รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

1 ก.ค. 2569 19:40 น.

รู้ตัวคนโอนเงิน ส่งพัสดุ รอรับปลายทาง คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน ออสเตรเลียจัดหาทนายให้

เลขา ป.ป.ส. เผยหลังประชุมร่วมตำรวจ AFP และ ABF ระบุเตรียมขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติด โยงคดีแอร์สาว ยันรู้ตัวผู้รับปลายทางยาเสพติดจากแอร์สาวและคนส่งพัสดุแล้ว

วันที่ 1 ก.ค. 69 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. (ดินแดง กรุงเทพฯ) พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการข่าวกับผู้แทนจากสำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) และเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย (ABF) นาน 1 ชม. ก่อนออกมาเปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ AFP และเจ้าหน้าที่ ABF ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นทาง ในการดำเนินการตรวจค้นและจับกุม น.ส.มีนา (ขอสงวนนามสกุล) ที่ประเทศออสเตรเลีย โดยในวันนี้เป็นการประชุมร่วมกันภายใต้โครงการปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม “Taskforce Storm” ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 

อย่างไรก็ดี การหารือในวันนี้ก็เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนตั้งแต่เริ่มการจับกุม และยังเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการทั้งสองฝ่าย เพื่อทำให้เราทราบถึงที่มาและต้นตอของขบวนการ ซึ่งเรามีข้อมูลร่วมกันทั้งหมดแล้ว แต่รายละเอียดอาจจะต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย เพราะเรามีความปรารถนาร่วมกันที่จะพิสูจน์ทราบถึงสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งประเทศไทยและฝั่งประเทศออสเตรเลีย

“ตอนนี้ในภาพรวมการดำเนินคดีกับทาง น.ส.มีนา ตนต้องเรียนว่ามาตรฐานการทำงานของออสเตรเลียนั้น เขาได้ให้ความเป็นธรรม และมีการจัดหาทนายให้กับ น.ส.มีนา ส่วนการขยายผลว่าใครเป็นคนส่ง หรือเป็นเครือข่ายอย่างไรนั้น เราก็ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก แต่เนื่องจากอยู่ระหว่างการใช้ขยายผลของทั้งสองประเทศ จึงขอสงวนข้อมูลไว้เล็กน้อย” พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกรณีที่มีประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้แสดงเจตจำนงจะสำแดงสิ่งของที่นำพามาในสัมภาระกระเป๋าเดินทางนั้น ข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นขั้นตอนการตรวจพบกระเป๋าที่มียาเสพติดตั้งแต่ในชั้นต้น ประเด็นนี้มีความชัดเจนแล้วว่าเมื่อ น.ส.มีนา เดินทางถึงสนามบินแล้วมีการตรวจโดยศุลกากร ก็จะมีการสอบถามอยู่แล้ว ซึ่งเป็นข้อกำหนดของทางการออสเตรเลีย เพราะลูกเรือแต่ละคน หากใครนำพาสิ่งของที่ไม่ใช่ของตัวเองติดตัวมาด้วย หรือในกระเป๋ามีสิ่งของที่จะต้องสำแดงหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียย่อมมีการสอบถามทุกคนอยู่แล้ว ในกรณีของ น.ส.มีนา ก็ได้ตอบว่าตัวเองได้มีการนำพากระเป๋า 12 ใบ และยินยอมให้มีการตรวจสอบ ก็เลยเป็นที่มาที่ศุลกากรเข้าตรวจสอบและพบว่าส่วนหนึ่งเป็นเฮโรอีน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในห้องแล็บ ยังไม่ได้ผลชัดเจนว่ามีจำนวนและปริมาณเท่าไร

ทั้งนี้ หากถามว่าการแสดงเจตจำนงสำแดงสัมภาระสิ่งของที่นำพาไปด้วย จะเป็นข้อต่อสู้ที่ช่วยให้ น.ส.มีนา ได้รับความยุติธรรมหรือไม่นั้น ตนมองว่า เรื่องข้อต่อสู้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย ขณะนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจว่าเขาเป็นคนผิดจริงหรือไม่ หรือเป็นคนที่ตกเป็นเหยื่อในการนำพายาเสพติดออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งทางการออสเตรเลียค่อนข้างให้ความเป็นธรรม โดยแต่งตั้งทนายในการเป็นผู้ช่วยเหลือทางด้านกฎหมายอีกด้วย

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนขยายผล การทำงานต่าง ๆ จึงต้องขอสงวนรายละเอียดไว้เล็กน้อย แต่มีตัวละครที่เกี่ยวข้องจริง ๆ ที่อยู่รอรับของปลายทาง ส่วนจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาตินั้น ตนยังไม่ขอเปิดเผย เพราะอยู่ในกระบวนการติดตามตัวของออสเตรเลีย และทราบว่าทางออสเตรเลียก็ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกต่อบุคคลใด เพราะว่าเป็นเรื่องระหว่างการสืบสวนอยู่ ส่วนจำนวนตัวละครที่เกี่ยวข้อง ยังประมาณไม่ได้ขนาดนั้นว่ามีกี่คน แต่รู้แค่ว่ามีคนรับและคนส่งของ ส่วนคนส่งของ คนรอรับ และคนโอนเงิน เราก็ต้องขยายผลให้มันเกิดความครอบคลุมทางด้านข้อมูลมากขึ้น

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า ในวันนี้ประเด็นที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เราคุยกันหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครือข่ายกลุ่มบุคคล ที่เป็นเครือข่ายเกี่ยวกับการส่งยาเสพติดจากแหล่งผลิตยาเสพติดผ่านไทยเพื่อนำส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย ทางเราและออสเตรเลียได้นำเอาข้อมูลเครือข่ายบุคคลที่มีพฤติการณ์ขนส่งลำเลียงยาเสพติดไปต่างประเทศมาพูดคุยกันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องการประสานการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดียาเสพติด ที่หลบหนีหมายจับของศาลไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งกรณีที่คนกระทำความผิดในออสเตรเลียแล้วมาหลบหนีในประเทศไทย เราก็ได้หารือความร่วมมือนี้ระหว่างกันด้วย ยอมรับว่าวันนี้เป็นความร่วมมืออย่างดีที่ทั้งไทยและออสเตรเลียได้นำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนหารือกัน

พ.ต.ต.สุริยา ระบุว่า ส่วนประเด็นว่า น.ส.มีนา ได้ให้ปากคำกับทางการออสเตรเลียหรือไม่ ว่าถ้าหากผ่านด่านตรวจที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์นไปแล้ว จะต้องนำส่งพัสดุกับใคร หรือมีการนัดรับปลายทางกันที่ไหนนั้น ตนยืนยันว่าเรามีข้อมูลตรงนี้หมดแล้ว แต่ต้องขอสงวนไว้เล็กน้อย ทั้งนี้ จากกรณีที่ตนให้สัมภาษณ์ประชาสัมพันธ์เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าขอให้ผู้ที่นำส่งพัสดุตัวจริงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดล็อตนี้แล้วได้นำไปส่งให้ น.ส.มีนา ที่คอนโดมิเนียม ในวันที่ 22 มิ.ย.69 ให้ความร่วมมือเข้ามาให้ข้อมูลกับเรานั้น ขณะนี้เริ่มมีคนให้เบาะแสเข้ามาบ้างแล้ว แต่ไรเดอร์คนส่งตัวจริงดังกล่าว ก็ยังไม่ได้มีการประสานมาอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าพบให้ข้อมูล

โดยหลังจากนี้ประมาณ 1-2 วัน เราจะมีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นเพิ่มเติม อาจจะร่วมกับทางตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด เพราะในตอนนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายที่ได้มีการสืบสวนไว้อยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการดำเนินการตรวจค้นและจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่มีส่วนร่วมกับกรณีของ น.ส.มีนา หรือเป็นทั้งเครือข่ายที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของ น.ส.มีนา ด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้กำหนดนัดประชุมบอร์ดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (บอร์ด ป.ป.ส.) โดยท่านจะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมในวันที่ 3 ก.ค.69 ซึ่งหนึ่งในวาระการประชุมสำคัญ คือ เรื่องของนางสาวมีนา และการส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย ก็จะได้มาพูดคุยกันเพื่อจะได้วางกรอบการพัฒนางานป้องกัน และเพิ่มมาตรการทุกอย่างให้มันเข้มแข็งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่ง การตรวจ การสแกน การเอ็กซเรย์ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ด้าน เจ้าหน้าที่ ABF (หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย) ระบุว่า ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในโอกาสนี้ตนขอขอบคุณเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ได้สละเวลามาร่วมหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญร่วมกันทั่วทั้งภูมิภาค

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ - แอร์สาว

1 ก.ค. 2569 19:19 น.

ตำรวจออสเตรเลีย หารือ ป.ป.ส. แลกเปลี่ยนข้อมูลคดียาเสพติดข้ามชาติ – แอร์สาว

ตำรวจ AFP ออสเตรเลีย หอบแฟ้มเอกสารปกดำ เข้าหารือ “เลขา ป.ป.ส.” ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลคดีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ – คดีแอร์สาวขนเฮโรอีน

วันที่ 1 ก.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ได้มีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สำนักงาน ป.ป.ส. โดยสำนักปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) เพื่อติดตามผลความคืบหน้าการขยายผลตรวจสอบในคดี น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พนักงานต้อนรับหญิง หรือแอร์สาว บริษัท การบินไทย จำกัด ซึ่งถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย วันที่ 25 มิ.ย.69 พร้อมของกลางเฮโรอีน 1 กก. โดยซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสัมภาระเดินทาง ปัจจุบัน น.ส.มีนา ถูกควบคุมตัวโดยทางการออสเตรเลีย และเตรียมขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์นในวันที่ 14 ก.ย. 69

 โดยในการพูดคุยหารือวันนี้ วางกรอบประเด็นในเรื่องการขยายผลความคืบหน้าทางคดี ผลการสอบปากคำของ น.ส.มีนา ว่าพัสดุที่นำพาติดตัวไปนั้น มีปลายทางผู้รับคือใคร สถานที่นัดรับปลายทางคือที่ใด ก่อนที่จะถูกทางการออสเตรเลียจับกุมตัว 

นอกจากนี้ จะมีการพูดคุยถึงเรื่องคดีอาญาที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่พบว่าประเทศไทยมักเป็นทางผ่านของยาเสพติด นำส่งไปยังประเทศปลายทางที่สาม ซึ่งประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งจะหารือมาตรการเข้มข้นด้านความปลอดภัยและการสกัดกั้นการนำเข้าและส่งออกยาเสพติดระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

เมื่อผู้แทนจาก AFP เดินทางมาถึงสำนักงาน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการพูดคุยในหัวข้ออะไรบ้าง ปรากฏว่าผู้แทน AFP ทั้งสองท่าน ได้ยิ้มรับฟังคำถามของผู้สื่อข่าว แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ก่อนเดินตรงเข้าไปภายในอาคาร และขึ้นไปยังด้านบนห้องประชุม ซึ่งมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะเจ้าหน้าที่สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตว่า ผู้แทนจากสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ได้นำแฟ้มเอกสารปกสีดำ ซึ่งระบุข้อความ “AFP มาด้วย อีกทั้งยังมีชายที่สวมเสื้อแจ็คเก็ตระบุข้อความด้านหลังเสื้อ ว่า “Australian Border Force” ซึ่งตัวย่อ คือ ABF หรือ หน่วยงานรักษาความมั่นคงชายแดนของประเทศออสเตรเลีย มีหน้าที่คล้ายกับกรมศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงชายแดนรวมอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน อีกทั้ง ABF ยังอยู่ภายใต้กระทรวงกิจการภายในของออสเตรเลีย (Department of Home Affairs) ทำหน้าที่หลัก ๆ เช่น ตรวจคนเข้าเมือง (Immigration control) ด้วยการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า–ออกประเทศ เช่น หนังสือเดินทาง วีซ่า สิทธิการเข้าประเทศ ตรวจศุลกากร (Customs) โดยตรวจสัมภาระ สินค้า และสิ่งของต้องห้าม เช่น ยาเสพติด อาวุธ เงินสดจำนวนมาก สินค้าผิดกฎหมาย ปราบปรามการลักลอบนำเข้า (Border enforcement) เช่น คดีลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และดูแลความปลอดภัยตามสนามบิน ท่าเรือ และจุดผ่านแดน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ABF มักปฏิบัติงานที่สนามบินนานาชาติ เช่น สนามบินซิดนีย์ เมลเบิร์น บริสเบน เป็นต้น

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

1 ก.ค. 2569 17:29 น.

ไทยทางผ่านยาเสพติดโลก เบื้องหลังแหล่งผลิต “เฮโรอีน” ริมชายแดน

ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเส้นทางลำเลียงยาเสพติดระดับโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยภูมิศาสตร์ที่ติดกับแหล่งผลิตขนาดใหญ่ ประกอบกับเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ทันสมัย คดีล่าสุดที่ “แอร์โฮสเตสสาวไทย” ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พร้อมเฮโรอีนซุกซ่อนใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง” ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของขบวนการค้ายาข้ามชาติที่เปลี่ยนมาใช้ “คนวงใน” หรือ “เหยื่อที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เป็นพาหะนำทาง

เส้นทาง “ไทยแลนด์” ทางผ่านขบวนการยาเสพติดโลก

ขบวนการค้ายาเสพติดใช้ไทยเป็นทางผ่านและจุดกระจายสินค้า เพื่อส่งต่อไปยังประเทศปลายทางที่มีมูลค่าตลาดมืดสูง เช่น ออสเตรเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยยาเสพติดหลักๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด

ยาไอซ์ และ ยาบ้า (สารตั้งต้นกลุ่มเมทแอมเฟตามีน) เน้นลำเลียงปริมาณมาก ทะลักเข้าทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ก่อนจะส่งต่อไปภาคใต้เพื่อลงเรือ หรือแพ็กใส่ตู้คอนเทนเนอร์ปะปนกับสินค้าเกษตร/เครื่องใช้ไฟฟ้าทางท่าเรือแหลมฉบัง

เฮโรอีน ยาเสพติดสกัดจากฝิ่นที่ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในตลาดออสเตรเลียและไต้หวัน เนื่องจากได้ราคาดีกว่าขายในไทยหลายเท่าตัว ขบวนการมักใช้วิธีซุกซ่อนในพัสดุไปรษณีย์ระหว่างประเทศ หรือจ้างคนหิ้ว (Mules) เดินทางโดยเครื่องบิน

แหล่งผลิต “เฮโรอีน” และชนกลุ่มน้อยริมชายแดน

ต้นทางของเฮโรอีน ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างไทย เมียนมา และลาว ปัจจุบันพื้นที่ผลิตหลักอยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยมีกลุ่มอิทธิพลและชนกลุ่มน้อยติดอาวุธควบคุมพื้นที่และโรงงานแปรรูปเคมีภัณฑ์

กลุ่มว้าแดง (UWSA) มีขีดความสามารถในการผลิตและควบคุมสารตั้งต้นสูงที่สุดในพื้นที่

กลุ่มโกกั้ง และ กองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ขนาดเล็ก รวมถึงกลุ่มทหารบ้าน (Militia) ที่แฝงตัวอยู่ริมชายแดน เมียนมา-จีน และ เมียนมา-ไทย

เส้นทางเข้าสู่ไทย ขบวนการจะลำเลียงเฮโรอีนอัดแท่ง (มักประทับตราสิงโตคู่เหยียบลูกโลก) ข้ามแม่น้ำโขงหรือเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวมถึงระยะหลังเริ่มมีการทะลักเข้าทางภาคอีสาน เช่น นครพนม, มุกดาหาร เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ภาคเหนือ

เจาะลึกคดีแอร์สาว กลโกง “กระเป๋าช้าง” และหลุมพรางเฟซบุ๊กอวตาร

คดีสะเทือนวงการการบินเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสาวชาวไทยวัย 26 ปี ถูกศุลกากรออสเตรเลีย (ABF) จับกุมพร้อมเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งมีมูลค่าในตลาดมืดออสเตรเลียสูงถึงประมาณ500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11-12 ล้านบาท)

กลอุบาย “รับจ้างหิ้วสินค้า OTOP”

จากการสืบสวนของ ป.ป.ส. พบว่า แอร์สาวรายนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กรับหิ้วของ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ทักมาจ้างให้เธอช่วยหิ้วสินค้าที่อ้างว่าเป็น “สินค้า OTOP” ไปส่งให้ลูกค้าที่ออสเตรเลีย โดยให้ค่าจ้างเป็นเงินเพียง 8,800 บาท ประกอบกับความที่เธอมีภาระหนี้สิน (กยศ. และค่าผ่อนรถ) จึงหลงเชื่อรับงาน

วิธีการปลอมแปลงใน “กระเป๋าผ้าลายช้าง”

1. การส่งมอบ ก่อนวันบิน 2 วัน (22 มิ.ย. 69) ขบวนการยาเสพติดได้ใช้บริการไรเดอร์ส่งพัสดุนำกล่องสีน้ำตาลมาส่งให้แอร์สาวที่คอนโดมิเนียม

2. การซุกซ่อน เมื่อเปิดกล่องดู พบเป็น กระเป๋าผ้าหูรูดลายช้างจำนวน 12 ใบ ซึ่งเป็นสินค้าของฝากยอดฮิตของไทย ตัวยาเสพติดถูกแปรรูปหรือสอดไส้อย่างแนบเนียนอยู่ภายในโครงสร้างกระเป๋า ซับใน หรือก้นกระเป๋า จนคนทั่วไปมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งผิดปกติ แอร์สาวจึงนำกระเป๋าช้างทั้งหมดใส่ในกระเป๋าเดินทางส่วนตัวเพื่อเตรียมบิน

3. ปลายทางที่เมลเบิร์น เมื่อเดินทางถึงสนามบินเมลเบิร์นในวันที่ 25 มิ.ย. 69 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียซึ่งมีระบบคัดกรองความเสี่ยงสูง ได้สุ่มตรวจและเอ็กซเรย์พบสารฝิ่นหนาแน่นในกระเป๋าผ้าลายช้าง นำไปสู่การจับกุมในที่สุด

คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติไม่ได้ใช้เพียงแค่อาชญากรหน้าเดิมในการขนส่งอีกต่อไป แต่เลือกใช้ “ไซเบอร์แท็กติก” ด้วยการสร้างตัวตนปลอมในโลกออนไลน์ เพื่อเสาะหาคนธรรมดาหรือพนักงานสายการบินที่มีสิทธิ์พิเศษในการเดินทาง (แต่ปัจจุบันถูกตรวจสอบเข้มงวดไม่ต่างจากผู้โดยสารทั่วไป) มาเป็นเครื่องมือ โดยใช้ความเดือดร้อนทางการเงินและสินค้าพื้นเมืองอย่าง “กระเป๋าช้าง” มาบังหน้า ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ของธุรกิจรับหิ้วของข้ามแดนในยุคนี้

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

จีนเริ่มบังคับใช้ "กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

1 ก.ค. 2569 17:08 น.

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ฉบับใหม่ของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ก.ค. ท่ามกลางกระแสคัดค้านและประณามอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเตือนว่ากฎหมายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการ “กลืนชาติ” ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวอุยกูร์และชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีข้อบัญญัติที่เอื้อให้อำนาจรัฐบาลจีนปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศได้

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการหล่อหลอม “อัตลักษณ์ร่วมแห่งชาติ” ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกรอบทางกฎหมายจะเข้ามารองรับและเปลี่ยนนโยบายที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้เป็นข้อบัญญัติที่เป็นทางการ เช่น การยกระดับสถานะของภาษาจีนกลางให้เป็นภาษาหลักเพียงหนึ่งเดียวในการศึกษา การดำเนินธุรกิจของรัฐ และในพื้นที่สาธารณะ

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงมาตรการด้านความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการป้องกันการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก่อนหน้านี้จีนมักใช้ข้ออ้างเหล่านี้ในการปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณพื้นที่แถบชายแดนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองมาแต่โบราณ

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดย ซาร่าห์ บรูคส์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นการทำให้ “นโยบายบังคับกลืนชาติ” กลายเป็นระบบสถาบันที่ถูกกฎหมาย

“ทางการจีนมีพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่จะต้องปกป้องชุมชนกลุ่มน้อยและวัฒนธรรมของพวกเขา แต่กฎหมายฉบับนี้กลับทำสิ่งตรงกันข้าม มันไม่ใช่การเฉลิมฉลองความแตกต่าง แต่เป็นการบีบให้กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุยกูร์ ชาวทิเบต และชาวมองโกเลีย ต้องยอมรับอัตลักษณ์แห่งชาติเดี่ยวที่ถูกกำหนดโดยรัฐ ซึ่งถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมชาวจีนฮั่น ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ”

บรูคส์ระบุเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความสามัคคี” ในบริบทนี้ ไม่ใช่ความสามัคคีที่เกิดจากความกลมเกลียวระหว่างชุมชน แต่หมายถึง “การปรับตัวทางความคิดและอุดมการณ์ให้ตรงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่เคยมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วในจีน เช่น การส่งเสริมภาษาชนกลุ่มน้อย การบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง อาจถูกตีความและยัดข้อหาเป็นความผิดทางอาญาเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่นานาชาติที่สุด คือข้อบัญญัติที่ระบุว่า บุคคลสามารถถูกดำเนินคดีและต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายนี้ได้ แม้ว่าจะกระทำความผิดอยู่นอกอาณาเขตประเทศจีนก็ตาม โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหู เหว่ยเลี่ย  เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายตุลาการของจีน ได้ออกมาแถลงปกป้องกฎหมายนี้ว่า ข้อกำหนดในการบังคับใช้นอกราชอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องที่ “มีความชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และจำเป็น” เพื่อจัดการกับสัญญะและการกระทำที่บ่อนทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

แต่นายนายโวลเคอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้จีนยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากเสี่ยงที่จะ “เพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดเสรีภาพด้านภาษา การศึกษา การปฏิบัติศาสนกิจ วัฒนธรรม การแสดงออก และการรวมกลุ่ม” ขณะที่กลุ่มผู้นำชาวอุยกูร์และชาวทิเบตต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ กดดันจีนให้ล้มเลิกกฎหมายที่มุ่งลบล้างตัวตนของพวกเขา

รัฐบาลไต้หวันแสดงท่าที “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขต “การข่มขู่คุกคามต่อประชาชนของไต้หวันและประเทศอื่น ๆ” พร้อมเตือนว่าในอนาคต บุคคลจากประเทศใดก็ตามที่มีคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของทางการจีน อาจตกเป็นเป้าหมายหรือถูกตามล่าภายใต้กฎหมายฉบับนี้

ขณะที่ คณะกรรมการกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) โดยนายเหลียง เหวินเจี๋ย ได้เปิดเผยแถลงการณ์เตือนประชาชนชาวไต้หวันว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นหากต้องเดินทางไปจีน เนื่องจากกฎหมายนี้เต็มไปด้วย “แนวคิดทางกฎหมายที่คลุมเครืออย่างยิ่ง ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความตามอำเภอใจ” อันเป็นลักษณะเด่นของระบบกฎหมายภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน และระบุว่าจีนจะใช้กฎหมายนี้เป็นฐานรองรับในการปราบปรามสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและทิเบต รวมถึงใช้ปิดปากเสียงในระดับสากลที่ให้การสนับสนุนหรือเป็นมิตรกับไต้หวัน

ทั้งนี้ ทางการจีนยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกรณี โดยยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลสร้างความมั่นคงภายในและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม.

ที่มา AFP /  Amnesty International

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

1 ก.ค. 2569 15:38 น.

เผยรัสเซียอนุมัติส่งทหารฝึกลับในจีน เจาะลึกกลยุทธ์ “สงครามเคมี-ชีวภาพ”

รายงานสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยว่า รัฐบาลรัสเซียได้อนุมัติให้จีนจัดการฝึกทางทหารอย่างลับแก่กำลังพลรัสเซียเมื่อปีที่ผ่านมา โดยได้รับความเห็นชอบโดยตรงจากนายอันเดร เบลูซอฟ รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซีย และมีนายทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างน้อย 4 นาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทหารของยุโรป 2 นาย และเอกสารลับภายในของกองทัพรัสเซีย ระบุว่า โครงการฝึกทหารอย่างลับๆ ของกองกำลังรัสเซียในประเทศจีนเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับการอนุมัติเป็นการส่วนตัวจาก นายอันเดร เบลูซอฟ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยมีนายทหารระดับนายพลของรัสเซียและจีนเข้าร่วมกระบวนการโดยตรงอย่างน้อย 4 นาย

เอกสารลับชั้นความลับสูงสุดของรัสเซียระบุว่า นายเบลูซอฟได้ออกคำสั่งภายในเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 อนุมัติให้คณะผู้แทนจากกองทัพรัสเซียเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบ ณ สถานที่ฝึกของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ซึ่งเจ้าหน้าที่ยุโรปชี้ว่า การที่บุคคลระดับสูงขนาดนี้ลงมาพัวพันกับการฝึกทหารที่เชื่อมโยงกับสงครามยูเครน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่ทั้งสองประเทศมีต่อความร่วมมือครั้งนี้

ในรายงานระบุรายละเอียดว่า หนึ่งในหลักสูตรที่มีการฝึกอบรมคือ การฝึกซ้อมเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ณ ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นไปที่ “ระบบป้องกันภัยจากรังสี สารเคมี และชีวภาพ”

นอกจากนี้ เอกสารยังปรากฏภาพถ่ายขณะที่ทหารรัสเซียกำลังนั่งฟังคำบรรยายจากครูฝึกชาวจีน โดยมีการศึกษาแบบจำลองของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และรับการฝึกอบรมในหัวข้อ “การลาดตระเวนทางเคมี” (Chemical Reconnaissance) “การลาดตระเวนทางรังสี” (Radiation Reconnaissance) รวมถึงเทคนิคการปกป้องระบบระบายอากาศไม่ให้ปนเปื้อนสารพิษ

เจ้าหน้าที่ยุโรปรายหนึ่งให้ความเห็นว่า การรวมหลักสูตรสงครามนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ เข้าไว้ด้วยกัน ยิ่งตอกย้ำถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ของการแลกเปลี่ยนทางทหารในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งสำหรับกองทัพทั่วโลก

เอกสารลับของกองทัพรัสเซียมีการระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมหลักสูตรทั้งหมดอย่างละเอียด ตั้งแต่ชั้นยศ วันเกิด สังกัด ไปจนถึงระดับการเข้าถึงความมั่นคง โดยพบรายชื่อนายทหารระดับสูง ได้แก่พลเอกเอก รุสตาม มูราดอฟ รองผู้บัญชาการทหารบกรัสเซีย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซียเดินทางไปจีน, พลตรี วิทาลี เกราซิมอฟ นายพลชื่อดังของรัสเซีย เข้าร่วมรับการอบรมในเมืองเปิ้งปู่, พลตรี หลี่ จินซุน ผู้บัญชาการวิทยาลัยทหารป้องกันภัยรังสี เคมี และชีวภาพ ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เข้าร่วมในพิธีเปิดหลักสูตร โดยพลตรี รุสตาม คูซายนอฟ  จากฝั่งรัสเซีย และ พันเอกพิเศษ ซุน ได่หยุน จากฝั่งจีน เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงพื้นฐานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เพื่อรองรับการฝึกดังกล่าว

แม้เทคโนโลยีของจีนจะก้าวหน้า แต่รายงานประเมินผลภายในของกองทัพรัสเซียที่ส่งกลับมอสโกได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ โดยรายงานจากการฝึกที่เมืองหนานจิงชื่นชมว่า อุปกรณ์ของจีนมีมาตรฐานสูง มีการใช้ระบบจำลองที่ดีเยี่ยม และผู้ฝึกสอนมีความรู้เชิงทฤษฎีที่แน่นมาก แต่จุดอ่อนสำคัญคือ จีนขาดประสบการณ์ในการรบจริง ซึ่งสวนทางกับรัสเซียที่สะสมประสบการณ์การรบอย่างโชกโชนในยูเครนมานานกว่า 4 ปี ขณะที่จีนไม่ได้เข้าร่วมทำสงครามจริงมานานหลายทศวรรษ

ทางด้าน นายอันเดร คาร์ตาโปลอฟ ประธานคณะกรรมการกลาโหมของรัฐสภารัสเซีย ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือดผ่านสื่อ RTVI ว่า รายงานข่าวเรื่องการฝึกนี้เป็น “เรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง” และกองทัพรัสเซียไม่มีอะไรจำเป็นต้องเรียนรู้จากจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลความจริง และย้ำว่าจีนยังคงรักษาจุดยืนที่เป็นกลางในวิกฤตการณ์ยูเครนและพร้อมเป็นตัวกลางสร้างสันติภาพ ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่โจมตีว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” จากฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม นางคาจา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ยืนยันว่า อียูได้ตรวจสอบผ่านช่องทางของตนเองแล้วและพบว่าการฝึกทหารดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางความมั่นคง

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการพิจารณามาตรการตอบโต้จีน เนื่องจากจีนเป็นทั้งพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในอียูเริ่มออกมาเตือนว่า “ยุโรปต้องเลิกมองจีนผ่านเลนส์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” แต่ต้องมองจีนในฐานะ “ผู้สนับสนุนรายสำคัญที่ขับเคลื่อนสงครามของรัสเซีย” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหลังจากนี้อาจนำไปสู่การคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Reuters

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

1 ก.ค. 2569 14:28 น.

เมียนมายอดดับทะลุ 100,000 ศพ เซ่นพิษสงครามกลางเมือง 5 ปีหลังรัฐประหาร

องค์กรติดตามความขัดแย้ง เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายในสงครามกลางเมืองเมียนมาพุ่งทะลุ 100,000 ราย หลังผ่านพ้นเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 มานานกว่า 5 ปี ส่งผลให้กลายเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดและรุนแรงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประชาชนกว่า 3.7 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

องค์กรติดตามข้อมูลที่ตั้งความขัดแย้งและเหตุการณ์ (ACLED) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังความขัดแย้งระดับโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวบรวมจากรายงานความรุนแรงในหน้าสื่อ แม้จะไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมาคือ “ความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่”

จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อจัดตั้งกลุ่มกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน

ACLED ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้มันกลายเป็น “ความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก” โดย ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น

ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดีพลเรือน” หลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก และพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป ซึ่งองค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “ละครตบตา” เพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล

แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่า สถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพ และช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม

เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า “ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี”

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปต่างประเทศด้วย ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธของตนผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์” ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานอยู่ภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว.

ที่มา AFP

เวียดนามแจก “โบนัสมีลูก” หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

เวียดนามแจก "โบนัสมีลูก" หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

1 ก.ค. 2569 13:57 น.

เวียดนามแจก “โบนัสมีลูก” หลังยกเลิกนโยบายลูก 2 คน หวังกู้วิกฤตสังคมสูงวัย

เวียดนามเปิดมาตรการใหม่ แจกโบนัสให้คนมีลูก จูงใจประชาชน หลังยกเลิกนโยบายจำกัดบุตร 2 คนที่ใช้มายาวนาน ท่ามกลางความกังวลว่า ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว กระทบเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน

มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ภายใต้กฎหมายประชากรฉบับใหม่ โดยมารดาที่มีบุตรคนที่ 2 จะได้รับ สิทธิลาคลอดเพิ่มจาก 6 เดือนเป็น 7 เดือน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาพและเงินช่วยเหลือจากรัฐ

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การตรวจคัดกรองก่อนคลอดและหลังคลอดฟรี รวมถึงเงินโบนัสก้อนเดียวสูงสุดประมาณ 228 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวสองในสามของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของชาวเวียดนาม

ฟาม ถิ ลาน หัวหน้าฝ่ายประชากรและการพัฒนาของ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนแนวทางครั้งสำคัญของเวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนจากการควบคุมการวางแผนครอบครัว ไปสู่การมุ่งเน้นการพัฒนาประชากร

ที่ผ่านมา สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่มีบุตรเกิน 2 คน เคยถูกลงโทษทางวินัย จนกระทั่งกฎดังกล่าวถูกยกเลิกเมื่อปีที่แล้ว

ปัจจุบันเวียดนามกำลังเผชิญแนวโน้ม อายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ประเทศกลายเป็นหนึ่งในชาติที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อาจเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มภาระต่อระบบสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุ และแม้รัฐจะใช้วิธีแจกเงิน แต่หลายครอบครัวยังไม่อยากมีลูกเพิ่ม

เหงียน คิม บิก วัย 32 ปี ชาวกรุงฮานอยเปิดเผยว่า แม้เธอจะได้สิทธิลาเพิ่มและเงินช่วยเหลือหากมีลูกคนที่สอง แต่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกยังสูงเกินไป การได้ลาเพิ่มอีกหนึ่งเดือนกับเงินช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ได้ทำให้เธออยากมีลูกคนที่สอง เพราะทุกวันนี้เกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ครอบครัวราว 1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ถูกใช้ไปกับการเลี้ยงดูลูกคนแรกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เวียดนามยังไม่เข้าสู่วิกฤตประชากรรุนแรงแบบ เกาหลีใต้ หรือ ญี่ปุ่น แต่รัฐบาลเริ่มเร่งแก้ปัญหาก่อนที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงอย่างหนัก.

ที่มา : channelnewsasia

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

1 ก.ค. 2569 13:16 น.

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นลงมติผ่านร่างกฎหมายห้ามทำลายหรือดูหมิ่นธงชาติ โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 เยน ท่ามกลางการคว่ำบาตรของพรรคฝ่ายค้านที่กล่าวหารัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายโดยไม่เปิดให้มีการอภิปรายอย่างเพียงพอ และตั้งข้อกังวลต่อเสรีภาพในการแสดงออก

สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายห้ามทำลายหรือดูหมิ่นธงชาติ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อสมาชิกพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคพร้อมใจกันไม่เข้าร่วมการลงมติ เพื่อแสดงพลังประท้วงต่อแนวทางการทำงานของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่พยายามผลักดันมาตรการดังกล่าว ซึ่งเป็นแกนหลักของวาระนโยบายสายอนุรักษนิยมอย่างเบ็ดเสร็จ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (DPFP) และพรรคซันเซโตะ (Sanseito) ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองแนวคิดอนุรักษนิยม จะได้ร่วมมือกับพรรค LDP และพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในการเสนอเข้าสู่สภา แต่สุดท้ายทั้งสองพรรคก็เลือกที่จะเข้าร่วมการคว่ำบาตรการลงมติในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากไม่พอใจวิธีการควบคุมและนำทางวาระการประชุมสภาของกลุ่มพันธมิตรรัฐบาล

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการทำลาย เคลื่อนย้าย หรือทำให้ธงชาติแปดเปื้อนในที่สาธารณะ โดยเจตนาให้เกิด “ความรู้สึกไม่สบายใจหรือความรังเกียจอย่างรุนแรง” ต่อผู้อื่น โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 เยน (ประมาณ 41,000 บาท)

กฎหมายดังกล่าวถูกระบุไว้ในข้อตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรค LDP และ JIP เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยผู้เสนอระบุว่าต้องการแก้ไข “ความย้อนแย้ง” ในประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันของญี่ปุ่น ที่ระบุความผิดและบทลงโทษสำหรับการดูหมิ่นธงชาติของ “ต่างประเทศ” เอาไว้แล้ว แต่กลับไม่มีบทลงโทษสำหรับการกระทำต่อธงชาติของตนเอง

การบังคับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในรัฐสภาไม่เพียงแต่สร้างความขัดแย้งกับฝ่ายค้าน แต่ยังสร้างความเห็นต่างภายในพรรค LDP เอง โดยมี สส. บางส่วนตัดสินใจงดออกเสียง เช่น นายทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสายพิราบ หรือสายประนีประนอม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า แม้เขาจะไม่คัดค้านมติของพรรค แต่เขาก็ไม่สามารถ “สนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา” ได้เช่นกัน เขากล่าวว่า “ความเคารพต่อธงชาติควรเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและด้วยความสมัครใจ ไม่ควรถูกบังคับผ่านการกำหนดโทษทางอาญา”

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายนี้ยังต้องเผชิญกับด่านสำคัญในสภาสูง ซึ่งพรรครัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อย และยังไม่แน่ชัดว่าจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านหลักๆ รวมถึงพรรคสายกลางอย่าง พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง และพรรคโคเมโต (Komeito) ต่างแสดงความกังวลว่า กฎหมายนี้อาจละเมิด “เสรีภาพในการแสดงออก” ที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงเหตุผลทางกฎหมายในการเอาผิด และการนิยามขอบเขตพฤติกรรมที่ควรถูกลงโทษว่ายังไม่มีความชัดเจนพอ

จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรค LDP และ JIP ได้ร่วมกันกวาดที่นั่งในสภาล่างไปได้มากกว่า 3 ใน 4 ซึ่งเกินเกณฑ์ 2 ใน 3 ที่จำเป็นในการใช้อำนาจโหวตคว่ำมติของสภาสูงหากเกิดกรณีขัดแย้ง ทำให้รัฐบาลสามารถใช้ “กฎหมู่เสียงข้างมาก” ในการลากกฎหมายต่างๆ ผ่านสภาล่างได้อย่างง่ายดาย

นอกเหนือจากร่างกฎหมายธงชาติแล้ว รัฐบาลยังได้บังคับเปิดการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญอื่นๆ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน เช่น ร่างกฎหมายลดจำนวนที่นั่ง สส. ลงราวร้อยละ 10 และร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรองแห่งที่สอง” เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินของกรุงโตเกียว

สถานการณ์ความเผชิญหน้าที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้การทำงานของรัฐสภาติดขัด โดยตัวแทนจาก 5 พรรคฝ่ายค้านในสภาล่างได้เข้าพบและแจ้งต่อ นายเอสุเกะ โมริ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า “พวกเขาไม่สามารถยอมรับการบังคับพิจารณาร่างกฎหมายโดยอาศัยเพียงจำนวนป้ายชื่อได้อย่างเด็ดขาด”

ด้านนายโยชิฮิโกะ อิโซซากิ ประธานคณะกรรมการกิจการวุฒิสภาของพรรค LDP ได้ออกมาแถลงยอมรับต่อสื่อมวลชนว่า ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน เป็นเรื่องยากมากที่จะผลักดันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ของรัฐบาลอีก 17 ฉบับ รวมถึงร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาอีกหลายฉบับให้เสร็จสิ้นได้ทันตามกำหนดการเดิมที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

แกนนำพรรครัฐบาลจึงเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้มีการ “ขยายเวลาสมัยประชุมสภา” ออกไป เพื่อจัดการกับกฎหมายค้างท่อทั้งหมด ซึ่งคาดว่าเกมนโยบายและการประลองกำลังระหว่างขั้วอำนาจในเมืองหลวงของญี่ปุ่นจะยังคงดุเดือดต่อไปหลังจากนี้.

ที่มา KYODO NEWS / The Mainichi 

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ “ปาเลา” ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ "ปาเลา" ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

1 ก.ค. 2569 12:15 น.

สหรัฐฯ ส่งตัวผู้อพยพรายแรกสู่ “ปาเลา” ประเทศเกาะกลางแปซิฟิก

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมาตรการผลักดันผู้อพยพไร้เอกสารไปยังประเทศที่สาม โดยส่งตัวรายแรกไปยัง “ปาเลา” ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินอุดหนุนมูลค่า 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกกลับตัดสินใจออกจากเกาะแห่งนี้หลังอยู่ได้เพียง 2 สัปดาห์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังผลักภาระปัญหาผู้อพยพไปยังประเทศขนาดเล็ก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างอิงแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีปาเลา ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มส่งผู้อพยพมายัง “ปาเลา” ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้แล้ว โดยผู้อพยพรายแรกได้เดินทางมาถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำนักงานของประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ แห่งปาเลา ระบุในแถลงการณ์ว่า “ต้อนรับบุคคลแรกที่สนามบินในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นำตัวเขาไปยังที่พักชั่วคราว พร้อมทั้งช่วยดำเนินการเรื่องโทรศัพท์มือถือและช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับที่นี่”

ข้อตกลงดังกล่าวตั้งเป้าให้ผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและหางานทำในปาเลา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ไม่มีทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง หรือความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกนี้อาศัยอยู่บนเกาะได้ไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากเดินทางมาถึงเมืองโกรอร์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของประเทศ

ทางทำเนียบประธานาธิบดีปาเลาเปิดเผยว่า “หลังจากผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ เขาตัดสินใจที่จะไม่พำนักอยู่ที่นี่ต่อ” โดยข้อมูลพื้นฐานของชายคนดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่เขาถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ และจุดหมายปลายทางที่เขาเดินทางไปต่อหลังจากออกจากปาเลา ยังคงถูกปิดเป็นความลับและไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ เคยยกย่องข้อตกลงรับผู้เนรเทศนี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งปาเลาและสหรัฐฯ โดยระบุในพิธีลงนามข้อตกลงเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาว่า “มันคือการชนะไปด้วยกัน เราได้ช่วยเหลือสหรัฐฯ และเราได้ช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ที่กำลังต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย และหวังว่าพวกเขาจะมีงานทำและมีความสุขในปาเลา”

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ปาเลาตกลงที่จะรับผู้อพยพที่ถูกเนรเทศจำนวนสูงสุด 75 คน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม และปาเลามีสิทธิ์เด็ดขาดในการ “วีโต้” หรือปฏิเสธบุคคลที่ไม่ต้องการรับเข้าประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐฯ จะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่พาเลาจำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 255 ล้านบาท) เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

แม้ผู้นำประเทศจะมองว่าเป็นข้อตกลงที่ดี แต่มาตรการนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างหนักจากภายในประเทศ โดยกลุ่มสมาชิกรัฐสภาของปาเลาได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อระงับนโยบายดังกล่าว แต่ก็ต้องพ่ายแพ้คดีไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายฮอกคอนส์ บาอูเลส ผู้นำวุฒิสภาของปาเลา ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่า “อธิปไตยของพาเลากำลังถูกละเลย เรารู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังเอาปัญหาของตัวเองมาทิ้งไว้ที่ปาเลา”

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคง “ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการยุติการอพยพย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและการอพยพของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดนของอเมริกา” พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของการสื่อสารทางการทูตเป็นการภายในกับรัฐบาลพาเลา

ทั้งนี้ ปาเลา ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก โดยมีประชากรเพียงประมาณ 20,000 คน กระจายอยู่ตามเกาะภูเขาไฟและเกาะปะการังหลายร้อยเกาะ แม้จะได้รับเอกราชในปี 1994 แต่พาเลายังคงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อย่างมากภายใต้ข้อตกลง “Compact of Free Association”

ภายใต้เงื่อนไขนี้ สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ของปาเลาเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร แลกกับการที่สหรัฐฯ ต้องสนับสนุนงบประมาณมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ และรับหน้าที่ดูแลระบบป้องกันประเทศและความมั่นคงทั้งหมดให้แก่ปาเลา นอกจากนี้ ปาเลายังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงให้การรับรองทางการทูตแก่ “ไต้หวัน” แทนสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย

ทั้งนี้ นโยบายส่งผู้อพยพไปยังประเทศที่สามของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นที่ปาเลาเป็นที่แรก ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้มีการทำข้อตกลงในลักษณะคล้ายกันเพื่อผลักดันผู้แสวงหาที่พักพิงไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เอลซัลวาดอร์ และยูกันดา มาแล้ว.

ที่มา AFP

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

1 ก.ค. 2569 11:33 น.

มหาสมุทรโลกทำสถิติร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายน นักวิทย์เตือนเอลนีโญ อาจดันอุณหภูมิพุ่งอีก

อุณหภูมิน้ำทะเลทั่วโลกในเดือนมิถุนายนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักวิทย์เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญ บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้อุณหภูมิทั้งในมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศโลกพุ่งสูงขึ้นอีก

ข้อมูลจาก โครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส ของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2026 อยู่ที่ 20.98 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2024

นอกจากนี้ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ยังเป็นอีกช่วงเวลาที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าสถิติสูงสุดของช่วงเดียวกันในปี 2024 เพียงเล็กน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกยังเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลที่ยืดเยื้อ

คาร์โล บวนเตมโป ผู้อำนวยการ โครงการโคเปอร์นิคัส ไคลเมต เชนจ์ เซอร์วิสกล่าวว่า สภาพมหาสมุทรในปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงใหม่ที่โลกยังไม่เคยเผชิญมาก่อน

เขาระบุว่าเมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ และมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระยะอันใกล้ โลกมีโอกาสเห็นการทำลายสถิติอุณหภูมิอีกหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีการปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบกระแสลม เมฆ และสภาพอากาศทั่วโลก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ น้ำท่วมรุนแรงในเปรู ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา ไฟป่าในออสเตรเลีย รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์

ด้าน ไซมอน ฟาน เกนนิป นักสมุทรศาสตร์อาวุโสของโครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส กล่าวว่า ปี 2026 มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้ โดยมีทั้งอิทธิพลของเอลนีโญและการสะสมก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ

รายงานฉบับนี้มีขึ้นหลังจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเตือนว่า มหาสมุทรของโลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ทวีความรุนแรง เนื่องจากอุณหภูมิของทะเลเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่เคย

มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาประมาณ 90%

อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น จะทำให้มีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เพิ่มพลังให้กับพายุหมุนเขตร้อนและฝนตกหนัก อีกทั้งน้ำทะเลที่ร้อนยังขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อแนวปะการัง ซึ่งอาจเกิดภาวะฟอกขาวและตายลงจากคลื่นความร้อนในทะเลที่ยาวนาน

ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 คลื่นความร้อนในทะเลได้แผ่ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 82% ของมหาสมุทรทั่วโลก ถือเป็นระดับสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2024

คลื่นความร้อนในทะเล คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล สภาพอากาศ และทำให้สัตว์ทะเลจำนวนมากเสี่ยงต่อการตาย

รายงานยังระบุว่า ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนสูงถึง 24.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2023 และ 2025 โดยกว่า 98% ของพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี

ขณะที่สถาบันด้านภูมิอากาศของสเปนเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนในทะเลบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือได้สร้างสถิติความรุนแรงสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังยุโรปเพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทำสถิติใหม่

ส่วนบริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 27.26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยพื้นที่ที่ร้อนผิดปกติมากที่สุดอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตก เส้นศูนย์สูตร รวมถึงนอกชายฝั่งประเทศเปรูและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป โลกอาจต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก.

ที่มา :channelnewsasia