“บางจาก” โชว์ผลประกอบการ ช่วงไตรมาส 3 ทำกำไรต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778756

 

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปีนี้ ว่า บางจากฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 36,686 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 2,798 ล้านบาท ลดลง 32% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไร 1,132 ล้านบาท โดยเป็นกำไรในส่วนของบริษัทใหญ่ 1,178 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.86 บาท หากรวมผลดำเนินงาน 9 เดือน มีกำไร 3,642 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.64 บาท

“ในไตรมาสนี้ โรงกลั่นบางจากสามารถกลั่นได้ในระดับที่สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เฉลี่ยในระดับ 116,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 96% ของอัตราการผลิตรวม มีค่าการกลั่น 5.62 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน-ดูไบ ที่ปรับลดลงจากภาวะน้ำมันเบนซินในภูมิภาคล้นตลาด และราคาในตลาดโลกปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ระดับ 43.19 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากในไตรมาสที่ 2 ที่อยู่ในระดับ 43.23 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นมี EBITDA 1,503 ล้านบาท ลดลง 41% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”.

 

ดัชนีชี้ความวิตกของสังคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778747

 

Trump’s win is stunning repudiation of political elites

ตลาดเงิน-หุ้น-ทองคำ ผันผวนรับ “ทรัมป์”

การรายงานผลการนับคะแนนเสียงของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันในรัฐต่างๆทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) ดำเนินไปด้วยความเข้มข้น เพราะคะแนนของทั้งสองต่างก็ตีคู่กันมาชนิดที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอกันจนส่งผลให้ดัชนีชี้วัดอารมณ์ของสังคมเป็นไปในทิศทางที่แสดงถึงความวิตกกังวลและหวาดกลัว กระนั้น นายทรัมป์และพลพรรคจากรีพับลิกันก็กวาดคะแนนเสียงไปได้อย่างท่วมท้น และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯไปในที่สุด


Downjone future ร่วงหนัก 867 จุด – Nikei index ติดลบ 919.84 จุด – Hang seng index ร่วงลง 446.67 จุด

ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยติดลบไปร่วม 20 จุดในระหว่างวัน แต่ปิดตลาดลดลง 0.41 จุด ปิดที่ 1,509.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 93,328.60 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดหุ้นของหลายประเทศในภูมิภาค นี้ โดยดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือนร่วงลงไป 446.67 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 22,462.0 จุด ดัชนีหุ้นนิเคอิ ติดลบ 919.84 จุดโดยลดลงหนักถึง 5.36% ไปปิดที่ 16,251.54 จุด ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าดิ่งลงไป 867 จุด ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปก็มีตลาดหุ้นอิตาลีร่วงลงหนักสุด 307.51 จุด ตามด้วยสเปน เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวถึงผลกระทบต่อตลาดการเงินของไทยว่าค่อนข้างมีความผันผวนสูงในระหว่างวัน แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นไปในระยะสั้น โดยจะค่อยๆปรับตัวและกลับสู่ภาวะปกติได้ กรณีนี้ ธปท.ได้เข้าดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว อย่างไรก็ตาม ธปท.อยากให้นักธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนเคลื่อนย้ายเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจสูงขึ้นกว่านี้

“หลังจากที่ได้ตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯแล้ว จะมีการทยอยประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจ และการเมืองของสหรัฐฯออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก รวมทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และค่าเงินบาทของไทยให้มีความผันผวนเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องอีกในระยะเวลาหนึ่ง จึงอยากให้ภาคเอกชนไทยเตรียมที่จะรับมือเรื่องนี้ต่อเนื่อง โดยในส่วนของ ธปท.จะติดตามดูแลสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด”

นายธนรัตน์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในประเทศวันเดียวกันได้ปรับขึ้นลงมากถึง 19 ครั้ง หลังพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับ 800 บาทต่อบาท แต่ก็กลับมาปิดบวก 200 บาท โดยทองคำแท่งซื้อบาทละ 21,400 บาท ขายบาทละ 21,500 บาท ทอง รูปพรรณซื้อบาทละ 21,011.76 บาท ขายบาทละ 22,000 บาท ตามตลาดโลกที่บวกขึ้นไป 5% อยู่ที่ 1,298 เหรียญต่อออนซ์ ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,337 เหรียญ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้า หน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า นักลงทุนวิตกว่าชัยชนะของนายทรัมป์จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งของโลกและสหรัฐฯจะเห็นว่าตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนลง ขณะที่ราคาทองคำดีดตัวขึ้น “มีความไม่แน่นอนสูงว่าเขาจะเข้ามาทำอะไรได้บ้าง ตามนโยบายที่หาเสียงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายชาตินิยม และต่อต้านกระแสโลกสมัยใหม่ หวังว่านโยบายที่สุดโต่งไม่น่าจะทำได้จริง เพราะจะเกิดผลเสียหายต่อสหรัฐฯเอง”

ส่วนนโยบายที่จะเอาฐานผลิตกลับไปที่สหรัฐฯ และลดการพึ่งพาการส่งออกยกเลิกข้อตกลงการค้า TPP และ NAFTA ต่อต้านการนำเข้าสินค้าจีนโดยตั้งกำแพงภาษีสูงๆ การค้าโลกคงจะเกิดผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์ขณะนี้ที่การค้าโลกอยู่ ในภาวะที่ไม่ดีอยู่แล้วก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ดังนั้นจึงอาจเห็นการจัดระเบียบใหม่ของการค้าโลก แต่เชื่อว่าหลายนโยบายของนายทรัมป์จะไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะการตั้งแง่เล่นงานจีนมากๆ จีนซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯสูงที่สุด หากขายพันธบัตรออกมา สหรัฐฯจะปั่นป่วนเอง รัฐสภาสหรัฐฯไม่น่าจะเอาด้วย ดังนั้นในระยะสั้นที่ตลาดเงินตลาดทุน และทองคำที่ผันผวนก็เพราะผู้คนตกใจกลัว แต่น่าจะเป็นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น เหมือนช่วงที่เกิดกรณี Brexit ที่อังกฤษโหวตออกจากสหภาพยุโรป ที่คนกังวลสุดขีด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดผลกระทบรุนแรงในทันที กรณีนี้ก็เช่นกัน จะเห็นว่าการกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์หลังได้รับชัยชนะ ทรัมป์มีท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้น โดยเขาระบุว่าจะหาจุดยืนร่วมกัน เพื่อรวมสหรัฐฯเข้าด้วยกันและจะพยายามทำงานกับประเทศอื่นๆ ตลาดหุ้นทั่วโลกจึงดีดกลับมาดีขึ้น ไม่ปรับตัวลดลงมากเหมือนช่วงแรก

ส่วนกระแสเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงเช่นทองคำ คาดว่า สุดท้ายเงินทุนจะไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั้งเอเชียและไทย เพราะประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจยังมีโอกาสโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังคงนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินสหรัฐฯก็ต้องแข็งขึ้น เงินบาทไทยก็อาจอ่อนค่า แต่ไทยมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาก เงินบาทก็คงไม่อ่อนค่ามาก ดังนั้นผลกระทบต่อไทยโดยตรงจึงมีไม่มากนัก

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการที่นายทรัมป์ชนะเลือกตั้งว่า ทำให้ตลาดเกิดอาการช็อกจากที่มีการประเมินว่านางคลินตัน จะเป็นผู้ชนะ ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.05-0.06 บาทต่อดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 34.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูดาวโจนส์เปิดทำการว่าจะปรับตัวลดลงเท่าไร โดยคาดว่าตลาดหุ้นดาวโจนส์จะลดลงทันที 3-5% เมื่อเปิดทำการและระยะสั้นๆเงินบาทของไทยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์.

 

ถกอาร์เซพคืบหน้า ไทย จ่อชง เปิดเสรีย้ายคนทำงานในบริษัทเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778672

 

เจรจาอาร์เซพคืบหน้ามาก สมาชิกยอมเจรจาเปิดเสรีบุคคลธรรมดาระหว่างกัน แต่ยังไม่กำหนดอาชีพ ไทยอาจเสนอ 2 ประเภท หวั่นกระทบจ้างงานคนไทย ส่วนบริการทั่วไป เสนอเปิดเสรี 50-55 สาขาย่อยให้สมาชิกถือหุ้นได้เกิน 51% ขณะที่เปิดเสรีสินค้า ไร้ข้อสรุป เล็งคุยต่อธ.ค.

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาร์เซพ) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้ามาก ทั้งในเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องบริการ สมาชิกตกลงที่จะให้มีการเจรจาการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาระหว่างกัน จากที่ก่อนหน้านี้ หลายประเทศไม่เห็นด้วย

ด้านนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาอาร์เซพฝ่ายไทย กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาระหว่างกัน ไทยอาจเสนอเปิดเสรีใน 2 ประเภทก่อน คือ การเคลื่อนย้ายคนทำงานในบริษัทเดียวกัน เช่น บริษัทแม่ในต่างประเทศ ส่งพนักงานเข้ามาทำงานในไทย และการอนุญาตให้นักธุรกิจเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ส่วนการเปิดเสรีบริการทั่วไป มีการเสนอให้เปิดเสรีบริการ 100 สาขาย่อย จากทั้งหมด 155 สาขาย่อย เช่น โทรคมนาคม การศึกษา การท่องเที่ยว ก่อสร้าง เป็นต้น โดยใน 100 สาขานั้น ต้องเปิดให้สมาชิกอาร์เซพถือหุ้นได้เกิน 51% ใน 50-55 สาขา ซึ่งไทย และอาเซียนรับได้ เพราะในกรอบอาเซียน เปิดตลาดบริการมากกว่านี้อยู่แล้ว

สำหรับการเปิดตลาดการค้า หลายประเทศเสนอท่าทียืดหยุ่น และพร้อมจะเปิดเสรีสินค้าในระดับสูงขึ้น เช่น อินเดีย เสนอจะลดภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 0% ทันทีในสัดส่วน 80% ของรายการสินค้าที่ค้าขายในอาร์เซพ ส่วนอาเซียน เสนอสัดส่วนสูงถึงประมาณ 90% นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีแต้มต่อ สำหรับการเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวสูง เช่น กำหนดระยะเวลาที่นานขึ้นในการลด/เลิกภาษี อย่างไรก็ตาม อาเซียนขอสงวนสินค้าบางรายการเป็นสินค้าอ่อนไหวสูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร หากคู่เจรจาไม่เปิดตลาดสินค้าเกษตรให้ อาเซียน รวมทั้งไทยคงไม่ยอมเปิดเสรีประเด็นอื่นๆ เช่น บริการ หรือลงทุน

ขณะที่การลงทุน จะเปิดเสรีเกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และการผลิต ส่วนประเด็นการคุ้มครองนักลงทุน โดยนักลงทุนต่างประเทศสามารถฟ้องร้องรัฐบาลประเทศที่เปิดให้เข้ามาลงทุนได้หากมีนโยบายกระทบต่อการลงทุนนั้น ไทยยอมรับได้ เพราะในความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยกับประเทศต่างๆ ได้กำหนดประเด็นนี้อยู่แล้วนอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่หารือกันในการประชุมครั้งนี้ แต่สมาชิกไม่เห็นด้วย เช่น การแข่งขันอย่างเสรี ระหว่างรัฐวิสาหกิจและธุรกิจต่างชาติ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ที่หลายประเทศต้องการให้เปิดเสรี แต่ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมครั้งนี้ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเจรจาการค้าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เร่งเจรจาอาร์เซพให้คืบหน้ามากขึ้น โดยคณะกรรมการฯจะประชุมครั้งต่อไปวันที่ 6-10 ธ.ค. นี้ที่อินโดนีเซีย คาดว่า น่าจะหาข้อสรุปได้ในประเด็นเป้าหมายการลดภาษีสินค้า แต้มต่อการลดภาษีสินค้าอ่อนไหว บริการแต่ละสาขาจะเปิดเสรีมากน้อยเพียงใด การลงทุน จะมีกฎเกณฑ์อย่างไร และระดับการคุ้มครองการลงทุนอย่างไร เป็นต้น.

 

พาณิชย์ ช่วยชาวนาขายข้าว ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านเว็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 21:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778641

 

พาณิชย์ ช่วยชาวนาขายข้าว ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ ผ่านเว็บ ประสานร้านค้าส่งค้าปลีก จัดกิจกรรม “โชห่วย ช่วยชาวนา” เปิดหน้าร้านให้นำข้าวมาวางขาย หรือซื้อขาดไปขายต่อ มั่นใจช่วยชาวนามีโอกาสขายข้าวได้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ได้จัดทำมาตรการเสริมช่วยเหลือชาวนา เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และเพิ่มช่องทางการขายข้าวให้กับชาวนาในทุกพื้นที่ โดยจะผลักดันให้ชาวนาขายข้าวผ่านช่องทางการตลาดที่กรมฯ มีเครือข่ายอยู่ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ มั่นใจว่าจะช่วยให้ชาวนามีโอกาสขายข้าวได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการขายในระบบการค้าขายปกติ ซึ่งจะทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับการขายข้าวแบบออนไลน์ จะเปิดโอกาสให้ชาวนานำข้าวเข้ามาขายผ่านเว็บไซต์ http://www.thaicommercestore.com ซึ่งจะจัดทำแบนเนอร์การจำหน่ายข้าว และมีรูปแบบการช่วยเหลือใน 3 แนวทาง คือ 1.ชาวนาที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เมื่อมีคนเข้ามาดูสินค้าที่เว็บไซต์ดังกล่าว จะสามารถคลิกลิงค์ไปยังเว็บไซต์ชาวนาได้เลย เพื่อดูและซื้อสินค้า 2.ชาวนาที่ไม่มีเว็บไซต์ แต่ใช้สื่อโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เมื่อเข้ามาที่เว็บ จะสามารถคลิกลิงค์ไปยังสื่อโซเชียลมีเดียของชาวนาได้ทันที และ 3.ชาวนาที่ไม่มีเว็บไซต์ และไม่มีสื่อโซเชียล จะนำรายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของชาวนาไปแจ้งไว้ในเว็บไซต์ โดยผู้ที่สนใจซื้อข้าวจากชาวนา สามารถติดต่อได้ทันที

ทั้งนี้การขายข้าวผ่านช่องทางตลาดออฟไลน์ ได้ร่วมมือกับสมาคมค้าส่งปลีกไทย และร้านค้าปลีกค้าส่งต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาจากกรมฯ จัดกิจกรรม “โชห่วย ช่วยชาวนา” โดยร้านค้าส่งค้าปลีก จะเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาวางจำหน่ายที่หน้าร้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือค่าเช่าพื้นที่ และหากเป็นกรณีที่ชาวนาสามารถสีข้าวและบรรจุถุงได้เอง ร้านค้าส่งค้าปลีกก็พร้อมที่จะรับซื้อไว้เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะนี้ มีร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบได้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้ว 70 ราย มีสาขา 366 สาขาทั่วประเทศ ครอบคลุม 43 จังหวัด และคาดว่าจะมีจำนวนร้านค้าส่งค้าปลีกเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือชาวนา เนื่องจากเห็นว่า หากชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะเป็นผลดีต่อร้านค้าส่งค้าปลีกเอง ที่จะสามารถจำหน่ายสินค้าให้กับชาวนาได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ค้าข้าวที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการส่งออก กรมฯ ได้ประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการจำหน่ายข้าวผ่านเว็บไซต์ http://www.thaitrade.com เพื่อขยายตลาดไปยังต่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับการยืนยันว่า สมาคมผู้ค้าส่ง-ปลีกไทย ว่า จะช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยซื้อข้าวไปทำเป็นของขวัญของชำร่วยแจกให้ลูกค้าให้ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย.

 

สมคิด จี้ รฟม. ประมูลรถไฟสายสีชมพู-เหลือง ก่อนกลางธันวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778657

 

“สมคิด” ติดตามคืบหน้าลงทุนรถไฟฟ้าของ รฟม. ประกาศปี 60 เป็นปีแห่งการลงทุนโครงข่ายระบบรางของ รฟม.-รฟท. เชื่อเรียกเรตติ้ง-เชื่อมั่นของประเทศ ขณะที่เอกชนยักษ์ใหญ่ ยืนยันพร้อมร่วมประมูลทุกโครงการ…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พร้อมนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หารือร่วมกับผู้บริหารการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้บริหารธุรกิจก่อสร้างและผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้าในประเทศ ทั้งบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส

ภายหลังการหารือ นายสมคิดกล่าวว่า ถือเป็นโอกาสดีที่เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองร่วมหารือ ซึ่งจะเป็นแนวทางสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จะขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง โดยปี 2560 จะเป็นปีที่มีการลงทุนโครงการระบบรางทั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ รฟม. เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายทั้งส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเมื่อข่าวสารกระจายออกไปจะช่วยให้เรตติ้งความน่าลงทุนของประเทศปรับตัวในทิศทางที่ดีแน่นอน

นอกจากนี้ได้มอบนโยบายให้ รฟม.เร่งรัดดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าใน 2 เส้นนี้ ขอให้ประกวดราคาให้เสร็จก่อนกลางเดือนธันวาคมนี้ เชื่อว่าจะทำให้การเดินหน้าก่อสร้างโครงการเริ่มดำเนินการได้ปี 2560 นอกจากนี้ ยังเร่งรัดให้ผลักดันลงทุนรถไฟฟ้าสายอื่นๆ รวมถึงโครงการระบบรางรถไฟฟ้าในจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่ง รฟม.จะเริ่มดำเนินการแต่ละจังหวัดเพื่อให้พัฒนาโครงการเหล่านี้

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า สำหรับการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง เมื่อมีการก่อสร้างภายใต้การดำเนินการของ รฟม. จะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนของประเทศได้เป็นอย่างดี

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า ตามแผนการลงทุนของ รฟม. นอกจากโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายแล้ว ปี 2560 จะเดินหน้าโครงการอื่นๆ ประกอบด้วย รถไฟฟ้าแก้ปัญหาจราจรในเมืองอีก 6 โครงการ และโครงการพัฒนารถไฟฟ้าในจังหวัดภูเก็ตอีก 1 โครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษรายละเอียดของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าทั้ง 6 โครงการที่จะมีการดำเนินการขณะนี้ ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายม่วงใต้ สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 โครงการสายสีส้มตะวันออกและสีส้มตะวันตก รวมทั้งสายสีเขียว ส่วนต่อขยายสมุทรปราการ-บางปู และสายสีเขียวส่วนต่อขยายคูคต-ลำลูกกา ซึ่งโครงการเหล่านี้อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม.อนุมัติเดินหน้าประกวดราคาปี 2560

ส่วนความเห็นภาคเอกชนที่ร่วมหารือวันนี้ เช่น นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ผู้บริหาร ช.การช่าง และนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบีทีเอส ทั้ง 2 บริษัทยืนยันความพร้อมที่จะลงทุนระบบรางทุกโครงการที่รัฐบาลจะเปิดประกวดราคาปี 2560 เนื่องจากเห็นว่าโครงการระบบรางจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาจราจรและให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุนในอนาคต.

 

สมคิด ไม่หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ เชื่อ คนอเมริกา อยากเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 19:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778582

 

“สมคิด” ไม่หวั่น นโยบาย “ทรัมป์” แจง ใครขึ้นมา ไทยเศรษฐกิจดีหมด แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เชื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนคนอเมริกา ต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ…

วันที่ 9 พ.ย.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ คนสหรัฐฯ ลงคะแนนเสียงให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรื่องนี้มองว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลดีอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ เมื่อนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตำแหน่ง ทางรัฐบาลไทยก็ไม่นิ่งนอนใจ ก็ต้องตามติดนโยบายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า คนประชาชนอเมริกาต้องการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ.

 

พาณิชย์ ชี้ ชัยชนะ ‘ทรัมป์’ ทำการค้า-ส่งออกไทย เสี่ยงมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 19:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778576

 

พาณิชย์ คาด “ทรัมป์” ชนะ ทำการค้า-ส่งออกไทย มีความเสี่ยงมากขึ้น สั่งทูตพาณิชย์ติดตามใกล้ชิด แนะผู้ส่งออก เตรียมรับมือค่าเงินผันผวน เตรียมหาตลาดใหม่ แต่เชื่อ “ทรัมป์” ไม่ทิ้งทีพีพีแน่ อาจขอแก้ไขข้อบทที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วย หรือถ้าไม่เอาจริง ต้องแสดงมารยาท ขอแก้ไขข้อบทเรื่องจีดีพี เพื่อให้ข้อตกลงเดินหน้าต่อ …

วันที่ 9 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การที่นายทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง คาดว่า จะมีผลกระทบระยะสั้นต่อในตลาดเงินตลาดทุน แต่ภาคเศรษฐกิจจริง คงไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่เหลือของปี สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกน่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น การส่งออกของไทยในช่วง ที่เหลือยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ตามการคาดการณ์

สำหรับในปีต่อไป ไทยคงต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่อาจจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้น และอาจส่งผลกระทบด้านต่างๆ เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับดอกเบี้ยหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งความผันผวนเหล่านี้ จะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวน และราคาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ สูงขึ้น คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ 2.2% และ 3.4% ตามลำดับในปี 60 และจะทำให้การส่งออกของไทยในปี 60 มีความเสี่ยงและท้าทายมากขึ้น

ส่วนผลกระทบระยะยาว ด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ นายทรัมป์ มีแนวโน้มคัดค้านความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) แต่คาดว่า อาจเจรจาการค้าฉบับใหม่ ที่มีลักษณะปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจนำมาสู่การขยายแนวความคิดด้านชาตินิยม และไม่ให้ความสำคัญกับการค้าเสรีไปสู่ประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตัวปริมาณการค้าโลก และของไทย

“การส่งออกไทยจะมีความเสี่ยงมากขึ้น หากสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในทิศทางที่กีดกันมากขึ้น ประกอบกับ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยรวม ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่เศรษฐกิจไทยในขณะนี้แข็งแกร่ง มั่นใจว่า ผลกระทบจะไม่รุนแรงมากนัก แต่อยากให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กปรับตัว เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากอัตราแลกเปลี่ยน”

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยมองว่า ในระยะสั้น จะยังไม่มีผลกระทบอะไร โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้ว่าสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญ แต่ที่ผ่านมา ไทยได้กระจายการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ทดแทนแล้ว เช่น อาเซียน จีน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูนโยบายของนายทรัมป์ ที่จะเน้นการช่วยเหลือคนอเมริกัน เพราะอาจมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งต้องติดตามเรื่องการเจรจาการค้าในอนาคตด้วย เพราะนโยบายไม่เหมือนกับรัฐบาลของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน

ด้าน นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการค้าโลก เพราะนโยบายหาเสียงของนายทรัมป์ มีแนวโน้มที่ใช้ระบบปกป้องการค้า และโดดเดี่ยวตัวเอง มากขึ้น โดยจะยึดนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจที่มองผลประโยชน์ของสหรัฐฯเป็นหลัก แทบจะปิดประเทศ ซึ่งจะตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า และออกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น เช่น มาตรการสุขอนามัย สนับสนุนนโยบายซื้อสินค้าอเมริกัน (Buy American) เพื่อให้มีการจ้างงานคนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของ ซึ่งจะต้องติดตามดูว่าจะมีผลต่อสินค้าไทยอย่างไร ผู้ส่งออกไทย ต้องเตรียมพร้อม และหาตลาดส่งออกใหม่

สำหรับผลกระทบต่อข้อตกลงความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น นายทรัมป์ไม่เอาข้อตกลงนี้ ซึ่งอาจทำให้ข้อตกลงนี้ ไม่มีผลบังคับใช้ในอนาคต มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีอยู่แล้วคือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ซึ่งหากทีพีพีไม่มีผลบังคับใช้ จะต้องจับตาดูว่า จีนจะถือโอกาสมาสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มากขึ้นหรือไม่

ขณะที่ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นายทรัมป์ คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งพิจารณาว่า จะยกเลิกทีพีพีหรือไม่ และต้องแถลงนโยบายก่อน แต่เชื่อว่า การค้า การส่งออก ยังคงดำเนินไปตามปกติ อีกทั้งเห็นว่าคงยากที่สหรัฐฯ จะไม่ซื้อสินค้าจากไทย หรือปิดประตูขังตัวเอง ที่ผ่านมา ไทยส่งออกไปสหรัฐฯเพียง 10% ของการส่งออกรวมเท่านั้น จึงมองว่า ไม่น่าจะกระทบต่อการส่งออกไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ไทยปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ในการหาตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา อิหร่าน ปากีสถาน และเป็นโอกาสดีที่ไทยจะไปเจรจาทางการค้ากับประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สมาชิกทีพีพี ใช้เวลานานในการเจรจาจัดทำความตกลงนี้ และเสียงบประมาณจำนวนมาก เชื่อว่า สมาชิกไม่ทิ้งทีพีพีแน่นอน คงต้องเดินหน้าให้มีผลบังคับใช้ โดยหากนายทรัมป์ไม่เอาทีพีพี สหรัฐฯต้องแสดงมารยาทต่อสมาชิก โดยต้องขอแก้ไขข้อบทในความตกลงกับสมาชิก ที่กำหนดให้ 6 ประเทศสมาชิก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันไม่น้อยกว่า 85% ของจีดีพีรวม ให้สัตยาบัน ทีพีพีก็จะมีผลบังคับใช้แล้ว หากไม่แก้ไขข้อบทนี้ ทีพีพีจะเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะจีดีพีสหรัฐฯประเทศเดียวก็มีมูลค่าถึง 60% แล้ว

สำหรับไทย หากสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงทีพีพี ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสมาชิกอื่นๆ ในกรอบต่างๆ อยู่แล้ว โดยสมาชิกทีพีพี 4 ประเทศ คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ระหว่างอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนเม็กซิโก ไทยทำการค้าด้วยน้อย ขณะที่ชิลี และเปรู ไทยมีข้อตกลงเอฟทีเอด้วยแล้ว ส่วนแคนาดา อาเซียนอยู่ระหว่างการศึกษาจัดทำเอฟทีเอด้วย ดังนั้น ไทยควรเดินหน้าอาร์เซพให้จบโดยเร็วดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เชี่อว่า นายทรัมป์คงไม่ทิ้งทีพีพี เพราะเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯมาก และอาจเดินหน้าต่อ ซึ่งนายทรัมป์ต้องอธิบายกับคนอเมริกันให้ได้ว่าเหตุใดจะเดินหน้าต่อ และอาจต้องขอแก้ไขข้อบทในความตกลงบางประการกับสมาชิก ที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วย

 

‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778587

 

ราคาทองผันผวนต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ปิดตลาดครั้งที่ 19 ปรับขึ้นรวม 200 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400 ขายออก 21,500.00 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 ขายออกบาทละ 22,000 …

วันที่ 9 พ.ย.59 รายงานสถานการณ์ราคาทองคำในประเทศ พบว่า ราคายังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง ปรับขึ้น-ลงตลอดทั้งวัน โดยตั้งแต่ช่วงเช้า สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.46 น. ราคาทองปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท จากนั้น ครั้งที่ 2 เวลา 10.10 น. ปรับเพิ่ม 50 บาท ครั้งที่ 3 เวลา 10.17 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท

ความเคลื่อนไหวครั้งที่ 4 เวลา 10.27 น. ปรับเพิ่มอีก 50 บาท จากนั้นใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รายงานครั้งที่ 5 เมื่อเวลา 10.36 น. ปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 50 บาท ครั้งที่ 6 เวลา 11.39 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท ครั้งที่ 7 เวลา 11.54 น. ราคาทองเพิ่มไม่หยุด ปรับขึ้น 100 บาท

ต่อมา สมาคมค้าทองคำ รายงานความเคลื่อนไหว ครั้งที่ 8 เวลา 12.05 น. ราคาทองขยับขึ้น 50 บาท จากนั้นเพียง 2 นาที ราคาทองปรับขึ้น ครั้งที่ 9 ในเวลา 12.07 น. อีก 50 บาท ก่อนที่ในครั้งที่ 10 เวลา 12.27 น. ราคาทองปรับลดลง 100 บาท ครั้งที่ 11 เวลา 13.08 น. ปรับลด 100 บาท จากนั้นในครั้งที่ 12 เวลา 13.16 น. ปรับลดลงต่อเนื่อง 100 บาท

ความเคลื่อนไหวครั้งที่ 13 เมื่อเวลา 13.40 น. ราคาทองพลิกขยับบวก 100 บาท ก่อนที่ในครั้งที่ 14 เวลา 14.10 น. ราคาทองปรับลดลง 100 บาท ครั้งที่ 15 เวลา 14.30 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 50 บาท ครั้งที่ 16 เวลา 14.52 น. ปรับลดลงอีก 50 จากนั้นไม่นาน เวลา 15.00 น. ราคาทองปรับลดลงครั้งที่ 17 อีก 50 บาท ต่อมา ครั้งที่ 18 เวลา 15.16 น. ราคาทองร่วงแรง 250 บาท

มีรายงานล่าสุด ครั้งที่ 19 เมื่อเวลา 15.26 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 100 บาท ทำให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองปรับขึ้นรวม 200 บาท ส่งผลให้ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,400.00 ขายออกบาทละ 21,500.00 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,011.76 ขายออกบาทละ 22,000.00

 

ขนส่ง เผยผลจัดระเบียบรถตู้เข้าขนส่ง 3 แห่ง จ่อปรับที่รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 18:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778506

 

ขนส่ง เผยผลการจัดระเบียบรถตู้กทม.-ต่างจังหวัด เข้าใช้สถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง ช่วยให้การอำนวยความสะดวก-ความปลอดภัยเป็นไปอย่างทั่วถึง พร้อมปรับพื้นที่ใต้ทางด่วนและรอบเกาะอนุสาวรีย์ชัยฯ แก้ปัญหาจราจร คาดแล้วเสร็จกลางเดือน พ.ย….

วันที่ 9 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในฐานะประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้ต่างจังหวัดเข้าสถานีขนส่งผู้โดยสาร 6 ฝ่าย พร้อมด้วย ผู้แทนกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.), กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.), บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกันเพื่อสรุปผลการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

นายสนิท กล่าวว่า จากการย้ายจุดให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะที่วิ่งให้บริการเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร จำนวน 4,205 คัน ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต) จำนวน 2,046 คัน, สถานีขนส่งสายใต้ (ปิ่นเกล้า) จำนวน 1,617 คัน และสถานีขนส่งเอกมัย จำนวน 542 คัน เป็นจุดจอดรับส่งผู้โดยสาร ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การกำกับดูแลของคณะทำงาน 6 ฝ่าย ส่งผลให้ปัจจุบันรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นจุดจอดแล้วทุกคัน ทำให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสารได้อย่างทั่วถึง ควบคุมคุณภาพการให้บริการ ตารางการเดินรถ สภาพตัวรถ อัตราค่าโดยสาร รวมถึงแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล สิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด และแก้ปัญหาการจราจรโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ

สำหรับการดำเนินการตัดเกาะใต้ทางด่วน เพื่อให้รถตู้ ขสมก. (วิ่งให้บริการในกรุงเทพฯ) ที่ลงจากทางด่วนสามารถลัดไปเกาะพหลโยธินได้ โดยไม่ต้องเข้าไปวนในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณรถในวงเวียนได้ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเฉือนหน้าเกาะพหลโยธิน ตัดหัวเกาะซอยราชวิถี 12 ซึ่งจะทำให้รถตู้ ขสมก. ออกจากจุดจอดแล้วกลับรถได้ง่ายขึ้น ไม่กีดขวางการจราจรบนถนนราชวิถี คาดว่า จะแล้วเสร็จประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน

หลังจากนี้ จะเริ่มดำเนินการจัดระเบียบวินรถตู้ ขสมก. รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ กำหนดจุดจอดเหลือ 3 เกาะ คือเกาะดินแดง 8 วิน เกาะพญาไท 11 วิน และเกาะพหลโยธิน 18 วิน โดยเกาะราชวิถีและบริเวณใต้ทางด่วนจะไม่มีจุดให้บริการรถตู้เพื่อคืนพื้นที่ดังกล่าวสำหรับบริหารจัดการระบบจราจรของอนุสาวรีย์ชัยฯ ต่อไป

สำหรับการบริหารจัดการภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง ได้จัดรูปแบบเช่นเดียวกับที่อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยแบ่งการตั้งจุดจำหน่ายและชานชาลาเป็นเกาะต่างๆ เช่น เกาะดินแดง เกาะพหลโยธิน เกาะราชวิถี และคิวรถตู้ที่ย้ายมาจากใต้ทางด่วน โดยจัดรถ Shuttle bus วิ่งให้บริการรับส่งฟรี 3 เส้นทางหลักจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีขนส่งผู้โดยสาร ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยฯ-สายใต้, อนุสาวรีย์ชัยฯ-เอกมัย และ อนุสาวรีย์ชัยฯ-จตุจักร

ส่วนรถ Shuttle bus ให้บริการโดยรอบสถานีขนส่งอีกจำนวน 3 เส้นทาง คือ สถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต-จตุจักร, สายใต้ปิ่นเกล้า-สะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งธนบุรี และสายใต้ปิ่นเกล้า-สถานีรถไฟฟ้า BTS บางหว้า ให้บริการตั้งแต่ 05.30-20.30 น. โดยในช่วง 15 วันแรกของการจัดระเบียบ ให้บริการรถ Shuttle bus ทุกเส้นทาง รวม 4,810 เที่ยว จำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 67,990 คน

ขณะที่ มีผู้โดยสารใช้บริการรถตู้กรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้น 722,169 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ/ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 335,322 คน ภาคใต้/ภาคตะวันตกจำนวน 272,889 คน และภาคตะวันออกจำนวน 113,958 คน

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับปรุงบริเวณโดยรอบสถานี เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร อาทิ จุดขายตั๋ว จุดจอด ทางเข้า-ออกรถ ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ห้องน้ำ จุดพักคอยของผู้โดยสาร เพิ่มเส้นทางเชื่อมต่อเข้าสถานีให้ครอบคลุม โดยเน้นมาตรการอำนวยความสะดวก สะอาด และปลอดภัยสูงสุด และให้ประชาสัมพันธ์การให้บริการ Shuttle Bus ในทุกจุดบริการ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบและสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งมีการจัดชุดปฏิบัติการร่วม 4 จุด คือที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง และอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อสร้างความเข้าใจ แนะนำการให้บริการ ข้อมูลการเดินทาง พร้อมลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนรายวัน เพื่อนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ผลกระทบจากการใช้บริการมาพิจารณากำหนดแนวทางแก้ไขและเสริมแผนอำนวยความสะดวก เฝ้าระวังป้องกันการเอาเปรียบ ลักลอบรับส่งผู้โดยสาร หรือการแอบขายตั๋วนอกสถานี มีมาตรการลงโทษพนักงานขับรถปรับ 5,000-20,000 บาท ผู้ประกอบการปรับสูงสุด 50,000 บาท หากพบการกระทำผิดซ้ำซาก พิจารณาเพิกถอนรถออกจากบัญชีประกอบการและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเดินรถ รวมถึงเข้มงวดตรวจจับรถตู้ป้ายดำที่ฉวยโอกาสช่วงการจัดระเบียบแอบเข้ามารับผู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทาง หรือร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

WAVE รับทรัพย์ขายหุ้น TSE ดันฐานะการเงินดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778442

 

(ซ้าย) นายแมทธิว กิจโอธาน (ขวา) นายภาคภูมิ ศรีชำนิ

“เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์” รับทรัพย์ 880.27 ลบ. หลังขายหุ้น TSE ให้ STECON ดันฐานะการเงินดีขึ้น ด้าน STECON กินปันผลยาว ลั่นพร้อมจับมือ TSE ลุยพลังงานทดแทนในระยะยาว

นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการ บริษัท เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WAVE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นสามัญของบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE จำนวน 181.5 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้น TSE ที่บริษัทฯ ถืออยู่ทั้งหมด 363.25 ล้านหุ้น ให้กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ในราคาหุ้นละ 4.85 บาท มูลค่าที่ตราไว้ 1 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 880.27 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ ถือหุ้น TSE เหลือ 181.75 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 10.01% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ TSE และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เข้าถือหุ้น TSE ในสัดส่วน 10% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ TSE

ทั้งนี้ การขายหุ้นดังกล่าวจะส่งผลให้ WAVE มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น TSE มาใช้ในการชำระเงินกู้บางส่วน ส่งผลให้อัตราหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ D/E ลดลงมาอยู่ที่ 1.5 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 2.2 เท่า ซึ่งจะส่งผลให้ WAVE มีกระแสเงินสดที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งไปขยายกิจการและเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

“เรามองว่าการขายหุ้น TSE ออกไป จะส่งผลดีต่อฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ที่จะทำให้ cash flow มีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และลดภาระดอกเบี้ยจ่ายลงได้ ซึ่งหมายถึงกำไรของบริษัทจะดีขึ้นจากการลดลงของดอกเบี้ยจ่าย และที่สำคัญที่สุดถึงแม้ว่าเราจะถือหุ้น TSE ในสัดส่วนที่ลดลง แต่เราเชื่อว่าผลตอบแทนจาก TSE จะเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของ TSE ในอนาคต ซึ่งเรามั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทฯ ในระยะยาวได้” นายแมทธิวกล่าว

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นของบริษัทฯ ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE ของบริษัทฯ มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์กับบริษัทฯ โดยการทำรายการดังกล่าว จะสนับสนุนบริษัทในด้านรายได้ที่มีอย่างสม่ำเสมอจากการปันผล รวมถึงเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้นของ TSE แล้ว บริษัทฯ ยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ TSE อีกด้วย ซึ่งในอนาคตบริษัทฯ ก็หวังว่าจะมีโอกาสร่วมมือทางธุรกิจกับ TSE อีกด้วย

“การเข้าถือหุ้น TSE ของบริษัทฯ นอกเหนือจากการได้รับปันผลตอบแทนที่ดี และสม่ำเสมอแล้ว เรายังมองถึงโอกาสในความร่วมมือทางธุรกิจด้านพลังงานทดแทนในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเราเองก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง และ TSE ก็ถือว่าเป็นตัวจริงในธุรกิจพลังงานทดแทน และมีโอกาสในการเติบโตที่มีประสิทธิภาพในอนาคต” นายภาคภูมิกล่าว


ดร.แคทลีน มาลีนนท์

ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE กล่าวว่า บริษัทฯ ยินดีต้อนรับผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทฯ และมีความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาถือหุ้นบริษัทฯ ของ STECON จะสร้างความแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของทั้ง 2 บริษัทฯ ในด้านของพลังงานทดแทนได้ ทาง STECON เองก็มีศักยภาพในการงานรับเหมาก่อสร้างของธุรกิจพลังงานทดแทน หรือ EPC ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจทั้ง 2 บริษัทได้เป็นอย่างดี

“เรามีความเชื่อมั่นว่าการเข้ามาของ STECON จะกลายเป็น strategic partner กับทางบริษัทฯ ตรงนี้จะช่วยส่งเสริมการเติบโตในอนาคตของทั้ง 2 บริษัทฯ ได้ เนื่องจากการพัฒนา และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ จะต้องใช้ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญคืองาน EPC และ STECON เองก็มีความสามารถทางด้านงานรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งในระยะกลาง และระยะยาว เราคาดหวังว่ามีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน” ดร.แคทลีน กล่าว