‘พิชัย’ เชื่อ ‘ทรัมป์’ จะทำ ศก.สหรัฐฯ ดีขึ้น พาประเทศออกจากวังวนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778516

 

“พิชัย” เชื่อ “ทรัมป์” ชนะเลือกตั้งไม่เป็นเรื่องน่ากลัว จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้น จากการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ พาประเทศออกจากวังวนเดิม เผย นโยบายแปลกเกิดไม่ง่าย แนะปรับตัว …

วันที่ 9 พ.ย.59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการรับมือของรัฐบาลไทยต่อผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ว่า เชื่อว่าไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะประเทศไทยต้องกลับไปอยู่ในสังคมโลกให้ได้ก่อน และเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องมากดดันไทยให้มีการเลือกตั้งเพราะรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับจากสหรัฐอเมริกามากกว่า แต่เมื่อไทยเลือกตั้งแล้ว เชื่อว่าไทยกับสหรัฐฯ จะได้ผลประโยชน์กันมาก เนื่องจากไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่ปี 2376 และสถานทูตสหรัฐฯ ในไทย ถือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน มีบุคลากรมากมาย อีกทั้งต้องยอมรับว่าประเทศไทยสามารถเจริญขึ้นมาจากในอดีตได้นั้นเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ มาโดยตลอด

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีนั้น จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาดีขึ้น เพราะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและจะนำพาประเทศออกจากวังวนเดิม ซึ่งตนได้ติดตามนายโดนัลด์ ทรัมป์ มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ถือว่าเป็นคนที่มีวิธีคิดที่เป็นผลดีมากกว่าผลลบ ประเทศสหรัฐอเมริกาถ้าศึกษาจริงๆ จะนำโดยแนวคิดของพรรคเดโมแครต การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีจะทำอะไรที่แปลกประหลาดไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีทั้งสภาต่างๆ ที่จะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย และหากดูประวัติจากนักธุรกิจที่เข้ามาเป็นนักการเมืองนั้น ก็จะมีความคิดที่ออกนอกกรอบ แต่เมื่อเข้ามาสู่เวทีการเมืองจริงๆ แล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องปรับตัวอีกมาก

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.41 จุด โบรกฯ แนะติดตามนโยบายสหรัฐฯ ระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778552

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.41 จุด เปลี่ยนแปลง -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.43 จุด มูลค่าซื้อขาย 93,328.59 ล้านบาท ด้าน โบรกฯ แนะนักลงทุนติดตามนโยบายสหรัฐฯ ในระยะยาว เน้นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ…

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 9 พ.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 0.41 จุด เปลี่ยนแปลง -0.03% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.43 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 93,328.59 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายธวัชชัย อัศวพรไชย นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลอดทั้งวันนักลงทุนค่อนข้างมีความกังวลจากนโยบายของทรัมป์ กดดันสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นจึงปรับตัวลดลงไปหลายจุด ส่วนที่ช่วงบ่ายดัชนีปิดตลาดที่ 0.41 จุด คือเริ่มมีแรงซื้อจากนักลงทุนกลับเข้ามาพอสมควร ในระยะสั้นนี้ ฝากให้นักลงทุนติดตามผลประกอบการบริษัท ประกอบกับติดตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาว่าในระยะยาวจะเป็นอย่างไร โดยเน้นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ

 

ซุปเปอร์ริช รับรางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778417

 

นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช อินเตอร์เนชั่นเนล เอ็กซ์เชนจ์ (1965) จำกัด รับรางวัล “บุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2016” ด้านธุรกิจการเงินการธนาคาร จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) ในโครงการ “บุคคลคุณภาพแห่งปี 2016” (QUALITY PERSONS OF THE YEAR 2016) ซึ่งได้รับเกียรติจาก พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี มอบเพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต และอุทิศตนทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยมีคณะผู้บริหาร คุณแม่พจมาลย์ ตันติเวชยานนท์, ปราณี สิริพงศาธร, ชิษณุชา – ภรภัทร ปิยะคณิน ร่วมแสดงความยินดี ณ หอประชุมศูนย์ประชุมสภาวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันก่อน






ทิสโก้ มอง นโยบาย ‘ทรัมป์’ กีดกันการค้า เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778467

 

ทิสโก้ มอง “ทรัมป์” คว้าชัยชนะเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นกลุ่มเกิดใหม่ ถูกกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า ส่วนตลาดทองคำ ค่าเงินเยน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลบวกช่วงสั้น แนะจับตานโยบายต่างๆ ในระยะยาว…

วันที่ 9 พ.ย.59 นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน น่าจะกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะถูกกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้า เช่น การตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะจากจีน และเสนอให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้า ทั้ง ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และองค์การการค้าโลก (WTO)ใหม่อีกครั้ง นโยบายดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การค้าโลกอยู่ในภาวะซบเซา

ด้าน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และยูโร แต่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทและเงินสกุลอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ ส่วนทองคำ ค่าเงินเยน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะได้รับผลบวกจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย

ราคาน้ำมันน่าจะได้รับผลบวกจากท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยนายทรัมป์อาจพิจารณายกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้อิหร่านต้องลดการส่งออกน้ำมันลงและทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกกลับมาตึงตัวขึ้น ส่วนราคาถ่านหินจะได้รับผลบวกจากนโยบายสนับสนุนการใช้ถ่านหิน ซึ่งในทางกลับกันจะส่งผลลบต่อราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสินค้าทดแทน

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในภาพรวมอาจได้ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เช่น การลดภาษี ซึ่งนายทรัมป์เสนอให้ลดอัตราภาษีรายได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดลงเป็น 25% จาก 39.6% และลดภาษีนิติบุคคลลงเป็น 15% จาก 35% ซึ่งนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวการลดภาษีลงต่ำเกินไปก็อาจเป็นการเพิ่มหนี้ภาครัฐ และเป็นความเสี่ยงต่อฐานะการคลัง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะมีผลตอบแทนของหุ้น มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาอ่อนค่า ประกอบกับนโยบายลดภาษีจะช่วยสนับสนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่จะถูกกดันจากความเสี่ยงต่อการค้าโลกจากนโยบายของนายทรัมป์ และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในช่วงที่เหลือของปี เช่น การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญของอิตาลี ในวันที 4 ธ.ค. และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 14 ธ.ค. ซึ่งคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

อย่างไรก็ดีการเคลื่อนไหวของตลาดดังกล่าวอาจเป็นแค่เพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวเรายังต้องจับตามองว่านโยบายต่างๆ ที่นายทรัมป์ เสนอไว้ในช่วงหาเสียงจะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด.

 

‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ พลิกโผคว้าชัย สะเทือน ‘หุ้น-ทอง-การเงิน-ค้าโลก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778452

 

“อนุสรณ์” เผย “ทรัมป์” คว้าชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ กระทบตลาดเงินผันผวนค่อนข้างมาก มองในระยะสั้น ระบบการค้าโลกมีความเสี่ยง หลังทรัมป์มีทีท่าสนับสนุนลัทธิกีดกันทางการค้า…

วันที่ 9 พ.ย.59 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงผลกระทบด้านตลาดการเงิน การลงทุนในไทย ภายหลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น น่าจะส่งผลทำให้ตลาดผันผวนค่อนข้างมาก ทั้งตลาดหุ้น ตลาดทองคำ ตลาดเงินตรา เนื่องจากตลาดทางการเงินส่วนใหญ่ ไม่ได้คาดการณ์ว่าทรัมป์จะชนะ จึงพลิกโผค่อนข้างมาก

ทั้งนี้มองว่า เมื่อทรัมป์ชนะ มีหลายอย่างที่เสี่ยงต่อระบบการค้าโลกในระยะสั้น ประกอบกับการมีทีท่าสนับสนุนลัทธิกีดกันทางการค้า แต่ในระยะยาว ต้องคอยติดตามต่อไปว่า นโยบายต่างๆ ที่ทรัมป์ประกาศออกไปนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์มีเสียงข้างมากในสภา ความวิตกกังวลเรื่องความชะงักงันทางการเมืองจึงไม่น่าเกิดขึ้น การผ่านกฎหมาย การผ่านมาตรการต่างๆ จะทำได้ง่าย ส่วนการลดภาษีให้ภาคธุรกิจนั้น จะช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงานภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น.

 

เอื้อฟื้นตัว ศก.-ผลกระทบทัวร์ศูนย์เหรียญ มติ กนง. คงดอกเบี้ย 1.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778432

 

ตามคาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% เอื้อฟื้นตัว ศก. หลังภาคท่องเที่ยวชะลอตัวจากจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ และความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก เห็นควรคงนโยบายการเงินในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ก่อนหน้า แม้มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่อาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าคาดจากปัจจัยด้านอุปทาน สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

สำหรับเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวดีกว่าคาด ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ปรับดีขึ้นบ้างในบางอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก ในขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มชะลอลงจากมาตรการจัดระเบียบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ แม้กิจกรรมบางประเภทอาจชะลอลงบ้างชั่วคราว ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนให้แก่เศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

“ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะน้อยกว่าประมาณการเดิม และมีความไม่แน่นอน จากการพัฒนาการทางการเมืองในสหรัฐฯ และยุโรป ปัญหาภาคการเงินในยุโรป และจีน ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด”

ส่วนอัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค. ชะลอลงเล็กน้อยตามราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และมีความเสี่ยงที่จะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยขึ้นอยู่กับราคาอาหารสด และพัฒนาการของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่โดยรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีทิศทางทยอยปรับสูงขึ้น ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย

ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นบ้างเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจะไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเห็นว่าเสถียรภาพการเงินโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สามารถรองรับปัจจัยลบและความผันผวนในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงในบางจุด อาทิ คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจบางกลุ่มที่ด้อยลง และพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน

ทั้งนี้เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมที่จะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ.

 

2 อดีตขุนคลัง ประเมินผลกระทบไทย-ความเปลี่ยนแปลง หลัง ‘ทรัมป์’ คว้าชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778396

 

“ทนง” เชื่อ ทรัมป์จะพยายามสร้าง ศก.สหรัฐฯ ให้ดีขึ้น เน้นผลักดันธุรกิจ แสดงจุดยืนด้านการต่อรองทางการค้าให้สมดุล ขณะที่ ข้อตกลง TPP คงมีแนวทางใหม่ เป็นทวิภาคีมากขึ้น ด้าน “สมหมาย” เผย สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใหญ่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลไปทั่ว ไทยคงไม่กระทบโดยตรง แต่ห่วงความร่วมมือทางภูมิภาค …

วันที่ 9 พ.ย. 59 นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากรัฐนิวยอร์ก วัย 70 ปี ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ทรัมป์จะพยายามสร้างเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาให้ดีขึ้น เน้นการผลักดันธุรกิจ การต่อรองเจรจาทางการค้าให้สมดุล เหมือนที่ทรัมป์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ในแง่ของนโยบายเรื่องข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) คงเปลี่ยนไป มีแนวทางใหม่ มีความเป็นทวิภาคีมากขึ้น

นายทนง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของประเทศไทยเอง ไม่น่ามีปัญหาอะไร เนื่องจากไทยเป็นประเทศเปิดทางธุรกิจ การเจรจาทางธุรกิจไม่น่ามีผลกระทบ ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนยังเป็นภูมิภาคเล็กๆ ซึ่ง ทรัมป์ ยังน่าจะให้ความสนใจมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลคงเป็นในด้านความมั่นคง เพราะยังไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะใช้นโยบายด้านความมั่นคงอย่างไร

ด้าน นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศที่ใหญ่ มีพลังทางด้านอาวุธ พลังทางด้านนำเข้าและส่งออกสินค้า มีพลังด้านคนที่มีความรู้ความสามารถ มีพลังด้านนวัตกรรม และมีพลังการเงิน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลไปทั่วอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง

ส่วนประเทศไทยนั้น คงกระทบไม่มาก เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ แต่ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องความร่วมมือทางภูมิภาค และทรัมป์จะไม่สนใจสินค้าที่ผลิตจากจีน ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมต่อประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม มองว่า ทรัมป์ ถึงจะดูรุนแรง แต่ทุกอย่างก็อยู่ในกรอบของระบบราชการของเขา และเชื่อว่าองค์กรอิสระในประเทศของเขาก็มีแนวทางปฏิบัติที่ดีอยู่แล้ว ก็จะถ่วงความรุนแรงของเขาได้ สิ่งที่คนไทยทำได้คือ การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในแง่ต่างๆ ศึกษา ติดตามเหตุการณ์โดยใกล้ชิด ไม่ต้องตื่นตระหนกมาก.

 

ธปท. ชี้ ‘ทรัมป์’ คว้าชัย กระทบตลาดเงินผันผวน ห่วงเอกชนปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 15:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778372

 

แบงก์ชาติ ชี้ “ทรัมป์” คว้าชัยประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ จะกระทบตลาดเงินผันผวนพอสมควร ห่วงภาคเอกชน ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวน ทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน…

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากรัฐนิวยอร์ก วัย 70 ปี ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่และเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ โดยนายจาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า จะกระทบตลาดเงินผันผวนพอสมควร แต่เร็วเกินไปที่จะมองผลกระทบหาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่ง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายยังมีสูง เพราะก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศนโยบายใหม่ออกมาคงต้องใช้เวลา จึงมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการค้าของโลกยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับในเรื่องความผันผวนที่เกิดขึ้น ไม่ต้องห่วงว่า ธปท.จะดำเนินการอย่างไร แต่มีความเป็นห่วงภาคเอกชนที่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวน ทั้งเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ กนง.ยังไม่ได้มีการพิจารณาถึงการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีการคาดการณ์เรื่องดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอย่างไร แต่วันนี้ตลาดมีปฏิกิริยาต่อการเลือกตั้งอย่างหนัก เพราะยังไม่ได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้.

 

บอร์ดเห็นชอบ ขึ้นค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 12 สาขาอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778306

 

ปลัดแรงงาน เผย คกก.ค่าจ้าง เห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 3 กลุ่มอุตสาหกรรม 12 สาขา ตั้งแต่ 380–550 บาท เตรียมออกประกาศ ชง ครม. พิจารณาเห็นชอบภายใน 2 สัปดาห์ มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน …

วันที่ 9 พ.ย.59 หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ได้เห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม 12 สาขาอาชีพ ซึ่งอยู่ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

กลุ่มแรก กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 1) ช่างเชื่อมระบบท่อในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ระดับ 1 ค่าจ้าง 400 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 485 บาท 2) ช่างเทคนิคเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ ระดับ 1 ค่าจ้าง 385 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 470 บาท 3) ช่างเทคนิคห้องเย็นขนาดเล็ก ระดับ 1 ค่าจ้าง 385 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 470 บาท 4) พนักงานประกอบเครื่องปรับอากาศ ระดับ 1 ค่าจ้าง 370 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 455 บาท

กลุ่มที่สองอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 1) ช่างเทคนิคเครื่องกัดอัตโนมัติ ระดับ 1 ค่าจ้าง 450 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 540 บาท 2) ช่างเทคนิคเครื่องอีดีเอ็ม ระดับ 1 ค่าจ้าง 430 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 515 บาท 3) ช่างเทคนิคเครื่องไวร์คัทอีดีเอ็ม ระดับ 1 ค่าจ้าง 430 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 515 บาท 4) ช่างขัดเงาแม่พิมพ์ ระดับ 1 ค่าจ้าง 380 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 455 บาท

กลุ่มที่สามอุตสาหกรรมจักรกลและโลหการ 1) ช่างเทคนิคเขียนแบบเครื่องกล ระดับ 1 ค่าจ้าง 460 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท 2) ช่างเชื่อมทิกสำหรับอุตสาหกรรมจักรกลและโลหการ ระดับ 1 ค่าจ้าง 500 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 600 บาท 3) ช่างเทคนิคระบบส่งกำลัง ระดับ 1 ค่าจ้าง 450 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 540 บาท 4) ช่างเทคนิคระบบไฮโดรลิก ระดับ 1 ค่าจ้าง 460 บาท ระดับ 2 ค่าจ้าง 550 บาท

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า คณะกรรมการค่าจ้างเห็นชอบให้ขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มอีก 12 สาขาอาชีพ ตั้งแต่ 380-550 บาท ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะออกประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ และตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งอัตราค่าจ้างดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบให้มีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มเติมในปี 2560 อีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ เหล็ก พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ และรองเท้า รวม 16 สาขาอาชีพ โดยให้ตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือในแต่ละกลุ่มดังกล่าว เพื่อจะได้พิจารณาปรับค่าจ้างในอัตราที่เหมาะสมในลำดับต่อไป

 

พณ. ส่งทีมตรวจสอบเครื่องชั่งข้าวเปลือกเขตภาคเหนือ จับปรับแล้ว 2 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 12:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778127

 

กรมการค้าภายใน ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 3 จัดชุดสายตรวจพิเศษ 5 สาย ออกตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในเขตภาคเหนือ ช่วงวันที่ 7-11 พ.ย. 59 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันเกษตรกรถูกโกงน้ำหนัก เผย วันแรกตรวจที่พิษณุโลก จับปรับแล้ว 2 ราย …

วันที่ 9 พ.ย.59 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวน รถสายตรวจพิเศษ เพื่อออกปฏิบัติการตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ที่ลานสโมสรบันเทิงทัพ กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยมี นายธัชชัย สีสุวรรณ รอง ผวจ.พิษณุโลก กล่าวต้อนรับ พ.อ.สามารถ มโนรสมงคล รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมในพิธี


นางนันทวัลย์ เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้รับการร้องเรียนจากชาวนาว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการชั่งน้ำหนักข้าวเปลือก จากท่าข้าวและโรงสี จึงขอความร่วมมือกองทัพภาคที่ 3 ในการปฏิบัติการครั้งนี้ สำหรับวันนี้ได้จัดกำลังแบ่งออกเป็น 5 สาย โดยความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตภาคเหนือตอนล่างทั้ง 8 สาขา และเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร และกำแพงเพชร ระหว่าง 7-11 พ.ย.2559 โดยใช้รถชั่งน้ำหนักของสำนักชั่งตวงวัด ที่มีตุ้มถ่วงน้ำหนักมาตรฐานตุ้มละ 500 กก. หรือคันละ 10 ตัน ออกตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักตามท่าข้าวและโรงสีโดยไม่บอกล่วงหน้า


อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า จากวันแรกที่ออกปฏิบัติการในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดเครื่องชั่งน้ำหนักตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 จำนวน 2 ราย รายแรก ปรับ 40,000 บาท ส่วนรายที่สองปรับ 80,000 บาท และในรอบปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ออกตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักท่าข้าว และโรงสี มาแล้ว และปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการจับเปรียบเทียบปรับไปเกือบ 100 ราย ขณะที่ปีงบประมาณถัดไปจะดำเนินการในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ต่อไป