ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

6 ม.ค. 2569 07:08 น.

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าตัดงบประมาณสำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่พรรคเดโมแครตบริหารจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างความกังวลว่าจะนำเงินไปใช้ในทางทุจริต

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว นิวยอร์ก โพสต์ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ว่า คณะทำงานของทรัมป์กำลังตัดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็กจำนวนกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้ให้รัฐที่บริหารโดยพรรคเดโมแครต 5 แห่ง อ้างความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะทำการอายัดงบประมาณซึ่งมาจากภาษีประชาชน ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกสกัดกั้นไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก ขณะที่หั่นงบฯ จากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ไม่ให้ไปยัง 5 รัฐดังกล่าวเช่นกัน

การสั่งหยุดจ่ายงบประมาณดังกล่าวจะมีการประกาศผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้ถูกนำไปใช้อย่างทุจริตโดยส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เกิดขึ้นหลังจาก สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นอกจากนั้น นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นตามมาด้วยการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบรายที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรูและถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลยและอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

ต่อมา นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nypost

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

6 ม.ค. 2569 03:06 น.

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา สาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว ไม่กี่วันหลังจากนาย นิโกลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง

เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น นางเดลซี โรดริเกซ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีนาย ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติและเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการประกอบพิธี

ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอเข้าพิธีสาบานตนด้วยความหนักอึ้งในใจต่อสิ่งที่เธอถือว่าเป็นการ “ลักพาตัว” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

6 ม.ค. 2569 02:38 น.

มาดูโรขึ้นศาลสหรัฐฯ ไม่รับผิดทุกข้อหา ลั่นยังเป็น ปธน.เวเนซุเอลา

นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลากับภริยา ขึ้นศาลในนิวยอร์กแล้ว โดยทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยนายมาดูโรยืนยันว่า ตัวเขายังเป็นประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอยู่

เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐนิวยอร์ก นายนิโกลัส มาดูโร กับ ซิเลีย ฟลอเรส ในชุดนักโทษสีส้มและถูกล่ามโซ่ที่เท้า ถูกเจ้าหน้าที่พาตัวมายังศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์ก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีและรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งทั้งคู่ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

“ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ ผมไม่มีความผิด” มาดูโรบอกกับผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง อัลวิน เฮลเลอร์สไตน์ “ผมเป็นคนที่มีเกียรติ” ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “ผมไม่มีความผิดในเรื่องใดก็ตามที่ถูกระบุในที่นี้”

หลังจากมาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้ง 4 กระทงซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดกับอาวุธปืนแล้ว เขาก็กล่าวว่า “ผมยังคงเป็นประธานาธิบดีของประเทศผมอยู่” ก่อนที่จะถูกผู้พิพากษาพูดขัดขึ้น

ด้านนางฟลอเรสก็ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยเธอบอกกับผู้พิพากษาว่า เธอ “ไม่มีความผิด และเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง”

นายมาดูโรกับนางฟลอเรสไม่ได้ยื่นขอประกันตัวหรือขอปล่อยตัวชั่วคราว ขณะที่ผู้พิพากษากำหนดวันพิจารณาคดีครั้งต่อไปไว้ในวันที่ 17 มี.ค. เวลา 11.00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET)

ทั้งนี้ นายมาดูโร ในวัย 63 ปี พยายามจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ขณะที่เขาถูกจับกุม ในตอนที่ผู้พิพากษาขอให้เขายืนยันตัวตน โดยเขาระบุผ่านล่ามว่า “ผมถูกจับกุมที่บ้านในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา”

มาดูโรประกาศด้วยว่าเขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ขณะที่ผู้พิพากษาตอบกลับว่า “จะมีเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการลงรายละเอียดเรื่องทั้งหมดนี้”

เมื่อผู้พิพากษาถามว่าเขาต้องการให้ศาลอ่านคำฟ้องให้ฟังหรือไม่ มาดูโรตอบว่า “ผมเพิ่งได้ถือมันไว้ในมือเป็นครั้งแรก” และบอกว่าเขาขออ่านรายละเอียดทั้งหมดด้วยตัวเองดีกว่า

ด้านนายแบร์รี พอลแล็ค ทนายความของนายมาดูโรบอกกับผู้พิพากษาว่า ลูกความของเขาจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพและทางการแพทย์บางอย่างที่ต้องได้รับการดูแล

ขณะที่ มาร์ก ดอนเนลลี ทนายความของฟลอเรส ระบุว่าอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งเวเนซุเอลา ได้รับบาดเจ็บอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการถูกลักพาตัว โดยเขาสันนิษฐานว่าเธออาจมีอาการกระดูกหักหรือมีรอยฟกช้ำรุนแรงที่ซี่โครง และจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

6 ม.ค. 2569 01:35 น.

ลูกมาดูโรลั่น พ่อถูกสหรัฐฯ ลักพาตัว ชี้คุกคามเสถียรภาพโลก

ลูกชายของนายนิโกลัส มาดูโร กล่าวโจมตีสหรัฐฯ ว่าลักพาตัวพ่อของเขา พร้อมเตือนนานาชาติว่า หากนิ่งเฉยเหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 นายนิโกลัส มาดูโร เกร์รา บุตรชายของนายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ถูกโค่นอำนาจ ออกมากล่าวว่า พ่อของเขาถูกสหรัฐฯ “ลักพาตัว” และเรียกร้องให้นานาชาติเป็นหนึ่งเดียวกันร่วมกับเขา เพื่อให้พ่อของเขาสามารถเดินทางกลับสู่เวเนซุเอลาได้

นายมาดูโร เกร์รา มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการเปิดประชุมสมัชชาแห่งชาติของเวเนซุเอลา ซึ่งจัดขึ้น 2 วัน หลังจากที่นายมาดูโรกับนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขาถูกจับกุมในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ นายมาดูโร เกร์รา ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลา และเตือนว่าเหตุการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน

“หากเรายอมรับว่าการลักพาตัวประมุขแห่งรัฐเป็นเรื่องปกติ ก็จะไม่มีประเทศใดปลอดภัย วันนี้เป็นเวเนซุเอลา พรุ่งนี้อาจเป็นประเทศใดก็ได้ที่ปฏิเสธจะยอมสยบ นี่ไม่ใช่ปัญหาของภูมิภาค แต่มันคือภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพโลก ต่อมนุษยชาติ และต่อความเท่าเทียมในอธิปไตยของนานาประเทศ” นายมาดูโร เกร์รา กล่าว

“ประชาชนทั่วโลก ผมขอกล่าวกับพวกคุณว่า ความเป็นหนึ่งเดียวกันของนานาชาติร่วมกับนิโกลัส กับซิเลีย และกับเวเนซุเอลา ไม่ใช่ทางเลือกทางการเมือง แต่มันคือหน้าที่ทางจริยธรรมและกฎหมาย การนิ่งเฉยต่อการละเมิดเหล่านี้เท่ากับว่า ผู้ที่นิ่งเงียบสมรู้ร่วมคิดไปด้วย และทำให้ระบบระหว่างประเทศที่ทุกคนอ้างว่าจะปกป้องนั้นอ่อนแอลง”

มาดูโร เกร์รา ยังได้กล่าวถึงการที่เขาถูกรวมอยู่ในรายชื่อคำฟ้องล่าสุดของสหรัฐฯ ร่วมกับพ่อ ภรรยาของพ่อ และคนอื่น ๆ ในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ ซึ่งเขาได้ปฏิเสธข้อหาเหล่านั้นโดยระบุว่า “ตัวผมและครอบครัวกำลังถูกตามล่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

5 ม.ค. 2569 22:46 น.

ผู้นำโคลอมเบียลั่น พร้อมจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตี

ประธานาธิบดีโคลอมเบียประกาศกร้าวว่า เขาพร้อมจะกลับไปจับอาวุธอีกครั้ง หากโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีตัวเขาหรือโคลอมเบีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 นายกุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีโคลอมเบียเตือนว่า เขาจะกลับไปจับอาวุธอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีตัวเขาหรือประเทศของเขา หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดขู่โคลอมเบียหลายครั้ง หลังส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในกรุงการากัส

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X นายเปโตรย้ำถึงความพยายามของเขาในการปราบปรามการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งอ้างว่าการที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีกลุ่มค้ายาในโคลอมเบียนั้น เสี่ยงต่อการทำให้เด็ก ๆ ต้องเสียชีวิต และจะเป็นการผลักดันให้คนเข้าร่วมกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขัดแย้งกับรัฐมานานมากขึ้น

“และหากพวกเขาจับกุมประธานาธิบดีที่ได้รับการสนับสนุนและเคารพจากคนส่วนใหญ่ในประเทศ พวกเขาจะทำให้เกิดการลุกฮือของประชาชนอย่างรุนแรง” นายเปโตร ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกบฏ M19 ระบุ

ประธานาธิบดีโคลอมเบียบอกอีกว่า เขาจะลงมือต่อสู้เพื่อปกป้องโคลอมเบียด้วยตนเอง “ผมเคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีก… แต่เพื่อมาตุภูมิ ผมจะกลับมาจับอาวุธอีกครั้ง”

ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) นายทรัมป์กล่าวโจมตีนายเปโตรอย่างรุนแรง ว่าเขาเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคนและขายให้กับสหรัฐฯ” และขู่ว่า “เขาจะทำแบบนั้นต่อไปได้อีกไม่นานหรอก”

เมื่อถูกนักข่าวซักไซ้ว่าความเห็นดังกล่าวหมายความว่าอาจมี “ปฏิบัติการ” ในโคลอมเบียในอนาคตหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ฟังดูดีสำหรับผมนะ”

ด้านเปโดร ซานเชซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของโคลอมเบีย ให้สัมภาษณ์กับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ในวันจันทร์ โดยเขาปฏิเสธที่จะตอบโต้คำข่มขู่ของทรัมป์ แต่เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมี “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก” และเขายังคงติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ โดยไม่มีการหารือเรื่องความเป็นไปได้ในการโจมตีโคลอมเบีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

5 ม.ค. 2569 21:43 น.

มาดูโร-ภริยา ถึงศาลในนิวยอร์กแล้ว จ่อถูกดำเนินคดีหลายข้อหา

นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลากับภริยา ถูกควบคุมตัวไปส่งถึงอาคารศาลในรัฐนิวยอร์กแล้ว และเตรียมปรากฏตัวต่อศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ที่ 5 ม.ค. 2569 ตามเวลารัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้ถูกโค่นอำนาจ กับนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยาของเขา ถูกพาตัวเดินทางไปถึงอาคารศาลในนิวยอร์กแล้ว และคาดว่ามาดูโรจะต้องปรากฏตัวต่อศาลภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

นายมาดูโรกับนางฟลอเรสถูกคุมตัวจากสถานกักกันเมโทรโพลิแทน ในบรูคลิน ไปยังอาคารศาลในนิวยอร์ก โดยเดินทางทั้งด้วยขบวนรถและเฮลิคอปเตอร์ ทั้งคู่ถูกบันทึกภาพในชุดสีน้ำตาลอ่อน และถูกขนาบข้างอย่างหนาแน่นโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA)

ทั้งนี้ หลังจากถูกสหรัฐฯ บุกจับกุม และพาตัวมายังรัฐนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) นายมาดูโรกับภริยาก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่บรูคลินมาตลอด โดยมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่ในห้องขังนานถึง 23 ชั่วโมงต่อวัน

มาดูโรถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายค้ายาเสพติดโคเคนที่มีการร่วมมือกับกลุ่มรุนแรงต่าง ๆ รวมถึงแก๊งซินาโลอาและเซตัสจากเม็กซิโก, กลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC) จากโคลอมเบีย และแก๊ง Tren de Aragua ของเวเนซุเอลา

อดีตผู้นำเวเนซุเอลาวัย 63 ปีผู้นี้ ถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องในหลายข้อหา รวมถึง สมคบคิดก่อการร้ายค้ายาเสพติด, สมคบคิดนำเข้าโคเคน, ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง และสมคบคิดครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา

อนึ่ง สถานกักกันเมโทรโพลิแทนเป็นสถานที่คุมขังนักโทษหรือผู้ต้องหาคดีอื้อฉาวมากมาย รวมถึง ฌอน “ดิดดี้” คอมบ์ส เจ้าพ่อวงการฮิปฮอป และกิสเลน แมกซ์เวลล์ เพื่อนของเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ ผู้กระทำความผิดทางเพศ หรือนายฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสก็เคยถูกขังที่นี่ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งอภัยโทษเมื่อเดือนธันวาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

5 ม.ค. 2569 15:38 น.

มาเลเซียเตรียมเสนอกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ ห้ามเกิน 10 ปี ป้องกันการสืบทอดอำนาจ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประกาศเดินหน้ายื่นร่างกฎหมายจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 10 ปี หรือ 2 วาระ ภายในปีนี้ เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ตอนเลือกตั้ง พร้อมเปิดตัวกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและจัดตั้ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” หวังยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับการเมืองมาเลเซีย โดยประกาศว่า รัฐบาลของเขามีแผนที่จะยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาภายในปีนี้ เพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีให้ไม่เกิน 10 ปี หรือสูงสุดเพียง 2 สมัยเท่านั้น

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อข้าราชการหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอันวาร์ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการไม่ยึดติดกับอำนาจ โดยระบุว่า “ทุกคนล้วนมีวาระของตนเอง” และเมื่อดำรงตำแหน่งครบถ้วนแล้ว “มันจะดีกว่าหากเราส่งต่อหน้าที่นี้ให้กับคนรุ่นถัดไป”

ปัจจุบัน มาเลเซียไม่มีกฎหมายจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี ซึ่งในอดีต นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด เคยดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 22 ปีในการทำหน้าที่รอบแรก และกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในปี 2018 ขณะมีอายุได้ 92 ปี จนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโลกในเวลานั้น

นอกเหนือจากการจำกัดวาระนายกฯ นายอันวาร์ยังได้ประกาศมาตรการปฏิรูปด้านความโปร่งใสอีก 2 รายการสำคัญ ได้แก่ร่างกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Bill) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้มากขึ้น การจัดตั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มข้น โดยนายอันวาร์เน้นย้ำว่า “ไม่มีข้อยกเว้น ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงไป ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ”

การปฏิรูปครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาอัยการสูงสุดมักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระเนื่องจากถูกแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับคดีอื้อฉาว 1MDB ที่ล่าสุดศาลสูงมาเลเซียเพิ่งตัดสินจำคุกอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัค เพิ่มอีก 15 ปี ในข้อหาใช้อำนาจมิชอบและฟอกเงิน

ทั้งนี้ คาดว่าร่างกฎหมายจำกัดวาระนายกฯ จะถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภาในสมัยแรกที่จะเริ่มต้นขึ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาที่กลุ่มแนวร่วม “ปากาตัน ฮาราปัน” ได้ให้ไว้กับประชาชนในช่วงการเลือกตั้งปี 2022.

ที่มา CNA

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

5 ม.ค. 2569 15:08 น.

อังกฤษประเดิมแบนโฆษณา “อาหารขยะ” บนทีวี-ออนไลน์ช่วงกลางวัน หวังลดโรคอ้วนในเด็ก

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค.) ห้ามออกอากาศโฆษณา “อาหารขยะ” หรืออาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน เกลือ หรือ น้ำตาลในปริมาณสูงในช่วงเวลากลางวันทางโทรทัศน์ และห้ามโฆษณาออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบุว่าเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค.) มาตรการควบคุมโฆษณา “อาหารขยะ” ฉบับใหม่ของอังกฤษเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลยกย่องว่าเป็น “การดำเนินการระดับแนวหน้าของโลก” ในการจัดการกับปัญหาโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการบริโภคแคลอรี่ของเด็กๆ ทั่วประเทศได้มากถึง 7.2 พันล้านแคลอรี่ต่อปี

เปิดมาตรการคุมเข้มภายใต้ข้อบังคับนี้ โฆษณาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพจะถูกห้ามฉายทางโทรทัศน์ก่อนเวลา 21:00 น. และถูกสั่งแบนโดยสิ้นเชิงสำหรับการโฆษณาแบบจ่ายเงินบนสื่อออนไลน์ทุกชนิด กระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วนได้ถึง 20,000 คน และสร้างผลประโยชน์ทางด้านสุขภาพคิดเป็นมูลค่าราว 2 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 84,260 ล้านบาท)

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต่อเนื่องนับตั้งแต่ประกาศในปี 2024 ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตภาษีน้ำตาล ในผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม เช่น มิลค์เชค กาแฟพร้อมดื่ม และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม และการให้อำนาจท้องถิ่นสั่งระงับการเปิดร้านฟาสต์ฟู้ดใกล้บริเวณโรงเรียน

ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า โฆษณามีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมการกินและรสนิยมของเด็กตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์ ปัจจุบันพบว่าเด็กที่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมในอังกฤษกว่าร้อยละ 22 มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 1 ใน 3 เมื่อเด็กมีอายุถึง 11 ปี นอกจากนี้ ปัญหาฟันผุยังกลายเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กเล็กต้องเข้าโรงพยาบาล

แอชลีย์ ดัลตัน รัฐมนตรีสาธารณสุข ระบุว่า “การจำกัดการเห็นโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยให้ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) เปลี่ยนจุดเน้นจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันโรคเพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น”

เสียงตอบรับจากภาคสังคมด้านองค์กร Obesity Health Alliance และสมาคม Diabetes UK ต่างออกมาขานรับมาตรการนี้ โดยระบุว่าโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในคนรุ่นใหม่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งโรคอ้วนคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวายและโรคหัวใจ การแบนโฆษณาในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันสุขภาพและสวัสดิภาพของเด็กๆ ในระยะยาว.

ที่มา AFP

“มาดูโร” เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

"มาดูโร" เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

5 ม.ค. 2569 13:24 น.

“มาดูโร” เตรียมขึ้นศาลสหรัฐฯ วันนี้ – ทรัมป์ขู่พร้อมบุกซ้ำหากเวเนซุเอลาไม่ร่วมมือ

นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา มีกำหนดขึ้นศาลสหรัฐฯ ในนครนิวยอร์ก หลังถูกกองกำลังอเมริกันจับกุมที่กรุงการากัส ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดช่องทางปฏิบัติการเพิ่มเติม หากเวเนซุเอลาไม่ยอมเปิดอุตสาหกรรมน้ำมันและปราบปรามการค้ายาเสพติด นานาชาติเรียกร้องสหรัฐฯ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเตรียมหารือกรณีดังกล่าว

ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา มีกำหนดขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กวันนี้ (5 ม.ค.) หลังถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมในระหว่างปฏิบัติการทางทหารในกรุงการากัสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลในเวทีระหว่างประเทศ และสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า สหรัฐฯ อาจมีการใช้กำลังทางทหารเพิ่มเติมหากเวเนซุเอลาไม่ให้ความร่วมมือในความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะกลับเข้าไปขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำมันและยับยั้งการค้ายาเสพติด “เรากำลังเอาสิ่งที่พวกเขาขโมยไปกลับคืนมา ตอนนี้เราเป็นคนควบคุม” ทรัมป์ระบุ พร้อมเสริมว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จะกลับเข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ขู่ว่าอาจมีการใช้มาตรการทางทหารกับโคลอมเบียและเม็กซิโก รวมถึงให้ความเห็นว่าระบอบคอมมิวนิสต์ในคิวบาก็กำลังมาถึงจุดใกล้ล่มสลายในไม่ช้า

ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าการจับกุมมาดูโรวัย 63 ปี เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อนำตัวมาลงโทษในข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายโดยใช้ยาเสพติด ซึ่งถูกฟ้องร้องมาตั้งแต่ปี 2020 โดยข้อกล่าวหาระบุว่าเขาเป็นผู้บงการเส้นทางขนส่งโคเคน ใช้กองทัพปกป้องการขนส่งยาเสพติด และใช้ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นที่กบดานของแก๊งค้ายา ทั้งนี้ ภรรยาของเขา “ซีเลีย ฟลอเรส” ก็ถูกฟ้องร้องเพิ่มในข้อหาสั่งการลักพาตัวและฆาตกรรมด้วยเช่นกัน

ในกรุงการากัส รัฐบาลของมาดูโรยังคงพยายามรักษาอำนาจ โดยรองประธานาธิบดี “เดลซี โรดริเกซ” ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรักษาการยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีที่ชอบธรรม และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเธอพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ

แม้มาดูโรมีพันธมิตรระดับนานาชาติไม่มาก หลายประเทศตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการจับกุมผู้นำต่างชาติ และเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดหารือเรื่องนี้ในวันจันทร์

การจับกุมยังสร้างแรงสั่นสะเทือนในการเมืองสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตแสดงความกังวลต่อทิศทางนโยบายเวเนซุเอลาของรัฐบาล ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีกำหนดชี้แจงต่อฝ่ายนิติบัญญัติ

วิกฤตเศรษฐกิจและการลี้ภัยครั้งใหญ่จากประเทศที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในละตินอเมริกา เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาล่มสลายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวเวเนซุเอลา 1 ใน 5 ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดของโลก การถูกถอดถอนของมาดูโรซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 12 ปี อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพครั้งใหญ่ในประเทศที่มีประชากรกว่า 28 ล้านคนแห่งนี้.

ที่มา Reuters

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

5 ม.ค. 2569 12:13 น.

ใบชาร่วงจากรถบรรทุกทำถนนลื่น รถชนระนาว 12 คันที่ญี่ปุ่น ดับ 1 ศพ

เกิดอุบัติเหตุในจังหวัดโทชิงิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อรถบรรทุกทำ “ใบชา” ร่วงบนถนนเป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร ส่งผลให้รถที่ขับตามมาลื่นไถลชนกันถึง 12 คัน มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย หลังลงจากรถมาดูเหตุการณ์แล้วถูกรถสวนเลนพุ่งชน

ตำรวจท้องถิ่นจังหวัดโทชิงิ รายงานอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (4 ม.ค.) บนถนน 2 เลนในเมืองซาโนะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น โดยต้นเหตุเกิดจากใบชาจำนวนมหาศาลที่ร่วงกระจายเกลื่อนถนนจากรถบรรทุกคันหนึ่ง เป็นระยะทางยาวกว่า 500 เมตร

ใบชาที่เปียกชื้นทำให้พื้นผิวถนนมีความลื่นคล้ายกับคราบน้ำมัน ส่งผลให้รถยนต์ที่ขับตามหลังมาเกิดการลื่นไถลและพุ่งชนกันระนาวรวมทั้งหมด 12 คัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวผู้บาดเจ็บ 4 รายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยต่อมามีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย

ผู้เสียชีวิตคือชายวัย 78 ปี จากจังหวัดไซตามะ จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า หลังจากที่รถบรรทุกของเขาประสบอุบัติเหตุลื่นไถล เขาได้ก้าวลงจากรถเพื่อมาตรวจสอบสถานการณ์ แต่ในจังหวะนั้นเองได้มีรถยนต์ที่วิ่งสวนเลนมาพุ่งเข้าชนร่างของเขาอย่างจังจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 3 รายอาการไม่สาหัสถึงแก่ชีวิต

ปฏิบัติการกู้ซากและทำความสะอาดเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับแจ้งจากหนึ่งในผู้ประสบเหตุเมื่อเวลาประมาณ 05:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ทัศนวิสัยยังไม่ชัดเจนนัก เจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดการจราจรบนถนนสายดังกล่าวชั่วคราว พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรหนักเข้าจัดการขูดและกวาดใบชาที่ติดหนึบอยู่บนพื้นผิวการจราจรออก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบหารถบรรทุกต้นเหตุที่ทำใบชาตกหล่น รวมถึงสอบสวนคนขับรถที่พุ่งชนผู้เสียชีวิตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา KYODO NEWS