ราคาทองพุ่ง เปิดตลาดขึ้น 250 รูปพรรณขายบาทละ 22,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/778032

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 9 พ.ย. เปิดตลาดขึ้น 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450 ขายออกบาทละ 21,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 ขายออกบาทละ 22,050 บาท …

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.46 น. ปรับเพิ่มขึ้น 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,450.00 บาท ขายออกบาทละ 21,550.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,057.24 บาท ขายออกบาทละ 22,050.00 บาท

 

ปตท. สำนักงานใหญ่ เปิดจำหน่ายข้าวจากโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 9 พ.ย. 2559 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777446

 

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เยี่ยมชมการเปิดจำหน่ายข้าว ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา โดยมี คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา ซึ่ง ปตท. ได้ประสานงานกับเครือข่ายเกษตรกรจากภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มต่างๆ หมุนเวียนนำข้าวสารคุณภาพมาจำหน่ายรอบแรกในวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2559 ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดีรังสิต รวมทั้งสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center 1365 และ www.pttplc.com

 

“รัฐศาสตร์การเมืองเรื่องข้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777746

 

ดร.โกร่ง แนะรัฐ “นโยบายรายได้” แก้ปัญหาจุกอก

นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบันนี้ในหัวข้อ “รัฐศาสตร์การเมืองเรื่องข้าว” ว่า “ข้าว” เป็นพืชการเมืองไม่ใช่พืชเศรษฐกิจมาแต่ไหนแต่ไร สมัยรัชกาลที่ 4 ข้าวเป็นสาเหตุหนึ่งให้อังกฤษนำเรือปืนมาบังคับให้ไทยยกเลิกการผูกขาดการส่งออกและการนำเข้าของพระคลังสินค้า ทำให้ข้าวไทยราคาแพงและขึ้นลงตามราคาตลาดโลกจากนั้นเป็นต้นมา…

…จากนั้นราคาข้าวตกต่ำลงอย่างหนัก หลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 รัฐบาลทุกรัฐบาลเดือดร้อน อาจารย์ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ เขียนลงในคอลัมน์ “ซอยสวนพลู” ว่า “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” รัฐบาลจะอยู่เฉยๆไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่มีเงินเลย ฐานะการคลังอ่อนแออย่างหนัก บางเดือนรัฐบาลขาดเงินสดจ่ายเงินเดือน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงอย่างหนัก ข้าวความชื้น 15% ข้าวเปียกน้ำราคาเหลือเกวียนละ 1,800 บาท รัฐบาลขณะนั้นเสนอมาตรการออกกฎกระทรวงตามความใน พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ.2489 ห้ามไม่ให้โรงสีรับซื้อข้าวชาวนาต่ำกว่าเกวียนละ 5,000 บาทซึ่งเป็นราคาประกัน จะมีโทษทางอาญา เมื่อชาวนาเอาข้าวไปขายจะเอาราคาเกวียนละ 5,000 บาท เพราะฟังวิทยุมา เถ้าแก่โรงสีบอกชาวนาว่า “ลื้อ เอาไปขายให้กับวิทยุก็แล้วกัน อั๊วซื้อได้เกวียนละ 2,500 บาทตามราคาตลาดเท่านั้น”

อย่าเหมาโรงสีเป็นผู้ร้ายคนเดียว

รัฐบาลนี้ก็จะทำอย่างเดียวกันโดยให้โรงสีและนักการเมืองเป็นผู้ร้าย เอาทหารไปตรวจว่ามีโรงสีร่วมมือกับนักการเมืองกดราคาข้าวเปลือกหรือไม่ ทุกครั้งที่ข้าวเปลือกราคาตกต่ำ โรงสีจะถูกจับเป็น “แพะรับบาป” ส่วนพ่อค้าคนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่คือเจ้าของรถสิบล้อ เจ้าของรถสิบล้อ เกือบทั้งหมดก็คือ ตำรวจทางหลวง รัฐบาลและสื่อคงจะเกรงใจตำรวจ โรงสีจึงกลายเป็นผู้รับบาป ทั้งๆที่โรงสีเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งของตลาดข้าวรองลงมาจากผู้ส่งออกที่จะต้องไปแข่งขันกับนายหน้าค้าข้าวของประเทศอื่นๆ ที่เขามีทางเลือกว่าจะเอาข้าวไทย ข้าวอินเดียหรือข้าวเวียดนาม

สำหรับข้าวนาปรังคุณภาพต่ำ เมื่อข้าวเปลือกราคาตก ซึ่งเป็นทุกปีตอนต้นฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงต้นเดือน พ.ย.ไปถึงต้นเดือน ธ.ค.ก็จะมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการประกันราคาหรือรับจำนำราคาข้าวเปลือก เมื่อรัฐบาลหอบเงินออกไปซื้อข้าวเปลือกแล้วมาฝากไว้ในยุ้งฉางของโรงสี โรงสีก็จะได้ค่าเช่าโกดัง ค่าขนส่ง ค่าข้าวเสื่อมคุณภาพ โรงสีจะลดการซื้อข้าวเปลือกเข้ายุ้งฉางเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี แต่ใช้ข้าวของรัฐบาลหมุนเวียนแทนข้าวของตนเอง ด้วยเหตุนี้สต๊อกข้าวทั้งระบบจึงเท่าเดิม ยกเว้นในช่วงที่รัฐบาลใช้นโยบายจำนำข้าวทำให้ไม่สามารถส่งออกได้ เพราะข้าวแพงกว่าข้าวในท้องตลาด ข้าวของรัฐบาลจึงเหลืออยู่มากกว่า 10 ล้านตัน

“ขณะนี้บรรยากาศกำลังเร่าร้อนเพราะข่าวเรื่องราคาข้าวเปลือกตกหนัก รัฐบาลเผลอไปกล่าวว่าโรงสีและพ่อค้าคนกลางเป็นคนกดราคาข้าวเปลือกซึ่งไม่เป็นความจริง อย่างที่กล่าวคือ ราคาข้าวเปลือกข้าวสารซึ่งสัมพันธ์กันและถูกกำหนดโดยราคาตลาดโลกซึ่งก็ตกต่ำ ไม่มีใครกดหรือดึงราคาได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงสี ผู้ส่งออกหรือรัฐบาล”

ทุ่ม 2.6 หมื่นล้านผสาน “นโยบายรายได้”

นโยบายของรัฐบาลจึงควรอยู่บนความจริงว่า ไม่มีใครทำราคาอย่างไรได้ ไม่ว่าโรงสี คนกลางหรือผู้ส่งออกในด้านผู้ซื้อ ในด้านผู้ขายคือชาวนา สหกรณ์ รวมทั้งรัฐบาล กล่าวคือการใช้นโยบายราคา หรือ price policy นั้นใช้ไม่ได้ผล วิธีเดียวที่จะดึงราคาข้าวเปลือกได้ก็คือ “ชดเชยการส่งออก” หรือนโยบาย “export subsidy” เพราะไม่ได้ผูกพันการค้าเสรีสำหรับสินค้าเกษตรกับองค์การค้าโลก แต่นโยบายการอุดหนุนหรือชดเชยการส่งออก

สำหรับประเทศไทยคงทำไม่ได้เพราะการเมืองรับไม่ได้ เพราะผู้รับเงินชดเชยหรืออุดหนุนการส่งออกคือผู้ส่งออก อธิบายให้คนเข้าใจได้ยากกว่า การชดเชยราคาส่งออกก็เหมือนกับการยกราคาส่งออกขึ้นให้สูงกว่าราคาตลาดโลก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศตกต่ำ ถ้าขืนทำรัฐบาลก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะดูเหมือนแทนที่จะใช้เงินช่วยชาวนาแต่กลับไปช่วยผู้ส่งออก การเมืองคงรับไม่ได้

เมื่อ “นโยบายราคา” ใช้ไม่ได้ตามหลักวิธีเศรษฐศาสตร์ ก็คงเหลือ “นโยบายรายได้” ตามหลักวิธีรัฐศาสตร์ คือ ทำมาตรการหลายๆอย่างพร้อมๆกัน เช่น การให้สินเชื่อราคาถูกให้ชาวนากักตุนข้าวเปลือกเอง ให้ชาวนาสีข้าวไว้บริโภคเอง รับจำนำยุ้งฉาง ทั้งๆที่ชาวนาปกติไม่มียุ้งฉาง แต่ต่อไปนี้จะได้เห็นชาวนามียุ้งฉางสามารถจำนำได้โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกใบประทวนรับจำนำให้ เอากุญแจมาคล้องและมาเฝ้ายุ้งฉาง เพราะการจำนำยุ้งฉาง ผู้รับจำนำต้องรับมอบสิทธิครอบครอง ถ้าข้าวหายผู้รับจำนำต้องรับผิดชอบ

คำนวณแล้วดูจะยุ่งๆ แต่ก็ยังดีกว่านโยบายรับจำนำทุกเมล็ด เพราะไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องตั้งงบประมาณใช้หนี้ ธ.ก.ส. เป็นแสนล้านอย่างที่เคยทำมา ธ.ก.ส.จะเป็นหน่วยงานที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ส่วนชาวนานั้นก็คงจะขายข้าวเปลือกเมื่อสีได้ให้กับพ่อค้าคนกลางเจ้าของรถ 10 ล้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของตำรวจ นำไปขายต่อให้กับโรงสี โรงสีก็สต๊อกข้าวตามปกติเพื่อส่งให้พ่อค้าปลีกข้าวสารและผู้ส่งออกแล้วก็ไปรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,000 บาท ไร่หนึ่งผลิตได้ 800 กก.บวกค่าเกี่ยว ค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษา โดยไม่ต้องเก็บรักษารวมประมาณ 12,000-13,000 บาท โดยรัฐบาลจัดงบประมาณที่ใช้จ่ายเพื่อการนี้ 26,000 ล้านบาท ก็น่าจะเป็นที่พอใจกับทุกฝ่าย

แนะใช้รัฐศาสตร์แทนเศรษฐศาสตร์

รัฐศาสตร์การเมือง คือการทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ คืองบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ไม่มีใครได้ทั้งหมดหรือเสียทั้งหมดและไม่เป็นปัญหาการเมืองในระยะยาว

ส่วนเศรษฐศาสตร์การเมือง คือทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเป้าหมายได้ทั้งหมด แต่ทำไปทำมามักจะหลงไปเป็นธุรกิจการเมืองที่การเงินการคลังของประเทศรับไม่ได้ แต่จะกลายเป็นปัญหาการเมืองในระยะยาว เพราะเศรษฐศาสตร์การเมืองมักจะกลายเป็นธุรกิจการเมืองได้โดยง่าย จากระบบควบคุมที่ดีไม่พอ เกิดความสงสัยมากมายจนเกิดความไม่พอใจกับกลุ่มประชาชนผู้เสียภาษี เพราะทนไม่ได้กับข่าวความเสียหายที่เห็นอยู่ตำตา

นโยบายข้าวของรัฐบาลทหารจึงเป็นนโยบายที่ใช้หลักรัฐศาสตร์การเมือง คือทำอย่างไรก็ได้ให้ทุกฝ่ายพอใจ ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการเงิน นโยบายบางอย่างปฏิบัติไม่ได้แต่ทุกฝ่ายพอใจ รัฐบาลก็ไม่เสียงบประมาณหรือเสียบ้างก็ไม่มาก การคลังของประเทศพอรับได้

เนื่องจาก “ข้าว” เป็นพืชการเมืองแท้ๆ เพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีปริมาณการผลิตมาก จะใช้หลัก “เศรษฐศาสตร์” อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหนักไปทางใช้หลัก “รัฐศาสตร์” จึงจะเอาตัวรอดไปได้ เมื่อกลไกการตลาดทำงาน การผลิตก็คงลดลง จนเกิดความสมดุลระหว่างความต้องการและการผลิตในระยะยาว โดยที่รัฐบาลไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับราคา แต่ไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของ “ชาวนา” ก็พอ.

 

ครม.อัดฉีดเอกชนจ้างงานคนชรา จัดหนักมาตรการสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777732

 

ลุยสร้างบ้านให้เช่าราคาถูก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ…และร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ… และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ…เพื่อรองรับที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี 2568 ที่จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐใช้งบประมาณมากขึ้นทุกปีในการจัดสรรสวัสดิการกรณีชราภาพให้กับประชาชน โดยปีงบประมาณ 2559 ต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินสมทบเข้ากองทุนการออมเพื่อเกษียณ 287,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 8 ปีถึง 698,000 ล้านบาท

สำหรับสาระสำคัญที่เห็นชอบ ประกอบด้วย 1.มาตรการส่งเสริมให้นายจ้างมีการจ้างงานผู้สูงอายุ โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้าง สำหรับการจ้างงาน ค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างใช้สิทธิ์ได้ ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระให้กับบริษัทที่จ้างงานผู้สูงอายุได้สูงสุด 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน 2.สร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยให้กรมธนารักษ์จัดหาที่ราชพัสดุ เพื่อสร้างที่พักอาศัยในจังหวัดชลบุรี 50 ไร่ นครนายก 14 ไร่ เชียงราย 64 ไร่ และเชียงใหม่ 7 ไร่ โดย 3 จังหวัดแรกคิดค่าเช่า 1 บาทต่อตารางวาต่อเดือน และค่าธรรมเนียมการจัดให้เช่า 2 เท่าของค่าเช่า 1 ปี ส่วน จ.เชียงใหม่ คิดค่าตอบแทนตามระเบียบของกระทรวงการคลัง เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง ส่วนระยะเวลาให้เช่าจะได้รับสิทธิ์ 30 ปี และอาจต่ออายุสัญญาเช่าอีก 30 ปี และให้ธนาคารออมสิน ธอส.สนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาโครงการในวงเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาท

3.สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortage) เป็นการให้เงินกู้แก่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระหนี้เป็นตนเอง โดยวัตถุประสงค์ของสินเชื่อประเภทนี้ต้องการให้ผู้สูงอายุนำสินทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ซึ่งมูลค่าเงินที่กู้ได้จะขึ้นอยู่กับอายุของผู้กู้ มูลค่าบ้าน และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสามารถเลือกวิธีรับเงินเป็นก้อนเดียวหรือทยอยรับเป็นงวด จนกว่าจะเสียชีวิตหรือจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเงินกู้ โดยผู้กู้ไม่ต้องชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืน และหลังจากผู้กู้เสียชีวิต ที่อยู่อาศัยค่อยตกเป็นของธนาคาร โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นผู้นำร่องผลิตภัณฑ์

4.การบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ โดยจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายบำเหน็จบำนาญแห่งชาติมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทำหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางของระบบบำเหน็จบำนาญในระดับประเทศเพื่อเชื่อมประสานนโยบายกองทุนการออมเพื่อการชราภาพทุกกองทุน และการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุ 15 ถึง 60 ปีครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงาน รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งสิ้น 11.37 ล้านคน เพื่อให้แรงงานในระบบมีรายได้หลังเกษียณเพียงพอหรือไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ก่อนเกษียณอายุ จากปัจจุบันอยู่ที่ 19% เท่านั้น

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการเข้าระบบ กบช.จะกำหนดให้กิจการขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป กิจการที่ได้รับสัมปทานของรัฐ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน กิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกิจการที่ประสงค์เข้าเป็นสมาชิก กบช. เข้าระบบในปีที่ 1 และกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป เข้าระบบในปีที่ 4 ทั้งนี้ การจัดตั้ง กบช.จะช่วยเพิ่มระดับเงินออมของประเทศให้สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 68,000 ล้านบาท จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนในระยะยาวด้วย.

 

คมนาคมชง 30 โครงการ 6 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777716

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า คมนาคมเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2560 ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย 20 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ 2 ให้ ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการไว้ 30 โครงการ มูลค่า 600,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่พร้อมขออนุมัติจาก ครม.ทั้งที่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และไม่ผ่านอีไอเอ 14 โครงการ คือ รถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา สายเด่นชัย-เชียงของ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นอกจากนี้ยังมีรถไฟสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา รวมถึงมอเตอร์เวย์ สายนครปฐม-ชะอำ สายหาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลเซีย (ด่านสะเดา) โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3

ทั้งนี้ เป็นโครงการที่อยู่ในขั้นการประกวดราคาได้ 4 โครงการ คือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ส่วนต่อขยาย ช่วงพญาไท-ดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงสมุทรปราการ-บางปู ช่วงคูคต-ลำลูกกา และทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 และตอนอีสต์-เวสต์ คอริดอร์ ส่วนโครงการที่จะเริ่มก่อสร้างได้มี 8 โครงการ คือ รถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑล สาย 4 สายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งเชียง-ของ จ.เชียงราย ทางพิเศษ สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก กทม. ทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง แผนงานจ้างปรับปรุงระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ อาคารผู้โดยสารหลัก ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกเพิ่มรับวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777847

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากความคาดหวังของนักลงทุนที่เชื่อว่า นางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครต จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สูสีในครั้งนี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 พ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 73.14 จุด หรือ 0.40% ปิดที่ 18332.74 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 8.04 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 2139.56 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 27.32 จุด หรือ 0.53% ปิดที่ 5193.49 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในช่วงเปิดตลาด ก่อนจะปรับขึ้นมาในช่วงสาย โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนเชื่อว่านางคลินตันจะชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูสีแต่ชัดเจน เหนือคู่แข่งจากพรรครีพับลิกันอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และตลาดพอใจหากนางคลินตันชนะ แต่รีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนเดิม.

 

เงินไหลเข้าระบบแบงก์ 2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777701

 

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มเงินฝากธนาคารพาณิชย์ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ล้านบาท ทำให้เงินฝากทั้งปีขยายตัว 2% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต้องการพักเงินฝากกับธนาคาร เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่ปีหน้า เมื่อเศรษฐกิจในประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้ใช้จ่ายในช่วงปลายปี ประกอบกับนักลงทุนรายย่อยบางส่วน อาจตัดสินใจโยกเงินจากการลงทุนในตลาดหุ้นมาฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์

“แม้เงินฝากธนาคารพาณิชย์ช่วง 9 เดือน จะหดตัวลง 0.1% หรือลดลง 11,000 ล้านบาท จากสิ้นปีก่อน มาอยู่ที่ระดับราว 11.24 ล้านล้านบาท แต่คาดว่าสิ้นปีนี้เงินฝากจะกลับมาเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้ามักพักเงินในเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อรักษาสภาพคล่องรองรับการใช้จ่ายในอนาคต ประกอบกับปริมาณเงินฝากประจำที่ครบกำหนดไตรมาส 4 ปีนี้ จะมีแค่ 1.4 ล้านล้านบาท น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปี 58 ที่มีสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท”

ทั้งนี้ เงินฝากที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ในปลายปี จะเป็นเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวันมากกว่าบัญชีเงินฝากประจำ ทำให้สัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์ต่อเงินฝากรวมในสิ้นปีจะสูงเกิน 60% จากปีก่อนที่อยู่ 57.3% สะท้อนว่าลูกค้าอาจต้องการแค่พักเงินฝากในธนาคารช่วงสั้นๆ แต่ลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนส่วนใหญ่เลือกออมในผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน เช่น กองทุนรวม และประกันชีวิตที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ทิศทางการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ช่วงท้ายปียังไม่สูงนัก เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อยังขยายตัวในระดับต่ำ แต่อาจเห็นธนาคารขนาดเล็กกลับมาแข่งขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากระยะกลางบ้าง ส่วนสถานการณ์เงินฝาก 9 เดือนที่ลดลง ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของเงินฝากประจำในกลุ่มลูกค้าผู้ฝากเงินรายย่อย ภาคธุรกิจ และกองทุนต่างๆ ขณะที่เงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ยังโตได้ ขณะที่สถานการณ์ดอกเบี้ยเงินฝากพิเศษปี 59 มีทิศทางลดลงเทียบกับต้นปี 58 สอดคล้องกับดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารที่ปรับลดลง.

 

โชว์เข้ม! จับขายสลากเกินราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777691

 

พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ด) เปิดเผยว่า จากปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาที่รุนแรงมากขึ้นในเดือน ต.ค.และ พ.ย.นี้ ทำให้สำนักงานสลากฯต้องใช้มาตรการเข้มงวด โดยตนในฐานะแม่ทัพภาพที่ 1 ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 26 จังหวัดในภาคกลาง และยังนั่งตำแหน่งประธานสำนักงานสลากฯ ใส่หมวกถึง 2 ใบ จึงได้ประสานกับตำรวจจับกุมพ่อค้าที่ขายสลากเกินราคา โดยวันที่ 30-31 ต.ค.ที่ผ่านมาสามารถจับกุมผู้ค้าสลากเกินราคาได้ถึง 880 ราย ส่วนทหารที่อยู่ในชุดเฉพาะกิจของสำนักงานสลากฯจับกุมได้อีก 600 ราย รวมแล้วจับกุมผู้กระทำความผิดได้มากถึง 1,480 ราย

พลโทอภิรัชต์กล่าวว่า จากนี้ไปสำนักงานสลากฯจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนผู้ค้าที่จับกุมได้ทั้งหมด ทางตำรวจได้เปรียบเทียบปรับคนละ 10,000 บาท แต่ไม่เอาโทษจำคุก 1 เดือน เพราะเกรงว่าจะสร้างความเดือดร้อนมากเกินไป ซึ่งการเปรียบเทียบปรับ 10,000 บาทนั้น หากถูกจับกุมงวดละ 1 ครั้ง เท่ากับเดือนละ 2 ครั้ง (สลากออกรางวัลทุกๆ 15 วัน) ต้องเสียเงินถึง 20,000 บาท ถือเป็นจำนวนที่มากสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว แต่หากเป็นตัวแทนจำหน่าย สำนักงานสลากจะยกเลิกสัญญาพร้อมขึ้นบัญชีรายชื่อ (Black list) โดยไม่ทำสัญญาในครั้งต่อไป สำหรับผู้ที่ซื้อ-จองล่วงหน้าก็จะถูกตัดสิทธิ์การลงทะเบียนทันที

“มาตรการที่สำนักงานสลากฯออกมาเพื่อแก้ปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคาใช้ไม่ค่อยได้ผล เพราะผู้ค้าสลากปรับตัวได้ทันกับมาตรการของเรา แต่ครั้งนี้ผมสั่งให้สำนักงานสลากฯ จับปรับอย่างจริงจังและปูพรมทั่วประเทศ เพื่อยุติการจำหน่ายสลากเกินราคาให้ได้ แม้ในแผงค้าสลากจะมีสลากราคาคู่ละ 80 บาทขายอยู่บ้างก็ตาม แต่สัดส่วนลดลง จากเดิมเคยมีสลากราคาคู่ละ 80 บาท มากถึง 60-70% ปัจจุบันเหลืออยู่ 30-40% ขณะที่สลากชุด 5 คู่ และ 10 คู่ มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้สำนักงานสลากฯ ต้องปรับวิธีและหามาตรการใหม่ๆเข้าเสริมตลอดเวลา”

สำหรับมติบอร์ดที่สั่งให้สำนักงานสลากฯ ดำเนินการไปก่อนหน้าคือ 1.การปรับวันจองซื้อสลาก จากเดิมทุกวันที่ 2 และวันที่ 17 ของเดือน เปลี่ยนเป็นวันที่ 7 และ 22 ของเดือน ทำให้ระยะเวลาในการจำหน่ายลดลงเหลือ 9 วัน จากเดิม 15 วัน และ 2.การทำสัญญาใหม่ที่จะดำเนินการระหว่างวันที่ 19-25 พ.ย.59 (อายุสัญญาวันที่ 16 ธ.ค.59-วันที่ 1 มิ.ย.60) จะมีการปรับสัญญาให้รัดกุมมากขึ้น หากตรวจพบว่าสลากของตนไปวางอยู่บนแผงของผู้อื่น ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นไม่ขายสลากด้วยตนเอง ถือว่าผู้ค้าสลากได้ทำผิดสัญญา สำนักงานสลากฯ สามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีนั้น บอร์ดก็จะรอและติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด แต่ช่วงนี้ที่ราคาสลากแพงมากขึ้นจึงต้องใช้วิธีการจับจริงควบคู่ไปด้วย

นอกจากนี้ ในปีหน้าสำนักงานสลากฯจะเสนอให้บอร์ดเปลี่ยนแปลงวิธีการพิมพ์สลากจากปัจจุบัน พิมพ์สลากทั้งหมด 120 ล้านฉบับ จำหน่ายราคาฉบับละ 40 บาท แต่จะพิมพ์ออกมาเป็นฉบับคู่ ขายราคาคู่ละ 80 บาท ก็ปรับเหลือเพียง 60 ล้าน ฉบับ ขายฉบับละ 80 บาท ยกเลิกการพิมพ์ฉบับคู่ แต่ยังคงเงินรางวัลที่ 1 จนถึงเลขท้าย 2 ตัว เหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้สำนักงานสลากฯมีต้นทุนการพิมพ์ลดลง

พ.ต.อ.บุญส่ง จันทร์ศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า การพิมพ์สลากใหม่เหลือ 60 ล้านฉบับ จะเสนอให้บอร์ด พิจารณาได้ต้นปีหน้า หลังรายงานในหลักการให้ประธานบอร์ดรับทราบอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยระหว่างนี้ สำนักงานสลากฯ ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนระบบการพิมพ์ การออกแบบสลากใหม่ให้มีความ กะทัดรัดสวยงาม ส่วนการออกรางวัล และเงินจำนวนรางวัลยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด.

 

แจงขึ้นภาษีน้ำมันขายปลีกไม่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777671

 

ครม.ต่ออายุรถไฟ-รถเมล์ฟรี 6 เดือนช่วยคนจน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติขยายระยะเวลาให้บริการรถไฟ-รถเมล์ฟรี ออกไปอีก 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย.59-30 เม.ย.60 โดยกระทรวงการคลังจะชดเชยรายได้ให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.และการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.ในวงเงินงบประมาณรวม 2,268 ล้านบาท แบ่งเป็น รถเมล์ ขสมก. 800 คัน ที่วิ่งให้บริการรถเมล์ฟรี ใน 73 เส้นทาง 1,783 ล้านบาท และรถไฟฟรี ชั้น 3 ที่วิ่งให้บริการ 152 ขบวน/วัน 585 ล้านบาท สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลยังคงชดเชยค่าโดยสารให้ ขสมก.และรถไฟฟรี เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้มีรายได้น้อย

ขณะที่นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยกรณีจากที่กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพิ่ม 20 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.เป็นต้นไปนั้น ไม่ได้ส่งผลทำให้ประชาชนมีภาระรายจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกไม่ปรับขึ้น นอกจากนี้ จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงและค่าการตลาดที่สูงเฉลี่ย 1-2 บาทต่อลิตร ผู้ค้าน้ำมันจึงสามารถปรับลดราคาน้ำมันทุกประเภททั้ง เบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 20 สตางค์ต่อลิตรยกเว้นราคาอี 85 ไม่เปลี่ยนแปลง

วันเดียวกัน นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) สาระสำคัญจัดตั้งกองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการจ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามที่ประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ โดยกองทุนสนับสนุนฯจะเป็นแหล่งที่มาของเงิน กรณีกองทุนฯไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ แบ่งเป็น 2 บัญชีคือ บัญชีที่ 1 เป็นบัญชีเพื่อคุ้มครองการจ่ายผลตอบแทน โดยจะมีทุนตั้งต้นที่รัฐบาลจัดสรรให้ 9,000 ล้านบาท และบัญชีที่ 2 เป็นบัญชีสำรองเพื่อจะใส่เงินให้กับ บัญชีที่ 1 ให้ครบ 9,000 ล้านบาทตลอดเวลา หากบัญชีที่ 1 มีการจ่ายเงินไป.

 

รฟม.จุกสายสีม่วงขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/777661

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ รฟม.เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายฉลองรัชธรรม หรือรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.59 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันปรากฏว่ามีจำนวนผู้โดยสารเข้าใช้บริการทั้งสิ้น 524,527 คนต่อเที่ยว หรือเฉลี่ยวันละ 20,000 กว่าคน มีรายได้รวม 15,817,318 บาท และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดทุน รฟม.จึงได้ประกาศปรับลดราคาลงเหลือ 14-29 บาท ตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ย.59 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดให้คนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏว่าในเดือน ก.ย. รฟม.เก็บค่าโดยสารได้ 14,472,869 บาท มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 20,990 คนต่อเที่ยว และในเดือน ต.ค. เก็บค่าโดยสารได้ 14,822,907 บาท มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 20,981 คนต่อเที่ยว ขณะที่ในเดือน พ.ย. มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยวันละ 20,942 คนต่อเที่ยวเท่านั้น จึงทำให้ รฟม.ประสบปัญหาขาดทุนจากการปรับลดค่าโดยสารเฉลี่ยวันละ 129,000 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 3.9 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าในวันที่ 9 พ.ย.ที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของ รฟม. อาจมีการหารือถึงทางออกของการแก้ปัญหาขาดทุนดังกล่าวด้วย.