“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

22 พ.ค. 2569 04:08 น.

“พรรคแมลงสาบ” แคมเปญออนไลน์สะท้อนความโกรธของคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

พรรคแมลงสาบ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองล้อเลียนบนโลกออนไลน์ในอินเดีย กำลังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงโปรเจกต์ตลกร้าย กลายเป็นพื้นที่เพื่อแสดงความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากการเป็นโปรเจกต์ล้อเลียนบนโลกออนไลน์ หลังจากที่ประธานศาลฎีกาของอินเดียเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานว่าเป็นเหมือน “แมลงสาบ” แต่ในตอนนี้ คนรุ่นใหม่ชาวอินเดียหลายล้านคนกำลังหลั่งไหลเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคนี้ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการระบายความอัดอั้นตันใจของพวกเขา

พรรคแมลงสาบกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดบนโซเชียลมีเดียทั่วอินเดีย โดยการเปลี่ยนอารมณ์ขันแบบตลกร้าย ให้กลายเป็นการประท้วง มีการส่งต่อมีมและวิดีโอสั้นที่ล้อเลียนการทุจริต ปัญหาการว่างงาน และความล้มเหลวของระบบการเมืองจนล้นหน้าฟีด

ผู้ใช้งานหลายล้านคนต่างยอมรับ “แมลงสาบ” ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ให้เป็นสัญลักษณ์เชิงประชดประชันที่แสดงถึงความอดทนอดกลั้น

การเติบโตอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

การเติบโตของกระแสออนไลน์ในครั้งนี้ถือว่ารวดเร็วอย่างผิดปกติ โดยพรรคแมลงสาบ หรือชื่อจริงคือ “ค็อกโรช จันตา” (Cockroach Janta Party) หรือ CJP โดยคำว่า จันตา แปลว่าประชาชน เพิ่งจะเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์และบัญชีโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แต่พอถึงวันพฤหัสบดี หน้าเพจ Instagram ของพรรคกลับมียอดผู้ติดตามพุ่งทะลุมากกว่า 15 ล้านคน ซึ่งแซงหน้าบัญชีทางการของพรรครัฐบาลอย่าง พรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายนเรนทรา โมดี ที่มียอดผู้ติดตามอยู่ 8.8 ล้านคนบนแพลตฟอร์มเดียวกันไปไกลมาก

“ไม่มีสิ่งไหนในโปรเจกต์นี้ที่ตั้งใจให้มันบานปลายขนาดนี้เลย” อภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรค CJP กล่าว โดยปัจจุบันเขาเป็นนักยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการเมืองและเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา

เขากล่าวเสริมว่า การเติบโตของกระแสนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอินเดีย “คนรุ่นใหม่ต่างหากที่เป็นกลุ่มคนที่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ พวกเขาไม่มีช่องทางให้ระบาย และพวกเขาก็กำลังโกรธเคืองรัฐบาลเป็นอย่างมาก”

ชนวนเหตุจากคำพูดของผู้นำทางกระบวนการยุติธรรม

พรรค CJP ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์หลังจากที่คำพูดของ สุริยา กันต์ (Surya Kant) ประธานศาลฎีกา จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวอินเดีย ซึ่งเดิมทีก็มีความโกรธแค้นอยู่แล้วจากปัญหาการว่างงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงกรณีอื้อฉาวล่าสุดเรื่องข้อสอบราชการรั่วไหล ซึ่งทำให้การเปิดรับสมัครงานของภาครัฐต้องหยุดชะงักลง

ในระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อสัปดาห์ก่อน นายกันต์วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่เขาอธิบายว่าเป็น “พยาธิ” ที่คอยโจมตีสถาบันต่าง ๆ และเปรียบเทียบคนหนุ่มสาวที่ว่างงานและนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มว่าเป็นเหมือนแมลงสาบ

“มีคนหนุ่มสาวประเภทที่เหมือนแมลงสาบ พวกที่ไม่ได้รับการจ้างงานใด ๆ หรือไม่มีที่ยืนในอาชีพการงาน” กันต์กล่าว โดยเขาระบุว่าบางคนหันไปใช้วิธีเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดีย ทำงานสื่อสารมวลชน หรือทำแคมเปญเพื่อประโยชน์สาธารณะ แล้วก็ “เริ่มไล่โจมตีทุกคน”

คำพูดดังกล่าวแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นคำพูดที่เหยียดหยาม ในเวลาต่อมากระแสข่าวดังกล่าวระบุว่า กันต์ได้ชี้แจงว่าคำพูดของเขาหมายถึงคนกลุ่มที่ใช้ใบปริญญาปลอม และตนไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกคนรุ่นใหม่ของอินเดียแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื้อฉาวนี้ได้นำไปสู่การสร้างบัญชี CJP บน Instagram อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางเพจได้นำแมลงสาบมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และเริ่มโพสต์มีม คำขวัญหาเสียงล้อเลียน รวมถึงบทวิจารณ์เชิงเสียดสีที่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลของโมดี ภายในเวลาไม่กี่วัน ทางกลุ่มสามารถดึงดูดอาสาสมัครออนไลน์ได้หลายหมื่นคนผ่านการกรอกฟอร์มใน Google Form พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายค้านบางส่วนอีกด้วย

“เราต้องเข้าใจว่าเมื่อ 5 ปีก่อน ไม่มีใครพร้อมที่จะลุกขึ้นมาพูดต่อต้านโมดีหรือรัฐบาล ยุคสมัยมันกำลังเปลี่ยนไปแล้ว” นายดิปเกกล่าว โดยตัวเขาเคยทำงานร่วมกับพรรคอามอาดมี (Aam Aadmi Party หรือ AAP) ซึ่งเป็นพรรคที่ก่อตัวขึ้นจากขบวนการต่อต้านการทุจริตของอินเดียในปี 2555

เสียงสะท้อนของความสิ้นหวังในเอเชียใต้

ดิปเกกล่าวว่า CJP ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรทางการเมืองที่แท้จริงใด ๆ ทว่าการเติบโตของพรรคล้อเลียนนี้กลับสะท้อนถึงกระแสภาพรวมที่ใหญ่กว่าทั่วเอเชียใต้ ซึ่งคนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในขบวนการต่อต้านรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการลุกฮือในศรีลังกาและบังกลาเทศ และความไม่สงบในเนปาล

“คนรุ่นใหม่รู้สึกอึดอัดและสิ้นหวังมากจริง ๆ แต่รัฐบาลกลับไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของพวกเขา” ดิปเกกล่าว

แรงกดดันเหล่านี้รุนแรงเป็นพิเศษในอินเดีย ซึ่งประชากรมากกว่าหนึ่งในสี่เป็นคนหนุ่มสาว ทว่าหลายคนกลับต้องเผชิญกับโอกาสทางการงานที่ริบหรี่และปัญหาการว่างงานที่เรื้อรัง นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่จำนวนมากยังโกรธเคืองพรรค BJP ของโมดี ในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการแบ่งแยกทางศาสนาที่รุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่ขยายกว้างขึ้น และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

แผนนโยบายเชิงตลกร้ายและการตอบโต้

พรรค CJP เน้นหนักไปที่การล้อเลียนตัวเอง โดยตั้งเกณฑ์การสมัครเข้าเป็นสมาชิกแบบประชดประชันเอาไว้ว่า จะต้องเป็นคนว่างงาน ขี้เกียจ ติดหน้าจอเป็นนิสัย และมีความสามารถในการบ่นระบายได้อย่างมืออาชีพ

ส่วนแถลงการณ์นโยบายของพรรคก็ใช้การเสียดสีเพื่อพูดถึงประเด็นข้อพิพาทหลายประเด็นในการเมืองอินเดีย รวมถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่ของกลุ่มทุนกับรัฐบาล และการแต่งตั้งผู้พิพากษาที่เกษียณอายุแล้วให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้านกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนโมดีได้ออกมาโจมตีว่า พรรคแมลงสาบเป็นเพียงลูกเล่นทางการเมืองบนโลกออนไลน์ที่เข้าพวกกับฝ่ายค้าน โดยอ้างถึงการที่ดิปเกเคยทำงานร่วมกับพรรค AAP ในอดีต นอกจากนี้พวกเขายังกล่าวว่าความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นนี้น่าจะจางหายไปอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับตอนที่มันเกิดขึ้น โดยแย้งว่านี่เป็นเพียงแคมเปญดิจิทัลไม่ใช่ขบวนการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนในพื้นที่จริง

แต่ดิปเกกล่าวว่าสิ่งที่เริ่มต้นบนโลกออนไลน์นั้นไม่น่าจะจำกัดอยู่แค่ในโซเชียลมีเดีย “นี่คือขบวนการเคลื่อนไหวที่มาถึงอินเดียแล้ว… มันจะเปลี่ยนทิศทางการพูดคุยทางการเมือง … มันจะดำเนินต่อไปบนโลกออนไลน์ และถ้าจำเป็น มันก็จะลงสู่ท้องถนนด้วย”

การเซ็นเซอร์และการกลับมา

ขบวนการเคลื่อนไหวนี้เริ่มล้นทะลักออกจากโลกออนไลน์อย่างช้า ๆ โดยเริ่มมีอาสาสมัครรุ่นใหม่บางคนแต่งกายเป็นแมลงสาบไปปรากฏตัวในงานประท้วงต่าง ๆ และในขณะเดียวกัน มาตรการตอบโต้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเช่นกัน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดิปเกโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า บัญชีของ CJP บน X ซึ่งมียอดผู้ติดตามประมาณ 200,000 คนถูกระงับการเข้าถึงในประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในมาตรการจำกัดการเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยเหตุผลในการระงับนั้นยังไม่แน่ชัด

แต่ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ประกาศเปิดตัวบัญชีใหม่ของกลุ่ม พร้อมกับโพสต์ข้อความว่า “แมลงสาบกลับมาแล้ว” และเสริมท้ายว่า “คิดว่าจะกำจัดพวกเราได้เหรอ? ขำแป๊บ (Lol)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

22 พ.ค. 2569 02:38 น.

อิสราเอลเนรเทศ นักเคลื่อนไหวทุกคน จากกองเรือขนเสบียงกาซา

อิสราเอลเนรเทศนักเคลื่อนไหวต่างชาติจากกองเรือขนเสบียงกาซา ที่ถูกจับระหว่างพยายามฝ่าการปิดกั้นของกองทัพอิสราเอลแล้ว หลังจากเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการปฏิบัติต่อนักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้

ทางการอิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ได้ดำเนินการเนรเทศนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดที่ถูกกองทัพอิสราเอลควบคุมตัวจากกองเรือขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์มุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซาแล้ว หลังจากเกิดกระแสไม่พอใจและเสียงประณามจากทั่วโลกต่อแนวทางการปฏิบัติกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกคุมขัง

นักเคลื่อนไหวมากกว่า 430 คนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถูกนำตัวไปคุมขังในอิสราเอล หลังจากเรือของพวกเขาถูกสกัดกั้นกลางทะเลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามฝ่าการปิดกั้นของอิสราเอลเพื่อเข้าไปในฉนวนกาซา แม้ว่าความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมาจะไม่เคยสำเร็จ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล จุดชนวนให้เกิดกระแสประณามอย่างกว้างขวางรวมถึงปฏิกิริยาตอบโต้ทางการทูต ด้วยการโพสต์วิดีโอที่เผยให้เห็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ถูกควบคุมตัวในสภาพที่มือถูกมัดและหน้าผากแนบอยู่กับพื้น ก่อนจะพูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล”

คลิปดังกล่าวทำให้ เบน-กวีร์ ถูกประณามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่อิตาลี สเปน ออสเตรเลีย ไปจนถึงแคนาดา และถูกตำหนิจากภายในประเทศตนเองโดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กิเดียน ซาร์ รวมถึง ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลด้วย

โอเรน มาร์มอร์สไตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “นักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดจากกองเรือประชาสัมพันธ์ (PR flotilla) ถูกเนรเทศออกไปจากอิสราเอลแล้ว” และเสริมว่า “อิสราเอลจะไม่ยอมให้มีการละเมิดมาตรการปิดกั้นทางทะเลที่ชอบด้วยกฎหมายต่อฉนวนกาซาอย่างเด็ดขาด”

ด้านกลุ่มอาดาลาห์ (Adalah) ซึ่งเป็นศูนย์กฎหมายที่เป็นตัวแทนของกลุ่มนักเคลื่อนไหว ระบุเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีว่า สมาชิกกองเรือส่วนใหญ่ “อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเนรเทศ” จากสนามบินรามอน ทางตอนใต้สุดของอิสราเอล หลังจากถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำคัตซิออต (Ktziot prison) ของอิสราเอล

ส่วนประเทศตุรกีประกาศว่ากำลังส่งเครื่องบินไปยังอิสราเอลเพื่อ “นำพลเมืองของเรา รวมถึงผู้เข้าร่วมจากประเทศที่สามมายังตุรกี ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำพิเศษที่เราจะจัดขึ้นในวันนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

22 พ.ค. 2569 01:38 น.

ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ต้องอยู่ในอิหร่านต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านบอกกับสื่อต่างประเทศว่า ผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี มีคำสั่งให้เก็บแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงไว้ในประเทศต่อไป ซึ่งสวนทางกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่าน 2 ราย ว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกคำสั่งห้ามไม่ให้ส่งยูเรเนียมที่มีความบริสุทธิ์ใกล้เคียงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธออกนอกประเทศ ซึ่งสวนทางกับหนึ่งในเงื่อนไขยุติสงครามของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เตหะรานมอบยูเรเนียมให้วอชิงตันอย่างชัดเจน

“คำสั่งของผู้นำสูงสุด และฉันทามติภายในคณะรัฐบาลคือ คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะต้องไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าว และระบุอีกว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเชื่อว่าการส่งวัสดุดังกล่าวออกนอกประเทศ จะทำให้ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงและเปราะบางต่อการถูกโจมตีในอนาคตโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

คำสั่งดังกล่าวของอายาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น และทำให้การเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านมีความซับซ้อนกว่าเดิม

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า โดนัลด์ ทรัมป์ รับรองกับอิสราเอลว่า คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ จะต้องถูกส่งออกไปนอกประเทศอิหร่าน และข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ก็ตามจะต้องมีข้อกำหนดในเรื่องนี้รวมอยู่ด้วย

อิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศตะวันตกอื่น ๆ กล่าวหาอิหร่านมานานแล้วว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยชี้ไปที่การยกระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสูงถึง 60% ซึ่งสูงระดับใช้ผลิตพลังงานมาก และเข้าใกล้ระดับ 90% ที่จำเป็นสำหรับการสร้างอาวุธ ส่วนฝ่ายอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวว่า เขาจะไม่ถือว่าสงครามสิ้นสุดลงจนกว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำออกไปจากอิหร่าน, รัฐบาลเตหะรานยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทนในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และศักยภาพด้านขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านจะต้องถูกทำลาย

แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ภายในกลุ่มผู้นำอิหร่านมีความหวาดระแวงอย่างยิ่ง ว่าการหยุดยิงกับสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมานาน 6 สัปดาห์แล้ว จะเป็นเพียงกลลวงทางยุทธวิธีของรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อสร้างความรู้สึกตายใจว่าปลอดภัย ก่อนที่จะเริ่มต้นเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาสันติภาพของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “ความเคลื่อนไหวทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้นของศัตรู” แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอเมริกากำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหม่

ขณะที่ทรัมป์ได้กล่าวเมื่อวันพุธเช่นกันว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินการโจมตีรัฐบาลเตหะรานเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ก็เปรยด้วยว่า รัฐบาลวอชิงตันอาจจะยอมรออีกสองสามวันเพื่อให้ได้ “คำตอบที่ถูกต้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด "ข่มขู่" คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

22 พ.ค. 2569 00:16 น.

จีนจี้สหรัฐฯ หยุด “ข่มขู่” คิวบา หลังตั้งข้อหา ราอูล คาสโตร

ทางการจีนออกมาเรียกร้องสหรัฐฯ ให้หยุดการข่มขู่ประเทศคิวบา หลังจากรัฐบาลอเมริกันยื่นฟ้องร้องนาย ราอูล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบาในข้อหาฆาตกรรม

เมื่อ 21 พ.ค. 2569 ทางการจีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาหยุดใช้ “การบีบบังคับ” และ “การข่มขู่” ต่อคิวบาซึ่งเป็นพันธมิตรของจีน หลังจากที่รัฐบาลวอชิงตันยื่นฟ้องอดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร ของคิวบา ในข้อหาฆาตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบิน 2 ลำเมื่อ 30 ปีก่อน

นาย กั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาควรยุติการใช้มาตรการคว่ำบาตรและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับคิวบา และหลีกเลี่ยงการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในทุก ๆ เรื่อง”

“จีนสนับสนุนคิวบาอย่างเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีแห่งชาติ และคัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก” นายกั๊วระบุ

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ยื่นฟ้องร้องนายราอูล คาสโตร วัย 94 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการสังหารพลเมืองสหรัฐฯ จากเหตุการณ์ยิงเครื่องบินตก 2 ลำของกลุ่ม “Brothers to the Rescue” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา เมื่อปี 2539 จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวอเมริกัน 3 ราย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามกดดันคิวบามาโดยตลอด รวมถึงเคยหารืออย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความพยายามในการโค่นล้มระบอบคอมมิวนิสต์ของคิวบาอีกด้วย

โดยสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อคิวบา รวมถึงการสั่งปิดกั้นการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวซ้ำเติมวิกฤตพลังงานของคิวบา ที่ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับและการขาดแคลนอาหารเป็นวงกว้าง

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ในภาคพลังงาน กลาโหม การเงิน และความมั่นคงของคิวบา รวมถึงบุคคลที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือยักยอกทรัพย์สินของรัฐด้วย

ในทางกลับกัน จีนได้ขยับขยายความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกับคิวบามากขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เดินทางเยือนประเทศเกาะแห่งนี้ในปี 2557 และในปี 2561 คิวบาได้เข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) หรือทางสายไหมใหม่ของจีน และได้รับเงินทุนสนับสนุนการโครงการโครงสร้างพื้นฐานมากมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

21 พ.ค. 2569 22:45 น.

ยุโรปพบผู้ป่วย โรคหนองในแท้-ซิฟิลิส พุ่งสูงทุบสถิติรอบ 10 ปี

หน่วยงานสาธารณสุขยุโรปเผยว่า จำนวนผู้ป่วยโรคหนองในแท้กับโรคซิฟิลิส เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี โดยสเปนพบมากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 พ.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้ป่วย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ โรคหนองในแท้ (Gonorrhoea) และซิฟิลิส (Syphilis) มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป (ECDC) ระบุว่า ในปี 2567 พบผู้ป่วยโรคหนองในแท้ในยุโรปถึง 106,331 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 303% นับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ผู้ป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมียอดอยู่ที่ 45,557 ราย

ECDC ระบุว่า ช่องว่างของการตรวจและป้องกันโรคที่ขยายตัวกว้างขึ้น เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายบรูโน ชิอันโช หัวหน้าหน่วยโรคติดต่อทางตรงและโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนของ ECDC กล่าวว่า “การติดเชื้อเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อาการปวดเรื้อรัง และการมีบุตรยาก และในกรณีของโรคซิฟิลิส อาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจหรือระบบประสาทได้”

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า เคสผู้ป่วยโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งเป็นกรณีที่เชื้อถ่ายทอดโดยตรงจากมารดาสู่ทารกแรกเกิด และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ติดตัวไปตลอดชีวิต มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2566 ถึงปี 2567

“การปกป้องสุขภาพทางเพศของคุณยังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีคู่นอนคนใหม่หรือมีคู่นอนหลายคน และควรไปตรวจหาเชื้อหากคุณมีอาการ” บรูโน ชิอันโช กล่าวเสริม

ในบรรดาประเทศยุโรปที่เข้าร่วมการรายงานข้อมูลเมื่อปี 2024 ประเทศสเปนเป็นประเทศที่พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นโรคหนองในแท้และซิฟิลิสสูงที่สุด โดยมีจำนวนอยู่ที่ 37,169 ราย และ 11,556 รายตามลำดับ

ทาง ECDC ระบุว่า กลุ่มชายรักชายยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างไม่สมส่วน โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหนองในแท้และซิฟิลิสในระยะยาวมากที่สุด ขณะที่กลุ่มผู้หญิงรักต่างเพศในวัยเจริญพันธุ์ ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน

แม้ว่าโรคหนองในเทียม (Chlamydia) ยังคงเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีการรายงานผู้ป่วยมากที่สุดในภาพรวม แต่จำนวนผู้ติดเชื้อกลับลดลง 6% นับตั้งแต่ปี 2558 โดยลงมาอยู่ที่ 213,443 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

21 พ.ค. 2569 22:04 น.

ศาลฝรั่งเศสตัดสิน แอร์ฟรานซ์-แอร์บัส ผิดจริง กรณีเครื่องบินตกปี 2552

ศาลกรุงปารีสตัดสินให้สายการบิน แอร์ฟรานซ์ กับบริษัท แอร์บัส มีความผิดจริง ข้อหากระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากเหตุเครื่องบินตกเมื่อปี 2552

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์ปารีสมีคำพิพากษาให้สายการบิน แอร์ฟรานซ์ (Air France) และบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน แอร์บัส (Airbus) มีความผิดฐานกระทำการโดยประมาทในนามนิติบุคคล เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อปี 2552 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 228 ศพ

เครื่องบินแอร์บัส A330 เที่ยวบิน AF447 เส้นทางระหว่างริโอเดจาเนโรไปยังปารีส ตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 หลังเกิดภาวะ “ปีกเครื่องบินสูญเสียแรงยก” หรือ “ภาวะร่วงหล่น” (Stall) ระหว่างเผชิญพายุและดิ่งลงสู่ผืนน้ำ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้งหมดเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ ศาลเคยตัดสินยกฟ้องทั้งสองบริษัทไปเมื่อเดือนเมษายน 2566 แต่พวกเขากลับถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงหลังจากมีการยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้

อนึ่ง ซากเครื่องบินแอร์บัส A330 ลำนี้ถูกค้นพบหลังจากเสาะหาอย่างยาวนานครอบคลุมพื้นที่พื้นดินใต้ทะเลถึง 10,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนกล่องดำถูกกู้ขึ้นมาได้หลังจากเสาะหาในทะเลลึกอยู่นานหลายเดือนในปี 2554

ลูกเรือทั้งหมด 12 คน และผู้โดยสาร 216 คนบนเที่ยวบินนี้เสียชีวิตทั้งหมดเมื่อเครื่องบินตกกระแทกผิวน้ำทะเลจากความสูง 38,000 ฟุต นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การบินของฝรั่งเศส โดยที่ญาติของผู้โดยสารบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศส บราซิล และเยอรมัน ได้มารวมตัวกันเพื่อรับฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

แอร์ฟรานซ์ กับ แอร์บัส ถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับในอัตราสูงสุดเป็นจำนวนเงินรายละ 225,000 ยูโร (ราว 8.5 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของผู้เหยื่อเคราะห์ร้ายบางส่วนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงเศษเงินปรับเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คำตัดสินนี้ก็ถูกมองว่าสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของทั้งสองบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคาดกันว่า ทั้งแอร์บัสและแอร์ฟรานซ์จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

21 พ.ค. 2569 15:48 น.

ประณาม รมต.ขวาจัดอิสราเอล เยาะเย้ย-ข่มขู่กลุ่มนักเคลื่อนไหวช่วยกาซา ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง (คลิป)

นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา ออกโรงประณาม นายอิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล หลังโพสต์คลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมยั่วยุและเหยียดหยามกลุ่มนักเคลื่อนไหวส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังฉนวนกาซาที่ถูกสกัดจับ ขณะถูกมัดมือไพล่หลัง

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างรุนแรงจากประชาคมโลก ต่อกรณีที่ นายอิตามาร์ เบน-กวีร์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติผู้นิยมลัทธิชาตินิยมสุดโต่งของอิสราเอล ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอลงบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่เขาเดินทางไปเยือนศูนย์ควบคุมตัวที่ท่าเรืออัชดอด เพื่อเข้าตรวจดูกลุ่มนักเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์กว่า 430 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ที่ถูกกองทัพเรืออิสราเอลบุกสกัดจับกุมกลางทะเลสากล

ภายในคลิปวิดีโอที่ใช้แคปชันว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล” ปรากฏภาพนายเบน-กวีร์ ยืนให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในขณะที่พวกเขากำลังกดตัวนักเคลื่อนไหวหญิงรายหนึ่งที่ตะโกนคำว่า “ปลดปล่อยปาเลสไตน์” ลงกับพื้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีภาพเขายืนโบกธงอิสราเอลผืนใหญ่เคียงข้างกลุ่มนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่กำลังคุกเข่า โดยมีมือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลังเอาไว้ พร้อมกับพูดใส่พวกเขาเป็นภาษาฮีบรูว่า “ยินดีต้อนรับสู่อิสราเอล พวกเราคือเจ้านายที่นี่” นอกจากนี้ยังมีภาพนักเคลื่อนไหวอีกส่วนถูกบังคับให้คุกเข่าบนดาดฟ้าเรือในขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดเพลงชาติอิสราเอลตอกย้ำ

พฤติกรรมดังกล่าวจุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่หลายประเทศทันที โดย อีเวตต์ คูเปอร์  รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ระบุว่าเป็น “ภาพที่น่าอับอายอย่างสิ้นเชิง” และได้ทำการส่งหนังสือเรียกตัวแทนจากสถานทูตอิสราเอลเข้าพบด่วนเพื่อขอคำชี้แจง เช่นเดียวกับ นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่ประณามว่าเป็นการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” และสั่งเรียกทูตอิสราเอลเข้าพบทันที โดยย้ำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการปกป้องทุกที่ทุกเวลา

ขณะที่ สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และสเปน ต่างประสานเสียงว่าพฤติกรรมของรัฐบาลอิสราเอลในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” ด้าน เฮเลน แมคเอนที รัฐมนตรีต่างประเทศไอร์แลนด์ ชี้ว่าคลิปดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้บริสุทธิ์รวมถึงชาวไอริชที่ถูกคุมตัวอย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี ขณะที่ “อาดาลาร์” (Adalah) กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าอิสราเอลกำลังใช้ “นโยบายอาชญากร” ในการทารุณกรรมและสร้างความอับอายแก่เหยื่อ

กระแสต่อต้านที่ลุกลามส่งผลให้เกิดรอยร้าวในคณะรัฐมนตรีอิสราเอล โดยนายกิเดอน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล ได้โพสต์ข้อความตำหนินายเบน-กวีร์ โดยตรงว่า “คุณกำลังจงใจสร้างความเสียหายให้กับประเทศของเราด้วยการแสดงออกที่น่าอับอายนี้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก” ซึ่งนายเบน-กวีร์ ได้ตอกกลับทันทีว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศควรเข้าใจได้แล้วว่า อิสราเอลไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ใครจะมารังแกก็ได้อีกต่อไป”

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ต้องออกแถลงการณ์เพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรง โดยระบุว่า แม้อิสราเอลจะมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการสกัดกั้นกองเรือที่พยายามเข้ามาละเมิดการปิดล้อมทางทะเลเพื่อสนับสนุนกลุ่มฮามาส แต่แนวทางและวิธีปฏิบัติของรัฐบาลเบน-กวีร์ ต่อกลุ่มนักเคลื่อนไหวนั้น “ขัดต่อค่านิยมและบรรทัดฐานของประเทศอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง” พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเนรเทศกลุ่มคนเหล่านี้ออกนอกประเทศให้เร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากกองเรือ Global Sumud Flotilla (GSF) นำโดยเรือมากกว่า 50 ลำ ได้ออกเดินทางจากประเทศตุรกีเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ อาทิ อาหาร นมผงดัดแปลงสำหรับทารก และเวชภัณฑ์ ไปส่งมอบให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่กำลังเผชิญความอดอยากอย่างรุนแรง ซึ่งมีประชากรกว่า 2.1 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น แม้ว่าจะมีการตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม กองเรือดังกล่าวได้ถูกหน่วยคอมมานโดกองทัพเรืออิสราเอลติดอาวุธ บุกเข้าสกัดจับกุมในน่านน้ำสากลทางตะวันตกของไซปรัส ห่างจากชายฝั่งกาซาราว 460 กิโลเมตร โดยผู้จัดกิจกรรมอ้างว่ากองทัพอิสราเอลใช้กำลังเกินกว่าเหตุ มีการระดมยิงปืน ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และจงใจขับเรือพุ่งชนเรือของกลุ่มนักเคลื่อนไหว ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลแย้งว่า ไม่มีการใช้กระสุนจริงและทำไปเพื่อรักษากฎหมายการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น โดยปัจจุบันกลุ่มผู้เดือดร้อนในกาซายังคงขาดแคลนปัจจัย 4 และระบบสาธารณูปโภคขั้นวิกฤตอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการนำเข้าสิ่งของบรรเทาทุกข์ของฝั่งอิสราเอล.

ที่มา BBC / Reuters

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

21 พ.ค. 2569 15:00 น.

SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นขายหุ้น IPO หวังระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์ 2.4 ล้านล้าน

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศของ อีลอน มัสก์ ยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เตรียมเปิดขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ หวังระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.45 ล้านล้านบาท และดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ และจะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 32.4 ล้านล้านบาท

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สเปซ เอ็กซ์พลอเรชัน เทคโนโลยีส์ (Space Exploration Technologies) ได้ทำเรื่องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีท

รายงานข่าวระบุว่า SpaceX ตั้งเป้าที่จะระดมทุนในตลาดทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะดันให้มูลค่ารวมของบริษัทพุ่งไปอยู่ที่ 1.25 ถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจากการที่ อีลอน มัสก์ ถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท ซึ่งอาจมีมูลค่าเฉพาะในส่วนของเขาเกินกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ จะส่งผลให้ทรัพย์สินรวมของมัสก์ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (32.4 ล้านล้านบาท) ทุบสถิติโลกและตอกย้ำตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกอย่างเต็มตัว

การยื่นเอกสารไฟลิ่งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทที่ SpaceX ยอมเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณชน โดยผลประกอบการปี 2025 บริษัทสร้างรายได้รวม 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนาจรวดรุ่นถัดไปและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ส่วนไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 บริษัททำยอดขายได้ 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่บันทึกผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสเดียวสูงถึง 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน SpaceX มีสินทรัพย์รวม เช่น จรวดและอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ที่ 1.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้สินอยู่ที่ 6.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ “สตาร์ลิงก์” (Starlink) ธุรกิจอินเทอร์เน็ตดาวเทียมคือผู้ทำรายได้หลัก โดยสร้างรายได้ในปี 2025 ถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ AI ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์ม X  และสตาร์ตอัป xAI ทำรายได้ไป 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากงบลงทุนในการสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อเทรน AI พุ่งสูงถึง 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 และอีก 7.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta และ Amazon อย่างไรก็ดี มัสก์มีแผนที่จะยุบ xAI เพื่อนำโครงสร้างและเป้าหมายด้าน AI ทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาของ SpaceX โดยตรง

นอกจากนี้ SpaceX ยังทำสัญญาปล่อยเช่ากำลังการประมวลผลที่เหลือของศูนย์ข้อมูลยักษ์ใหญ่ “COLOSSUS” และ “COLOSSUS II” ให้แก่บริษัทคู่แข่งด้าน AI อย่าง แอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนาแชตบอต Claude เป็นมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 1.25 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2029

เอกสารไฟลิ่งยังระบุว่า SpaceX จะใช้โครงสร้างหุ้นแบบสองชั้น ซึ่งจะทำให้ อีลอน มัสก์ ควบทุกตำแหน่งสำคัญ ทั้งซีอีโอ, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และประธานบอร์ดบริหาร โดยมัสก์จะมีสิทธิ์โหวตควบคุมทิศทางบริษัทสูงถึง 85% แม้จะถือครองหุ้นในสัดส่วนราว 42% ก็ตาม โครงสร้างนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้มัสก์ต้องเผชิญหน้ากับมติผู้ถือหุ้นในเรื่องค่าตอบแทนและความเป็นอิสระของบอร์ดบริหาร เหมือนเช่นคดีความที่เคยเกิดขึ้นกับเขาในบริษัทเทสลา

ขณะเดียวกัน SpaceX ได้แจ้งเตือนนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมาถึงความเสี่ยง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่คาดว่าจะสูงกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคดีความฟ้องร้องหลายคดี รวมถึงคดีที่แชตบอต “Grok” ของ xAI ถูกกล่าวหาว่าถูกนำไปใช้สร้างภาพอนาจารปลอมของผู้หญิงและเด็กหญิง ตลอดจนคดีละเมิดลิขสิทธิ์เพลง คดีข้อมูลรั่วไหล และคดีความพ่ายแพ้ต่อ OpenAI ของแซม อัลต์แมน ในชั้นศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

แผนธุรกิจที่สร้างความฮือฮาที่สุดในหนังสือชี้ชวนนี้ คือการที่ SpaceX เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลบนห้วงอวกาศ โดยให้เหตุผลว่า พลังงานแสงอาทิตย์ที่ดักจับได้ในวงโคจรนอกโลกคือ “ทางออกเดียวที่สามารถขยายขนาดได้จริง” ในการรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่พุ่งสูงอย่างมหาศาลของระบบคำนวณ AI

บริษัทตั้งเป้าจะเริ่มส่งดาวเทียมคอมพิวเตอร์ AI ดวงแรกขึ้นสู่อวกาศอย่างเร็วที่สุดในปี 2028 โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการติดตั้งกำลังการประมวลผลขนาด 100 กิกะวัตต์ในวงโคจรทุกๆ ปี ซึ่งภารกิจนี้จำเป็นต้องใช้จรวดขนส่งวัตถุหนักกว่า 1 ล้านเมตริกตัน และต้องปล่อยจรวดปีละหลายพันเที่ยวเที่ยวบิน ซึ่ง SpaceX มั่นใจว่าพวกเขาเป็นบริษัทเดียวในโลกที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์เพียงพอที่จะทำสิ่งนี้ได้ โดยประเมินมูลค่าโอกาสทางการตลาดของตนไว้สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมตลาดจีนและรัสเซีย.

ที่มา AFP / BBC

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง "หาดบอนได" ไปจำนำ

21 พ.ค. 2569 14:13 น.

ออสเตรเลียรวบช่างภาพฉกกล้องเหยื่อกราดยิง “หาดบอนได” ไปจำนำ

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมได้ตั้งข้อหาชายวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพในงานเทศกาลฮานุกกะห์ ที่ชายหาดบอนได หลังถูกกล่าวหาว่าขโมยอุปกรณ์กล้องถ่ายภาพของหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2025 ก่อนนำไปจำนำ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะบริเวณหาดบอนได ใกล้นครซิดนีย์ โดยคนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนยาวยิงใส่ฝูงชนในงานเฉลิมฉลองเทศกาลฮานุกกะห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 15 คน อายุระหว่าง 10 ถึง 87 ปี โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ นายปีเตอร์ มีเกอร์ อดีตตำรวจวัย 61 ปี ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพภายในงานดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่พบว่าอุปกรณ์กล้องของผู้เสียชีวิตถูกขโมยไปหลังเกิดเหตุ และต่อมาสามารถติดตามจนพบผู้ต้องสงสัย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในย่านมารายอง ทางตะวันตกของนครซิดนีย์ และตรวจยึดกล้องถ่ายภาพ กุญแจมือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ รวมถึงพบสารผลึกสีขาวต้องสงสัยจำนวนเล็กน้อยภายในรถยนต์ของผู้ต้องหา

ชายวัย 35 ปีถูกจับกุมและตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงลักทรัพย์มูลค่าเกิน 2,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ครอบครองทรัพย์สินที่ได้จากการโจรกรรม ครอบครองอาวุธต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองยาเสพติด

ตำรวจกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นช่างภาพในงานเดียวกัน ได้ขโมยอุปกรณ์กล้องของนายมีเกอร์ก่อนนำไปจำนำในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขเข้มงวด และมีกำหนดขึ้นศาลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ภรรยาของนายมีเกอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ผู้ที่พบกล้องของสามีนำมาคืน โดยระบุว่า “ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ามีคนหยิบกล้องของเขาไปจากจุดเกิดเหตุ”

ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้านของคดี เมื่อพี่ชาย 2 คนของนายอาห์เหม็ด อัล อาห์เหม็ด เจ้าของร้านชาวซีเรีย-ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่จากการเข้าช่วยหยุดคนร้าย ถูกตั้งข้อหาข่มขู่และพยายามรีดไถเงินจากเขา

อาห์เหม็ดได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงหลายครั้งระหว่างเข้าต่อสู้กับมือปืน จนเกิดกระแสชื่นชมทั่วประเทศ และมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือมากกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

เอกสารของศาลระบุว่า พี่ชายทั้งสองเรียกร้องเงินคนละ 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หากไม่ยอมจ่ายเงิน โดยทั้งคู่ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามเข้าใกล้อาห์เหม็ดระหว่างดำเนินคดี.

ที่มา NSW Police Force / BBC

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

21 พ.ค. 2569 13:13 น.

สนามบินออสเตรเลียอพยพผู้โดยสารวุ่น หลังพบวัตถุต้องสงสัย สุดท้ายกลายเป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

เกิดเหตุแตกตื่นที่สนามบินออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชน และเรียกหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ระหว่างการสแกนสัมภาระ สุดท้ายพบเป็นเพียงเครื่องเลเซอร์กำจัดขน

ตำรวจรัฐวิกตอเรียเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม หลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบอุปกรณ์ลักษณะน่าสงสัยบนสายพานตรวจสัมภาระ จึงรีบประสานหน่วยเก็บกู้ระเบิดเข้าตรวจสอบทันทีตามมาตรการความปลอดภัย

แต่ภายหลังการตรวจสอบ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวเป็นอุปกรณ์เลเซอร์กำจัดขน ไม่ใช่วัตถุอันตรายแต่อย่างใด

รักษาการสารวัตร นิค อูเบอร์แกงเปิดเผยว่า นอกจากเครื่องเลเซอร์กำจัดขนแล้ว ยังพบภาชนะใส่ช็อกโกแลตร้อนอยู่ในสัมภาระเดียวกัน และเจ้าของกระเป๋าไม่ค่อยให้ความร่วมมือ กับเจ้าหน้าที่ในช่วงแรก ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิกชั่วคราว ขณะที่ชายเจ้าของสัมภาระไม่ได้ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และสนามบินกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในเวลาต่อมา

ด้านสนามบินอาวาลอนออกแถลงการณ์ยืนยันว่า วัตถุดังกล่าวไม่ถือเป็นภัยคุกคามอีกต่อไป พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของระบบรักษาความปลอดภัยและการคัดกรองผู้โดยสาร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน.

ที่มา : channelnewsasia