สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ “2 ห้อง” สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ "2 ห้อง" สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

2 ก.ค. 2569 15:03 น.

สส.หญิงญี่ปุ่นยื่นร้องเรียนสำเร็จ ได้ห้องน้ำเพิ่มแค่ “2 ห้อง” สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศในสภา

รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติเพิ่มห้องน้ำหญิงในสภาอีกเพียง 2 ห้อง หลังกลุ่ม สส.หญิง 58 คน รวมใจยื่นฎีการ้องเรียนเหตุต้องยืนต่อคิวยาวเหยียดก่อนเปิดประชุม เผยอาคารรัฐสภาเก่าแก่สร้างตั้งแต่ยุคที่ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ชี้สะท้อนปัญหาความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงการเมืองญี่ปุ่นที่ยังคงล้าหลังในระดับโลก

โฆษกหญิงของสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า รัฐสภาญี่ปุ่นเตรียมดำเนินการขยายห้องน้ำหญิงถัดจากห้องประชุมใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 2 ห้อง จากเดิมที่มีเพียง 2 ห้อง ให้เพิ่มเป็น 4 ห้อง โดยจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังจากสิ้นสุดการประชุมสภาในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ ทางการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนเพิ่มห้องน้ำหญิงในชั้นอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่ม สส.หญิงจากหลากหลายพรรคการเมืองจำนวน 58 คน ได้ร่วมกันลงนามในหนังสือร้องเรียนยื่นต่อคณะกรรมการกฎระเบียบและการบริหารสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับจำนวน สส.หญิงที่เพิ่มขึ้น

ยาซูโกะ โคมิยามา สส.หญิงจากพรรคฮิคเค็น (Constitutional Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงนาม เปิดเผยถึงความยากลำบากว่า “ก่อนที่การประชุมสภาจะเริ่มต้นขึ้น มี สส.หญิงจำนวนมากต้องมายืนต่อแถวคิวยาวเหยียดอยู่หน้าห้องน้ำทุกครั้ง”

ด้าน ฮิเดโกะ นิชิโอกะ ซึ่งเป็นสตรีเพียงคนเดียวในคณะกรรมการสภาที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติการขยายห้องน้ำครั้งนี้ กล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า เธอซาบซึ้งและยินดีกับความคืบหน้าในครั้งนี้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่มันจะช่วยบรรเทาปัญหาความขาดแคลนห้องน้ำหญิงให้กับทั้งตัว สส.หญิง รวมถึงเจ้าหน้าที่สภาและเลขานุการได้เช่นกัน

หนังสือพิมพ์โยมิอุริ ชิมบุน รายงานว่า อาคารสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีห้องน้ำชายทั้งหมด 12 จุด รวมห้องน้ำย่อย 67 ห้อง ในขณะที่มีห้องน้ำหญิงเพียง 9 จุด และมีห้องน้ำย่อยรวมกันเพียง 22 ห้องเท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างนี้มีที่มาจากประวัติศาสตร์ เนื่องจากอาคารรัฐสภาญี่ปุ่นสร้างเสร็จสิ้นในปี 1936 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นจะได้รับสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งเกือบ 1 ทศวรรษ โดยผู้หญิงญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์เลือกตั้งในเดือนธันวาคม 1945 หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ตัวอาคารจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ชายเป็นหลักตั้งแต่แรก

แม้ว่าในกลุ่มผู้ลงนามเรียกร้องครั้งนี้จะมีนักการเมืองหญิงระดับแถวหน้าอย่าง ซานาเอะ ทากาอิจิ (นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย แต่สถานการณ์ความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงการเมืองของญี่ปุ่นยังคงวิกฤต

ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้หญิงที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียง 68 คน จากเก้าอี้ทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ประกาศว่าต้องการเห็นผู้หญิงครองที่นั่งในสภาอย่างน้อยร้อยละ 30

นอกจากนี้ ยูเอ็นและรายงานช่องว่างทางเพศระดับโลก  โดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เมื่อปีที่ผ่านมา จัดอันดับความเท่าเทียมทางเพศของญี่ปุ่นให้อยู่ในอันดับที่ 118 จาก 148 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงแต่ในทางการเมืองเท่านั้น แต่ผู้หญิงญี่ปุ่นยังขาดการยอมรับและมีสัดส่วนที่น้อยมากในภาคธุรกิจและสื่อสารมวลชน

นอกจากนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งหญิงในญี่ปุ่นหลายคนยังเปิดเผยว่า ในช่วงหาเสียงพวกเธอ มักจะต้องเผชิญกับการพูดจาเสียดสีและเหยียดเพศอยู่บ่อยครั้ง โดยมักจะโดนวิจารณ์จากสังคมและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางกลุ่มว่า “ผู้หญิงควรจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกมากกว่าจะมาเล่นการเมือง” วิกฤตห้องน้ำในสภาครั้งนี้จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึงโครงสร้างทางสังคมของญี่ปุ่นที่ยังคงยึดติดกับบทบาททางเพศแบบเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น.

ที่มา AFP / Yahoo!ニュース

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน "แอร์ฟอร์ซวัน" 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

2 ก.ค. 2569 13:12 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” 1.3 หมื่นล้าน ของขวัญสุดอื้อฉาวจากกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเดิมนั่งเครื่องบิน “แอร์ฟอร์ซวัน” ลำใหม่ “โบอิ้ง 747-800” มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 13,300 ล้านบาท) ที่รัฐบาลกาตาร์มอบให้เป็นของขวัญ ประเดิมเที่ยวบินแรกมุ่งสู่รัฐนอร์ทดาโคตา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสองพรรคเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เริ่มออกเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ด้วยเครื่องบินประจำตำแหน่ง “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำใหม่ ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องบิน โบอิ้ง 747-800 มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13,300 ล้านบาท ที่ได้รับมอบเป็นของขวัญจากรัฐบาลกาตาร์ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้สะท้อนตัวตนของทรัมป์อย่างชัดเจน

แอร์ฟอร์ซวันลำใหม่นี้ ได้สลัดโทนสีฟ้าอ่อนแบบดั้งเดิมที่ใช้มานานเพื่อพรางตาบนท้องฟ้าออกไป โดยเปลี่ยนมาใช้โทนสีโปรดของทรัมป์ คือ ตัวเครื่องส่วนล่างสีน้ำเงินกรมท่า คาดด้วยแถบสีแดงและสีทอง ภายในตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับที่ทรัมป์เชื่อว่าคู่ควรกับคณะผู้ติดตามของผู้นำประเทศ ประกอบด้วย พรมเนื้อนุ่ม, เบาะที่นั่งปรับนอนราบ, การตกแต่งด้วยแผงไม้หรูหรา และมีการปั๊มตราสัญลักษณ์ประธานาธิบดีลงบนเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

“มันมีสองทางเลือก คุณจะทำแบบเงียบๆ โลว์โปรไฟล์ หรือคุณจะแสดงมันออกมาให้โลกเห็น” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยความภาคภูมิใจ “นี่น่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา  พูดตรงๆ นะ สหรัฐฯ สร้างเครื่องบินแบบนี้เองไม่ได้หรอก เพราะเราคงไม่พร้อมจะทุ่มเงินมหาศาลขนาดนั้น แต่กาตาร์เขาจ่ายแบบจัดเต็ม”

เครื่องบินที่กาตาร์มอบให้ลำนี้ เดิมทีเป็นเครื่องบินที่ทางการกาตาร์พยายามประกาศขายแต่ขายไม่ออก ทรัมป์จึงนำมาใช้เป็นเครื่องบิน “เชื่อมต่อ” ชั่วคราว แทนเครื่องบินโบอิ้ง 747-200 ลำเดิมที่ใช้งานในยุคสงครามเย็นมานานถึง 36 ปี เนื่องจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่สั่งต่ออย่างเป็นทางการ 2 ลำ เกิดความล่าช้ากว่ากำหนดและคาดว่าจะส่งมอบได้เร็วที่สุดในปี 2027 และ 2028 โดยงบประมาณบานปลายจาก 3,700 ล้านดอลลาร์ เป็น 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่า การดัดแปลงเครื่องบินจากกาตาร์ลำนี้ใช้เงินไปไม่ถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่บางแหล่งข่าวคาดว่ามูลค่าการแปลงโฉมรวมอาจสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเน้นไปที่ความพร้อมในการปฏิบัติงานมากกว่ารูปลักษณ์ ทำให้โครงสร้างห้องโดยสารภายในเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม จากภาพถ่ายที่มีการวิเคราะห์โดยสำนักข่าวเอพี พบว่า เครื่องบินลำนี้ไม่ได้ติดตั้งระบบตรวจจับขีปนาวุธและระบบต่อต้านการโจมตีทางอากาศ เหมือนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำเดิม ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพอากาศยอมรับว่าจงใจตัดการดัดแปลงทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนบางอย่างออกไป เช่น ไม่ได้ขยายขนาดประตูเครื่องบิน และไม่มีบันไดในตัวเครื่อง

เจอเรไมอาห์ เกิร์ตเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Teal Group บริษัทที่ปรึกษาด้านการบินและความมั่นคง ระบุว่า การขาดหายไปของระบบป้องกันภัยและเสาอากาศสื่อสารที่มีจำนวนน้อยลง ชี้ชัดว่าแอร์ฟอร์ซวันลำนี้เหมาะสำหรับใช้บิน “ภายในประเทศเท่านั้น” เกิร์ตเลอร์ กล่าวว่า “ถ้าคุณต้องเดินทางไกล คุณย่อมเลือกใช้รถคันใหญ่ที่หรูหราและปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าคุณแค่ขับวนรอบเมือง คุณก็อาจจะยอมลดสเปกลงมา ซึ่งเครื่องบินลำนี้ดูเหมือนจะเป็นรุ่นที่ใช้เฉพาะในประเทศ” 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์เผยว่าเขามีแผนจะใช้เครื่องบินลำนี้เดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ที่ประเทศตุรกีในสัปดาห์หน้า ซึ่งขัดแย้งกับข้อจำกัดด้านความมั่นคงดังกล่าว

การรับของขวัญมูลค่ามหาศาลจากประเทศอำนาจในตะวันออกกลางครั้งนี้ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและเกิดความขัดแย้งจากทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตตราหน้าเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “นิยามของคอร์รัปชัน” และแสดงความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต่อต้านยังชี้ว่า งบประมาณที่สูญเสียไปกับการดัดแปลงเครื่องบินลำนี้ ควรถ่ายโอนไปสนับสนุนโครงการ “เซนทิเนล” (Sentinel) ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงขีปนาวุธข้ามทวีปของสหรัฐฯ ที่กำลังล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายปี อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าการรับบริจาคครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องทุกประการ และทรัมป์ยังอ้างว่าช่วยประหยัดเงินภาษีประชาชนได้เป็นจำนวนมาก พร้อมเผยว่าในอนาคตเครื่องบินลำนี้จะถูกนำไปจัดแสดงในหอสมุดประธานาธิบดีของเขา

ตามปกติแล้ว ผู้สื่อข่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพภายในเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันหากประธานาธิบดีไม่ได้อยู่ด้วย แต่ในเที่ยวบินแรกเมื่อวันพุธ บรรดาทีมงานของทรัมป์ต่างพากันแชร์ภาพถ่ายภายในเครื่องลงบนโซเชียลมีเดีย

สตีเวน ชอง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว ได้โพสต์ภาพคณะที่ปรึกษานั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมวงกลมขนาดใหญ่บนเก้าอี้หนังระดับกัปตัน ขณะที่ โมนิกา ครอว์ลีย์ หัวหน้าฝ่ายพิธีการทูตสหรัฐฯ โพสต์ภาพตนนั่งอยู่บนโซฟาหนังหรูหรา ขนาบข้างด้วยหมอนอิงแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีฉากหลังเป็นภาพจำลองของอนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน ที่ใส่กรอบอย่างสวยงามติดอยู่บนผนัง

สำหรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้ เครื่องบินได้พาทรัมป์มุ่งหน้าไปยังรัฐนอร์ทดาโคตา เพื่อเยี่ยมชม “หอสมุดประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์”  ซึ่งทรัมป์ถือเป็นแขกอย่างเป็นทางการคนแรกที่ได้เข้าเยี่ยมชม ก่อนที่หอสมุดดังกล่าวจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการในช่วงเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี.

ที่มา Associated Press / Guardian

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

2 ก.ค. 2569 12:37 น.

สหรัฐฯ เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงรับวันชาติ-ฟุตบอลโลก คาดอุณหภูมิทะลุ 46 องศาฯ

สหรัฐฯ และแคนาดาเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง ดันดัชนีความร้อนพุ่งสูงถึงประมาณ 46.1 องศาเซลเซียส ประชาชนกว่า 250 ล้านคนตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย กระทบแผนฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี และอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันฟุตบอลโลก ชี้เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเร็วผิดปกติเช่นเดียวกับในยุโรป

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนภัยสภาพอากาศร้อนจัดขั้นรุนแรง ครอบคลุมประชากรราว 120 ล้านคน ก่อนที่มวลความร้อนจะแผ่ขยายวงกว้างนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ประชากรราว 250 ล้านคน หรือค่อนประเทศ ตั้งแต่แถบมิดเวสต์ ลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ไปจนถึงชายฝั่งตะวันออก ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เป็นอันตราย

ปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” ซึ่งเกิดจากระบบความกดอากาศสูงกักเก็บความร้อนและความชื้นเอาไว้ในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิปกติพุ่งสูงถึง 35–40.5 องศาเซลเซียส แต่เมื่อรวมกับความชื้นสะสมสูง จะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ถึง “ดัชนีความร้อน” หรืออุณหภูมิความรู้สึกจริง สูงถึง37.8–46.1 องศาเซลเซียส ซึ่งคาดว่าจะทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดรายวันในหลายพื้นที่

วิกฤตความร้อนครั้งนี้มาเยือนตรงกับช่วงวันหยุดยาวเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี ซึ่งมีกำหนดการจัดพาเหรด การแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง และการล่องเรือประจำปี เมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก, บอสตัน และฟิลาเดลเฟีย ต่างได้รับคำเตือนให้ระวังอันตราย

นายโซห์ราน มามดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ได้ประกาศแผนฉุกเฉินรับมือภัยร้อน โดยสั่งเปิด “ศูนย์คลายร้อน” หลายร้อยแห่งทั่วเมือง รวมถึงที่อาคารนิทรรศการจาวิตส์เซนเตอร์  และการส่งรถตู้เคลื่อนที่นำน้ำดื่ม สารเกลือแร่ และครีมกันแดดไปแจกจ่ายแก่ผู้พิการและคนไร้บ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ทางการได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการในย่าน “ไทม์สแควร์” ลดความสว่างของป้ายโฆษณาบิลบอร์ดลง และขอความร่วมมือให้ร้านค้าตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 25.5 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันระบบสายส่งกระแสไฟฟ้าขัดข้อง 

สภาพอากาศที่ร้อนระอุในครั้งนี้ ยังสร้างความกังวลให้กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก  ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยสมาคมนักฟุตบอลอาชีพโลก ระบุว่า ดัชนีความร้อนในบางแมตช์พุ่งสูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของนักกีฬา โดยที่รัฐเท็กซัส อุณหภูมิพุ่งสูงที่สุดในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแฟนบอลที่ต้องเดินทางเข้า-ออกสนามแข่งขันที่มีระบบปรับอากาศในเมืองฮิวสตันและอาร์ลิงตัน

ส่วนที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย แฟนบอลและนักกีฬาในแมตช์ระหว่าง ทีมชาติอังกฤษ พบ ทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ต้องเผชิญอากาศที่ร้อนจัดเช่นกัน และที่นครโตรอนโต ของแคนาดา ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้มในรัฐออนแทรีโอ โดยในวันพฤหัสบดีนี้โตรอนโตมีคิวเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งคาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งสูงถึง 35-37 องศาเซลเซียส

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า เมืองใหญ่ที่มีสิ่งปลูกสร้างเป็นคอนกรีต ยางมะตอย และเหล็กกล้า จะทำหน้าที่ดูดซับและกักเก็บความร้อน  ทำให้ผู้พักอาศัยรู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่รายงานบนหน้าจอโทรศัพท์

ประชาชนในพื้นที่ต่างปรับตัวและได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ดานา โรเบลส ผู้อาศัยในเมืองบราวน์สวิลล์ รัฐเท็กซัส เล่าด้วยความกังวลว่า ค่าไฟในเดือนนี้อาจพุ่งสูงเกิน 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10,000 บาท) ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าเช่าบ้าน และเธอยังกลัวว่าหากเกิดไฟดับ อาหารในตู้เย็นจะเน่าเสียทั้งหมด ขณะที่เอมี คาสปาร์ นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในชิคาโก กล่าวเปรียบเทียบว่า “สภาพอากาศตอนนี้เมื่อรวมกับลมพัด มันรู้สึกเหมือนเรากำลังยืนอยู่ข้างหลังท่อไอเสียของรถบัสตลอดเวลา”

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยืนยันว่า คลื่นความร้อนที่รุนแรงและมาเร็วขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้ชัดเจนที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุโรปตะวันตกก่อนหน้านี้ ซึ่งหากไม่มีภาวะโลกร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในลักษณะนี้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้.

ที่มา BBC / Associated Press / Reuters

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

2 ก.ค. 2569 12:13 น.

ไปรษณีย์ญี่ปุ่นป่วน หนุ่มต่างชาติมือลั่นพ่นสเปรย์กันหมีฟุ้ง หาม 5 คนส่ง รพ.

เกิดเหตุระทึกในที่ทำการไปรษณีย์แห่งหนึ่งใจกลางประเทศญี่ปุ่น เมื่อชายชาวต่างชาติกดพ่นสเปรย์กันหมีโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบ 8 คน และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 5 คน

เกิดเหตุความปั่นป่วน ในที่ทำการไปรษณีย์ใจกลางประเทศญี่ปุ่น หลังชายชาวต่างชาติที่เข้าไปใช้บริการมือลั่นไปโดนที่ฉีดพ่นสเปรย์กันหมี จนทำให้สารเคมีฟุ้งไปทั่วบริเวณ  ท่ามกลางผู้ที่เข้าไปใช้บริการจำนวนมาก

โดยนายเรียวเฮ อาซาโนะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า ผู้ได้รับผลกระทบมีอาการไม่สบายจากการสูดดมละอองสเปรย์ แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการรุนแรง

รายงานระบุว่าชายชาวต่างชาติ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ ได้กล่าวขอโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยืนยันว่าการฉีดสเปรย์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่จะมีการสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป

สเปรย์กันหมีเป็นสารป้องกันตัวที่มีส่วนผสมของสารแคปไซซินความเข้มข้นสูง ใช้สำหรับป้องกันการถูกหมีทำร้าย โดยสามารถก่อให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก ระคายเคืองผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากสัมผัสหรือสูดดมเข้าไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาหมีป่าออกมาทำร้ายประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้วอย่างน้อย 5 คน และเมื่อสัปดาห์นี้ ทางการกำลังตรวจสอบผู้เสียชีวิตอีกราย หลังพบศพชายคนหนึ่งมีร่องรอยถูกกัดในพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของประเทศ

ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นยังระบุว่า ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของปีนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุหมีทำร้ายมากกว่า 2 คนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปีงบประมาณ 2560

นักวิทยาศาสตร์มองว่า สาเหตุหลักมาจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับจำนวนประชาชนในพื้นที่ชนบทที่ลดลง ทำให้หมีออกหากินใกล้ชุมชนมากขึ้น และเริ่มรุกล้ำเข้าสู่เขตเมืองบ่อยครั้ง

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ พรานล่าสัตว์ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายสิบคน ต้องใช้เวลาถึง 4 วัน จึงสามารถจับหมีที่หลงเข้ามาในเมืองอุตสึโนะมิยะ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวได้ ส่งผลให้โรงเรียนหลายแห่งต้องประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา : channelnewsasia

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

2 ก.ค. 2569 12:04 น.

ต้นทางเฮโรอีนแอร์สาว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ จับที่รางน้ำไม่เกี่ยว

ป.ป.ส. ขยายผล กรณี “แอร์สาวขนเฮโรอีน” ค้นเครือข่ายยาเสพติด ยันทราบต้นทางแล้ว มาจากต่างประเทศ ใช้ไทยเป็นจุดบรรจุ ส่วนคดีจับที่รางน้ำ เป็นเพียงคดีทั่วไป ไม่เกี่ยวกับ “มีนา” 

วันที่ 2 ก.ค. 69 น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ในฐานะโฆษก ป.ป.ส.เปิดเผยว่า เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ค.69 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศ และจากการตรวจค้นพบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดที่มีต้นตอมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีแอร์สาวหรือไม่นั้น เบื้องต้นพบว่ามีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง จึงขอเวลาช่วงเช้าวันนี้ให้เจ้าหน้าที่ชุดทำงานได้รวบรวมผลการตรวจค้นทั้งหมดมาตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนจะแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการจับกุมกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นคนขับรถยนต์เก๋ง หรือผู้เกี่ยวข้องในซอยรางน้ำช่วงกลางดึกวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.อารีภักดิ์ กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นเพียงคดีทั่วไปตามพฤติการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีของ น.ส.มีนา โดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. กำลังเร่งขยายผลขบวนการนี้ในอีกหลายส่วน ขอให้รออีกหน่อย คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้จะมีความชัดเจน ตามที่เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีรถยนต์ต้องสงสัย ที่อาจเกี่ยวข้องกับการขนส่งพัสดุยาเสพติดเฮโรอีนนั้น มั่นใจว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีกล้องวงจรปิด จำนวนมาก แม้เจ้าตัวจะไม่เข้ามารายงานตัว เจ้าหน้าที่ก็สามารถติดตามตัวมาสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้อย่างแน่นอน

สำหรับเป้าหมายสำคัญของการขยายผลภายใน 1-2 วันนี้ คือ การตัดวงจรและหาเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากประเทศไทยไปยังประเทศปลายทางออสเตรเลีย โดยพฤติการณ์ของเครือข่ายนี้จะมีกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น “นักบิน” หรือคนวิ่งของคอยลำเลียงยาเสพติดมาพักไว้ ก่อนส่งออกนอกประเทศ ขณะนี้ ป.ป.ส. ทราบข้อมูลและเส้นทางบางส่วนแล้ว รวมทั้งทราบตัวกลุ่มผู้ร่วมขบวนการและผู้รับปลายทางในออสเตรเลีย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะนำไปต่อจิ๊กซอว์ร่วมกับทางการออสเตรเลียต่อไป 

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด น.ส.มีนา จึงหลงเชื่อและไว้วางใจเพจเฟซบุ๊ก “Rose Rose” จนยอมรับหิ้วกระเป๋าเดินทางข้ามประเทศ ทั้งที่มีกฎเหล็กห้ามลูกเรือรับหิ้วของโดยเด็ดขาด ประเด็นนี้เราเองก็ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอด เนื่องจากสินค้าที่ส่งมา ไม่มีการระบุที่มาของเจ้าของอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุดคือตัว น.ส.มีนา โดยขณะนี้ทางการออสเตรเลียกำลังอยู่ระหว่างสรุปและรวบรวมคำให้การส่งมาให้ ป.ป.ส. เช่นกัน

ขณะนี้ ป.ป.ส. ทราบแหล่งที่มาของขบวนการยาเสพติดและกระเป๋าผ้าที่เกี่ยวข้องกับคดีของแอร์สาวแล้ว แต่อยู่ระหว่างปฏิบัติการเชิงลึก จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ โดยยืนยันได้เพียงว่า ทราบต้นทางของยาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่แอร์สาวนำมาแล้ว ซึ่งมีต้นทางมาจากต่างประเทศอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นพื้นที่ใดนั้น อยู่ระหว่างไล่เส้นทาง เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดใช้เส้นทางลำเลียงหลัก 3 เส้นทาง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจ.กาญจนบุรี เพราะประเทศไทยไม่มีแหล่งผลิตยาเสพติดประเภทนี้ แต่ขบวนการมักใช้ประเทศไทยเป็นจุดบรรจุและเปลี่ยนพัสดุภัณฑ์ ก่อนส่งต่อไปถึงมือของ น.ส.มีนา ส่วนความชัดเจนเกี่ยวกับพัสดุที่ถูกนำมาส่ง และการแชตพูดคุยกับผู้ว่าจ้างนั้น ยืนยันว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของนิติบุคคล พบว่าพัสดุต้องสงสัยถูกนำมาส่งเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ขณะที่แอร์สาวมีการแชตพูดคุยกับผู้ว่าจ้างมาตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.เป็นการพูดคุยต่อเนื่อง ก่อนจะตกลงทำธุรกิจร่วมกัน และนัดให้นำพัสดุมาส่งในวันที่ 22 มิ.ย.นอกจากนี้ คาดว่าทางแอร์สาวน่าจะมีความสับสนเรื่องวัน และแอร์สาวให้การกับทางการออสเตรเลียว่าเป็นการรับงานลักษณะนี้เป็นครั้งแรก แต่จากข้อมูลพบว่าการเดินทางเข้า-ออกประเทศออสเตรเลียครั้งล่าสุด นับเป็นครั้งที่ 14 จึงต้องตรวจสอบว่าคำให้การดังกล่าวสอดคล้องกับพยานหลักฐานหรือไม่

นิวยอร์กเตรียมรับ “วิวาห์แห่งปี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

นิวยอร์กเตรียมรับ "วิวาห์แห่งปี" เทย์เลอร์ สวิฟต์ - ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

2 ก.ค. 2569 11:47 น.

นิวยอร์กเตรียมรับ “วิวาห์แห่งปี” เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี ปิดแมดิสันสแควร์การ์เดน

สื่อสหรัฐฯ และแหล่งข่าวหลายกระแสคาด “เทย์เลอร์ สวิฟต์” และ “ทราวิส เคลซี” เตรียมจัดงานแต่งงานสุดยิ่งใหญ่ที่แลนด์มาร์กใจกลางนครนิวยอร์ก “เมดิสัน สแควร์ การ์เดน” วันศุกร์นี้ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดและรายชื่อแขกคนดังระดับเอลิสต์

นครนิวยอร์กกำลังจับตากระแสข่าวการจัดงานแต่งงานของนักร้องระดับโลก เทย์เลอร์ สวิฟต์ และทราวิส เคลซี นักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง หลังมีรายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายแห่งว่า ทั้งคู่เตรียมเข้าพิธีวิวาห์ในคืนวันศุกร์ (3 ก.ค.) ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน (MSG) แลนด์มาร์กสำคัญในย่านแมนฮัตตัน

แม้ว่าแผนการจัดงานแต่งงานของซูเปอร์สตาร์สาวระดับพันล้าน เทย์เลอร์ สวิฟต์ และยอดนักกีฬาแชมป์ซูเปอร์โบวล์ 3 สมัย ทราวิส เคลซี ในวัย 36 ปีเท่ากัน จะถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ได้รับฟังบรรยายสรุปแผนรักษาความปลอดภัยได้เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีว่า งานวิวาห์แห่งปีจะเกิดขึ้นในคืนวันศุกร์นี้อย่างแน่นอน

รายงานระบุว่า เทศกาลแห่งความเฉลิมฉลองจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี ด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อพิเศษ สำหรับแขกคนสนิทเพียง 100 คน ก่อนจะเข้าสู่งานวิวาห์เต็มรูปแบบในวันศุกร์ที่มีรายชื่อแขกคนดังระดับท็อปของวงการร่วม 1,000 คน อาทิ จีจี ฮาดิด, คารา เดอเลอวีญ, เซเลนา โกเมซ, โซอี คราวิตซ์ ตลอดจนเพื่อนร่วมทีมแคนซัส ซิตี้ ชีฟส์ ของเคลซี

นอกจากนี้ แหล่งข่าวบันเทิงชื่อดังอย่าง TMZ ยังเปิดเผยว่า ภายในฮอลล์ยักษ์ของแมดิสันสแควร์การ์เดน มีการสร้างปราสาทจำลองขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นฉากหลังสุดอลังการสำหรับงานนี้ โดยแขกทุกคนต้องเซ็นสัญญาเก็บความลับและจะไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือตลอดทั้งงาน

บรรยากาศรอบๆ แมดิสันสแควร์การ์เดนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความคึกคัก มีรถบรรทุกและรถโฟร์กลิฟต์ลำเลียงอุปกรณ์จัดงานเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีผู้พบเห็นการปูพรมแดงขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าก่อนจะถูกเก็บออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อพรางตา ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า จะมีการเพิ่มกำลังตำรวจและสั่งปิดถนนรอบพื้นที่ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป

ปัจจุบัน คาดว่าทั้งคู่เดินทางถึงนิวยอร์กแล้ว โดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของสวิฟต์ลงจอดเมื่อวันอังคาร และมีคนเห็นรถของเธอในเมือง ขณะที่เคลซีก็มีภาพหลุดขณะกำลังวิ่งจ็อกกิ้งในย่านแมนแฮตตัน

แม้แมดิสันสแควร์การ์เดน ซึ่งรองรับคนได้กว่า 19,500 คน จะไม่ใช่สถานที่จัดงานแต่งงานทั่วไป และตั้งอยู่เหนือสถานีรถไฟเพนน์สเตชันอันพลุกพล่าน แต่นี่คือสถานที่ที่ตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวสูงสุด เนื่องจากมีทางเข้าที่มิดชิด มีที่จอดรถในร่มที่ปลอดภัย และไม่มีหน้าต่าง ทำให้สามารถรอดพ้นจากสายตาของปาปารัสซีและโดรนติดกล้องได้อย่างสมบูรณ์

แม้ตัวแทนของเทย์เลอร์ สวิฟต์ จะยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ แต่บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองต่างออกมายอมรับกลายๆ โดย เจสสิกา ทิสช์  ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์กกล่าวแถลงการณ์ว่า ตำรวจกำลังติดตามอีเวนต์ใหญ่ที่แมดิสันสแควร์การ์เดนในคืนวันศุกร์นี้ และได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมรับมือแล้ว

ด้านนายโซห์ราน มามดานี นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ได้โพสต์คลิปวิดีโอเตือนประชาชนเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในสัปดาห์นี้ พร้อมทิ้งท้ายแบบมีเลศนัยว่า: “เราพร้อมแล้ว และอยากให้คุณพร้อมด้วย โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังจะฉลองฟุตบอลโลก, วันชาติ 4 กรกฎาคม หรือถ้าคุณกำลังเช่า MSG เพื่อจัดงานแต่งงานสุดสัปดาห์นี้” คลางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่นิวยอร์กต้องรับศึกหนัก เนื่องจากตรงกับช่วงฉลองวันชาติสหรัฐฯ (4 ก.ค.) ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด และยังมีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลกในวันที่ 5 กรกฎาคมอีกด้วย ทางแจนโน ลีเบอร์ ประธานการขนส่งมวลชนนครนิวยอร์ก จึงได้ออกมาแนะนำให้เหล่าคนดังเลือกใช้รถไฟใต้ดินแทนการนั่งรถติดอยู่บนถนนในย่านใจกลางเมืองในวันงานดังกล่าว.

ที่มา Associated Press / AFP

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

2 ก.ค. 2569 11:19 น.

สุดช็อก เด็กแคนาดาวัย 11 ปี เสียชีวิตเพราะพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวเกาะใบหน้า

เด็กชายชาวแคนาดา วัย 11 ปี เสียชีวิตจาก โรคพิษสุนัขบ้า หลังถูกค้างคาวสัมผัสบริเวณจมูกและปากระหว่างนอนหลับ โดยครอบครัวไม่ทราบว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อ จึงไม่ได้รีบพาเข้ารับการรักษาป้องกันทันที

วารสารการแพทย์ของสมาคมแพทย์แคนาดา เผยแพร่รายงานกรณีศึกษาสุดสะเทือนใจ เมื่อเด็กชายชาวแคนาดา วัย 11 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุจากการที่ถูกค้างคาวสัมผัสบริเวณจมูกและปากระหว่างนอนหลับ แต่ครอบครัวไม่คิดว่าเป็นอันตราย เพราะไม่ได้ถูกกัดและไม่มีรอยแผล จึงไม่ได้รีบพาเข้ารับการรักษาป้องกันทันที

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่เด็กชายเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่กระท่อมตากอากาศแห่งหนึ่งในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เมื่อปี 2024 โดยรายงานระบุว่า เด็กชายสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบค้างคาวเกาะอยู่บริเวณจมูกและปาก จึงใช้มือปัดค้างคาวออกจากใบหน้า ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะจับค้างคาวใส่ภาชนะและนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ไม่ได้พาลูกชายไปพบแพทย์ในทันที เนื่องจากไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกกัด และเห็นว่าค้างคาวไม่ได้มีพฤติกรรมผิดปกติ แต่หลังจากผ่านไป 19 วัน เด็กชายเริ่มมีอาการชาบริเวณใบหน้าและเกิดอาการบวม ครอบครัวจึงพาไปเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน

ในระยะแรก แพทย์สงสัยว่าอาจเป็น โรคเบลล์พาลซี หรือภาวะอัมพาตของเส้นประสาทใบหน้าชั่วคราว จึงให้ยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรคในกลุ่มเริม

ต่อมาเด็กชายกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก 2 ครั้ง โดยแพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าอาจเป็นการติดเชื้อไวรัสในช่องปากและเหงือก แต่ในวันถัดมาอาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อใบหน้าด้านขวาเริ่มอ่อนแรง

ระหว่างรอเข้ารับการรักษา เด็กชายมีไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส กลืนลำบาก มีอาการสับสน และเกิดภาพหลอน ก่อนอาการจะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและเข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก

แพทย์จากมหาวิทยาลัยแมนิโทบา เริ่มสงสัยว่าเด็กชายอาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ก่อนที่ผลตรวจในอีกไม่กี่วันต่อมาจะยืนยันว่าเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน สำนักงานตรวจสอบอาหารแห่งแคนาดายังตรวจพบว่า เชื้อที่เด็กชายได้รับเป็นสายพันธุ์โรคพิษสุนัขบ้าที่พบในค้างคาว

ท้ายที่สุดเด็กชายเสียชีวิตหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ 17 วัน โดยก่อนหน้านี้ไม่มีประวัติภูมิแพ้ ไม่ได้ถูกเห็บกัด ไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย และไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ

รายงานระบุว่า โรคพิษสุนัขบ้าในมนุษย์พบได้น้อยมากในประเทศแคนาดา โดยนับตั้งแต่ปี 1924 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เพียง 28 ราย เนื่องจากประเทศมีโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แพทย์เน้นย้ำว่าการสัมผัสค้างคาวโดยตรง ไม่ว่าจะถูกกัดหรือไม่เห็นรอยแผลก็ตาม ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ควรได้รับวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังการสัมผัสเชื้อโดยเร็วที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จากบาดแผลขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ เช่น ชา กลืนลำบาก ไข้ สับสน หรือมีอาการทางระบบประสาทแล้ว โรคนี้แทบจะเสียชีวิตเกือบ 100% และยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล.

ที่มา : BBC

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกใหญ่ ดับอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บหลายสิบ

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกใหญ่ ดับอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บหลายสิบ

2 ก.ค. 2569 10:57 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟระลอกใหญ่ ดับอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บหลายสิบ

กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เผชิญการโจมตีทางอากาศครั้งรุนแรงจากรัสเซียในช่วงข้ามคืน ทั้งขีปนาวุธและโดรนโจมตีพื้นที่ที่อยู่อาศัย โรงแรม และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ยุติภารกิจต่างประเทศและเดินทางกลับประเทศ หลังได้รับรายงานข่าวกรองเตือนการโจมตีขนาดใหญ่

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 ก.ค.) กองทัพรัสเซียได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน และโดรน เข้าใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมืองหลวงและพื้นที่ใกล้เคียงอีก 5 เขต

นายทีมูร์ ทาคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารประจำกรุงเคียฟ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 8 ราย และมีพื้นที่ถูกทำลายเสียหายกว่า 36 จุดทั่วเมือง ขณะที่นายวิทาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 34 คน โดยในจำนวนนี้มีบุคลากรทางการแพทย์และคนขับรถพยาบาลรวมอยู่ด้วย

แรงระเบิดส่งผลให้อพาร์ตเมนต์สูง 9 ชั้นแห่งหนึ่งถูกโจมตีโดยตรงจนโครงสร้างตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 พังถล่มลงมา ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่บริเวณชั้นบนของโรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนเชฟเชนโก ซึ่งเป็นถนนสายหลักใจกลางเมืองหลวง รวมถึงคลังสินค้าและหอพักนักศึกษาได้รับความเสียหายอย่างหนัก คาดว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

การโจมตีครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งมโหฬาร ทำให้เขาต้องตัดสินใจยกเลิกกำหนดการเยือนกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ และรีบเดินทางกลับยูเครนทันที

เซเลนสกี กล่าวเตือนล่วงหน้าว่า “ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ปกป้องตัวเองและครอบครัว โปรดเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัยและปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยทางอากาศอย่างเคร่งครัด นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เตรียมการโจมตีครั้งใหญ่นี้มานานแล้ว” 

บรรยากาศในกรุงเคียฟเต็มไปด้วยความโกลาหล ชาวเมืองจำนวนมากอุ้มลูกหลาน หอบหิ้วสัตว์เลี้ยงและสิ่งของจำเป็น พากันวิ่งหนีตายลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นซ้ำๆ สองระลอกห่างกันไม่ถึงชั่วโมง

ความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและสหภาพยุโรป  ต้องประกาศเตือนภัย โดยกองทัพโปแลนด์ได้สั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบินประกบเพื่อเฝ้าระวังน่านฟ้าเป็นการชั่วคราว ก่อนจะถอนกำลังกลับเมื่อยืนยันว่าไม่มีการรุกล้ำน่านฟ้า ขณะที่ฟินแลนด์ได้ประกาศจำกัดเขตการบินชั่วคราวบริเวณอ่าวฟินแลนด์ฝั่งตะวันออกเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเป้าหมายทางทหาร การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันหลายแห่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก จนเกิดวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงในประเทศ และทำให้รัสเซียต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินจากประเทศอย่างอินเดีย

ทางการรัสเซียรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนของยูเครนได้หลายร้อยลำในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดนายอเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการภูมิภาคเลนินกราด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของปูติน ระบุว่าสามารถยิงโดรนตก 7 ลำ ส่วนที่ภูมิภาคเบลโกรอด ติดชายแดนยูเครน มีรายงานชายชาวรัสเซียเสียชีวิต 1 ราย และภรรยาได้รับบาดเจ็บหลังจากโดรนยูเครนพุ่งชนบ้านพัก

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ซึ่งเป็นคลังสมองของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลศึกษาพบว่า สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 4 ปีนี้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในกองทัพของทั้งสองฝ่ายรวมกันแล้วมากกว่า 2 ล้านนาย โดยฝั่งรัสเซียเป็นฝ่ายสูญเสียกำลังพลมากที่สุด ขณะที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพที่เซเลนสกีเสนอต่อปูติน ยังคงถูกปฏิเสธจากฝั่งทำเนียบเครมลินอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Reuters / AFP

กัมพูชาประกาศยกเลิกการจัดงานเทศกาลน้ำประจำปี ในกรุงพนมเปญ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

กัมพูชาประกาศยกเลิกการจัดงานเทศกาลน้ำประจำปี ในกรุงพนมเปญ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

2 ก.ค. 2569 10:32 น.

กัมพูชาประกาศยกเลิกการจัดงานเทศกาลน้ำประจำปี ในกรุงพนมเปญ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

รัฐบาลกัมพูชายกเลิกการจัดงานเทศกาลน้ำในกรุงพนมเปญเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยให้เหตุผลว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาชายแดน การช่วยเหลือประชาชน และผู้พลัดถิ่น

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลกัมพูชาประกาศยกเลิกการจัดงาน เทศกาลน้ำ “บุนอมตุก” (Bon Om Touk) ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่งานเฉลิมฉลองประจำปีของเมืองหลวงถูกยกเลิก 

คำสั่งนี้มีขึ้นตามหนังสือเวียนที่ลงนามโดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม โดยระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับภารกิจเร่งด่วนของประเทศ ทั้งสถานการณ์บริเวณชายแดน ความต้องการของประชาชน และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพลัดถิ่น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัดสามารถจัดกิจกรรมเทศกาลน้ำตามประเพณีท้องถิ่นได้ตามความเหมาะสม ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่า วันหยุดราชการ 3 วัน เนื่องในเทศกาลน้ำ จะยังคงมีผลตามกำหนดเดิม ครอบคลุมทั้งข้าราชการและลูกจ้างภาคเอกชน.

ที่มา Freshnews

ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออกนอกประเทศ 3 เท่า เริ่ม 2 ก.ค. หวังนำเงินแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออกนอกประเทศ 3 เท่า เริ่ม 2 ก.ค. หวังนำเงินแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

2 ก.ค. 2569 10:08 น.

ญี่ปุ่นขึ้นภาษีขาออกนอกประเทศ 3 เท่า เริ่ม 2 ก.ค. หวังนำเงินแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง

ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีขาออกจาก 1,000 เป็น 3,000 เยน มีผล 2 ก.ค. ครอบคลุมนักเดินทางทุกคน รวมถึงชาวญี่ปุ่น เพื่อนำรายได้ไปแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้น พร้อมลดค่าธรรมเนียมทำหนังสือเดินทาง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้น ภาษีนักท่องเที่ยวขาออก (International Tourist Tax) จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน หรือประมาณ 670 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป โดยมาตรการนี้มีผลกับผู้เดินทางออกจากญี่ปุ่นทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือพลเมืองญี่ปุ่น โดยภาษีจะถูกรวมอยู่ในราคาตั๋วเครื่องบิน เรือสำราญ และพาหนะระหว่างประเทศที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม

ที่ผ่านมา ภาษีขาออกอัตราเดิมสร้างรายได้ให้รัฐบาลญี่ปุ่นราว 50,000 ล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 11,200 ล้านบาท และหลังการปรับขึ้นอัตราภาษี คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีกประมาณ 120,000 ล้านเยนต่อปี หรือประมาณ 26,900 ล้านบาท โดยรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า รายได้ส่วนเพิ่มเติมนี้จะนำไปใช้แก้ปัญหา โอเวอร์ทัวริซึม (Overtourism) หรือปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่นเกินไป รวมถึงรองรับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นยังประกาศลดค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทาง เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางอายุ 10 ปี จะลดลง 7,000 เยน หรือประมาณ 1,570 บาท มีผลบังคับใช้ในวันเดียวกัน.

ที่มา NHK