เกาหลีใต้ตรวจสอบด่วน น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รั่วไหลกว่า 208 กก. ยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

เกาหลีใต้ตรวจสอบด่วน น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รั่วไหลกว่า 208 กก. ยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

2 ก.ค. 2569 09:49 น.

เกาหลีใต้ตรวจสอบด่วน น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รั่วไหลกว่า 208 กก. ยันไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

เกิดเหตุน้ำหนักรั่วจากเตาปฏิกรณ์โวลซอง-4 ในเมืองคยองจู ปริมาณ 208 กิโลกรัม แต่ยังอยู่ภายในโรงไฟฟ้า ทางการยืนยันไม่พบความผิดปกติของระดับรังสี พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการความปลอดภัยและความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เกิดเหตุ น้ำหนักมวลหนัก (Heavy Water) ซึ่งเป็นน้ำหล่อเย็น ได้รั่วไหลจากเตาปฏิกรณ์ โวลซอง-4 (Wolsong-4) ในเมืองคยองจู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ แต่ไม่พบการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำนักงานพลังงานน้ำและนิวเคลียร์เกาหลีใต้  รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 14.26 น. ของวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระบุว่า ณ เวลา 21.00 น. ของวันเดียวกัน พบว่าน้ำหนักรั่วไหลประมาณ 208 กิโลกรัม แต่ของเหลววยังคงอยู่ภายในอาคารของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ ไม่รั่วไหลออกสู่ภายนอกโรงงาน เบื้องต้นไม่พบความผิดปกติของระดับรังสีในพื้นที่โดยรอบ ขณะที่คณะกรรมการฯ เตรียมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุรั่วไหลอย่างละเอียด

พร้อมกันนี้ระบุว่า เตาปฏิกรณ์โวลซอง-4 อยู่ระหว่างการ หยุดเดินเครื่องเพื่อตรวจสอบและบำรุงรักษาตามกำหนด ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และหลังตรวจพบการรั่วไหล เจ้าหน้าที่ได้ปิดระบบปั๊มที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อควบคุมสถานการณ์.

ที่มา Yonhap

กู้ภัยแผ่นดินไหวเวเนฯ เดินหน้าต่อแม้ความหวังพบผู้รอดชีวิตริบหรี่ ยอดตายทะลุ 2,295 รายแล้ว

กู้ภัยแผ่นดินไหวเวเนฯ เดินหน้าต่อแม้ความหวังพบผู้รอดชีวิตริบหรี่ ยอดตายทะลุ 2,295 รายแล้ว

2 ก.ค. 2569 08:47 น.

กู้ภัยแผ่นดินไหวเวเนฯ เดินหน้าต่อแม้ความหวังพบผู้รอดชีวิตริบหรี่ ยอดตายทะลุ 2,295 รายแล้ว

ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเวเนซุเอลายังเดินหน้าต่อ แม้ผ่านไปหลายวันและความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มลดน้อยลง ล่าสุดยอดตายพุ่งเกิน 2,200 ราย ยังมีผู้สูญหายกว่า 40,000 คน

ทีมกู้ภัยนานาชาติยังคงระดมกำลังค้นหาผู้รอดชีวิตตามซากอาคารที่พังถล่มในรัฐลากวยรา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเวเนซุเอลา แม้เวลาจะผ่านไปหลายวันและความหวังในการพบผู้รอดชีวิตเริ่มลดน้อยลง

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ครอบครัวของผู้สูญหายจำนวนมากยังคงเฝ้ารอข่าวด้วยความหวัง หนึ่งในนั้นคือ ลูซิเมร์ รังเกล ที่กล่าวทั้งน้ำตาว่า แม้หลายคนจะเริ่มหมดหวังแต่เธอยังเชื่อว่าพี่ชายของเธออาจยังมีชีวิตอยู่ใต้ซากอาคาร

ด้าน ฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภาแห่งชาติเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยนานาชาติมากกว่า 4,000 นาย ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง โดยล่าสุดสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้แล้ว 6,461 คน รวมถึงเด็กหญิงอีก 1 คนที่เพิ่งได้รับการช่วยเหลือเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

โรดริเกซย้ำว่า แม้เวลาจะผ่านไปและโอกาสพบผู้รอดชีวิตจะลดลง แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าค้นหาต่อไป พร้อมยืนยันว่าความหวังยังคงมีอยู่ และจะไม่หยุดค้นหาผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ทางการเวเนซุเอลาระบุว่า เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,295 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 11,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากบ้านพักและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือพักกลางแจ้ง ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดและสภาพสุขอนามัยที่ย่ำแย่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดหลังภัยพิบัติ

แม้ทางการจะยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้สูญหายที่แน่ชัด แต่ฐานข้อมูลดิจิทัลขององค์กรภาคประชาชน ซึ่งเปิดให้ครอบครัวแจ้งข้อมูลผู้สูญหายระบุว่า ณ วันพุธ (1 ก.ค.) ยังมีผู้ที่ไม่สามารถติดต่อได้มากกว่า 40,600 คน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังอีกยาวไกล ขณะที่ครอบครัวจำนวนมากยังคงเฝ้ารออยู่บริเวณซากอาคารที่ถล่ม ด้วยความหวังว่าจะได้พบคนที่รัก ไม่ว่าจะในฐานะผู้รอดชีวิต หรืออย่างน้อยก็เพื่อได้นำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา.

ที่มา: The times.com

มือมืดปาระเบิดเพลิง ถล่มบ้านสมาชิกพรรครัฐบาลกรีซ ดับ 1 ศพเจ็บอื้อ

มือมืดปาระเบิดเพลิง ถล่มบ้านสมาชิกพรรครัฐบาลกรีซ ดับ 1 ศพเจ็บอื้อ

2 ก.ค. 2569 06:20 น.

มือมืดปาระเบิดเพลิง ถล่มบ้านสมาชิกพรรครัฐบาลกรีซ ดับ 1 ศพเจ็บอื้อ

คนร้ายปาระเบิดเพลิงโจมตีบ้านสมาชิกพรรครัฐบาลกรีซ 3 จุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย รวมถึงผู้สมัครชิงตำแหน่ง สส.ของพรรครัฐบาล

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ทางการของประเทศกรีซเปิดเผยว่า เกิดเหตุคนร้ายปาระเบิดเพลิงเข้าใส่บ้านพักของสมาชิกพรรคนิวเดโมเครซี (New Democracy) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมของกรีซ จำนวน 3 จุดในช่วงก่อนรุ่งสาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย

ตำรวจระบุว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวลา 04:00 น. ถึง 04:45 น. ที่บริเวณหน้าอาคารอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในเมืองเทสซาโลนิกิ (Thessaloniki) ทางตอนเหนือของกรีซ โดยคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องอย่างง่ายที่ทำจากถังแก๊สปิคนิคสำหรับตั้งแคมป์

อย่างไรก็ตาม ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดเกิดจากการโจมตีครั้งสุดท้ายจากทั้งสามครั้ง ซึ่งส่งผลให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ถูกไฟลุกท่วม

มีรายงานว่า รถยนต์คันหนึ่งในนั้นเป็นของ อโฟรไดที เนสโตรา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคนิวเดโมเครซี โดยเนสโตราได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ ขณะที่มารดาของเธอทนพิษบาดแผลจากไฟไหม้ไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ห้องไอซียู

นอกจากนี้ ตำรวจระบุว่ายังมีผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์อีก 2 รายที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเช่นกัน

ในช่วงบ่ายวันพุธ นายกรัฐมนตรี คิเรียกอส มิตโซทาคิส ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนิวเดโมเครซีด้วย เดินทางไปยังเมืองเทสซาโลนิกิเพื่อเข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล โดยมิตโซทาคิสกล่าวว่า การเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้คนในเหตุการณ์นี้ เป็นผลมาจาก “การใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอด”

“การนองเลือดและการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกโดยกลุ่มหัวรุนแรงจะไม่ได้รับความยอมรับอีกต่อไป” มิตโซทาคิสระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษร “ความชอบธรรมของรัฐและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคม จะต้องขับไล่การก่อการร้ายนี้ไปสู่จุดที่มันควรอยู่ ซึ่งก็คือชายขอบของสังคม!”

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า กรีซสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาได้ด้วยความยากลำบาก และผ่านพ้นความแตกแยกภายในในอดีตมาได้อย่างเจ็บปวด “ประเทศจะไม่มีวันหันหลังกลับไปสู่วันเวลาเหล่านั้นอีก”

ทั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธลึกลับในกรีซ เพื่อมุ่งเป้าทำลายสัญลักษณ์แห่งอำนาจ หรือทรัพย์สินของนักการเมือง ตำรวจ และบุคคลอื่น ๆ ในแวดวงผู้มีอำนาจ ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยครั้ง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2568 ก็เคยเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณหน้าบ้านพักของประธานสมาคมผู้คุมเรือนจำแห่งกรีซในเมืองเทสซาโลนิกิ โดยตัวเขาไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แต่มีประชาชนอีก 2 รายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเศษกระจกที่แตกกระจาย

และในเดือนมิถุนายน 2567 ตำรวจรายหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันบ้านพักของอธิบดีผู้พิพากษาในกรุงเอเธนส์ ก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีด้วยระเบิดขวด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นักวิทย์เผย สร้างเซลล์ใหม่จากศูนย์สำเร็จเป็นครั้งแรก

นักวิทย์เผย สร้างเซลล์ใหม่จากศูนย์สำเร็จเป็นครั้งแรก

2 ก.ค. 2569 05:35 น.

นักวิทย์เผย สร้างเซลล์ใหม่จากศูนย์สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาสามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาจากศูนย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์

เมื่อ 1 ก.ค. 2569 นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า พวกเขาสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาจากศูนย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยเป็นเซลล์ที่สามารถหาอาหาร เติบโต และจำลองตัวเองได้เหมือนกับเซลล์ตามธรรมชาติ นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์ ซึ่งอาจนำไปสู่ยุคสมัยของสิ่งมีชีวิตที่สามารถผลิตตามสั่งได้

ดร. เคต อดามารา นักชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา พร้อมด้วยทีมงานของเธอ ประกอบเซลล์นี้ขึ้นทีละชิ้นจากส่วนประกอบทางเคมีที่ไม่มีชีวิต แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเพียงเซลล์ต้นแบบที่ยังมีข้อจำกัดและเปราะบาง แต่มันก็สามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงต้นกำเนิดของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น และในอนาคตอาจสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาทางชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดบางประการของโลกได้

เซลล์ที่ประกอบขึ้นใหม่นี้ซึ่ง ดร.อดามาราตั้งชื่อให้ว่า “สปัดเซลล์” (SpudCell) ไม่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง—ไม่ใช่ทั้งพืชและสัตว์—แต่มีความคล้ายคลึงกับแบคทีเรียเซลล์เดียวมากที่สุด

“ฉันรู้รายชื่อส่วนผสมทั้งหมดของเซลล์นี้ ฉันรู้แน่ชัดว่ามีสารเคมีอะไร มีโมเลกุลอะไร ในความเข้มข้นเท่าใด” ดร.อดามารา กล่าว “มันถูกกำหนดโครงสร้างไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่าเราสามารถเข้าไปวิศวกรรม (ดัดแปลง) มันได้”

ทั้งนี้ เซลล์คือสิ่งปลูกสร้างพื้นฐานของชีวิต แต่พวกมันห่างไกลจากคำว่าเรียบง่ายมาก ร่างกายของมนุษย์มีเซลล์อยู่ถึง 37 ล้านล้านเซลล์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเสียอีก และนักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงไม่ทราบแน่ชัดว่าเซลล์แต่ละประเภททำงานอย่างไร หรือมีสิ่งใดบรรจุอยู่ภายในบ้างอย่างครบถ้วน

แต่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วิศวกรรมชีวภาพกับเซลล์ตามธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์ ตัวอย่างที่โด่งดังคือการนำยีนอินซูลินของมนุษย์ไปใส่ในเซลล์แบคทีเรียอีโคไล (E. coli) เพื่อผลิตอินซูลินและนำมาใช้รักษาโรคเบาหวาน

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าเซลล์สังเคราะห์คือพรมแดนขั้นต่อไป โดยพวกมันอาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาโรคมะเร็งรูปแบบใหม่ รวมถึงวิธีใหม่ ๆ ในการกักเก็บคาร์บอนหรือการผลิตสารเคมี

ยูวาล เอลานี รองศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีชีวเคมีจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า เซลล์สังเคราะห์ที่อดามาราและเพื่อนร่วมงานของเธอสร้างขึ้นนั้น ยัง “ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บ” แต่ถือเป็น “หลักไมล์ที่แท้จริงบนเส้นทางไปสู่สิ่งนั้น”

“การสร้างเซลล์ขึ้นมาจากศูนย์หมายความว่า คุณจะไม่ถูกผูกมัดอยู่กับข้อจำกัดและภาระทางวิวัฒนาการของชีววิทยาตามธรรมชาติอีกต่อไป มันเปิดโอกาสความเป็นไปได้ในการออกแบบระบบและตั้งโปรแกรมให้พวกมันทำในสิ่งที่เซลล์สิ่งมีชีวิตทั่วไปอาจจะทำไม่ได้ง่าย ๆ หรือไม่สามารถทำได้เลย” เอลานีกล่าว

“ในมุมมองของผม นี่คือความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในความพยายามอันยาวนานที่จะตอบคำถามที่ว่า สารเคมีจะสามารถถูกจัดระเบียบให้ดำเนินไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนกระทั่งเราสามารถเริ่มเรียกมันว่า “ชีวิต” ได้หรือไม่”

อนึ่ง สาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์สังเคราะห์เป็นคนละส่วนกับการวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์จะนำเซลล์ที่มีอยู่เดิมและได้มาจากทรัพยากรทางชีวภาพ มาทำการตั้งโปรแกรมใหม่และดัดแปลงการทำงานของพวกมัน

อดามาราและเพื่อนร่วมงานของเธอได้เปิดเผยเอกสารทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงรายละเอียดการทำงานของสปัดเซลล์ต่อสาธารณะในวันพุธที่ผ่านมา (1 ก.ค.) แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิก็ตาม (peer-reviewed journal) แต่อดามารากล่าวว่าจะมีการยื่นเรื่องเพื่อขอตีพิมพ์ภายในสัปดาห์นี้

ตามการเปิดเผยของ ดร.อดามารา สปัดเซลล์ประกอบด้วยโมเลกุลประมาณ 150 ถึง 200 โมเลกุล โดยมันสามารถหาอาหาร เติบโต และจำลองตัวเองได้ประมาณ 5 รุ่น ซึ่งถือว่ามีความซับซ้อนน้อยกว่าเซลล์ทางชีวภาพทั่วไปที่มีโมเลกุลอยู่เป็นล้านหรืออาจถึงขั้นหลายพันล้านโมเลกุลเป็นอย่างมาก

“สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอและเปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งในตอนนี้แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากการกินและแบ่งตัวเป็นเซลล์ลูกในบางครั้ง” โดยในแต่ละรุ่นจำเป็นต้องได้รับอาหาร และใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมงในการจำลองตัวเองที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แบคทีเรียอีโคไลจะแบ่งตัวในทุก ๆ 30 นาที

นอกจากนั้น จีโนม (ข้อมูลพันธุกรรม) ของเซลล์สังเคราะห์นี้ก็มีขนาดเล็กกว่าเซลล์ตามธรรมชาติอย่างมาก โดยมีคู่เบสเพียง 90,000 คู่ ในขณะที่จีโนมของแบคทีเรียอีโคไลมีคู่เบสถึง 4.6 ล้านคู่ และแม้ว่ามันจะสามารถจำลองตัวเองได้เหมือนกับเซลล์ตามธรรมชาติ แต่เซลล์สังเคราะห์นี้กลับใช้กลไกที่แตกต่างออกไป

เซลล์ตามธรรมชาติจะใช้โครงร่างตาข่ายของเซลล์ (cytoskeleton) ซึ่งเป็นโครงสร้างค้ำจุนที่สปัดเซลล์ไม่มี ในทางกลับกัน เซลล์สังเคราะห์นี้จะผลิตโปรตีนขึ้นมาเพื่อเข้าไปเบียดเสียดกันหนาแน่นอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ จนแรงดันนั้นบังคับให้มันต้องแยกออกจากกัน

สปัดเซลล์ยังไม่สามารถสร้างไรโบโซม (ribosomes) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเซลล์ตามธรรมชาติในการสร้างโปรตีนได้ด้วยตัวเอง มันจึงต้องอาศัยไรโบโซมของแบคทีเรียอีโคไลที่ได้รับเติมเข้าไปผ่านการให้อาหารแทน

“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” อดามารากล่าว “มันคือโครงร่างพื้นฐานที่เราหวังว่าจะนำไปต่อยอดได้ และนั่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในตอนนี้เราเริ่มมีแนวคิดที่สมเหตุสมผลแล้วว่าจะต่อยอดจากมันอย่างไร”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เยอรมนีสั่งฟ้องชายยูเครน เอี่ยวเหตุวินาศกรรมท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม

เยอรมนีสั่งฟ้องชายยูเครน เอี่ยวเหตุวินาศกรรมท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม

2 ก.ค. 2569 04:44 น.

เยอรมนีสั่งฟ้องชายยูเครน เอี่ยวเหตุวินาศกรรมท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม

เยอรมนีสั่งฟ้องชายชาวยูเครน ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม ใต้ทะเลบอลติกเมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงเต็มไปด้วยปริศนามาจนถึงตอนนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ก.ค. 2569 ว่า อัยการเยอรมนียื่นฟ้องดำเนินคดีกับบุคคลสัญชาติยูเครนรายหนึ่ง ซึ่งได้รับการเปิดเผยชื่อเพียง “เซอร์ฮี เค” (Serhii K) ตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวของเยอรมนี ในข้อหาลอบวางระเบิดท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม (Nord Stream) ใต้ทะเลบอลติกเมื่อปี 2565

รายงานจากสื่อเยอรมนีระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้นำและผู้ประสานงานในปฏิบัติการโจมตีท่อส่งก๊าซดังกล่าว ซึ่งใช้สำหรับขนส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยังเยอรมนี

สื่อท้องถิ่นระบุว่า เขาคือบุคคลคนเดียวกับที่ถูกจับกุมในอิตาลีเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว และถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมายังเยอรมนีเมื่อเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าว และรัฐบาลยูเครนปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนกับเยอรมนี

สำนักกฎหมายเมนาเกอร์ (Menaker) ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของชายชาวยูเครนรายนี้ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ได้มีการส่งมอบคำฟ้องอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางสำนักกฎหมายไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของข้อกล่าวหา

ขณะที่อัยการรัฐบาลกลางเยอรมนียืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) เช่นกันว่า มีการสั่งฟ้องชายคนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุระเบิดดังกล่าวแล้ว

ส่วน DW สื่อสาธารณะของเยอรมนี ซึ่งอ้างอิงรายงานจากสื่อท้องถิ่น ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำทีมผู้ร่วมขบวนการอีก 7 คน ในปฏิบัติการทำลายท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 3 จาก 4 เส้นทาง นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งข้อหาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพลเรือน ตลอดจนข้อหาก่อให้เกิดระเบิดและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้วย

การโจมตีในครั้งนั้นส่งผลให้ก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลทุบสถิติรั่วไหลลงสู่ทะเลบอลติก และทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

หนึ่งเดือนหลังจากที่เขาถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยชาวยูเครนรายที่สองก็ถูกควบคุมตัวที่บ้านพักใกล้กับกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ ตามหมายจับอีกใบที่ออกโดยเยอรมนี

แม้ว่าท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 (Nord Stream 2) จะยังไม่เคยเปิดใช้งานจริงเลยก็ตาม แต่ท่อส่งก๊าซทั้งสองเส้นของนอร์ดสตรีม 1 (Nord Stream 1) เคยเป็นแหล่งจ่ายก๊าซที่มั่นคง โดยมีระยะทางยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร ทอดผ่านทะเลบอลติก จากชายฝั่งรัสเซียไปยังทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยอรมนี

ไม่นานก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เยอรมนีได้ยกเลิกกระบวนการอนุมัติท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีม 2 ซึ่งมี ก๊าซพรอม (Gazprom) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของรัสเซียเป็นเจ้าของ 100% และในอีกไม่กี่เดือนต่อมา รัสเซียก็ได้ปิดการใช้งานนอร์ดสตรีม 1 โดยอ้างว่าเกิดจากปัญหาด้านอุปกรณ์

จากนั้นในวันที่ 26 ก.ย. 2565 ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นหลายครั้ง ส่งผลให้ท่อส่งก๊าซ 3 จาก 4 เส้นทางเสียหายอย่างรุนแรง

อัตลักษณ์ของกลุ่มผู้ก่อวินาศกรรมยังคงเต็มไปด้วยปริศนา โดยฝั่งตะวันตกต่างพุ่งเป้าความสงสัยไปที่ตัวรัสเซียเอง ในขณะที่มอสโกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่เชื่อมโยงว่ามีรัฐบาลหรือประเทศใดอยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คู่รักใจกล้า ปีนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต ก่อนคุกเข่าขอแต่งงาน

คู่รักใจกล้า ปีนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต ก่อนคุกเข่าขอแต่งงาน

2 ก.ค. 2569 02:29 น.

คู่รักใจกล้า ปีนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต ก่อนคุกเข่าขอแต่งงาน

คู่รักสวมหน้ากากคู่หนึ่ง ปีนยอดเสาตึกเอ็มไพร์สเตต ชูป้ายสนับสนุนความรักและสันติภาพ จากนั้นฝ่ายชายก็ขอฝ่ายหญิงแต่งงาน ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกตำรวจนิวยอร์กควบคุมตัว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ว่า คู่รักสวมหน้ากากสีดำคู่หนึ่งปีนยอดเสาอากาศของตึกเอ็มไพร์สเตต ในนครนิวยอร์ก พร้อมกับคลี่แผ่นผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความระบุว่า “เมื่ออำนาจแห่งความรักเอาชนะความรักในอำนาจ โลกจึงจะพบกับสันติสุข”

หลังจากที่ทั้งคู่ไต่ลงมายังแท่นขนาดเล็กซึ่งเป็นจุดชมวิวบนเสาอากาศ ฝ่ายชายก็คุกเข่าลงในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นการขอแต่งงานพร้อมกับยื่นแหวนให้ฝ่ายหญิง จากนั้นทั้งสองก็จูบกันก่อนที่จะปีนกลับลงมาด้านล่างต่อ

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) เปิดเผยกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า บุคคลทั้งสองถูกควบคุมตัวไว้แล้ว โดยพวกเขาอยู่บนยอดตึกที่มีความสูง 1,454 ฟุต (443 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที

ด้านโฆษกของตึกเอ็มไพร์สเตตกล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต” นี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อผู้เช่า ผู้อยู่อาศัย หรือแขกที่มาเยือนบริเวณจุดชมวิวที่อยู่ต่ำกว่ายอดเสาอากาศลงมาเพียงเล็กน้อย

“เราอยากจะเน้นย้ำว่า จุดชมวิวของตึกเอ็มไพร์สเตต ซึ่งอยู่บนยอดตึกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกใจกลางนครนิวยอร์กแห่งนี้ มีวิธีที่ทำได้จริงและพร้อมให้บริการสำหรับการขอแต่งงานที่ตราตรึงใจที่สุดอยู่แล้ว” โฆษกกล่าวในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

2 ก.ค. 2569 00:49 น.

อิสราเอลประกาศ กองทัพจะอยู่ในเลบานอน-ซีเรีย-กาซา อย่างไม่มีกำหนด

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลยืนยันว่า กองทัพจะประจำการในเลบานอน, ซีเรีย และฉนวนกาซาต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเป็นอื่น อ้างว่าเพื่อปกป้องชุมชนชาวอิสราเอล

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลออกมากล่าวว่า กองทัพของอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า “เขตความมั่นคง” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเลบานอน, ซีเรีย และฉนวนกาซาต่อไป “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง”

“กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะยังคงอยู่ในเขตความมั่นคงในเลบานอน ซีเรีย และฉนวนกาซาจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อปกป้องผู้อยู่อาศัยและชุมชนต่าง ๆ ของอิสราเอลจากผู้ก่อการร้ายญิฮาด” นายคัตซ์กล่าวในงานพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอิสราเอลที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเลบานอนเมื่อปี 2549

“เราจะไม่ถอนกำลังออกจากเขตความมั่นคงเหล่านี้”

นอกจากนั้น นายคัตซ์ยังได้ย้ำคำเตือนที่ส่งถึงอิหร่านก่อนหน้านี้ว่า อิสราเอลโจมตีอิหร่านด้วยกำลังทั้งหมดที่มี หากเตหะรานโจมตีอิสราเอลเนื่องจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอน

ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนเพิ่งลงนามในข้อตกลงกรอบการทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อปูทางสู่สันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศและปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิสราเอล รวมถึงนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ปฏิเสธเรื่องการถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนมาตลอด โดยยืนกรานว่า การถอนทหารใด ๆ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทั่วทั้งเลบานอนถูกปลดอาวุธแล้วเท่านั้น

นอกจากในเลบานอนแล้ว อิสราเอลยังได้ส่งกำลังบุกรุกและทิ้งระเบิดในซีเรียอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการของ บาชาร์ อัล-อัสซาด ถูกโค่นล้ม โดยอิสราเอลระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งเขตปลอดทหารทางตอนใต้ของซีเรีย

ส่วนในฉนวนกาซา ซึ่งอยู่ในภาวะสงครามกับอิสราเอลมานานเกือบ 3 ปีแล้ว ถูกกองกำลังของอิสราเอลเข้าควบคุมพื้นที่ไปราว 70% ของดินแดนทั้งหมด โดยกลุ่มฮามาสในกาซากับอิสราเอล ต่างกล่าวหากันไปมาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ที่บังคับใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

1 ก.ค. 2569 23:35 น.

เม็กซิโกดับ 3 ศพ ฝูงชนมหาศาลร่วมฉลองทีมชาติเข้ารอบบอลโลก

ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทีมชาติเม็กซิโกในศึกฟุตบอลโลก ทำให้ประชาชนนับล้านออกมาเฉลิมฉลองในเมืองหลวง และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศเม็กซิโกเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ 2 ราย หลังจากฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลลงสู่ท้องถนนในกรุงเม็กซิโกซิตี เพื่อเฉลิมฉลองที่ทีมชาติเม็กซิโกเอาชนะเอกวาดอร์ไปได้ 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทีมแพทย์ฉุกเฉินได้เข้าปฐมพยาบาลผู้หมดสติ 3 รายในจุดที่ต่างกันบริเวณถนน “ปาเซโอ เด ลา เรฟอร์มา” (Paseo de la Reforma) ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยทั้ง 3 คนซึ่งประกอบด้วย วัยรุ่นหญิงอายุ 19 ปี, หญิงอายุ 48 ปี และชายอายุ 44 ปี เสียชีวิตในเวลาต่อมาจากการขาดอากาศหายใจ

รัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนออกมาบนท้องถนน โดยส่วนใหญ่รวมตัวกันรอบ ๆ อนุสาวรีย์เทวทูตแห่งอิสรภาพ ในย่านใจกลางกรุง เพื่อร่วมฉลองการผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกของประเทศนับตั้งแต่ปี 2529 หรือในรอบ 40 ปี

คลารา บรูกาดา นายกเทศมนตรีกรุงเม็กซิโกซิตี แถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างที่สุด ต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

นางบรูกาดายังกระตุ้นเตือนให้แฟนบอล “เฉลิมฉลองด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ”

ทั้งนี้ มีประชากรมากกว่า 20 ล้านคนอาศัยอยู่ในเขตมหานครเม็กซิโกซิตี ซึ่งทำให้เมืองแห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก

ชัยชนะของเม็กซิโกจุดชนวนให้เกิดการเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่งทั้งบริเวณสนาม “เอสตาดิโอ อัซเตกา” (Estadio Azteca) และในหลายพื้นที่ของเมืองหลวง โดยยังคงมีการจุดพลุฉลองให้เห็นอีกเป็นเวลานานหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดยาวหมดเวลาการแข่งขัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

1 ก.ค. 2569 22:39 น.

ไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในแอนต์เวิร์ป ดับแล้ว 6 ศพ เจ็บอีกหลายราย

เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองแอนต์เวิร์ปของเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ตำรวจเบลเยียมเปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารห้องชุดสูง 10 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองแอนต์เวิร์ป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ผู้ประสบภัยบางคนถึงขั้นต้องปีนระเบียงเพื่อหนีเอาชีวิตรอด

เพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มขึ้นก่อนเวลา 10.00 น.ของวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากชั้น 8 ของอาคารในย่าน ลิงเกอรูเวอร์ (Linkeroever) ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพ ชายคนหนึ่งกำลังปีนจากระเบียงห้องของตัวเองผ่านหน้าต่างห้องข้างเคียงเพื่อหนีกลุ่มควัน

ตำรวจระบุว่า มีผู้พักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มากกว่า 200 คน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้อพยพผู้คนออกจากห้องพักในอาคารแล้ว 80 ห้อง พร้อมชี้แจงว่าเพลิงไหม้ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากปัญหาทางเทคนิคที่บริเวณชั้นล่าง แต่ไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

“เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากที่ย่านลิงเกอรูเวอร์” คิม บาสเตียนส์ โฆษกหญิงของสำนักงานตำรวจท้องถิ่นบอกกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเบลเยียม พร้อมเสริมว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านเกิร์ต เดอวูล์ฟ ผู้อยู่อาศัยในอาคาร เล่าให้สถานีโทรทัศน์ VRT ฟังว่า กลุ่มควันหนาทึบทำให้พวกเขาไม่สามารถออกจากห้องได้ “พวกเราขังตัวเองไว้ในห้องและออกไปรอที่ระเบียง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ใช้บันไดเข้ามาช่วยพวกเราลงมาจากระเบียง”

ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า พวกเขาต้องเดินตรวจค้นแบบห้องต่อห้องเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายใน พร้อมอธิบายว่าควันไฟได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งอาคาร ทำให้การอพยพประชาชนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

ชายอีกคนหนึ่งกล่าวว่า พ่อตาแม่ยายของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ็อบ คูลส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอนต์เวิร์ป ได้รับการอพยพออกจากอาคารสำเร็จและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดในช่วงบ่าย ขณะที่ มารี เดอ เคลริก โฆษกหญิงของหน่วยดับเพลิงแอนต์เวิร์ป กล่าวว่า นี่เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และควันหนาทึบภายในอาคารทำให้อุปสรรคในการดับไฟเพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

1 ก.ค. 2569 21:46 น.

ทรัมป์แก้ต่าง ปมรายได้จากคริปโตพุ่ง โว ใครๆ ก็มีกำไรกันทั้งนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแก้ต่างให้ตัวเอง กรณีมีรายได้จากเงินคริปโตมหาศาลจนถูกครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยระบุว่า เขาไม่ได้ยุ่งกับเงินส่วนตัวของตัวเองเลย และย้ำว่าทุกคนต่างก็มีกำไรกันทั้งนั้น

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแก้ต่างกรณีที่มีรายงานข่าวว่า เขากวาดรายได้จากธุรกิจเงินคริปโตของครอบครัวมากถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อมกราคมปีก่อน เกิดกระแสจับตาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

“คุณก็รู้ว่าทำไมผมถึงได้กำไร ก็เพราะตลาดหุ้นมันกำลังขึ้นไงล่ะ ทุกคนต่างก็มีกำไรทั้งนั้น” ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวขณะเตรียมออกเดินทางเที่ยวบินแรกด้วยเครื่องบิน แอร์ฟอร์ซวัน ลำใหม่ที่ประเทศกาตาร์ให้เป็นของขวัญ

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ประธานาธิบดีมหาเศรษฐีรายนี้กล่าวว่า รายได้ของเขาถูกจัดเก็บไว้ในกองทุนทรัสต์ที่ให้บุคคลอื่นเป็นผู้ดูแลโดยอิสระ (Blind Trusts) เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่สามารถทำตามที่ถูกกล่าวหาได้

“ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเงินส่วนตัวของผมเลย เรามีกองทุนที่คอยบริหารจัดการเงินให้ผมอยู่” ทรัมป์กล่าว “ผมทำเงินได้มากมายตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว และพวกเขาก็นำเงินของผมไปลงทุน โดยที่ผมไม่ได้พูดคุยกับพวกเขาเลย”

“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าอาชีพในแวดวงการเมืองหรือธุรกิจของผมอันไหนมันดีกว่ากัน แต่ผมมีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมในโลกธุรกิจ และคุณก็รู้ คุณเห็นเม็ดเงินนั้นแล้ว และคุณก็รายงานข่าวเรื่องต่าง ๆ ไป” เขากล่าว “ดังนั้นเราทุกคนต่างก็ได้รับผลประโยชน์กันทั้งนั้น ผมมีกำไรก็เพราะผมมีเงินเยอะและมีเงินสดจำนวนมาก”

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าความมั่งคั่งของเขานั้นมาจากอาชีพการงานในอดีต แม้ว่าในความเป็นจริง รายได้ดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจเงินคริปโตที่เปิดตัวไม่นานก่อนที่เขาจะกลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาวก็ตาม

สำนักงานจริยธรรมแห่งรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจาก “เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล” (World Liberty Financial) ธุรกิจคริปโตที่ทรัมป์ร่วมก่อตั้งกับลูกชายของตนเองและลูกชายของ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,250 ล้านบาท

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีรายได้อีก 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,640 ล้านบาท จากการจำหน่ายเหรียญมีม “$TRUMP” ที่เปิดตัวไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2

รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของทรัมป์ แซงหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นรากฐานความมั่งคั่งของครอบครัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna