยและย้ายฐานปฏิบัติการมายังจังหวัดเชียงใหม่ ของไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มการเมืองผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ภายหลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 ที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี

สถาบัน ISP-Myanmar ภายใต้การนำของมิน ซิน เป็นหน่วยงานคลังสมองที่จับตาและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากรธรรมชาติ และความขัดแย้งในเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์และกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย

บทความและรายงานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่โดย ISP-Myanmar ในระยะหลัง ได้เจาะลึกถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีหลังการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลัก รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของเมียนมา

นอกจากนี้ รายงานบางฉบับยังได้เปิดโปงและวิเคราะห์ถึง “อิทธิพลของจีน” บริเวณพื้นที่ชายแดนเมียนมา โดยนักวิเคราะห์และสถาบัน ISP-Myanmar มักระบุว่า รัฐบาลจีนได้เข้ามามีบทบาทและให้การสนับสนุนทั้งฝั่งกองทัพเมียนมาและกลุ่มกบฏชาติพันธุ์สลับกันไปตามช่วงเวลา เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนเอง ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของจีนในปัจจุบันที่ประกาศตัวสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแน่ชัดจากทางการจีนว่า นายมิน ซิน ได้กระทำการใดที่เข้าข่ายการจารกรรมข้อมูล และด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงสถาบัน ISP-Myanmar ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์จับกุมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้.

ที่มา Reuters / AFP

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ "ลูกเขยทรัมป์" 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

12 มิ.ย. 2569 14:11 น.

ชาวแอลเบเนียประท้วงเมกะโปรเจกต์ “ลูกเขยทรัมป์” 1.5 แสนล้าน หวั่นทำลายธรรมชาติ

ชาวแอลเบเนียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมในกรุงติรานา ต่อต้านโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่ากว่า 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.5 แสนล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาว และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผู้ประท้วงกังวลว่าโครงการจะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเอเดรียติกและพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก

การชุมนุมประท้วงที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่าหนึ่งสัปดาห์ในกรุงติรานา ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเกิดการเผชิญหน้ากันเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังบริษัทผู้พัฒนาโครงการได้เข้าติดตั้งลวดหนามเพื่อปิดกั้นพื้นที่บางส่วนในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติหมู่บ้านซแวร์เนก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เมื่อมีภาพรถแบคโฮเข้าปรับพื้นที่ชายหาดและเกิดการปะทะกับกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชน

โครงการรีสอร์ตหรูระดับห้าดาวดังกล่าว เป็นแนวคิดของนายจาเร็ด คุชเนอร์ และ อิวังกา ทรัมป์ ที่รู้สึกประทับใจในแอลเบเนียระหว่างการล่องเรือยอชต์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยแผนการพัฒนานอกจากโรงแรมหรูแล้ว ยังตั้งเป้าจะเปลี่ยนโฉม “เกาะซาซาน” เกาะร้างซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานทัพทหารลับในยุคคอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงและนักอนุรักษ์ชี้ว่า พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตชุ่มน้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกแฟลมิงโก แมวน้ำ และจุดวางไข่ของเต่าทะเล ซึ่งหากโครงการเดินหน้าจะทำลายธรรมชาติรอบลากูนอย่างถาวร

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวว่า “โครงการที่ซแวร์เนกจะทำลายธรรมชาติของเรา มันถูกสร้างบนที่ดินคุ้มครองและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สิ่งนี้จะบั่นทอนศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวของประเทศเรา” 

ในระหว่างการเดินขบวนครั้งล่าสุด กลุ่มผู้ประท้วงได้เคลื่อนขบวนไปยังอาคารที่ทำการรัฐบาลบนถนนสายหลักของเมืองหลวง โดยถือป้ายข้อความขนาดใหญ่ระบุว่า “แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย” และพากันตะโกนเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี เอดิ รามา ลาออกจากตำแหน่ง

บรรยากาศการประท้วงเต็มไปด้วยความตึงเครียด นักวิชาการและคนรุ่นใหม่ระบุว่า ความอดทนของประชาชนสิ้นสุดลงแล้วหลังจากที่นายกรัฐมนตรีรามาบริหารประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 แต่กลับไม่สามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่สะพัด หรือพัฒนาบริการขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การประท้วงดังกล่าวยังทวีความรุนแรงจากการที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประชาชนเพิ่งจะลุกฮือขับไล่รองนายกรัฐมนตรี เบลินดา บัลลูคู จนทำให้เธอถูกปลดจากตำแหน่งจากข้อกล่าวหาพัวพันการทุจริต ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลพุ่งสูงถึงขีดสุด

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้ ไม่เพียงแต่จุดชนวนความขัดแย้งในประเทศเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การส่งสัญญาณเตือนจากสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าโครงการนี้อาจส่งผลกระทบและทำให้กระบวนการพิจารณาแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกอียูล่าช้าออกไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีรามา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเอดิ รามา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่าโครงการนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเสร็จสิ้นอย่างรับผิดชอบ พร้อมปฏิเสธความกังวลของกลุ่มผู้ประท้วง โดยระบุว่าโครงการยังอยู่ในขั้นตอนและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

รามายังอ้างว่ารัฐบาลมีความก้าวหน้าอย่างมากในการลดปัญหาทุจริต โดยระบุถึงการตั้งสำนักงานอัยการพิเศษที่ได้เปิดการสอบสวนคดีฉ้อโกงระดับชาติหลายคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว พวกเขามองว่านี่คือมหากาพย์ผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทุนต่างชาติที่ไร้ความโปร่งใส ซึ่งประชาชนจะไม่ยอมทนอีกต่อไป.

ที่มา AFP / Reuters

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง “เต่า-ปลาสายลับ” ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง "เต่า-ปลาสายลับ" ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

12 มิ.ย. 2569 13:01 น.

จีนเตือนภัย หน่วยข่าวกรองต่างชาติส่ง “เต่า-ปลาสายลับ” ติดเซนเซอร์ เจาะข้อมูลทางทะเล

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน เผยหน่วยข่าวกรองต่างชาติกำลังใช้เทคโนโลยีสอดแนมรูปแบบใหม่ ทั้งทุ่นตรวจจับอัจฉริยะ สัตว์ทะเลติดเซ็นเซอร์เช่นเต่าและปลา เครื่องร่อนพลังงานคลื่น และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเรือสินค้า เพื่อเก็บข้อมูลทางทะเลที่มีความอ่อนไหวของจีน โดยระบุว่าอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงด้านอธิปไตย การทหาร และเศรษฐกิจของประเทศ

ในบทความที่เผยแพร่ผ่านบัญชี วีแชต (WeChat) อย่างเป็นทางการของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน ภายใต้หัวข้อว่า “ภายใต้สีน้ำเงินครามอันลึกล้ำ กระแสน้ำเชี่ยวกรากกำลังก่อตัว” ได้เปิดเผยรายละเอียดของอุปกรณ์จารกรรมรูปแบบใหม่ที่ถูกตรวจพบในน่านน้ำของจีน 

โดยเจ้าหน้าที่ตรวจพบสัตว์ทะเลมีชีวิตขนาดค่อนข้างใหญ่ในบางพื้นที่ ถูกติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ไว้บนตัว  จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “เต่าสายลับ” และ “ปลาสายลับ” โดยสัตว์เหล่านี้จะว่ายน้ำไปในพื้นที่เป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมทางทะเลที่ละเอียดอ่อน เช่น อุณหภูมิน้ำ ความเค็ม และทิศทางของกระแสน้ำ จากนั้นจะส่งข้อมูลดังกล่าวกลับไปยังเครือข่ายต่างประเทศแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดาวเทียม เพื่อนำไปสร้างเป็น “แผนที่ใต้น้ำ” สำหรับหาจุดอ่อนในระบบป้องกันชายฝั่งของจีน

นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบทุ่นตรวจวัดมหาสมุทรทรงกลม ซึ่งถูกปล่อยโดยสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งหนึ่งของต่างประเทศ โดยด้านบนติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดสภาพอากาศ ส่วนด้านล่างทิ้งโซ่สมอเพื่อยึดตำแหน่ง และมีการติดตั้งชุดเซนเซอร์ตรวจจับคลื่นเสียงความแม่นยำสูง ทำให้สามารถดักรับข้อมูลคลื่นเสียงรอบข้าง และบันทึกอัตลักษณ์เสียง ของเรือดำน้ำจีนได้แบบเรียลไทม์

ทั้งยังตรวจพบอุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานคลื่นและโซลาร์เซลล์ที่ถูกส่งเข้ามาโดยกลุ่มต่างชาติ ซึ่งติดตั้งระบบระบุพิกัดและอุปกรณ์สื่อสารทางวิทยุ ทำให้สามารถรับคำสั่งจากดาวเทียมและส่งข้อมูลกิจกรรมของเรือรบ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางทหารในทะเลกลับไปได้ทันที

นอกจากอุปกรณ์ในทะเลแล้ว กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนยังเปิดโปงพฤติกรรมของบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ที่พยายามเสนอขาย “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตั้งบนเรือรุ่นใหม่” ให้กับเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยอ้างว่าเป็นบริการเสริมสำหรับการเดินเรือทั่วไป

แต่ในความเป็นจริง อุปกรณ์ดังกล่าวคือเครื่องมือรวบรวมข่าวกรองหลากรูปแบบ ที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในท่าเรือได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและการนำทางเข้าด้วยกัน เพื่อแอบสร้าง “เครือข่ายเฝ้าระวังทางทะเล” ของตนเอง

กระทรวงฯ ย้ำว่า ข้อมูลทางทะเลที่ละเอียดอ่อน เช่น การเคลื่อนตัวของกระแสน้ำ ลักษณะอุณหภูมิน้ำ การกระจายตัวของความร้อน และภูมิประเทศของท้องทะเล หากถูกหน่วยงานจารกรรมต่างชาติขโมยไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางทหารและอธิปไตยของจีน

แม้ว่าในแถลงการณ์ของทางการจีนจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศอย่างเจาะจง แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันในหมู่นักวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงกลุ่มประเทศคู่แข่งในซีกโลกตะวันตก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันออกมากล่าวหาเรื่องการจารกรรมข้อมูลมาโดยตลอด

โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พันธมิตรข่าวกรอง “Five Eyes” ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพิ่งจะออกมาเตือนว่า สายลับจีนกำลังใช้แพลตฟอร์มจัดหางานออนไลน์เพื่อแฝงตัวและล่อลวงเอาข้อมูลลับจากบุคคลในแวดวงความมั่นคง ขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา ทางการจีนเองก็เคยเตือนเจ้าหน้าที่รัฐให้ระวังแผนการ “น้ำผึ้งพระจันทร์” หรือการใช้เสน่ห์ของสายลับสาวต่างชาติมาล่อลวงเอาความลับของรัฐไปเช่นกัน

ทั้งนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนระบุว่า ความมั่นคงทางทะเลเป็นส่วนประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ และต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน โดยได้ประกาศเตือนให้ชาวประมงและผู้ประกอบการเดินเรือระมัดระวังการร่วมมือทางธุรกิจที่น่าสงสัย หากพบทุ่นหรืออุปกรณ์ที่ผิดปกติในทะเลให้รีบรายงานเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมทั้งกำชับเจ้าของเรือไม่ให้ซื้อหรือติดตั้งอุปกรณ์บริการทางทะเลที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัดโดยเด็ดขาด.

ที่มา Global Times / AFP

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย “ก๊าซไนโตรเจน” ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย "ก๊าซไนโตรเจน" ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

12 มิ.ย. 2569 12:22 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งระงับประหารชีวิตด้วย “ก๊าซไนโตรเจน” ในรัฐอะลาบามา ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับการประหารชีวิตนักโทษประหารในรัฐอะลาบามาด้วยวิธีสูดก๊าซไนโตรเจน หลังศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าวิธีดังกล่าวอาจเข้าข่ายการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ นับเป็นการแทรกแซงในนาทีสุดท้ายที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในคดีโทษประหาร

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ออกคำสั่งแบบไม่ลงนามผู้พิพากษา ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของรัฐอะลาบามาที่ต้องการเดินหน้าประหารชีวิต นายเจฟเฟอรี ลี  วัย 49 ปี ซึ่งมีกำหนดจะถูกประหารชีวิตด้วยวิธีให้ร่างกายขาดออกซิเจนด้วยก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen Hypoxia) ในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ (11 มิ.ย.) หลังจากที่เขาถูกตัดสินความผิดในคดีฆาตกรรมประชาชน 2 ราย ระหว่างการบุกปล้นร้านรับจำนำเมื่อปี 1998 และต้องโทษจำคุกในแดนประหารมานานกว่า 20 ปี

ในคำสั่งฉุกเฉินของศาลฎีกาไม่ได้ระบุเหตุผลประกอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการพิจารณาคดีเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 9 ราย มี 3 ราย ได้แก่ คลาเรนซ์ โทมัส, ซามูเอล อาลิโต และ นีล กอร์ซัช ที่เห็นแย้งและต้องการให้เดินหน้าประหารชีวิตตามคำร้องของรัฐ

ก่อนหน้านี้ คณะลูกขุนในคดีของนายลีเคยเสนอให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่ได้รับการปล่อยตัว แต่ผู้พิพากษาในขณะนั้นได้ใช้อำนาจพิเศษพลิกคำตัดสินของลูกขุนเป็นให้ประหารชีวิตแทน ซึ่งระบบอำนาจพิเศษของผู้พิพากษานี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้วในเวลาต่อมา

คำสั่งของศาลฎีกาสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้มีคำสั่งห้ามใช้ก๊าซไนโตรเจนในการประหารชีวิตอย่างถาวรเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากการไต่สวนในชั้นศาลเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งมีการรับฟังคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญและพยานหลายปาก

ศาลชั้นต้นพบว่าวิธีการรมก๊าซไนโตรเจน ซึ่งทำโดยการครอบหน้ากากเพื่อปล่อยก๊าซไนโตรเจนบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่อ็อกซิเจนจนนักโทษขาดใจตายนั้น เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่และมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้ถูกประหารชีวิตต้องเผชิญกับ “ภาวะขาดอากาศอย่างรุนแรง” ตลอดจนความทุกข์ทรมานทางอารมณ์ ความวิตกกังวล ความเครียดทางสรีรวิทยา และความเจ็บปวดทางร่างกายอย่างสาหัส” ก่อนที่จะหมดสติและเสียชีวิต ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ห้ามไม่ให้มีการลงโทษที่โหดร้ายและผิดปกติ เช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติที่เคยออกมาประณามวิธีนี้ว่าทารุณกรรม

ทางด้าน นายสตีฟ มาร์แชลล์ อัยการสูงสุดของรัฐอะลาบามา ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยระบุว่าการสั่งระงับครั้งนี้คือ “ความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม” และไม่เป็นธรรมต่อครอบครัวของเหยื่อที่เตรียมจะมาร่วมเป็นสักขีพยานในการลงทัณฑ์ขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ตาม รัฐอะลาบามายังคงมีสิทธิ์ที่จะยื่นขอประหารชีวิตนายลีด้วยวิธีอื่นแทน โดยอัยการสูงสุดย้ำว่า “รัฐพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บทลงโทษตามกฎหมายของนายลีบรรลุผล”

รัฐอะลาบามาถือเป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐของสหรัฐฯ ที่นำวิธีรมก๊าซไนโตรเจนมาใช้งาน โดยนับตั้งแต่ใช้วิธีนี้เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 รัฐอะลาบามาได้ประหารชีวิตนักโทษด้วยวิธีนี้ไปแล้วรวม 7 ราย

สำหรับภาพรวมสถานการณ์โทษประหารชีวิตในสหรัฐฯ  ในปี 2026 มีการประหารชีวิตไปแล้วรวม 15 ราย ได้แก่ฟลอริดา 8 ราย, เท็กซัส 4 ราย, โอคลาโฮมา 2 ราย และแอริโซนา 1 ราย

ส่วนปี 2025 มีการประหารชีวิตทั่วประเทศรวม 47 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่มีการประหารชีวิต 52 ราย โดยรัฐฟลอริดามากที่สุด 19 ราย ตามมาด้วยอะลาบามา เซาท์แคโรไลนา และเท็กซัส รัฐละ 5 ราย โดยแบ่งเป็นการฉีดยาพิษ 39 ราย, การยิงเป้า 3 ราย และการรมก๊าซไนโตรเจน 5 ราย

ปัจจุบัน จากทั้งหมด 50 รัฐของสหรัฐฯ มี 23 รัฐที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วโดยสิ้นเชิง ขณะที่อีก 3 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย ออเรกอน และเพนซิลเวเนีย อยู่ภายใต้มาตรการชะลอการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนการลงโทษประหารชีวิต และเรียกร้องให้มีการขยายขอบเขตการใช้โทษประหารชีวิตสำหรับ “อาชญากรรมที่ร้ายกาจที่สุด” ของประเทศ.

ที่มา BBC / Associated Press

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. "ยุน ซอกยอล" ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

12 มิ.ย. 2569 11:47 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

ศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุกอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล เป็นเวลา 30 ปี ในความผิดฐานสั่งการให้ส่งโดรนเข้าไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อจงใจยั่วยุและเพิ่มความตึงเครียดบริเวณชายแดน หวังใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคม 2024

ศาลกลางกรุงโซลได้มีคำพิพากษาวันนี้ (12 มิ.ย.) ซึ่งตรงกับคำร้องขอของนายโช อึนซุก อัยการพิเศษที่เสนอให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในข้อหากระทำการอันเป็นประโยชน์ต่อศัตรูและใช้อำนาจในทางมิชอบ

ศาลรับฟังพยานหลักฐานและชี้ว่า นายยุนได้สั่งการปฏิบัติการโดรนดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2024 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยั่วยุรัฐบาลเกาหลีเหนือ และตั้งใจจะนำความตึงเครียดระหว่างประเทศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น มาใช้เป็นข้ออ้างเร่งด่วนในการประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

ก่อนหน้านี้ในวันประกาศกฎอัยการศึก นายยุนอ้างว่าตนเองกำลังปกป้องประเทศจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ที่ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ แต่ในเวลาต่อมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การตัดสินใจของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยปัญหาความระส่ำระสายทางการเมืองภายในประเทศ จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชน และทำให้เขาต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในที่สุด ก่อนจะถูกรัฐสภาลงมติถอดถอนและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากตัวอดีตประธานาธิบดีแล้ว ศาลยังได้ตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการในปฏิบัติการครั้งนี้อีกหลายราย ประกอบด้วยนายคิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถูกตัดสินจำคุก 30 ปี ในข้อหากบฏและใช้อำนาจมิชอบ ซึ่งเป็นโทษที่สูงกว่าคำร้องของอัยการพิเศษที่เสนอไว้ 25 ปี

ส่วนนายยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองต่อต้านข่าวกรองทหาร ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ขณะที่นายคิม ยงแด อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการโดรน ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 5 ปี

คณะผู้พิพากษาระบุในคำแถลงว่า “จำเลยได้ใช้ข้ออ้างของปฏิบัติการทางทหารเพื่อจงใจกระตุ้นให้เกิดการยั่วยุจากฝั่งเกาหลีเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถประกาศกฎอัยการศึกได้” พร้อมเสริมว่า แม้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสามนายจะมีส่วนในการยั่วยุเกาหลีเหนือและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการปะทะกันทางทหาร แต่นายยุน ซอกยอล ในฐานะผู้นำประเทศคือผู้ที่ต้อง “รับผิดชอบมากที่สุด” ในเหตุการณ์นี้

ในระหว่างการพิจารณาคดี ทีมทนายความของนายยุนพยายามโต้แย้งว่า การส่งโดรนเข้าไปในเกาหลีเหนือเป็นการตอบโต้ที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ต่อกรณีที่เกาหลีเหนือส่งบอลลูนขยะหลายร้อยลูกข้ามพรมแดนมายังฝั่งใต้ตลอดปี 2024 ซึ่งภายในบรรจุสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะใช้บอลลูนโฆษณาชวนเชื่อในลักษณะนี้มาตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี แต่สถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในปี 2024 เมื่อเกาหลีเหนือออกมากล่าวหาว่าเกาหลีใต้ส่งโดรนบินเข้าไปโปรยใบปลิวต่อต้านระบอบปกครองถึงใจกลางกรุงเปียงยาง ซึ่งเกาหลีเหนือขู่ว่าอาจนำไปสู่สงครามได้ โดยคำตัดสินของศาลในวันศุกร์ระบุชัดเจนว่า นายยุนคือผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเหล่านั้น โดยคาดหวังจะให้เกาหลีเหนือโจมตีตอบโต้กลับมาเพื่อสร้างสถานการณ์

คำตัดสินจำคุก 30 ปีในคดีโดรนนี้ นับเป็นโทษทัณฑ์ล่าสุดของนายยุน ซอกยอล ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ และยังต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีอีกหลายข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลว

โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายยุนเพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏ (Insurrection) ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ นอกจากนี้ เขายังถูกตัดสินจำคุกแยกอีก 5 ปีในข้อหาใช้อำนาจมิชอบและขัดขวางการเข้าจับกุมตนเอง

ความพยายามประกาศกฎอัยการศึกของนายยุนรวมถึงการประท้วงที่ตามมา ได้สร้างความปั่นป่วนและสูญญากาศทางการเมืองในเกาหลีใต้อยู่หลายเดือน จนกระทั่งนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า นายอี แจมยอง จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายสถาบันเดิม สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างเด็ดขาดและก้าวขึ้นมานำพาประเทศในปัจจุบัน.

ที่มา Yonhap / BBC